บทที่ 14 เวทีเทพยุทธ์
"จัดเตรียมเวทีเทพยุทธ์ให้ฉัน"
ตู๋กูเชวียเดินออกมาจากห้องลับพร้อมกับความมั่นใจเต็มเปี่ยม "ผมได้หลอมรวมกระดูกสลักอักขระวิเศษของตั๊กแตนสายฟ้าในร่างเข้าด้วยกันจนหมดแล้ว และยังควบคุมทักษะดาบประกายอัสนีได้แล้วด้วย พวกยอดฝีมือจอมปลอมในสลัมแห่งนี้ สมควรที่จะกลัวจนต้องคุกเข่าอยู่แทบเท้าผม"
"ฮ่า ๆ ๆ ยอดเยี่ยมมาก"
ตู๋กูอี้หลงหัวเราะก้อง "ลูกชายของฉันซุ่มเก็บตัวฝึกฝนเงียบ ๆ ถึงสิบปี เพื่อที่จะผงาดขึ้นมาอย่างน่าทึ่ง ช่างมีพร์จริง ๆ"
ตู๋กูเชวียตอบอย่างไม่แยแส "การบรรลุเทพคือความปรารถนาสูงสุดของผม"
ความปลาบปลื้มยินดีปรากฏบนใบหน้าของตู๋กูอี้หลง
เขาหัวเราะออกมาสุดเสียง "สลัม...ไม่สิ ฐานหลิวเหอทั้งหมดก็ไม่อาจกักขังอนาคตอันไร้ขีดจำกัดของลูกได้ ลูกชาย ลูกจำต้องโบยบินไปบนฟากฟ้าอย่างอิสระ จงวางใจเถอะ พ่อจะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อปูทางข้างหน้าให้เ้า เวทีเทพยุทธ์ในครั้งนี้ พ่อจะจัดงานให้มันยิ่งใหญ่อลังการเลย"
ตู๋กูเชวียพยักหน้าด้วยความพอใจ แล้วก็ถามขึ้น "พวกแก๊งอื่น ๆ ตอบสนองอย่างไรบ้างครับ"
ตู๋กูอี้หลงตอบ "หมู่บ้านจันทรา โรงงานบำบัดน้ำเสีย และพันธมิตรมีดสั้นได้ยอมจำนนแล้ว พวกเขายินดีที่จะยอมรับให้กองกำลังโลหิตทมิฬของเราเป็ผู้นำ คลับสายฟ้าเพลิง หลังจากนายใหญ่เฉินเหวินเสียนพ่ายแพ้ให้กับลูก พวกเขาก็เลือกที่จะเก็บตัวเงียบ ไม่แสดงตัวใด ๆ ส่วนกองกำลังเมฆา..."
พอพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของตู๋กูอี้หลงก็ปรากฏแววแห่งความเกลียดชังขึ้นมา "จงหยวนซานผู้นำกองกำลังได้ตายไปแล้ว ตอนนี้คนที่ขึ้นแทนคือหลี่เซี่ยวเฟย ไอ้หนูนั่น พ่อจะลงมือจัดการด้วยตนเอง ต้องจับมันมาลอกหนัง ดื่มเื บดกระดูกให้แหลกละเอียดซะ"
"หืม?"
ตู๋กูเชวียถาม "เกิดอะไรขึ้น?"
ตู๋กูอี้หลงกัดฟัน "พี่สาวของลูกและหัวหน้าหยางเหิงคงถูกไอ้สารเลวนั่นฆ่าตาย"
ตู๋กูเชวียใ "ผมเคยได้ยินชื่อของมัน เขาเป็หัวหน้ากองกำลังเมฆาอันดับหก ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลั่นดาราระดับหนึ่ง เป็เพียงเศษสวะที่ได้ตำแหน่งมาเพราะเส้นสาย ไม่มีทางที่มันจะเอาชนะพี่สาวกับหัวหน้าหยางได้แน่นอน"
"พ่อก็ยังไม่แน่ใจ แต่เหมือนว่าอยู่ ๆ ไอ้สารเลวนั่นก็ฉลาดขึ้นมา ไม่รู้ไปเรียนวิชาหมัดแปลกประหลาดที่ไหนมา มันทั้งโเี้และรุนแรงมาก นี่เป็วิดีโอการต่อสู้ ลองดูสิ..."
ตู๋กูอี้หลงส่งโทรศัพท์มือถือให้กับลูกชาย
ที่หน้าจอมีคลิปวิดีโอเล่นอยู่
เป็่เวลาที่หลี่เซี่ยวเฟยจัดการตู๋กูเจวีย
“หือ? น่าสนใจ”
ตู๋กูเชวียเหลือบมอง แล้วพูดเสียงเรียบ “กระบวนท่าหมัดนี้มีพลังทำลายล้างไม่เลว… พ่อ อย่าเพิ่งฆ่ามันนะ ให้คนส่งจดหมายไปหามัน แล้วบอกว่าอีกสามวันให้มาที่เวทีเทพยุทธ์”
สำหรับการตายของพี่สาวอย่างตู๋กูเจวีย เขาไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย
อีกฝ่ายเป็เพียงหนูทดลองที่ยังไม่สมบูรณ์เท่านั้น
แถมยังบ้าคลั่งอีกด้วย
จะโดนฆ่าตายไปก็เป็เื่ธรรมดา
ตู๋กูอี้หลงประหลาดใจเล็กน้อย “ลูกคิดว่า หมอนี่จะมีคุณสมบัติพอที่จะต่อสู้กับลูก?”
“ฮ่า ๆ แม้กระทั่งหัวหน้าแก๊งเขี้ยวั อู่พั่วเทียนที่ครองอันดับหนึ่งยอดฝีมือในสลัม ในสายตาผมก็ยังเป็เพียงเศษสวะ แล้วไอ้หลี่เซี่ยวเฟยนี้มันจะเป็ตัวอะไร?”
ตู๋กูเชวียหัวเราะลั่น “มันประกาศกร้าวบอกว่าอยากให้เราชดใช้ค่าเสียหายจากการทำร้ายพวกขอทานในก่วงอานไม่ใช่เหรอ? งั้นก็ให้มันมาเอาในอีกสามวันสิ ฮ่า ๆ อาหารจานหลักในการต่อสู้บนเวทีเทพยุทธ์พร้อมแล้ว แค่เพิ่มของหวานอีกหน่อย คงทำให้อารมณ์ดีกว่าเดิม”
…
กองกำลังเมฆา
ภายในห้องทำงานของผู้นำกองกำลัง หลี่เซี่ยวเฟยเปล่งเสียงคำรามของเสืออย่างต่อเนื่อง
เสียงก้องกังวานไปทั่ว
เขาฝึกฝนเทคนิคการหายใจพยัคฆ์คำรามได้อย่างคล่องแคล่ว
เสียงคำรามของเสือสั่นะเื ทำให้มีผลเหมือนการชำระล้างสิ่งสกปรกออกไป
มีสิ่งสกปรกถูกขับออกมาจากรูขุมขนทั่วร่างเป็ระยะ
ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน หลี่เซี่ยวเฟยก็รู้สึกได้ว่าวังวนดาราที่สองในตันเถียนของตนเต็มเปี่ยมและสมบูรณ์
และเขามาถึงจุดสูงสุดของขั้นกลั่นดาราระดับสองแล้ว
การจะก้าวขึ้นสู่ขั้นกลั่นดาราระดับสามอยู่แค่เอื้อม
ความเร็วระดับนี้เหนือกว่าจินตนาการไปมาก
เทคนิคการหายใจระดับสามนั้น ย่อมเหนือกว่าเทคนิคการหายใจแบบพื้นฐานอย่าง ‘เทคนิคการหายใจสายนที’ หลายร้อยเท่า
หลี่เซี่ยวเฟยััได้ว่าความแข็งแกร่งของพลังดวงดาวกำลังเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เขาตัดสินใจรวบรวมพลังในตันเถียน เพื่อก่อวังวนดาราที่สามในตันเถียน
ทว่า ความพยายามหลายครั้งกลับลงเอยด้วยความล้มเหลว
"เอ่อ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าคอขวดงั้นเหรอ?"
หลี่เซี่ยวเฟยครุ่นคิด
เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว อาจเป็เพราะเวลาที่เขาใช้ในการฝึกฝนนั้นยังไม่เพียงพอ
จากขั้นกลั่นดาราระดับหนึ่ง มาสู่ขั้นกลั่นดาราระดับสอง เขาใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น
การพยายามจะบรรลุสู่ขั้นกลั่นดาราระดับสามในคราวเดียว ดูเหมือนจะเร่งรีบเกินไปสักหน่อย
แต่จะไม่บรรลุสู่ขั้นกลั่นดาราระดับสามก็ไม่ได้
ศึกใหญ่กำลังจะมาถึงแล้ว
การล้างแค้นของกองกำลังโลหิตทมิฬคงไม่นานเกินรอ และเมื่อถึงเวลานั้นอันตรายคงถาโถมเข้ามาอย่างแน่นอน
จำเป็ต้องยกระดับความแข็งแกร่งโดยเร็ว เพื่อเพิ่มโอกาสในการเอาตัวรอด
เมื่อนึกถึงตรงนี้ หลี่เซี่ยวเฟยจึงหยิบขวดยาพลังดวงดาวขึ้นมาทันที
เปิดจุกขวด
กลิ่นหอมของดอกไม้โชยมาแตะจมูก
หลี่เซี่ยวเฟยกุมขวดแก้วขึ้นแล้วดื่มจนหมดรวดเดียว
ทันทีที่ของเหลวสีฟ้าเย็นเฉียบไหลผ่านลำคอ มันก็แปรเปลี่ยนเป็พลังอันร้อนระอุ ซึมซาบเข้าสู่อวัยวะภายใน ก่อนจะกระจายไปทั่วร่างกาย
หลี่เซี่ยวเฟยไม่ลังเล รีบโคจรเทคนิคการหายใจพยัคฆ์คำรามทันที
เมื่อเสียงเสือคำรามดังขึ้น พลังงานอันร้อนระอุในกายก็ถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง สั่นะเืไปพร้อมกับกล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะภายใน ระหว่างที่โพรงทั้งสามเกิดการสั่นะเื พลังงานเ่าั้ก็ถูกแปลงเป็พลังดวงดาวที่ร่างกาย้า
ผ่านไปไม่กี่นาที
หลี่เซี่ยวเฟยรู้สึกว่าพลังดวงดาวแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก และไหลเวียนรวมตัวกันภายใน 'ตันเถียน' อย่างรวดเร็ว
โฮก!
เสียงคำรามดังขึ้น
'วังวนดาราที่สาม' พลันก่อตัวขึ้น
ขั้นกลั่นดาราระดับสาม
หลี่เซี่ยวเฟยรู้สึกว่าร่างกายเบาลงในทันที และรู้สึกว่าการได้ยินและการมองเห็นดีขึ้นอย่างรวดเร็ว พลังชีวิตก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ขั้นกลั่นดาราแบ่งออกเป็สิบระดับ
แต่ละระดับที่เพิ่มขึ้น จะสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกาย เพิ่มพละกำลัง ทำให้เืลมสูบฉีด และเสริมสร้างความสามารถในการป้องกันการโจมตีของร่างกาย
บนใบหน้าของหลี่เซี่ยวเฟยปรากฏรอยยิ้มพึงพอใจ
เขารู้สึกว่าสรรพคุณของ 'ยาพลังดวงดาว' นั้นใช้ไปเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นในการเก็บตัวฝึกฝนครั้งนี้
ส่วนที่เหลืออีกสองในสาม ยังสามารถกลั่นและดูดซับได้
"เมื่อดูดซับพลังยาทั้งหมดแล้ว ฉันก็อาจมั่นคงในจุดสูงสุดของขั้นกลั่นดาราระดับสามได้"
เขาตกตะลึงอีกครั้ง 'ยาพลังดวงดาว' นั้นมีประสิทธิภาพอย่างเหลือเชื่อ
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมันถึงแพงขนาดนี้
หลี่เซี่ยวเฟยกำลังจะฝึกฝนต่อ แต่ทันใดนั้นเอง
ก๊อก ๆ ๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“ท่านผู้นำครับ ไม่ดีแล้ว กองกำลังโลหิตทมิฬส่งคนมาแล้วครับ”
เสียงของหยางเฉิงดังมาจากด้านนอก
หลี่เซี่ยวเฟยขมวดคิ้ว จึงต้องหยุดการฝึกชั่วคราว
…
ครู่ต่อมา
ห้องประชุม
"จดหมายเชิญ?"
หลี่เซี่ยวเฟยมองจดหมายในมือ "การประลองบนเวทีเทพยุทธ์?"
"คุณชายจะประลองกับอู่พั่วเทียนจากแก๊งเขี้ยวัที่จัตุรัสรำลึกในสลัมอีกสองวันข้างหน้า ตามกฎของแก๊งและกองกำลังต่าง ๆ จึงจัดการประลองบนเวทีเทพยุทธ์"
ผู้ส่งสารจากกองกำลังโลหิตทมิฬเชิดคางอย่างเย่อหยิ่ง ดั่งหงส์ดำชูคอ พูดด้วยน้ำเสียงหยิ่งยโส "แกต้องมาให้ตรงเวลานัดหมาย อย่าคิดต่อต้าน!"
เหล่าสมาชิกของกองกำลังเมฆาก็รู้สึกโล่งใจ เมื่อได้ยินเช่นนั้น
สิ่งนี้เป็คำเชิญให้ไปร่วมชมการประลอง ไม่ใช่การเข้าร่วมการต่อสู้
"ฉันจะไปให้ตรงตามเวลานัดหมายแน่นอน"
หลี่เซี่ยวเฟยตอบตกลงอย่างรวดเร็ว
เวทีเทพยุทธ์ ฟังดูไม่เลวเลย
มันเป็เวทีที่ยอดเยี่ยมสำหรับการแสดงฝีมือของเขาพอดี
เมื่อเห็นเช่นนั้น ผู้ส่งสารจากกองกำลังโลหิตทมิฬก็เผยรอยยิ้มดูถูกออกมา "ถือว่าแกยังฉลาด แต่ขอเตือนไว้ว่า อย่าคิดหนีเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นแกจะต้องรับผลที่ตามมา"
หลี่เซี่ยวเฟยพยักหน้าและถามขึ้นอย่างกะทันหัน "คุณผู้ส่งสาร มีแซ่ว่าอะไร?"
"แกถามเื่นี้ไปเพื่อ?"
ผู้ส่งสารมองหลี่เซี่ยวเฟยด้วยสายตาเหยียดหยาม และพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย "อยากสร้างเส้นสายเหรอ? ฮะ ๆ ไม่ต้องเสียเวลาหรอก ฉันแซ่จาง…"
ยังไม่ทันพูดจบ
เพียะ
ใบหน้าด้านหนึ่งก็ถูกตบอย่างแรงราวกับถูกทุบด้วยค้อนเหล็ก