บทที่ สี่สิบสี่
ยามจื่ิอล่วงมาได้ครู่ใหญ่ราตรีในค่ำเดือนดับมืดมิดจนแสงโคมที่แขวนอยู่ตามชายคาแลดูสุกเรืองดุจเปลวเพลิงในม่านหมอกบรรยากาศสงัดงันจนนกกลางคืนยังมิกล้าขับขาน
ภายในเรือนเล็กหลังหนึ่งแสงโคมเพียงหนึ่งดวงส่องกระทบหญิงสาวทั้งร่างบอบบางยืนอยู่ใกล้ขอบหน้าต่างสีหน้าขาวซีดของนางแลเห็นชัดในเงาโคมสลัวเมื่อหันมามองหลิวชิงเซียงซึ่งยืนอยู่เบื้องหลัง
"อยากให้เวลาหยุดที่ตรงนี้ข้าไม่อยากให้เจ้ากลับวังหลวงเลย" หลี่เสวี่ยเอ่ยแววตาเปี่ยมความกังวล
"นั้นสิ ไม่รู้จะได้พบอีกเมื่อไร แต่..ไม่กลับก็ไม่ได้" หลิวชิงเซียงตอบเสียงเรียบสีหน้าไร้คลื่นอารมณ์ แต่ภายในกลับเฝ้าไตร่ตรองไม่วางวายหญิงสาวในชุดขันทีเขียวเข้มขนาดพอดีที่เหมือนชุดของตนเองอย่างแนบเนียนเส้นผมดำขลับถูกรวบไว้ด้วยเชือกไหมเรียบง่าย นางเดินนำหลี่เสวี่ยออกมาก่อนเสียงฝีเท้าของหลิวชิงเซียงแผ่วจนแทบไม่มีแม้แต่แรงสะเทือนลงบนพื้นเรือนท่ามกลางความเงียบของลานหินเสียงฝีเท้ารวดเร็วของใครบางคนกลับแว่วเข้าหูอย่างฉับพลัน
เงาหนึ่งแล่นมาเร็วปราดราวกับคลื่นลมพัดพริบตาเดียวร่างของหญิงสาวคนหนึ่งก็โผล่มาจากมุมมืดของเรือน หญิงสาวในเสื้อคลุมคล้ายนักเดินทางยังไม่ทันหอบหายใจให้หายเหนื่อยก็ร้องเรียกเสียงแผ่ว
“ชิงเซียง!” ร่างเล็กพุ่งเข้ามากอดหลิวชิงเซียงด้วยท่าทีเต็มไปด้วยความคิดถึงราวกับได้พบญาติพี่น้องที่พลัดพรากกันไปนาน มือทั้งสองสั่นเล็กน้อยขณะที่สวมกอด “ข้ายังนึกว่าจะไม่ทันได้พบหน้าเสียแล้ว” จ้าวเอ่อร์ฉิงเสียงสั่นไม่รู้ว่าเพราะความตื้นตันหรือความเหนื่อยล้าจากการเดินทางกลางค่ำคืน
หลิวชิงเซียงรับแรงกอดนั้นไว้มือหนึ่งลูบแผ่นหลังบางอย่างอ่อนโยน “ข้าไม่เป็นไรเอ่อร์ฉิง เจ้าต่างหากไปไหนมา ไม่อยู่ดูแลนายหญิงทั้งรู้ว่าข้าจะมายังวิ่งตามแมวเป็นเด็กๆ”
“แต่ข้าทำสำเร็จนะข้าเร่งฝีเท้าที่สุดแล้วใช้ทางลัดฝั่งใต้เมืองกลับมาทันเจ้า” สีหน้าของเอ่อร์ฉิงมีแววภูมิใจแม้ริมฝีปากจะซีดจากอาการเหนื่อยหอบ
"เนื้อตัวเปื้อนหมดแล้ว" หลี่เสวี่ยที่ยืนข้างๆ เอ่ยเสียงเบา นางยกมือขึ้นแตะแขนเสื้อเอ่อร์ฉิงเบาๆ
"โถ่ นายหญิง..ข้าไม่อาจปล่อยให้มันนอนบาดเจ็บได้จริงๆขนาดคุณชายหานยังเห็นด้วยกับข้า"
“เอาเถอะๆ” ผู้เป็นนายพยักหน้าอย่างตามใจก่อนที่ทั้งสามสบตากันท่ามกลางแสงโคมริบหรี่ “ไปกันเถอะ ที่ห้องโถงมีผู้รออยู่” หลี่เสวี่ยเอ่ยพลางเดินนำร่างของทั้งสามเคลื่อนไปตามทางเดินที่ทอดผ่านระหว่างเรือน
เมื่อมาถึงห้องโถงด้านในโคมทองแขวนกลางเพดานยังคงสว่าง กลางห้องมีบุรุษสองคนกำลังนั่งสนทนาอยู่ที่โต๊ะน้ำชาทรงกลมแกะลายคลื่นหนึ่งในนั้นคือบุรุษในชุดคลุมสีเงิน ดวงตาเรียวยาวทอประกายลึกซึ้ง แววตาดูเยียบเย็นหากไม่ไร้อารมณ์ข้างกายคือชายหนุ่มรูปร่างกำยำ เส้นผมถูกรวบไว้หลวมๆ ด้วยเชือกสีดำชุดคลุมสีเทาเรียบไม่มีลวดลาย แต่พอดีสัดส่วนจนเผยความแกร่งในร่างอย่างชัดเจน
เมื่อหลิวชิงเซียงก้าวเข้ามาในห้องสายตาของนางสะดุดเข้ากับใบหน้าของโม่เหวินจื่อ เป็นครั้งแรกที่นางได้มองเขาชัดเจนใต้แสงโคมริมฝีปากนั้นเรียวบาง แววตาแน่วแน่ดุจผู้มุ่งสู่เป้าหมาย ไม่หลบหลีก ไม่ลังเลแม้ตนมิรู้ว่าเขารู้สึกต่อหลี่เสวี่ยเช่นไรแต่ความรู้สึกหนึ่งที่แทรกซึมในความคิดหลิวชิงเซียงกลับแจ่มชัดหากบุรุษผู้นี้แม้จะไม่รักหลี่เสวี่ย ขอเพียงอย่างเดียว..อย่าได้คิดเอาเปรียบเพราะเวลานี้ชีวิตหลี่เสวี่ยเหมือนฝากไว้ที่เขาแล้ว
โม่เหวินจื่อเห็นทั้งสามเข้ามาก็ลุกขึ้นพร้อมยิ้มบาง“คุณหนูหลี่ แม่นางหลิว แม่นางจ้าวขอบคุณที่ลำบากมา ข้ายังไม่คิดว่าเวลาจะล่วงเร็วถึงเพียงนี้” น้ำเสียงของเขานุ่มนวล สุภาพ ท่าทางสงบเยือกเย็นไม่ต่างจากผู้ดีในบทกวีโบราณ“พวกเจ้าได้สนทนากันเรียบร้อยแล้วหรือหากยังมีเวลาอีกครึ่งชั่วยาม ข้ามิคิดเร่งรัด”
“ขอบคุณที่ใส่ใจเจ้าค่ะคุณชายโม่” หลิวชิงเซียงตอบกลับสีหน้าสงบนิ่งแต่แฝงความตั้งใจ “แต่ความจริงแล้วข้าเองก็มีเรื่องที่อยากเอ่ยกับท่านเช่นกัน”
หลี่เสวี่ยพลันหันมาสบตานางยิ้มจางปรากฏบนริมฝีปากบาง “ท่านก็มีบางอย่างที่อยากบอกนางอยู่มิใช่หรือเช่นนั้น..เราก็ไม่ควรรอช้า”
โม่เหวินจื่อยกยิ้มบาง“เช่นนั้นเชิญนั่งเถิด” เขาผายมือเชิญสตรีทั้งสามไปยังเบาะรองนั่งรอบโต๊ะกลางห้องจากนั้นเขาหันไปหาชายหนุ่มที่นั่งข้างกาย แล้วเอ่ยแนะนำ “สหายผู้นี้ของข้าคือ ‘หานอี้จง’ เราเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่ยังเด็กตอนนี้เขาเป็นผู้ติดตามและร่วมเดินทางกับข้า”
หานอี้จงยกมือคารวะ“ข้าขอคารวะแม่นางหลิว” น้ำเสียงของเขาติดความห้าวหาญแต่สุภาพเรียบร้อยนัยน์ตาทอดมองอย่างเป็นมิตร
หลิวชิงเซียงรับคำคารวะพลางนั่งลงอย่างสำรวมตรงหน้าคือชาร้อนที่เพิ่งเติมใหม่ไอน้ำลอยบางๆความเงียบแผ่วเบาปกคลุมห้องโถงในยามดึกระหว่างที่ยังไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจา
หลี่เสวี่ยละสายตาจากแก้วชาตรงหน้าแล้วหันไปยังหลิวชิงเซียง“เจ้าคงสงสัยอยู่ใช่หรือไม่ว่ามีเรื่องอะไร?” เสียงของนางเบาราวกับกระซิบ “จริงที่คุณชายโม่กับคุณชายหานรู้ฐานะที่แท้จริงของพวกเราแล้ว” หลี่เสวี่ยเอ่ยต่อเสียงเรียบ
คำพูดนี้ทำให้หลิวชิงเซียงที่กำลังจับถ้วยชาอยู่ถึงกับชะงักนางวางถ้วยลง สายตาคมจ้องเพ่งไปยังสหายสนิททันที แววตาเปลี่ยนจากสงบเป็นระแวดระวัง
“แต่เจ้าไม่ต้องกังวล” หลี่เสวี่ยรีบกล่าวเสริม “พวกเขาจะช่วยเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับและจะไม่มีวันกล่าวสิ่งใดออกไป ไม่ว่าเหตุใดก็ตาม..”
หลิวชิงเซียงไม่กล่าววาจาในทันทีนางเพียงแต่พยักหน้าช้าๆ สายตายังคงนิ่งสนิทไม่ได้ไว้ใจบุรุษทั้งสองในทันที
หลี่เสวี่ยยังคงกล่าวต่อ“แต่ก็ไม่ใช่ว่าพวกเราจะปล่อยเจ้าไว้ในวังหลวงหรอกนะ”ดวงตานางทอดมองแสงเทียนที่ส่องเงากะพริบไหวลงบนโต๊ะ“เพียงแต่ยามนี้..เจ้าอยู่ในสายตาของฝ่าบาทตลอด ยากจะลักลอบพาเจ้าออกมาถาวร” นางหยุดหายใจสั้นๆแล้วยกมือขึ้นแตะแขนหลิวชิงเซียงเบาๆ “เราต้องวางแผนให้ถี่ถ้วนและรอบคอบมิอาจทำการใดผลีผลามโดยไม่ตรองให้ดีเสียก่อน”
หลิวชิงเซียงนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพยักหน้าอย่างเชื่องช้า“ข้าเข้าใจ เรื่องเช่นนี้ถ้าผิดพลาดไปแม้เพียงก้าวเดียวอาจจะไม่ใช่เพียงเราที่รับผลของมัน แต่อาจรวมถึงทั้งเผ่า..” เสียงของนางแม้ไม่ดังนักแต่แฝงด้วยความตระหนักถึงความรับผิดชอบที่แบกไว้บนบ่ามาเนิ่นนาน
หลิวชิงเซียงช้อนสายตาขึ้นอีกครั้งมองไปที่โม่เหวินจื่อที่นิ่งฟังอยู่ตลอดดวงตาคมกริบของนางมองลึกเข้าไปยังใบหน้าเรียบสงบของเขา “แต่ข้าเชื่อว่านี่คงไม่ได้มีเพียงเรื่องเดียวใช่หรือไม่” เสียงนางราบเรียบ แฝงการสังเกตที่ยากจะหลอกลวงได้เพราะไม่เช่นนั้นเรื่องนี้คงให้หลี่เสวี่ยเอ่ยกับนางจากในเรือนนอนก็จบแล้ว
โม่เหวินจื่อพยักหน้าเบาๆ“แม่นางหลิวมองถูกต้องแล้ว” เขาเอ่ยช้าๆ สีหน้าสงบทว่านัยน์ตามีความลังเล“เรื่องที่จะพูดต่อไปนี้ อาจทำให้แม่นางลำบากใจหากรู้สึกไม่สะดวก ข้าจะไม่ขอเอ่ยถามและจะไม่บีบบังคับต่อแม้แต่ครึ่งคำ”
หลิวชิงเซียงไม่เอ่ยใดเพียงแต่มองตรงกลับอย่างนิ่งสงบคิ้วเรียวขมวดเล็กน้อยนางไม่ใช่พวกขลาดอ่อนแอที่หวาดกลัวคำพูดเพียงเท่านี้โม่เหวินจื่อเห็นเช่นนั้นจึงพูดต่อสีหน้าของเขาราวกับผู้ที่ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวแล้วจะไม่หันหลังกลับ “นับแต่ก่อนที่เทียนหลงฮ่องเต้จะขึ้นครองราชย์ข้าเคยมีข้อสงสัยอยู่ข้อหนึ่งและข้อสงสัยนี้ก็ติดอยู่ในใจของข้ามาโดยตลอด”
เขาหยุดชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วลงแต่ชัดเจน“ข้าสงสัยว่า..องค์ชายสามเสียชีวิตไปนานแล้วและคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ในวันนี้..ไม่ใช่เขา”
ทันทีที่ประโยคนี้หลุดจากริมฝีปากเสียงในห้องก็เหมือนถูกดึงให้หายไปในพริบตา ทุกผู้คนในห้องนิ่งงัน โคมไฟเหนือศีรษะไหวแผ่วจนเปลวไฟสั่นสะท้านหลิวชิงเซียงผงะไปเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างชั่วครู่ คิ้วเรียวเลิกขึ้นอย่างไม่อาจปิดบังได้ว่านางตกใจเพียงใดสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทันที
“ระ..เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น” เสียงของนางลดต่ำลงจนน่าหวาดหวั่น “ราชบัลลังก์คือสิ่งที่ผู้คนทั้งใต้หล้าจับตาอยู่พิรุธเพียงนิดเดียวสายตานับสิบนับร้อยก็ต้องพบเจอแล้ว” นางหรี่ตาลงอย่างพินิจพิเคราะห์ก่อนจะมองสำรวจใบหน้าของโม่เหวินจื่อใหม่อย่างละเอียดคำพูดของเขาไม่เพียงสร้างคลื่นสะเทือนในใจแต่ยังทำให้เงาที่หลบซ่อนอยู่ในหัวใจของนางสั่นไหว "อะไรทำให้ท่านคิดเช่นนี้?" เสียงของนางต่ำและเข้มข้น
โม่เหวินจื่อสบตานางตรงๆใบหน้าเรียบนิ่ง แต่แววตาสะท้อนแสงเทียนวาววับ ราวกับเก็บงำความคิดนับพันไว้ใต้เงา“ข้าไม่มีหลักฐานใดในมือ” เขาเอ่ยหนักแน่น “แต่หลายสิ่งที่ข้าได้พบเจอล้วนบอกข้าว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลและเกี่ยวข้องกับตัวตนของจักรพรรดิองค์นี้”
หลิวชิงเซียงขมวดคิ้วแน่นความรู้สึกในอกปั่นป่วนราวเม็ดทรายที่ถูกลมกรรโชกกลางทะเลทรายไม่ว่าเผ่าซาเฟิงจะเคยผ่านพ้นพายุรุนแรงแค่ใดก็ไม่เท่าคลื่นเงียบจากแผ่นดินหลวงที่กำลังซัดมาหานางยามนี้“เช่นนั้น...ก็บอกรายละเอียดเหล่านั้นให้ข้าฟังเถิด” นางเอ่ยในที่สุดน้ำเสียงจริงจังจนบรรยากาศในห้องหนักอึ้ง
นางหยุดหายใจไปครู่หนึ่งก่อนจะลดเสียงลงและเบือนสายตาหลบเล็กน้อย “เพราะหากท่านไม่มีคำอธิบายเพียงพอ..” ริมฝีปากบางของนางเม้มเข้าหากันแน่นก่อนจะกล่าวจบในใจอย่างเงียบงัน เพราะถ้าคำกล่าวไร้น้ำหนัก ‘ข้าอาจจะต้องมองท่านใหม่..ในฐานะผู้หวังครองบัลลังก์มังกร’ แล้วนางจะวางใจให้หลี่เสวี่ยอยู่กับเขาได้อย่างไร?
...
สายลมยามดึกยังคงพัดโชยรอบบริเวณเมื่อหลิวชิงเซียงเดินออกจากเรือนรับรองจันทร์ในค่ำคืนเดือนดับยังคงเร้นแสง เงาโคมหน้าจวนส่องแสงเรืองรองลอดซุ้มไม้ไผ่เรียงรายทอดยาวสู่ประตูรถม้าสองข้างทางเงียบสงัดยิ่งนัก
หลี่เสวี่ยเดินอยู่ด้านข้างของหลิวชิงเซียงในชุดคลุมยาวที่พลิ้วตามแรงลมส่วนจ้าวเอ่อร์ฉิงเดินตามมาเงียบๆสีหน้าแม้ผ่อนคลายลงแล้วแต่แววตายังไม่คลายความวิตก ทั้งสามก้าวเดินไปตามแนวหินเรียบที่ทอดตัวออกสู่ลานกว้างเบื้องหน้ารถม้าคันเรียบจอดรออยู่ตรงข้ามประตูเรือนคนบังคับรถนั่งอยู่เรียบร้อยราวรอคำสั่งเพียงอย่างเดียว
เสียงฝีเท้ากระทบหินดังแผ่วเป็นจังหวะสะท้อนเข้ามาในความคิดอันขุ่นมัวของหลิวชิงเซียง จนหลี่เสวี่ยเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนเสียงของนางแผ่วเบาราวกลัวสะเทือนอากาศที่สงบอยู่รอบกาย “เจ้าค่อยๆคิดเรื่องนี้ไปทีละส่วนเถิด” นางกล่าวน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างที่เคยเป็นมา “ไม่ต้องเร่งตัดสินใจในทันทีเพราะสิ่งที่ได้ยินคืนนี้มันใหญ่หลวงเกินกว่าจะมองเพียงมุมเดียว”
หลิวชิงเซียงยังคงเดินไปข้างหน้าแต่จังหวะก้าวของนางเชื่องช้าลงเล็กน้อยนัยน์ตาที่เคยนิ่งสงบกลับซ่อนประกายสั่นไหวไว้ในความมืดราวกับคำพูดเมื่อครู่ของโม่เหวินจื่อยังสะท้อนก้องในอก “ข้ายังสะท้านในใจไม่หาย...” นางเอ่ยขึ้นเบาๆ สีหน้าเคร่งขรึมนัยน์ตาทอดยาวราวมองทะลุความมืดออกไปยังปลายฟ้าไกล “เขากล่าวสิ่งที่ไม่มีผู้ใดกล้าคิดหากแม้ครึ่งหนึ่งในนั้นคือความจริง โลกที่เราเห็นอยู่..อาจจะเปลี่ยนแปลงไปหมดสิ้น”
คนข้างกายยังคงก้าวเดินเคียงข้างดวงหน้าสงบประหนึ่งผืนน้ำ นางไม่กล่าวแย้งเพียงแค่เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองใบหน้าเพื่อนสนิท
“เสวี่ยเอ๋อร์” หลิวชิงเซียงหันไปมองตรงดวงตาเต็มไปด้วยคำถาม “เจ้ามั่นใจในตัวเขามากเพียงใด?”
คำถามนั้นดังก้องท่ามกลางความเงียบราวกับกระทบใจคนตรงหน้าอย่างจัง หลี่เสวี่ยชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะยิ้มบาง “เจ้าหมายถึง..คุณชายโม่หรือ?”
หลิวชิงเซียงพยักหน้าเล็กน้อยนางรู้ดีว่าเพียงเอ่ยชื่อก็อาจมีหลายสิ่งเปลี่ยนแปลง
หลี่เสวี่ยพ่นลมหายใจเบาๆ“อย่างที่ข้าบอกเจ้ามาก่อน” นางกล่าวช้าๆ “เขาเป็นคนช่วยข้าไว้ในยามที่ไม่มีผู้ใดอีกเขากลับเลือกช่วยหญิงที่ไม่รู้จักชื่อและไม่แม้แต่มีสิ่งตอบแทน” นางเว้นช่วงครู่หนึ่ง “นอกจากความมีน้ำใจ เขายังเป็นผู้ที่รักความถูกต้องเหนือสิ่งอื่นใดแม้แต่เรื่องเล็กน้อยในตลาด เขายังไม่ยอมให้คนโกงตาชั่ง”
น้ำเสียงของหลี่เสวี่ยราบเรียบแต่ดวงตานั้นสว่างชัด “อีกทั้งเขาไม่ได้เป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงเขามุ่งมั่นศึกษาตำราทุกเช้าค่ำ ค้นคว้าเรื่องบ้านเมืองมุ่งหวังเพื่อแผ่นดินด้วยใจจริงอีกทั้งยังเคยพูดกับข้าตั้งแต่ตอนที่ยังไม่รู้ว่าตัวจริงข้าคือใครเขาว่าหากคนในตำแหน่งสูงสุดคิดเพียงจะอยู่รอดแต่ไม่เคยคิดว่าจะให้บ้านเมืองรอดด้วย ชีวิตราษฎรก็ไม่ต่างจากไม้ไร้ร่มเงา”
หลิวชิงเซียงที่ฟังอยู่หันมามองสหายสนิทดวงตาที่เคยสงบนิ่งกลับฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย “ข้าเห็นเจ้าใช้สายตามองเขาเช่นไรข้าก็พอเดาได้”นางเอ่ยเบาๆแฝงรอยยิ้มที่ยากจะจำแนกว่าเย้าแหย่หรือวิเคราะห์ “แต่นี่เป็นเพียงมุมมองของเจ้าใช่หรือไม่?” นางหันหน้าตรงอีกครั้ง “เจ้าคิดว่าเขาดีถึงเพียงนั้นจริงหรือ?”
หลี่เสวี่ยยังไม่ทันตอบหลิวชิงเซียงก็หันไปมองอีกคนที่เงียบอยู่นาน “แล้วเจ้าเล่า เอ่อร์ฉิงเจ้าเห็นด้วยกับนางหรือไม่?”
จ้าวเอ่อร์ฉิงที่เดินตามมาตลอดรีบก้าวเข้ามาใกล้เล็กน้อยสีหน้าของนางแสดงความลังเลก่อนจะเอ่ยอย่างซื่อตรง “เรื่องความรู้ความสามารถข้าไม่กล้าเอ่ยเพราะข้าอ่านหนังสือได้น้อยนัก” นางยิ้มเจื่อนๆ“แต่ถ้าเรื่องนิสัยใจคอแล้วล่ะก็ข้าคิดว่าคุณชายโม่เป็นคนดีจริงๆ” นางมองสบตาหลิวชิงเซียงอย่างหนักแน่น
“เขาให้เกียรตินายหญิงเล็กตลอดไม่เคยล้ำเส้น ไม่เคยกล่าววาจาที่ไม่สมควร ข้าเฝ้ามองทุกครั้งที่เขาอยู่ใกล้นายหญิงเขาทั้งให้เกียรติและดูแลทุกสิ่งไม่ขาดตกบกพร่องเลยจริงๆ”
หลิวชิงเซียงได้ยินแล้วถอนหายใจเบาๆนางไม่แย้ง แต่ใบหน้ายังคงแฝงความครุ่นคิด “เจ้ารู้หรือไม่..” นางพูดช้าๆ สายตายังทอดไปเบื้องหน้า “ต่อให้เป็นคนดีเพียงใด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่หมายตาบัลลังก์มังกร” น้ำเสียงของนางเย็นเยียบขึ้นมาในบัดดล“ยิ่งบุรุษที่เปี่ยมด้วยสติปัญญากลับยิ่งควรระวัง..เพราะคนเช่นนั้น หากตั้งใจสิ่งใดแล้วไม่มีสิ่งใดขวางได้ง่ายๆ”
หลี่เสวี่ยฟังแล้วเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสียงแผ่ว“ข้าไม่เคยพบฮ่องเต้มาก่อนยากจะเปรียบเทียบได้ แต่เจ้าไม่ เจ้าเคยใช้เวลากับเขามาก็มากแล้วเจ้าคิดเห็นเช่นไร?”
หลิวชิงเซียงชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะตอบทันควันแทบไม่ต้องทบทวน “หากพูดถึงความสามารถความทุ่มเทในราชกิจ ข้ากล้ากล่าวว่าเขาเหมาะสมกับบัลลังก์เต็มสิบส่วน”
หลี่เสวี่ยพยักหน้าเบาๆสีหน้าครุ่นคิดแต่ไม่แปลกใจ “แม้คุณชายโม่จะสงสัยว่าพระองค์เป็นของจริงหรือไม่เขาเองยังยอมรับว่าคนผู้นั้นเหมาะสมยิ่ง”
“แต่เจ้าก็รู้ดีนี้ชิงเอ๋อร์” นางเอ่ยเสียงเบา “องค์ชายสามเติบโตนอกวังอยู่กับฮองไทเฮาที่วัดซานป๋อ กว่าจะกลับมาก็หลังจากมีราชโองการจากวังหลวงให้กลับมารับราชบัลลังก์โดยตรง” หลี่เสวี่ยหยุดมองหน้าเพื่อนอีกครั้งน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แน่วแน่ “เพียงแค่นี้ก็ชวนให้ใครต่อใครตั้งข้อสงสัยแล้วอย่างไรเจ้าก็ค่อยๆ คิดเถิด ช้าหน่อยก็มิเป็นไร แต่เมื่อคิดแล้ว อย่าหวั่นไหว คุณชายโม่ย่อมยอมรับการตัดสินใจของเจ้า”
ขณะนั้นรถม้าที่อยู่ห่างเพียงไม่กี่ก้าวหลิวชิงเซียงหยุดยืนตรงนิ่งไม่ขยับไหว แล้วจึงหันกลับไปยังหลี่เสวี่ยดวงตาของนางสั่นไหวเล็กน้อยมือเรียวยกขึ้นจับมืออีกคนแน่นสีหน้าหนักแน่นพลางเอ่ยช้าๆ “แต่หากเรื่องนี้เป็นความจริง..หากวันหนึ่งมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าเขาคือคนลวงราชบัลลังก์และถ้าทุกสิ่งเดินไปถึงจุดเปลี่ยนแปลงรัชศกจริงๆ” นางหยุดหายใจไปครู่หนึ่งสายตาแน่วแน่ “ข้าอาจจะได้ออกจากวังหลังสมดังใจแต่เจ้าเล่า..เจ้าจะทำอย่างไรกับหัวใจของเจ้า?”
หลี่เสวี่ยได้ฟังคำถามนั้นแล้วเพียงแต่ยิ้มอ่อนริมฝีปากซีดเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนที่นางจะเอ่ยเสียงเรียบ “เช่นนั้นก็ถือเป็นการตอบแทนผู้มีพระคุณมิใช่หรือ?” ดวงตาของนางสงบรอยยิ้มบางจางราวแสงจันทร์หลังม่านเมฆ
“ความในใจของข้าก็มีเพียงเท่านี้”