ตอนที่ 15โครงการแพทย์เคลื่อนที่
ณโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ในเชียงราย
ปรากฏคณะแพทย์ที่รวมตัวกันในห้องประชุมแต่ละคนมีใบหน้ายิ้มแย้มสดใส เปี่ยมล้นไปด้วยความสุขพวกเขากำลังวางแผนหารือเกี่ยวกับการรักษา เช่น จำนวนของผู้ป่วยคร่าว ๆพร้อมทั้งอุปกรณ์และยาที่ต้องเตรียมไปรักษาว่าขาดเหลืออะไร
ในอีกห้องหนึ่งชายหนุ่มทรงผมเกรียนกิริยาท่าทางเต็มไปด้วยความมั่นใจเขากำลังนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะพร้อมกับกำชับสั่งการเื่ต่าง ๆ ที่จุกจิกยิบย่อย
ทั้งสองห้องต่างมีสิ่งที่สอดคล้องต้องกันนั่นก็คือเสื้อยืดคอกลมที่ใส่ซึ่งด้านหลังเขียนคำว่า “โครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่”
โครงการนี้คือแนวทางสำคัญด้านสาธารณสุขที่ใช้พัฒนาการเข้าถึงบริการด้านการดูแลสุขภาพสำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เช่น คนที่อยู่บนดอย คนที่อยู่ชายขอบของประเทศเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษา
ชายผมเกรียนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธานพูดขึ้น“สวัสดีท่านอาสาสมัครทุกท่าน กระผมร้อยตำรวจเอกเ้าขุนรับหน้าที่เป็ผู้ประสานงานระหว่างพวกคุณหมอ กับอาสาสมัครโครงการนี้”เสียงพูดของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ
โดยเฉพาะ่ที่แนะนำชื่อและชั้นยศของตัวเองจะเสียงดังมากเป็พิเศษ
“ก่อนอื่นผมต้องขอบคุณอาสาสมัครทุกท่านที่ได้ยอมเสียสละเวลามาเข้าร่วมโครงการนี้แม้ทุกคนจะมีหน้าที่การงานที่รัดตัว…แต่ก็ยังเห็นความสำคัญของการพัฒนาสุขภาพของผู้คนที่อยู่ห่างไกล”ชายหนุ่มหัวเกรียนพูดเกริ่นเื่ไปตามปกติ
หลังจากนั้นเขาก็หันไปแนะนำเ้าหน้าที่ก่อนตามมารยาทซึ่งเป็ส่วนที่ขาดไม่ได้เลยในการทำโครงการ เพราะจำต้องทำงานร่วมกันกับคนในพื้นที่เช่น ตัวแทนของผู้ว่าราชการจังหวัด ตำรวจ นายก อ.บ.ต.เพื่อให้โครงการดำเนินการไปอย่างราบรื่นไม่ติดขัด
หลังจากนั้นก็เริ่มแนะนำกลุ่มคนขับรถจิตอาสาที่ดูแลในส่วนงานต่าง ๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการจัดทำโครงการ
กลุ่มของส่วนงานราชการเมื่อได้เห็นถึงความพร้อมของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ทุ่มทุนจัดเตรียมมาก็อดตื่นตะลึงไม่ได้
ความจริงทางต้นสังกัดของพวกเขาครั้นเมื่อเห็นเอกสารใบขออนุญาต ขอความร่วมมือก็เซ็นอนุมัติไปเรียบร้อยแล้วและที่มาเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ก็ทำเป็เพียงพิธี ประมาณว่าแจ้งให้ทราบและพวกตนก็รับรู้
หลังจาก‘ชายหนุ่มทรงผมขาวสามด้าน’ พูดพล่ามบรรยายอยู่นานสองนานก็เปิดเผยรายชื่อของคณะแพทย์รวม 16 ชีวิตเชี่ยวชาญในแต่ละสาขาที่แตกต่างกันออกไป เช่น กุมารแพทย์ อายุรแพทย์ สูตินรีแพทย์ฯลฯ
ก่อนจะบ่งบอกถึงจุดหมาย“เป้าหมายในการเดินทางครั้งนี้ของพวกเราคือ ‘ดอยชาพันปี’ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลระวีอำเภอสรวย จังหวัดเชียงราย…”หลังจากที่เขาพูดไปได้ไม่นานตัวแทนของแพทย์อาสาก็เดินเข้ามาร่วมประชุมด้วย
การประชุมพูดคุยดำเนินไปได้ไม่นานนักทุกคนก็แยกย้ายกันไปตามหน้าที่ เพราะหลาย ๆ คนในที่นี้ต่างก็เคยออกโครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่มาก่อนจึงสามารถจัดเตรียมสัมภาระและอุปกรณ์ได้อย่างคล่องแคล่ว
โดยปกติจะเป็ ‘โครงการหลวง’แต่คราวนี้กลับเป็โครงการของเอกชนที่จัดขึ้น แน่นอนว่าหัวเื่ที่คิดโครงการนี้ ได้ติดต่อพวกคนที่เคยร่วมโครงการหลวงเพื่อให้ช่วยจัดเตรียมสิ่งของและวางแบบแผน
ซึ่งหลายคนที่เคยไปกับโครงการหลวงก็กลายเป็คนสั่งการซึ่งไม่นับท่านผู้ประสานงานที่วางมาดใหญ่โตนามว่า ‘เ้าขุน’ เขาถูกโรงพยาบาลติดต่อและแต่งตั้งจนตนต้องวิ่งโร่ไปขอต้นสังกัด เพื่อมาออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่แทน
เหตุผลหนึ่งและอาจจะเป็เหตุผลเดียวที่เขาตอบรับทางโรงพยาบาลแทบจะทันทีนั่นก็เป็เพราะแพทย์หญิงคนหนึ่ง!
เขาได้ตามจีบคุณหมอคนนี้มานานแล้วหากแต่ว่าตนก็ยังไม่สมหวังดั่งใจปรารถนาเสียทีคราวนี้ที่มาก็หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องพิชิตใจเ้าหล่อนให้จงได้เพราะเขาได้ยินมาว่าความฝันของเธอหนึ่งในนั้นก็คือ “การออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่”
ดังนั้นจึงขันอาสาเป็ตัวตั้งตัวตีในการเป็คนกลางระหว่างแพทย์กับอาสาสมัครด้วยจะได้ถือโอกาสนี้อยู่ใกล้ชิดกับคุณหมอให้มากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงเข็นเอาความสามารถไประดมเอาพรรคพวกเพื่อนฝูงมาช่วยเหลือ
คนในคณะเดินทาง‘ที่เป็ผู้สั่งการ’ จึงเป็พวกคนรู้จักของเขาแทบจะหมดบางคนที่ไม่รู้จักเขาก็เข้าไปตีสนิทกันผ่านวงเหล้า
จน่สาย ๆเกือบจะเที่ยง ก็ได้ฤกษ์ออกเดินทาง ปรากฏขบวนรถยาวกว่าสามสิบคันเห็นจะได้มีทั้งรถที่เป็อุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่นพวกเครื่องมือ ยารักษาโรค ฯลฯโดยมีรถนำขบวนเป็รถตำรวจที่จัดมาเป็พิเศษ
……
ภายในรถยนต์คันหนึ่งคุณหมอสาวสวยคนหนึ่งที่โดดเด่นสะดุดตาแม้จะไร้ซึ่งเครื่องประทินโฉม เธอกำลังมองไปยังทิวทัศน์รอบข้างด้วยความสนอกสนใจตัวเธอใฝ่ฝันมานานแล้วว่าจะมาออก “โครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่”แต่ก็จนใจด้วยเพราะที่บ้านของเธอไม่ยินยอม
ั้แ่อยู่ในห้องประชุมจวบจนขึ้นรถเธอก็คลี่ยิ้มสดใสไม่หยุด วันนี้เธออารมณ์ดีมาก ๆ จนทำให้เพื่อนสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามได้เอ่ยปากทักขึ้นว่า“พอแล้วแก…หยุดยิ้มได้แล้ว” คุณหมอสาวท่านหนึ่งเอ่ยปากแซว
“ก็ฉันเองไม่เคยออกโครงการมาก่อนนี้พี่…”เธอพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น จากนั้นก็เหลือบไปมองรถคันถัด ๆไปที่ตามหลังมายาวเหยียด และเริ่มถามคุณหมอรุ่นพี่คนนั้น“พี่ปิ่นปกติแล้วรถมันเยอะขนาดนี้เลยเหรอ?”
ปิ่นแก้วที่เคยออกโครงการมาก่อนตอบกลับว่า“ไม่…ไม่ถึงขนาดนี้นะ!?” เธอเองก็แปลกใจไม่น้อยเพราะต้องรู้ว่ารถยนต์ด้านหลังแต่ละคันราคาสูงลิบลิ่วเพราะว่าเครื่องมือเครื่องใช้ที่อยู่ด้านหลังหรือติดมากับตัวรถมูลค่าสูงมาก…สูงจนน่าใ
“ตอนฉันไปออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่บางครั้งก็ต้องเดินเท้าเข้าไป เพราะรถมันติดหล่ม ยิ่งหน้าฝนนะยิ่งแล้วใหญ่ถ้าเรายิ่งขับยิ่งเร่งถนนขึ้นดอยมันก็จะยิ่งพังเร็ว…”ปิ่นแก้วบรรยายถึงเหตุการณ์ที่เคยพบบนดอยอมก๋อยให้เพื่อนสาวฟัง
“แต่เดี๋ยวนี้ถนนหนทางมันเจริญขึ้นทุกวันๆ ถ้าเป็ที่ดอยอมก๋อย บางครั้งพวกพี่ ๆ ที่ขับรถออฟโรดก็ต้องเอาจอบไปขุดพวกหมอก็ต้องมีไม้เดินป่าคนละอัน…” เธอพูดบรรยายต่อ