หลายวันต่อมา
จวนสกุลหยางได้รับเชิญให้ไปร่วมงานวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเฉิง ผู้เป็ย่าของรองแม่ทัพกองรบที่หนึ่ง
เมื่อได้ออกงานสังคมบ้าง เหออันเหลียนจึงคิดใช้โอกาสนี้แสดงให้ทุกคนได้เห็นว่านางคือฮูหยินรองของหยางเสวี่ยเฟยจึงพยายามเข้ามาชิดใกล้เหมือนที่เคยทำตอนอยู่ในจวน
หากแต่ชายหนุ่มมองเพียงปราดเดียวด้วยสายตาดุเข้ม นางจึงไม่กล้าแม้แต่ขยับเข้าหามากขึ้นพลันหันมามองหญิงสาวอีกฝั่งหนึ่งแล้วขมวดคิ้วมุ่น
“เหตุใดจึงยืนห่างข้านัก”
“…”
รองแม่ทัพเอ่ยถามแต่อีกฝ่ายไม่คิดตอบ ดวงตาสีทับทิมทำราวไม่ได้ยิน มองไปยังเบื้องหน้า ดูบรรยากาศครึกครื้น ก่อนจะรู้สึกได้ว่าร่างสูงเป็ฝ่ายขยับชิดนาง “เ้าลืมไปแล้วหรือว่าเป็ฮูหยินของข้า มิใช่คุณหนูสกุลมู่ที่ต่างคนต่างมาที่แห่งนี้”
มู่หรงเซียวเงยหน้ามองเขาแล้วเอี้ยวตัวดูท่าทีของเหออันเหลียนพลันกระซิบ “เ้าลืมไปแล้วหรือว่าสตรีที่ยืนตรงนั้นคือฮูหยินอีกคนของเ้า”
“ไม่เหมือนกันเสียหน่อย” เขาตอบทันควันแต่นางไม่สนใจฟัง ทั้งยังพยักหน้าไปอีกทางหนึ่งให้เขาได้เห็นว่า “ส่วนคนทางนั้นก็ว่าที่ฮูหยินอีกคนของเ้าไม่ใช่หรือ”
หยางเสวี่ยเฟยมองตามสายตาหญิงสาวจึงรู้ว่านางกำลังพูดถึงเสิ่นอวี้หลานที่กำลังยืนพูดคุยกับน้องสาวตัวเองอยู่ แววตาไม่สบอารมณ์เมื่อครู่ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
เฮอะ นางในดวงใจมาแล้วอารมณ์ดีจริงเชียว มู่หรงเซียวคิดในใจแล้วถอยห่างออกมาหนึ่งก้าวแต่อีกฝ่ายกลับมองไม่วางตาแล้วก้าวเข้าหาสองก้าวยิ้มมุมปาก
“เ้าหึงหวงหรอกหรือ”
“ข้าไม่…” คนถูกถามปฏิเสธทันควันแล้วถอยหลังไปสองก้าวแต่อีกคนกลับดิ่งเข้าหาสี่ก้าว ทำตัวให้นางรู้สึกสับสนว่าเขาคิดวางแผนอันใดอยู่เพราะการที่ต้องมาร่วมงานวันนี้ไม่ได้เขียนไว้ในนิยายแม้แต่น้อย
“เหตุใดจึงพูดว่าอวี้หลานคือว่าที่ฮูหยินของข้าเล่า” เขาเลิกคิ้ว รอยยิ้มยังคงฉายชัดบนใบหน้ารูปงามจนทำให้นางเผลอคิดไปว่า ไม่ได้เห็นเ้ายิ้มให้ข้ามานานแล้ว ทำไมกันนะ...
“เพราะว่าเ้ารักนาง” มู่หรงเซียวตอบไปตามประสาเพราะเป็ความจริงที่เขารู้สึกอย่างนั้น การพูดเื่ที่ต่างฝ่ายต่างรู้อยู่ไม่ใช่เื่ที่ยากเย็นอันใดและไม่จำเป็ต้องเก็บความรู้สึกทุกอย่างไว้กับตัวเองเพราะต่อให้นางรักเขาหรือไม่รักแล้ว คนตรงหน้าก็ไม่ใส่ใจอยู่ดี “พอทำคุณงามความดีได้ เ้าก็คงทูลขอฝ่าาแต่งงานกับนาง”
“ข้าไม่แต่ง” เขาตอบสั้น ๆ แล้วจับมือน้อย ๆ ของหญิงสาวพูดอีกว่า “หากเ้าหึงหวงก็บอกมาตามตรงเถิด”
“ข้าบอกว่าไม่…” มู่หรงเซียวไม่รู้ว่าทำไมเขาจึงคะยั้นคะยอให้ตอบเื่ไร้สาระจึงหงุดหงิดเล็กน้อยแล้วเดินหนีไปยังที่ไม่มีคน ไม่อยากเถียงกับเขาให้มากความ เพราะถึงอย่างไรก็อยู่ข้างนอกจวน หากมีภาพทะเลาะกัน ข่าวลือคงแพร่สะพัดได้ง่ายดาย
ทว่า ชายหนุ่มกลับเดินตามมาทันที เหออันเหลียนเห็นเป็อย่างนั้นคิดเรียกร้องความสนใจแต่เพื่อนสนิทเรียกหาเสียก่อนจึงไม่ได้ทำตามที่คิด
หยางเสวี่ยเฟยค่อย ๆ ก้าวเข้าใกล้แล้วพูดว่า “ข้าเข้าใจแล้วว่าเ้าเป็พวกปากไม่ตรงกับใจ”
ร่างบางสะดุ้งโหยงหันขวับไปมอง “เ้าตามข้ามาทำไม”
หากแต่เขาไม่ตอบคำถามนางเช่นเดียวกัน แววตาอันอ่อนโยนที่มู่หรงเซียวคุ้นเคยปรากฏขึ้นมาอีกครั้งยิ่งทำให้นางรู้สึกว่าเขามีเล่ห์เหลี่ยมไม่น้อย
“เหตุใดจึงไม่ยอมรับว่าหึงหวง อีกทั้งยังเดินหนีไม่ยอมตอบ เช่นนั้น ยามเ้าเห็นข้าอยู่กับเหออันเหลียน เ้าคงกำลังเก็บอาการอยู่ใช่หรือไม่ ที่ผ่านมาเ้าอดทนจนแทบทนไม่ไหวแล้วหรือ” หยางเสวี่ยเฟยยิ้มกว้างแล้วโน้มใบหน้าเข้าหาหญิงสาว นิ้วชี้เชยคางนางให้เงยหน้ามองเขาตรง ๆ ดวงตาทั้งสองคู่สบประสานกัน
ต่อให้ในนิยายไม่มีเหตุการณ์นี้ ข้าก็ต้องตอบว่าข้าหึงหวงหรือไม่นะ พอเป็อย่างนั้นแล้วเขาคงจะแสยะยิ้มราวกับทำให้ข้าเจ็บช้ำน้ำใจได้สำเร็จ มู่หรงเซียวครุ่นคิดถึงท่าทีคนตรงหน้าแล้วตอบไปตามบทที่ได้รับ
“ข้ายอมรับก็ได้ว่าข้าเป็พวกหวงของ ไม่ว่าจะของชิ้นเล็กชิ้นน้อยหรือชิ้นใหญ่ หากเป็ของของข้าแล้วย่อมไม่ชอบให้ผู้ใดแตะต้อง แล้วเ้า… เ้าเป็สามีข้า ข้าย่อมหึงหวง ไม่อยากให้เ้าอยู่ใกล้ผู้ใดแต่ข้าจะแสดงออกไปตามตรงได้เช่นไรกัน ทั้ง ๆ ที่เ้าก็รู้ว่าข้ารักเ้าแต่ก็ยังทำร้ายความรู้สึกข้า เ้าสนุกมากหรือ”
สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ นางคิดว่าตัวเองแสดงละครได้อย่างไม่มีข้อบกพร่อง คราวนี้ รองแม่ทัพหยางก็คงสมเพชนาง แววตาที่อ่อนโยนเมื่อครู่คงจะแปรเปลี่ยนเป็เกลียดชังตามเดิมแล้วเดินจากไป ทิ้งนางร้องไห้เสียใจคนเดียว
กระนั้น ชายหนุ่มกลับโอบกอดนางเอาไว้ กระชับแน่นในอ้อมแขนจนััได้ถึงไออุ่นที่ค่อย ๆ แผ่ไปมาระหว่างกันและคำพูดที่นางคิดเอาไว้กลับตรงข้าม
“ข้าทำร้ายความรู้สึกเ้าหรือ ข้าขอโทษ...” หยางเสวี่ยเฟยเอ่ยแ่เบา “ข้านึกว่าเ้าไม่รักข้าแล้วจึงแกล้งลองใจเ้าด้วยวิธีเช่นนั้น เวลานี้ข้ารู้ว่าเ้ายังคิดกับข้าเหมือนวันวาน ข้าดีใจยิ่งนัก”
“เอ๋…” ร่างบางทำตัวไม่ถูก ไปต่อไม่เป็เพราะสถานการณ์กลับตรงกันข้าม
“ต่อไปนี้ข้าจะไม่ทำอันใดให้เ้าเสียใจอีก ยกโทษให้ข้าได้หรือไม่ ฮูหยิน” น้ำเสียงนุ่มนวลดูรู้สึกผิดที่ทำกับนางอย่างไร้เยื่อใย “อวี้หลานเป็เพียงน้องสาวเหมือนเสี่ยวฮวา เ้าอย่าได้กังวล ตลอดมาข้าไม่เคยคิดกับนางเป็อื่น”
“อย่ามาโกหก” หญิงสาวโพล่งออกมาเพราะรู้ว่าเป็ไปไม่ได้ “ไม่ต้องมาเสแสร้ง เ้าเพิ่งพูดว่าจะไม่แกล้งลองใจข้าอีก ทำข้าเจ็บช้ำน้ำใจซ้ำ ๆ เ้าสนุกนักหรือ”
“ไม่ได้โกหกนะ” เขาส่ายหน้าปฏิเสธ “เื่นี้ข้าไม่โกหก”
นางพยายามดันอีกฝ่ายออกไปแต่สู้แรงไม่ไหว ไม่ว่าจะดิ้นเท่าไหร่ก็ไม่อาจหลุดพ้น ทำได้แค่นิ่งงันในอ้อมแขนคนตรงหน้า รอจนกว่าเขาจะปล่อยให้นางเป็อิสระ
เสียงกระซิบเอ่ยอีกครั้งหนึ่งว่า “ตลอดเวลาที่ลองใจเ้า ข้ารู้สึกเ็ปที่เ้าไม่สนใจข้า ทำราวกับข้าเป็เพียงคนอื่นที่ไม่ใช่สามีเ้า แต่เวลานี้ข้ารู้แล้วว่าฮูหยินรักข้า ดีใจยิ่งนัก”
หยางเสวี่ยเฟยคลายอ้อมกอด ดวงตาประสานกันอีกครั้งหนึ่ง เขาโน้มใบหน้าเข้าหาแล้วเอ่ยกับนาง “อย่ากลัวว่าข้ามีใจให้ผู้อื่นเลยเพราะข้ารักเ้าคนเดียว มู่หรงเซียว”
เ้าตัวไม่รอช้าขยับใบหน้าเข้าใกล้มากขึ้นก่อนจะถูกสองมือของหญิงสาวตบแปะที่แก้มสองข้างเบา ๆ เพราะนางคิดว่าบทละครคราวนี้ไม่สมเหตุสมผลเลย
แต่ถึงจะถูกขวางอย่างนั้นเขาก็ไม่ถอย จับมือร่างบางออกจากแก้มตัวเองแล้วเอียงศีรษะจุมพิตริมฝีปากนางอย่างอ่อนโยน ครั้นถอนัันุ่มนวลออกมาแล้วก็มองด้วยแววตาหวานละมุน
“คิดถึงริมฝีปากของเ้ายิ่งนัก” เขาพูดแล้วประทับริมฝีปากบางอีกครั้ง
“…”
“คิดถึงเรือนร่างของเ้าด้วย” มือสองข้างยังคงโอบนางเอาไว้เช่นเคย
“…”
“คิดถึงทุกอย่างที่เป็เ้า”
“…” มู่หรงเซียวมองชายหนุ่มด้วยความสับสน
เขาพูดจบพลันจุมพิตอีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่อีกคนเหมือนใกับการกระทำของเขาจนิญญาหลุดออกจากร่างไปแล้ว
มู่หรงเซียวทำตาปริบ ๆ เพราะทุกอย่างผิดความคาดหมายไปหมดก่อนจะดึงใบหูของคนตรงหน้าที่เอาแต่จูบไม่เลิก
“…” เ้าตัวนิ่วหน้าเพราะยังไม่อิ่มหนำใจ ลิ้มรสได้ไม่สมกับความคิดถึงที่มี
“ยั้งไว้หน่อยไม่ได้หรือ เราสองคนไม่ได้อยู่จวนสกุลหยางเสียหน่อย” นางสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วมองดวงตาคู่นั้นอีกครั้งหนึ่ง ความสงสัยหลายอย่างก่อตัวจึงถามออกไปตามตรง “เ้าหลอกข้าใช่หรือไม่ หากเป็เช่นนั้นก็หยุดเถอะนะ ข้าทำให้เ้าโกรธเคืองจึงต้องใช้วิธีนี้ทำร้ายหัวใจของข้าเลยหรือ บอกว่ารักข้าแต่แท้จริงแล้วมีนางเต็มหัวใจ ต้องเห็นข้าเ็ปถึงเพียงไหนจะสาแก่ใจเ้า”
มู่หรงเซียวพูดไปตามความรู้สึกที่อัดแน่นในใจโดยไม่รู้ตัว นางไม่คิดด้วยซ้ำว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้น้ำตาคลอหน่วย ไหลรินเปื้อนแก้มนวล
“ฮูหยิน!!!” หยางเสวี่ยเฟยใรีบเช็ดน้ำตาให้แล้วปลอบประโลม “ข้าขอโทษ ไม่ต้องยกโทษให้ข้าก็ได้แต่อย่าร้องไห้เลย ข้าผิดเอง จะด่าว่า ทุบตีข้าสักเท่าใดที่ทำให้เ้าเสียใจก็ทำมาเถอะ ตบหน้าข้าแรง ๆ ก็ได้” เขาไม่พูดเปล่าแต่จับมือนางมาวางไว้บนแก้มตัวเองพร้อมรับมือกับสิ่งที่ก่อเอาไว้
“คนใจร้าย” หญิงสาวปาดน้ำตา รู้สึกอ่อนไหวกับสิ่งที่เขาทำให้ ความอ่อนโยนแสนคุ้นเคยกำลังโอบอุ้มหัวใจของนางอีกครั้งเผลอโอบกอดเขา ซบใบหน้าสะอึกสะอื้น
หยางเสวี่ยเฟยหอมศีรษะ ลูบเรือนผมเพื่อปลอบใจคนในอ้อมแขน รู้สึกผิดอย่างยิ่งยวดและคิดชดใช้ให้จนกว่านางจะยอมยกโทษให้ นับจากนี้ไม่กล้าประชดประชัดอย่างนี้อีกแล้ว
“ฮูหยิน…” เขาเอ่ยเรียกมู่หรงเซียว คิดในใจว่าต้องย้ำให้นางได้รู้ “ข้ารักเ้าเพียงคนเดียว มู่หรงเซียว... ฮูหยินของข้า”
หลังจากผ่านไปสักพัก พวกเขาก็เคียงข้างกันกลับเข้างาน แววตารองแม่ทัพหวานชื่นจนเหล่าขุนนางสงสัยว่าวันนี้เป็วันดีอะไร โดยเฉพาะคนสนิทที่เพิ่งได้เห็นว่าเขายิ้มได้ในรอบหลายเดือน
ต่างฝ่ายต่างคบค้าสมาคมกับขุนนางตระกูลอื่น จนกระทั่งมู่หรงเซียวรู้สึกว่าเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำเอาใจเต้นไม่เป็จังหวะ ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจจะไม่รักเขาแล้ว ไม่เอาความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวแต่พอถูกแววตา รอยยิ้มและััของเขาครอบงำเมื่อใดเป็อันต้องยอมแพ้ทุกครั้งไป
“หัวใจข้าเป็ของใครกันนะ ทำไมไม่เชื่อฟังเ้าของเลย”
บุตรสาวแม่ทัพใหญ่มองคนคุ้นเคยจากอีกฟากหนึ่งของที่นั่งพลันได้รับรอยยิ้มละมุนกลับมาจนเหออันเหลียนงุนงงว่าเกิดอันใดขึ้นระหว่างที่นางไม่อยู่ด้วยแต่คิดว่าพวกเขาเพียงแค่เล่นละครตบตาคนอื่น ๆ ว่ารักหวานชื่นก็เท่านั้น
จู่ ๆ มู่หรงเซียวรู้สึกว่าอากาศข้างในไม่ปลอดโปร่งสักเท่าใด เสียงจอแจทำให้รู้สึกเวียนหัวจึงปลีกตัวออกมาเดินเล่นในสวนดอกไม้สกุลเฉิง
พลันรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างจากข้างหลังจึงหันไปมอง สายตาริษยาจากเหออันเหลียน แววตาสงสัยของแม่ทัพหลี่และรอยยิ้มกว้างของหยางเสวี่ยเฟยพร้อมทั้งสีหน้าที่อยากตามออกมาด้วยแต่ถูกสหายร่วมรบรั้งเอาไว้
“ให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะ หยางเสวี่ยเฟย” มู่หรงเซียวถอนหายใจรับอารมณ์ที่พลิกไปพลิกมาของเขาก่อนจะหันไปมองอีกครั้งก็ยังคงเห็นว่าดวงตาสีดำขลับคู่นั้นยังคงมองนางไม่วางตา