บทนำ
“ฮัลโหล ไอ้ทิตเหรอตอนนี้แกว่างอยู่รึเปล่า?”
“มีอะไรวะไอ้โจ๊กแกรู้รึเปล่าว่าตอนนี้ฉันอยู่ญี่ปุ่นเนี่ยนะโว้ย ฉันกำลังพานักท่องเที่ยวไปวัดอาสากุสะยุ่งสุดๆเลยเนี่ย”
“พอจะคุยได้มั้ยวะคือมีเื่ด่วนนิดหน่อยน่ะขอเวลาแค่สองสามนาทีก็พอ”
“เออ ก็พอได้อยู่หรอกตอนนี้ปล่อยพวกเขาไปไหว้พระซื้อของฝากกันอยู่”
“ถ้างั้นขอถามเลยนะว่าตอนนี้แกยังเล่นไอ้การ์ด เอจออฟซัมมอนเนอร์ อยู่รึเปล่า?”
“AOS? อ่ะนะ ่นี้ฉันงานเยอะว่ะตอนนี้ไม่ค่อยมีเวลาเล่นเท่าไรแต่ก็ยังติดตามการแข่งขันใหญ่ๆ อยู่ตลอดน่ะนะ ถามทำไมวะ?”
“เออ ถ้างั้นขอถามนิดนึงว่าไอ้การ์ดของเกมเนี่ยมันมีราคาขายอยู่ที่เท่าไรกันเหรอ?”
“หา? อะไรของแกวะอยู่ดีๆก็มาถามเื่นี้”
“เออน่ะ รีบๆ บอกมาเถอะ”
“อ่า....ราคาขายของการ์ดมันมีหลายราคาน่ะถ้าการ์ดไม่มีประโยชน์ราคาขายก็อยู่ใบล่ะ 10 บาท 20 บาทได้ล่ะมั้งแต่ถ้าการ์ดที่ดีๆ ราคามันก็จะอัพโดดขึ้นไปน่ะหลักร้อยบ้างหลักพันบ้างแล้วแต่ความหายาก”
“งั้นเหรอ...ล...แล้วเป็ไปได้มั้ยที่การ์ดใบนึงมันจะมีราคาสูงถึงล้านบาทน่ะ?”
“ถามอะไรของแกแบบนั้นวะล้านนึงนี่กระจอกไปรึเปล่า เคยมีคนเอาพอร์ช* ไปแลกการ์ดใบนึงมาแล้วนะเว้ย”
“พอร์ช* จริงดิรถคันนึงเป็สิบล้านอ่ะนะ?!”
“เออการ์ดบางใบมันมีมูลค่ามากกว่าที่แกคิดเยอะไอ้โจ๊ก เพราะว่าไอ้เ้า AOS เนี่ยมันผลิตการ์ดมาเป็จำนวนจำกัดแล้วไม่มีการผลิตเพิ่มจริงๆบางใบมันก็เลยมีคุณค่าและไม่สามารถหาซื้อจากที่ไหนได้อีกแล้ว พวกโปรเพลย์เยอร์น่ะเขาพร้อมที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อการ์ดประเภทนี้อย่างไม่คิดเลยล่ะเพราะว่าหลังจากนั้นเขาจะแปรเอาการ์ดพวกนี้ไปสร้างความสำเร็จเรียกรายได้กลับคืนมาเป็สิบๆเท่าเลยจะบอกให้”
“จริงดิ กระดาษใบเดียวนะเอาไปแลกเงินได้เป็สิบล้าน”
“เดี๋ยวตบปาก! อย่ามาเรียกการ์ดของ AOS ว่ากระดาษใบเดียวนะพวกผู้เล่นเขาถือนะเว้ย!”
“ถืออะไรเล่า ฉันไม่เข้าใจ”
“แล้วนี่จู่ๆแกมาถามฉันเื่นี้ทำไมวะไอ้โจ๊ก ปกติแกไม่เคยสนใจเื่ของ AOS เลยนี่ ตอนที่เรียนมหาลัยฯด้วยกันเวลาฉันดูถ่ายทอดสดแข่งขันทีไร แกก็เมินตลอด”
“อ..อ๋อ ไม่มีอะไรหรอกแกกลับไปทำงานเถอะ ไว้เดี๋ยวแกกลับจากญี่ปุ่นเมื่อไรค่อยเจอกันเพื่อน”
“หา? เออๆ ช่างเถอะพวกลูกทัวร์ฉันก็มารวมตัวกันแล้ว งั้นไปก่อนนะ”
ปลายสายเงียบหายไปพร้อมกับเสียงสัญญาณที่ดังขึ้นเป็จังหวะคงที่จักรรินทร์ พิทักษ์ศิลป์ หรือที่เพื่อนจะรู้จักกันดีในชื่อ “โจ๊ก” ชายหนุ่มวัย 22ปี ที่ตอนนี้กำลังเผชิญปัญหาครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตจนต้องมานั่งหลบมุมอยู่ในห้องน้ำดวงตาสีสนิมเหล็กจ้องมองผ่านกระจกเห็นใบหน้าที่ซีดเสียวของตนเองสะท้อนกลับมาเรือนผมสีดำฟูฟ้องแบบคนที่ไม่ค่อยจะใส่ใจดูแลตัวเองเสียเท่าไร ใบหน้าซูบตอบกับหนวดเคราที่ขึ้นหร็อมแหร็ม
“ฉันมาทำอะไรที่นี่วะเนี่ย?”
ชายหนุ่มบ่นกับตัวเอง มองไปรอบๆก็คงจะมีเพียงสุขภัณฑ์อย่างชักโครกที่ไม่รู้จะหันมาตอบคำถามอะไรให้กับเขาได้เช่นกันมันเป็่เวลาบ่ายสามโมงของวันอังคาร่เวลาที่ตามปกติแล้วเขาควรจะไปเดินทางหางานทำตามปกติ
แต่ดูเหมือนวันนี้จะไม่ใช่
เขามายืนถามตัวเองอยู่ในห้องน้ำของร้าน“Card Factory” เพื่อสงบสติอารมณ์ของตัวเองอยู่หลังจากมีปัญหาใหญ่ระดับชาติให้ตัวเขาต้องตัดสินใจชนิดที่แม้ชีวิตจะผ่านเลยวัยแห่งความฝัน วันที่ผ่านมาไร้จุดหมาย...คิดเพ้อเจ้อสะระตะก็ยังไม่สาแกใจ แต่เอาเข้าจริงๆ เขาก็ไม่เคยต้องเจอสถานการณ์ที่ตัดสินใจได้ยากเย็นขนาดนี้มาก่อน
“เอาจริงดิ”
โจ๊กรำพึงขึ้นมาเป็รอบที่เท่าไรก็ไม่รู้กระทั่งมือกร้านของเขายกของบางอย่างขึ้นมามองให้ชัดๆ อีกครั้ง ของในมือที่มีลักษณะเป็รูปสี่เหลี่ยมคล้ายนามบัตรบางเฉียบและทำขึ้นจากพลาสติกยืดหยุ่นเนื้อดี ด้านหลังนั้นมีลวดลายสัญลักษณ์ของดาบและคทาไม้ไขว้กันไว้โดยมีปีกสีขาวและดำสยายออกมาทั้งสองด้านพร้อมกับตัวหนังสือที่เขียนว่า“Age Of Summoner” อีกด้วย
ขณะที่ด้านหน้านั้นกลับมีรูปภาพสวยงามของัตัวสีขาวกำลังสยายปีกบินอยู่บนท้องฟ้าเป็ภาพวาดกึ่งๆ CG สามมิติที่สวยงามมาก้ามีตัวหนังสือเขียนว่า “ัขาวสโนว์เบล”ขณะที่ด้านล่างมีตัวหนังสือมากมายเขียนบรรยายไว้เป็ภาษาอังกฤษทั้งหมดพร้อมกับตัวเลขที่กำกับตามมุมต่างๆ
แค่เห็นก็รู้ว่านี่คือ “การ์ด” จากเกม“เอจออฟซัมมอนเนอร์” การ์ดเกมที่กำลังได้รับความนิยมสูงที่สุดในโลกตอนนี้ที่ผสมผสานทั้งเื่ของการ์ดเกมเข้ากับการออนไลน์แนว MMORPG เอาไว้ได้อย่างลงตัว เกมที่การันตีว่ามีไอดีของผู้เล่นทั่วโลกสูงถึง 300ล้านไอดีทั่วโลก และแน่นอนว่าที่ประเทศไทยเองก็กำลังได้รับความนิยมกันเป็อย่างมากถึงขนาดที่ปัจจุบันนั้นมีอาชีพ “โปรเพลยเยอร์”ของเกมนี้ผุดกันขึ้นมาเป็ดอกเห็ดเลยทีเดียว
แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ประเด็น!
สิ่งที่กำลังทำให้โจ๊กเป็กังวลอย่างมากก็เพราะว่าการ์ดในมือของเขาตอนนี้เขาเพิ่งจะเปิดมันมาได้เมื่อครู่
มันเป็การ์ดของเขาโดยชอบธรรมและเขาจ่ายเงินซื้อมันมาเอง
และที่เขาจำเป็จะต้องติดต่อไปหาเ้าอาทิตย์หรือที่เขาจะเรียกติดปากว่า “ทิต”ซึ่งเป็เพื่อนรักของเขาั้แ่สมัยเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนั้นมันก็เป็เพราะว่าเขา้าความมั่นใจบางอย่าง ในเื่ที่ว่า....
“อ...ไอ้แผ่นพลาสติกรูปัเนี่ยอ่ะนะมีราคาตั้งสิบล้านบาท?”