จางลี่อิงอ่านความคิดของหลี่จวินเหยียนไม่ออกว่าคิดอย่างไรกับนางและมารดาจึงไม่เปิดปากสารภาพความจริงไปว่าสามคนนั้นคือญาติของนาง จึงจะรอหนานอ๋องกลับมา ค่อยปล่อยออกจากคุกและขับไล่ออกไปจากเมืองซ่ง
ความจริงแล้วนางก็ไม่ได้อยากจะเมตตาคนพวกนี้ถ้าเป็ไปได้อยากให้ขังลืมให้สมกับที่พวกมันเป็ต้นเหตุให้มารดาของนางทุกข์ทรมานและถึงกับตายไปในชีวิตก่อน
แต่ในตอนนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปมารดาของนางยังมีชีวิตอยู่ การปล่อยให้จินสุ่ยผู้เป็ตาแท้ ๆเน่าตายอยู่ในคุกดูจะอกตัญญูเกินไป อาจจะทำให้มารดาถูกครหาไปด้วยได้นางจึงพยายามปล่อยวางความแค้นลง และยอมจบแต่เพียงเท่านั้น
ทว่า...
ผ่านไปห้าวันแล้วหนานอ๋องก็ยังไม่กลับมาจากการปราบโจรเสียทีนางก็เลยต้องไปพูดคุยกับหลี่จวินเหยียนแทน
“ข้าไปหาท่านที่เรือนแล้วไม่เจอที่แท้ก็มาอยู่ที่นี่เอง”ดวงตาของจางลี่อิงฉายแววดีใจที่ตามมาเจอหลี่จวินเหยียนที่ลานฝึก
"เ้าตามหาข้า"
นางยิ้มออกมาเจื่อนๆ เมื่อได้ยินอีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนไม่แยแส
ต่างจากเฉินอี้ ชายหนุ่มอายุสิบแปดผู้นี้ใจนแทบเก็บสีหน้าเอาไว้ไม่อยู่เพราะน้ำเสียงที่ท่านอ๋องน้อยใช้กับจางลี่อิงอ่อนโยนกว่าที่ใช้กับผู้อื่นราวฟ้ากับเหว
“ใช่... แล้วนี่ท่านกำลังฝึกฝนวิชาง้าวอยู่หรือ”
“อืม..”
“แล้วแผลของท่าน...” จางลี่อิงย่นคิ้วเข้าหากัน ชายเมืองซ่งนี่นิยมชมชอบความเ็ปหรืออย่างไรแผลยังไม่ทันจะหายดี วันก่อนก็ไปเดินตลาด วันนี้ก็มาฝึกวิชาง้าว
“แค่ขยับร่างกายเพียงเล็กน้อยเท่านั้นไม่ได้รู้สึกเจ็บอันใด”
คราวนี้เฉินอี้ถึงกับหันหลังหนีเอามือกุมอกตัวเอง น้ำเสียงและแววตาของท่านอ๋องน้อยในยามนี้อ่อนโยนจนน่าใจริง ๆ
“ท่านเฉินอี้เป็อันใดไปหรือ” จางลี่อิงเห็นท่าที่คนสนิทของหลี่จวินเหยียนก็นึกสงสัยขึ้นมา
"เฉินอี้หย่อนยานขาดฝึกมานานก็เลยเหนื่อยง่ายอย่างที่เห็น เฉินอี้”
“ขอรับท่านอ๋องน้อย"
“แบกกระสอบวิ่งรอบลานฝึกยี่สิบรอบ"
“ขอรับ!”เฉินอี้รีบหยิบกระสอบทรายขึ้นมาแบกแล้ววิ่งรอบสนามเด็กหญิงมองตามแล้วเอียงคอฉงน
“ท่านเฉินอี้ดูอาการไม่ค่อยดีอยู่แล้วแบกกระสอบวิ่งตั้งยี่สิบรอบ จะไม่แย่เอาหรือ"
“ที่เป็เช่นนั้นก็เพราะหย่อนยานถ้าไม่เคี่ยวเข็ญเอาั้แ่ตอนนี้ จะไปตายในสนามรบเอาได้ปล่อยให้เขาวิ่งไปเถิด"
จางลี่อิงมองชายที่ลุกขึ้นมาฝึกวิชาง้าวทั้งๆ ที่ยังเจ็บอยู่ และมองอีกคนที่กำลังวิ่งรอบลานฝึกก็คิดว่าจะเอาสามัญสำนึกของคนธรรมดามาตัดสินทหารเมืองซ่งไม่ได้นางจึงพยักหน้าเข้าใจ และไม่พูดทักท้วงอันใดอีก
“เ้าตามหาข้ามีเหตุอันใดหรือ" หลี่จวินเหยียนเอ่ยถาม
"โจรสามคนนั้น...ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็อย่างไรบ้าง”
“ข้าปล่อยไปแล้ว”
“ปล่อยไปแล้วงั้นหรือ..."
“ข้าสอบสวนดูแล้วพบว่าคนพวกนั้นแค่เข้าใจผิด ไม่ได้จะตั้งใจลักพาตัวเ้าจริง ๆ ก็เลยปล่อยและขับไล่ออกจากเมืองไป"
“ข้าเองก็ไม่ได้รู้สึกติดค้างใจอันใดปล่อยไปก็ดีแล้ว" จางลี่อิงพยักหน้าอย่างพอใจโดยที่นางไม่ทันได้สังเกตเลยว่าน้ำเสียงของหลี่จวินเหยียนยามพูดถึงสามคนนั้นเยือกเย็นลงกว่าปกติ
“แล้วนี่พวกบ่าวรับใช้ไปไหน ไยปล่อยให้เ้าอยู่คนเดียวไม่ตามมาดูแล”
พ่อบ้านหม่าคัดเลือกบ่าวรับใช้หญิงให้จางลี่อิงกับมารดาเรียบร้อยแล้วแต่หลี่จวินเหยียนมองไปรอบ ๆ กลับไม่มีใครมาคอยตามดูแลเด็กหญิงตัวน้อยเลยสักคน
“เอ่อ... พวกนาง... เอ่อ... ข้าคิดว่ามาหาท่านคนเดียวจะสะดวกกว่าก็เลยไม่ให้พวกนางตามมา” จางลี่อิงยิ้มเจื่อน ๆ แล้วหาข้ออ้างแก้ตัวแทนพวกบ่าว
แต่มีหรือหลี่จวินเหยียนจะคาดเดาความจริงไม่ออกก็จริงที่คนเมืองยังไม่ได้มองเขาเป็ปีศาจเฉกเช่นที่อื่น แต่ก็ใช่ว่าจะไม่กลัวและนั่นคงเป็เหตุให้พวกนางไม่ยอมตามจางลี่อิงมาด้วย
“ข้าจะสั่งให้พ่อบ้านหม่าเลือกบ่าวรับใช้ให้เ้าใหม่”
“แต่พวกนางไม่..."
“อิงเอ๋อร์อย่าโกหกพวกนางกลัวข้าจนไม่ยอมมากับเ้า บ่าวที่ขี้ขลาดตาขาวรักตัวกลัวตายเช่นนี้ใช้ไม่ได้ไม่สมควรให้อยู่ข้างกาย” เหตุผลของหลี่จวินเหยียนทำให้จางลี่อิงรู้สึกคล้อยตาม
“ข้าเข้าใจแล้ว”
"มาเถิด ข้าจะไปส่งเ้า"
“ไปส่งข้าเสร็จแล้ว ท่านจะทําอันใดต่อหรือ” จางลี่อิงเอ๋ยถาม
“กลับมาฝึกฝนวิชาต่ออีกสักเพลงสองเพลง”พอได้ยินเช่นนั้น จางลี่อิงก็หยุดเท้าทันที
“เช่นนั้นข้ายังไม่กลับได้หรือไม่ขออยู่ดูท่านฝึกวิชาก่อน”
ในชีวิตก่อนหากกล่าวถึงอ๋องปีศาจก็คงต้องนึกถึงวิชาข้าวที่ล้ำเลิศเด็ดหัวศัตรูชนะมาแล้วทุกศึก
ตัวนางเองก็เคยเห็นเขาแสดงวิชาข้าวต่อหน้าพระที่นั่งอยู่ครั้งหนึ่งเขาดูแข็งแกร่งดุดันราวกับเป็เทพามาจาก์มากกว่าจะเป็มนุษย์ธรรมดาจนบัดนี้ตายแล้วย้อนกลับมามีชีวิตใหม่อีกรอบ นางก็ยังรู้สึกประทับใจไม่รู้ลืม
“เ้าอยากดูหรือ”
"ใช่"
“เช่นนั้นไปยืนดูในร่มอย่ายืนตากแดดตากลม"
หลี่จวินเหยียนไม่พูดเปล่าแต่จับจูงมือนางมานั่งในศาลาข้างลานฝึกด้วย จางลี่อิงรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยเพราะกลัวจะเห็นไม่ชัด แต่แล้วพอเห็นว่าอีกฝ่ายฝึกอยู่ตรงหน้าศาลาไม่ได้ไปไกลความรู้สึกนั้นก็หายไป
พอได้เห็นวิชาง้าวของอีกฝ่ายดวงตาของนางก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง
ตอนนี้เขาอายุแค่สิบสี่มิใช่หรือไยดูเก่งกว่าตอนที่แสดงหน้าพระที่นั่งครานั้นมากมายถึงเพียงนี้หรือว่าเขาในตอนนั้นเก็บงำความสามารถของตนเองเอาไว้
พอนางหาเหตุผลให้ประเด็นนี้ได้อาการตกตะลึงก็หายไป กลายเป็ความรู้สึกชื่นชมแทน
“พี่จวินเหยียน....ท่านเก่งมากจริง ๆ”นางก้าวเท้าเข้าไปหา เมื่อเห็นว่าเขาหยุดลงแล้ว
“ข้ายังเจ็บอยู่ยังเคลื่อนไหวได้ไม่ดีนัก"
“นะ.....นี่ยังไม่ดีอีกหรือท่านเก่งเกินไปแล้วจริง ๆ อะนี่... ท่านใช้นี่เถิด” จางลี่อิงรีบส่งผ้าเช็ดหน้าของตนเองให้ทันทีที่เห็นเขาใช้แขนเสื้อสกปรกของตนเองเช็ดเหงื่อ
หลี่จวินเหยียนรับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมาแล้วก็เอาแต่จ้องมองมันไม่ยอมใช้เช็ดเหงื่อสักที จางลี่อิงจึงยิ้มเพื่อน ๆ ออกมา
“ถึงมันจะเก่าไปหน่อย แต่มันสะอาดนะข้าซักแล้ว"
“ข้าไม่ได้คิดรังเกียจก็แค่ดูลวดลายเพลินตาไปนิด ก็เท่านั้นเอง”
“ท่านแม่ปักให้ช้าฝีมืองานปักของท่านแม่ไม่ธรรมดาเลยใช่ไหมเ้าคะ" จางลี่อิงยิ้มภูมิใจฝีมือของมารดาไม่ธรรมดาจึงยึดอาชีพปักผ้าขายเลี้ยงดูนางกับคนตระกูลจินมา
“อืม... สวยมาก”
“เอาไว้ท่านแม่ว่างเมื่อไหร่ข้าจะขอให้นางปักให้ท่านสักผืนก็แล้วกัน”
“เป็เ้าปักเองดีกว่า"
“หา...” จางลี่อิงรู้สึกฉงนกับคำพูดของอีกฝ่าย
“ชายบ้าผู้นั้นขี้หวงถ้าแม่เ้าปักผ้าเช็ดหน้าให้ข้า ชีวิตของข้าจะหาความสงบสุขไม่เจอ"
ถึงไม่เอ่ยชื่อ จางลี่อิงก็เข้าใจทันทีว่าชายบ้าที่หลี่จวินเหยียนพูดถึงคือหนานอ๋อง นางจึงยิ้มแห้ง ๆออกมา
“ฮ่า..ฮ่า...ท่านมองท่านอ๋องในแง่ร้ายเกินไป”
“เ้ามองเขาใจดีเกินไปต่างหากไม่มีคนปกติที่ไหนเลี้ยงเด็กในสนามรบกันหรอก” หลี่จวินเหยียนกำลังพูดถึงตนเอง จางลี่อิงจึงหน้าเจื่อนลงอีกรอบ
“ท่าน...”
“ไม่ต้องกังวล ข้าไม่ได้รู้สึกไม่ดีถึงเขาจะเป็ชายบ้า ข้าก็สำนึกในบุญคุณของเขา ถ้าให้เลือกระหว่างเขากับบิดาแท้จริงข้าเลือกเขาได้ทันทีโดยไม่ลังเล"
“อือ.. " จางลี่อิงพยักหน้ารับ
หลี่จวินเหยียนขับเหงื่อที่หน้าก่อนจะเลื่อนมาตรงคอ และเนื่องจากยามฝึกเพื่อให้คล่องตัวเขามักจะสวมเสื้อเพียงตัวเดียว ทำให้ยามนี้สาบเสื้อแหวกออกจนเห็นแผ่นอก
จางลี่อิงรู้ตัวว่าไม่ควรมองจึงจะเบือนสายตาไปทางอื่นแต่แล้วนางก็ดันเห็นบางอย่างคุ้นตาที่คอของอีกฝ่ายเข้าเสียก่อน!
มันคือจี้หยกทรงกลมลลักลายหงส์ห้อยสร้อยคอเชือกถักสีดำ...
“จี้หยกสวยจังเลยนะเ้าคะ”
คำชมนั้นทำให้แววตาของหลี่จวินเหยียนหม่นลงชั่ววูบและยื่นจี้หยกนั้นให้เด็กหญิงตัวน้อยดูใกล้ ๆ
“สวยหรือ”
“เ้าค่ะ เหมือนที่ข้าเคยมีเลยแต่ของข้าเป็หยกมันแพะ มิใช่หยกเืเช่นนี้” จางลี่อิงเพ่งพิศแล้วก็รู้สึกอัศจรรย์ใจมาก เพราะมันถูกแกะเป็ลายเดียวกับที่นางเคยมีในชีวิตที่แล้วนี่ถ้ามันเป็สีขาวไม่ใช่สีเืเช่นนี้ นางต้องคิดว่าเป็ชิ้นเดียวกันแน่ ๆ
“เช่นนั้นหรือข้าให้ชิ้นนี้กับเ้าดีหรือไม่”
“ไม่ดี มันเป็ของท่าน และมันก็ล้ำค่าเกินไปข้ารับเอาไว้ไม่ได้หรอก อ่า.. แดดเริ่มร้อนแล้ว ขากลับเรือนก่อนนะพี่ิ” จางลี่อิงปฏิเสธแล้วรีบวิ่งหนีจากไปทันที
หลี่จวินเหยียนมองตามแผ่นหลังเล็กๆ แล้วลูบจี้หยกที่คอด้วยแววตาลึกล้า
“แฮ่ก... แฮ่ก.. ครบแล้วขอรับท่านอ๋องน้อย"เฉินอี้ลากสังขารเหนื่อยหอบมาพูดรายงาน
"ดี"
“ว่าแต่... แฮ่ก . .คุณหนูมาหาท่านด้วยกิจอันใดหรือขอรับ”
เฉิรอี้ถามแต่ผู้เป็นายกลับเอาแต่จับจี้หยกเหมือนไม่อยากจะตอบ เขาเลยลองพูดสุ่มเดาออกมา
“หรือว่าเป็เื่สามคนนั้น"
คราวนี้อีกฝ่ายหันมามองเขาด้วยแววตาเยือกเย็นเฉินอี้จึงรู้ว่าคนเดาถูก
“หม่าคงมาเลียบ ๆ เคียง ๆตามข้าอยู่หลายครั้ง เห็นได้ชัดว่าคุณหนูไม่ค่อยอยากจะถือโทษคนพวกนั้นแล้วนี่ท่านอ๋องน้อยบอกคุณหนูไปว่าอย่างไรขอรับ"
“ปล่อยไปแล้ว”
“เช่นนั้นท่านอ๋องน้อยโปรดวางใจข้าจะกำชับพวกพี่น้องให้พูดตรงกัน จะไม่ให้คุณหนูรู้ความจริงเด็ดขาด”
“ดี” หลี่จวินเหยียนพยักหน้าแล้วควงง้าวฝึกวิชาต่อ
เฉินอี้มองแล้วก็นึกถึงสามคนพ่อแม่ลูกนั่นขึ้นมาท่านอ๋องน้อยอุตส่าห์ยอมปล่อยไปแล้วแท้ ๆ แต่กลับไม่รู้สำนึก ไม่เลิกอาฆาตพยาบาทคิดร้ายกับคุณหนูจางลี่อิง ท่านอ๋องน้อยจึงสั่งให้คนที่แอบสะกดรอยตามดูความประพฤติฆ่าทิ้งไปเสีย
ใช่แล้ว...
พวกเขาสอบสวนจนรู้ความจริงทุกอย่างแต่เพื่อปกป้องเกียรติของสองแม่ลูกที่ในอนาคตจะได้เป็ชายาและธิดาอ๋องนอกจากพวกเขาจะไม่พูด ยังช่วยปกปิดอีกด้วย
เฉินอี้ถอนหายใจมาเฮือกหนึ่งเขาได้แต่หวังเพียงว่าเื่การตายของสามคนนั้นจะเป็ความลับตลอดไปท่านอ๋องน้อยจะได้ไม่ถูกคนที่ตนพยายามปกป้องโกรธเกลียด...
ไม่กี่วันถัดมาทุกคนในจานอ๋องก็ได้รับแจ้งจากจางชิวอิ๋งว่าการต้มเกลือประสบความสําเร็จแล้ว
ทุกคนจึงไปยังพื้นที่ที่ดินเค็มหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าแอ่งเกลือเพราะพื้นที่บริเวณนั้นมีลักษณะเป็แอ่งกระทะและยามที่ฝนตกหนักก็มีน้ำท่วมขังเป็เวลานาน
ซ่งจวินเหยียนเดินเข้าไปดูเกลือในกระทะพอเห็นว่ามันคือเกลือจริง ๆ ไม่ใช่แค่กากเศษเกลือติดกระทะเหมือนที่พวกเขาพยายามต้ม
“ อิ๋งอิ๋ง... เ้าเก่งยิ่งเ้าสามารถเปลี่ยนดินให้กลายเป็เกลือได้จริง ๆ" เขาพูดชมแววตาที่เขาใช้มองนางหวานอยู่แล้วมาในวันนี้กลับมีความปลาบปลื้มและยกย่องเพิ่มเข้าไปด้วย
จางชิวอิ๋งไม่ใช่คนโง่ไยนางจะมองไม่ออก แต่เพราะเขาให้เกียรตินางมาโดยตลอด ไม่เคยหักหาญน้ำใจไม่เคยบีบบังคับ นางจึงไม่ได้รู้สึกอึดอัด ในทางกลับกันนางเริ่มหวั่นไหวเสียด้วยซ้ำไป
“เป็เพราะบรรพบุรุษทั้งความรู้เอาไว้ให้เ้าค่ะตัวข้าเองไม่ได้เก่งอันใดเลย" นางพูดถ่อมตัว
“เป็เพราะบรรพบุรุษก็ส่วนหนึ่งแต่ก็ใช่ว่าเ้าไม่มีความดีความชอบ เพราะเ้ารักการเรียนรู้ จดจำสิ่งต่าง ๆที่อ่านผ่านตา ข้าและเมืองซ่งถึงได้โชคดีถึงเพียงนี้ ไหนบอกข้ามาหน่อยเ้าทําอย่างไรบ้าง”
"เ้าค่ะ "
จางชิวอิ๋งเริ่มพูดอธิบายถึงวิธีสังเกตดินมีลักษณะต่างกัน ระดับความเค็มก็ต่างกันต้องรู้จักเลือกนำมาผสมและหมักกับน้ำสะอาดในถังไม้หนึ่งคืนเพื่อให้เกลือในดินละลายเข้ากับน้ำ และกรองเอาแต่น้ำออกมาต้ม
“ก่อนจะต้มต้องวัดความเค็มของน้ำก่อนใช้ไข่หรือไม่ก็กึ่งหนามแดงในการวัดหากมันลอยขึ้นแสดงว่าความเค็มเพียงพอให้ต้มเกลือได้หากมันจมแสดงว่าความเค็มยังไม่พอ ให้นำกลับไปหมักกับดินใหม่อีกรอบแล้วค่อยกรองออกมาต้มอีกครั้ง"
“อืม.... ที่แท้มันไม่ได้ยากเกินไปเพียงแต่มันต้องใช้เคล็ดลับที่เราไม่รู้ร่วมด้วยนี่เอง... จื่อิ"
“ขอรับท่านอ๋อง”
“จัดตั้งกองงานขึ้นมาผลิตเกลืออย่างเป็ทางการได้เลย"
“รับบัญชาขอรับ”
"อิ๋งอิ๋ง...เ้าจะมีตำแหน่งเป็ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของกองงานจากนี้ไปต้องลำบากเ้าให้ช่วยดูแลแล้ว”
พอข้ามแม่น้ำได้ซ่งจินหนิงไม่ได้รื้อสะพานทิ้ง แต่กลับมอบตำแหน่งดี ๆ ให้ทำงานต่อไปอีกยาว จางชิวอิ๋งรู้สึกซาบซึ้งเป็อย่างมากที่เขามองเห็นคุณค่าของนางแววตาที่ใช้มองเขาจึงอ่อนลงมาอีกส่วน
“ข้าจะทําหน้าที่อย่างสุดความสามารถเ้าค่ะ”
“ดี ๆ เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อนพวกเรากลับไปฉลองกันดีกว่า” ซ่งจินหนิงไม่พูดเปล่า แต่หันกลับมาหาจางลี่อิงหมายจะอุ้มด้วยความเคยชิน
แต่ทว่า...
หลี่จวินเหยียนกลับขยับเข้ามาขวางหน้าเอาไว้เสียก่อน
“ท่านจะทําอันใด"
“จะอุ้มอิงเอ๋อร์กลับไงเล่า"
“อิงเอ๋อร์อายุสิบขวบแล้วนางไม่ใช่เด็กเล็ก ท่านอาควรเลิกอุ้มนางได้แล้ว มาเถอะอิงเอ๋อร์ เรากลับกันดีกว่า” หลี่จวินเหยียนพูดแล้วแบมือไปตรงหน้าเด็กหญิงตัวน้อย
จางลี่อิงมองฝ่ามือใหญ่อย่างงุนงงอยู่ชั่วครู่จากนั้นก็วางมือของตนลงไป ปล่อยให้อีกฝ่ายจับจูงพาไปขึ้นรถม้า
“ข้าอุ้มลูกผิดตรงไหน”ซ่งจินหนิงกอดอกและบ่นตามหลัง
จางชิวอิ๋งได้ยินเข้าก็หน้าร้อนผ่าวรู้สึกเขินอายขึ้นมา นางจึงก้มหน้าก้มตาเดินหนีขึ้นรถไปม้าอีกคน
หยางจื่อิมองหน้าผู้เป็นายแล้วส่ายหัวเขาอยากจะพูดตอกหน้านักว่านั่นไม่ใช่ลูกท่านแต่เมื่อหันไปมองจางลี่อิงที่เป็เด็กดีมีเหตุผล และแลไปยังจางชิวอิ๋งที่วางตัวดีมีคุณงามความดีใหญ่หลวงต่อเมืองซ่งสีหน้าแววตาของเขาก็อ่อนลงและยอมรับพวกนางอย่างเต็มหัวใจ
“โวยวายไปก็ไร้ประโยชน์ขอรับคุณหนูโตแล้วจริง ๆ หากท่านอ๋องอยากจะอุ้มลูกรีบเกี้ยวพานท่านชิวอิ๋งแล้วมีใหม่อีกคนจะง่ายกว่า”
หยางจื่อิให้คําแนะนำก่อนจะเดินแยกจากมาอีกคน ทิ้งให้ซ่งจินหนิงยืนยิ้มฝันหวานถึงลูกเล็กที่จะมีกับจางชิวอิ๋งในภายภาคหน้าเพียงรําพัง