วิทยาเดินลงมาจากข้างบนในตอนเช้าด้วยชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวกับกางเกงแสลคสีดำดูเรียบร้อยวันนี้เป็วันทำงานตามปกติของเขาซึ่งหมอหนุ่มไม่ได้ลางานเพิ่มหลังวันแต่งงานอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจ
เมื่อเดินไปที่โต๊ะอาหารเขาก็พบถ้วยกาแฟร้อนส่งกลิ่นหอมกรุ่นกับขนมปังปิ้งอีกสองแผ่นพร้อมทั้งหนังสือพิมพ์วางรออยู่ก่อนแล้วเพราะสายใจเคยเป็เด็กรับใช้ในบ้านของแม่เขามาก่อนเธอจึงรู้เวลาและรู้ว่าเขา้าอะไรบ้างในทุกๆ เช้าก่อนไปทำงานแต่ที่แปลกใจก็คือทำไมมีแต่อาหารเช้าของเขาคนเดียวแล้วของหญิงสาวอีกคนล่ะระหว่างที่กำลังคิดสงสัยอยู่นั้นสายใจที่เดินเข้ามาดูเผื่อว่าเ้านายจะ้าอะไรเพิ่มอีก ชายหนุ่มจึงเอ่ยถาม
“แล้วคุณอรล่ะ”
“ยังไม่ลงมาค่ะ” สายใจก้มหน้าตอบอย่างนอบน้อม
“อืม... เรียกพี่ชื่นให้ฉันที” ชายหนุ่มพยักหน้าให้เป็การรับรู้ก่อนจะเรียกหาสาวใช้อีกคนที่เป็พี่เลี้ยงของหญิงสาวที่ยังอยู่ข้างบน
หมอหนุ่มยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา ‘เกือบแปดโมงแล้วทำไมเธอยังไม่ลงมาทานอาหารเช้าแล้วเธอไม่ไปทำงานหรือไง หรือว่าลางานที่สำคัญเธอทำงานอะไรเขาเองก็ลืมถามไปเสียสนิท’ วิทยาคิดในใจพลางยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ
“คุณหมอมีอะไรให้พี่ชื่นทำเหรอคะ” ชื่นร้องถามเมื่อเข้ามาหาเ้านายหนุ่มตามคำสั่งเธอใช้สรรพนามแทนตัวเองตามที่ใช้พูดกับเ้านายสาวของเธออย่างที่เคยชินซึ่งชายหนุ่มก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเธอก็อายุมากกว่าเขาอยู่แล้ว
“ผมแค่สงสัยน่ะว่าคุณหนูของพี่ชื่นจะไปทำงานหรือเปล่าทำไมป่านนี้ยังไม่ลงมาทานอาหารเช้าอีก”
“คุณหนูอรไปทำงานไม่เป็เวลาหรอกค่ะคุณหมอ เช้าสุดก็เก้าโมงบางครั้งก็เที่ยง บางทีก็ทำงานที่บ้าน ตอนกลับนี่ไม่ต้องพูดถึงเพราะเอาแน่เอานอนไม่ได้เลยค่ะ” ชื่นตอบยืดยาวตามความเป็จริงจากที่ได้รับใช้ใกล้ชิดกับนายสาวมาโดยตลอดแม้จะแปลกใจอยู่นิดๆว่าชายหนุ่มตรงหน้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผู้หญิงที่เขาแต่งงานด้วยเลยหรือยังไง
“หือ... งานอะไรถึงทำไม่เป็เวลาแบบนี้” วิทยาขมวดคิ้วมุ่นถามกลับอย่างนึกสงสัย
“คุณหนูเป็มัณฑนากรของบริษัทรับออกแบบภายในที่คุณนนท์ประวิธเพื่อนสนิทของคุณหนูเป็เ้าของน่ะค่ะแล้วคุณก้อยที่เป็เพื่อนสนิทอีกคนก็ทำงานอยู่ที่นั่นด้วย”
‘อย่างนี้นี่เอง... บริษัทของแฟนเลยได้สิทธิพิเศษจะเข้าจะออกกี่โมงก็ได้งั้นสิ ถึงได้เอาแต่ใจและไม่รู้จักโตสักที’หมอหนุ่มคิดในใจพลางต่อว่าหญิงสาวอย่างนึกหมั่นไส้
“งั้นฝากพี่ชื่นบอกเธอด้วยว่าเย็นนี้ผมจะมารับไปทานข้าวที่บ้านคุณแม่ให้เธอมารอผมที่นี่ไม่เกินหกโมงเย็น” วิทยาสั่งเสียงเข้มเพื่อบ่งบอกว่าเขาไม่้าให้ผิดเวลาหรือมีการคลาดเคลื่อนใดๆ
“ค่ะคุณหมอ”
“แล้วจัดผลไม้ของฝากที่เอามาจากบ้านโน้นไว้ด้วยละกัน” ชายหนุ่มสั่งต่อแล้วขยับตัวลุกขึ้นเมื่อดื่มกาแฟจนหมดแก้วแล้วก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เขาจึงเอ่ยกับสาวใช้
“อ่อ ผมขอเบอร์มือถือของเธอดีกว่า เดี๋ยวผมจะโทรไปย้ำกับเธออีกที”
“ค่ะ” ชื่นรับคำพลางเดินไปหยิบปากกากับกระดาษที่อยู่บนโต๊ะใกล้ๆมาจดเบอร์นายสาวแล้วนำมายื่นให้ชายหนุ่ม
เมื่อได้เบอร์ของอรณิชาจากพี่เลี้ยงของเธอแล้ววิทยาก็เดินลิ่วออกจากบ้านไปทันทีด้วยความเร่งรีบ เขาไม่อาจช้าไปกว่านี้ได้อีกแล้วเพราะกลัวคนไข้คิวแรกที่มาพบตามเวลานัดจะรอนาน และคิวต่อๆ ไปก็จะยิ่งช้ามากขึ้นไปอีก
ชายหนุ่มเ้าของบ้านออกไปเพียงไม่นานหญิงสาวที่เขาพูดถึงก็เดินลงมาจากข้างบนพอดี อรณิชาอยู่ในชุดทำงานสบายๆด้วยเสื้อเชิ้ตสีเข้มเข้ารูปตัดกับกางเกงยีนส์สีซีดทันสมัยในสไตล์สาวมัณฑนากรที่้าความคล่องตัวและความทะมัดทะแมงในการทำงานสูง
ร่างบางเดินไปที่ห้องครัวทันทีเพื่อตามหาพี่เลี้ยงของเธอก่อนจะชะงักเล็กน้อยเมื่อผ่านโต๊ะอาหารแล้วเห็นถ้วยกาแฟที่มีร่องรอยการดื่มไปแล้ว ‘โห นี่เขาไปทำงานแต่เช้าขนาดนี้เลยหรือนี่’ อรณิชาพึมพำกับตัวเองแล้วเดินผ่านไปถึงห้องครัว
“อ้าวคุณหนูอร พี่ชื่นว่าจะขึ้นไปถามพอดีเลยค่ะ ว่าจะไปทำงานหรือเปล่า”คนเป็พี่เลี้ยงเงยหน้าจากหม้อข้าวต้มแล้วหันมาพูดกับนายสาวเมื่อเห็นเธอเดินเข้ามาในครัว
“ไปค่ะ นี่ไง แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว” อรณิชาตอบพลางก้มลงสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองไปด้วย
“งั้นทานข้าวต้มปลาก่อนนะคะ พี่ชื่นจะยกไปให้”
“ค่ะ”
หลังจากรับคำหญิงสาวก็เดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะอาหารฝั่งตรงข้ามกับชุดกาแฟที่เป็อาหารเช้าของชายหนุ่มเ้าของบ้านทันที
“เขาออกไปแล้วเหรอคะพี่ชื่น” อรณิชาถามขณะพี่เลี้ยงสาววางชามข้าวต้มให้กับเธอ
“ค่ะ... ออกไปก่อนที่คุณหนูจะลงมาสักครู่เอง แล้วก็ฝากบอกคุณหนูด้วยว่าเย็นนี้จะมารับไปทานข้าวบ้านคุณแม่ให้คุณหนูมารอที่นี่ก่อนหกโมงเย็นด้วยค่ะ” ชื่นบอกในสิ่งที่คนเป็เ้าของบ้านฝากเอาไว้ก่อนเขาจะออกไป
“แล้วถ้าอรไม่ว่างล่ะคะ” หญิงสาวบอกปัดอย่างเอาแต่ใจก่อนจะก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารเช้าของตัวเอง
“โธ่... คุณหนูอร อย่างอแงสิคะ เราเป็สะใภ้แต่งงานเข้าบ้านเขาแล้วนะคะจะไม่ไปได้ยังไง” คนที่เป็ทั้งสาวใช้และพี่เลี้ยงพยายามเกลี้ยกล่อมเพราะไม่อยากให้เ้านายทั้งสองต้องทะเลาะกันอีก
“อรไม่รับปากนะคะพี่ชื่น ขอดูงานก่อนก็แล้วกันถ้าเย็นนี้อรกลับมาไม่ทันก็บอกให้เขาไปได้เลยไม่ต้องรอ” ว่าจบร่างบางก็ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มเป็การบ่งบอกว่าเธออิ่มแล้วก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปที่ประตูบ้านโดยมีพี่เลี้ยงตามมาส่งจนถึงรถ
“วันนี้พี่ชื่นย้ายของของอรจากห้องเขาไปไว้ที่ห้องฝั่งตรงข้ามด้วยนะคะ”อรณิชาบอกขณะกำลังเอื้อมมือไปเปิดประตูรถ
“อ้าว... ยังไงกันคะ” สาวใช้ร้องถามอย่างงุนงง
“อรแยกห้องกับเขาั้แ่เมื่อคืนแล้วค่ะ เขาให้อรย้ายมาอยู่ห้องฝั่งตรงข้าม”หญิงสาวพูดพลางขยับตัวขึ้นไปนั่งบนรถในตำแหน่งคนขับ
“จะดีหรือคะคุณหนู แล้วถ้าเกิดคุณพ่อคุณแม่รู้เข้าล่ะคะ” คนรับหน้าที่ดูแลร้องถามอย่างนึกหวาดหวั่นกับพฤติกรรมของสองหนุ่มสาว
“น่า... พี่ชื่นไม่พูดใครจะรู้... นะคะ อรไปก่อนละ” อรณิชาหันมากำชับก่อนจะขับรถออกไปโดยไม่สนใจเสียงคัดค้านของคนเป็พี่เลี้ยงอีก
“เฮ้อ... แล้วอย่างนี้ครอบครัวจะเป็ครอบครัวไหมเนี่ย” ชื่นบ่นกระปอดกระแปดก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้านเพื่อทำงานของตัวเองที่ยังค้างไว้อีกหลายอย่างส่วนเื่เ้านายก็ปล่อยให้ทั้งคู่จัดการกันเองดูท่าต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมให้กันอย่างนี้ คงต้องทะเลาะกันอีกเป็แน่
วิทยามาถึงโรงพยาบาลที่ทำงานประจำในเวลาปกติคือไม่เกินเก้าโมงเช้า ซึ่งเขามีตำแหน่งเป็นายแพทย์ใหญ่ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ
โดยจะเริ่มตรวจคนไข้รายแรกตามที่นัดไว้ั้แ่เวลาเก้าโมงตรงเป็ต้นไปดังนั้นเขาจึงมาก่อนเวลาพอสมควรเพื่อเตรียมความพร้อมในหน้าที่ของตัวเอง
ขณะที่หมอหนุ่มกำลังหยิบจับและตรวจดูความเรียบร้อยของอุปกรณ์อยู่นั้นเสียงเคาะประตูห้องเบาๆ อย่างมีมารยาทและถูกเปิดเข้ามาเงียบๆทำให้ชายหนุ่มหันไปมอง เพราะคิดว่าเป็พยาบาลผู้ช่วยประจำตัวของเขาแต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อพบกับพยาบาลสาวสวยคนหนึ่งที่เขาไม่เคยคุ้นหน้ามาก่อน
“สวัสดีค่ะคุณหมอวิทยา” พยาบาลสาวสวยยกมือไหว้ทักทายชายหนุ่มในดวงใจด้วยรอยยิ้มหวานละมุน
“สวัสดีครับ เอ่อ...” วิทยารับไหว้หญิงสาวด้วยอาการมึนงงเล็กน้อยเพราะกำลังคิดหาคำถามกับเธออยู่
“ดิฉันชื่อขนิษฐา เรียก ขิม ก็ได้ค่ะ” พยาบาลสาวเอ่ยแนะนำตัวเองด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลไพเราะ
“ครับ คุณขิม มีธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ” หมอหนุ่มยิ้มรับคำทักทายพลางมองสำรวจหญิงสาวตรงหน้าอย่างนึกชื่นชมในความสวยและอ่อนหวานของเธอ
“ขิมจะมาเป็พยาบาลผู้ช่วยคุณหมอั้แ่วันนี้เป็ต้นไปค่ะ”
“อ้าว แล้วคุณเพ็ญศิริล่ะครับ” ชายหนุ่มถามถึงพยาบาลรุ่นน้องที่เคยเป็ผู้ช่วยประจำของเขา
“เธอย้ายไปประจำที่แผนกสูตินรีเวชแล้วค่ะ”
“อ่อ ครับ เอ่อ... แล้ว...ขอโทษนะครับคุณเป็พยาบาลใหม่หรือเปล่าทำไมผมถึงไม่คุ้นหน้าคุณเลย” วิทยาถามอย่างนึกลังเล พยายามคิดทบทวนถึงใบหน้าของเธอแต่ก็มั่นใจว่าเขาไม่เคยเห็นเธอมาก่อนแน่ๆ
“ใหม่สำหรับคุณหมอ แต่เก่าสำหรับที่นี่ค่ะ” หญิงสาวพูดกลั้วหัวเราะก่อนจะปรายตาให้หมอหนุ่มอย่างมีจริต
“ยังไงกันครับ” วิทยาถามยิ้มๆแค่เขาเห็นอาการของเธอเขาก็พอจะรู้แล้วว่าเธอมีจุดประสงค์อะไรแต่เพราะเชื่อว่าเื่แบบนี้ตบมือข้างเดียวยังไงก็ไม่ดังเขาจึงได้แต่ภาวนาขอให้เธอเข้าใจเขาด้วยที่สำคัญเธอจะรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้เขาแต่งงานแล้ว
“ขิมมาทำงานที่นี่ได้สองปีแล้วค่ะ แต่อยู่แผนกอายุรกรรมที่ตึกนอกเราก็เลยไม่เคยเจอกัน” ขนิษฐาตอบเสียงหวานพยายามส่งสายตาเชิญชวนให้หมอหนุ่มตลอดเวลา
“ครับ คงอย่างนั้น...ขอบคุณนะครับที่มาช่วยผม ต่อไปคงต้องรบกวนคุณขิมแล้วหละ” หมอหนุ่มกล่าวอย่างเกรงใจแม้จะไม่ชอบสายตาที่เธอใช้มองเขาเลยสักนิดเขารู้สึกว่ามันน่ากลัวมากกว่าน่าหลงใหลด้วยซ้ำ เฮ้อ... นี่เขาเพิ่งจะเข้าใจคำว่า ‘สวยสยอง’ ก็วันนี้เอง
“ด้วยความยินดีค่ะ” ดวงตากลมโตยังคงฉายแววหวานซึ้งถ่ายทอดมาให้หมอหนุ่มอย่างไม่ลดละ
“งั้นเชิญคนไข้คิวแรกให้ผมเลยครับ... ผมพร้อมแล้ว” ชายหนุ่มตัดบทอย่างไม่ให้เสียเวลาพลางคิดในใจว่าหญิงสาวคนนี้จะมาเพิ่มความวุ่นวายให้กับชีวิตของเขามากกว่าที่เป็อยู่หรือเปล่า
“ค่ะ รอสักครู่นะคะ” พยาบาลสาวรับคำสั่งพร้อมกับยิ้มหวานให้เขาอีกครั้งก่อนจะเดินออกไปจากห้องเพื่อเรียกหาคนไข้ตามเอกสารใบนัดที่ถือในมือ
หญิงสาวพบหมอหนุ่มที่ลานจอดรถโดยบังเอิญเมื่อเดือนก่อนแม้จะเป็ครั้งแรกที่ได้เห็นแต่เธอก็รู้สึกถูกใจเขาเป็อย่างมากหลังจากนั้นเธอก็พยายามสอบถามและสืบหาประวัติของเขาจากเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆที่อยู่ที่นี่มาก่อนเธอจึงได้รู้ว่าเขาเป็แพทย์มือหนึ่งอีกคนที่ทางโรงพยาบาลส่งไปศึกษาเพิ่มเติมเมื่อสองปีก่อนและตอนนี้เขาก็กลับมาทำหน้าที่ดังเดิมแล้ว
ดังนั้น เธอจึงทำเื่ขอย้ายตัวเองจากแผนกอายุรกรรมมาเป็ผู้ช่วยของหมอวิทยาในแผนกศัลยกรรมเพราะความชอบจนถึงขั้นรักและหลงใหลในตัวหมอหนุ่มที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนเขาก็ตรงสเปคผู้ชายในฝันของเธอทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็ความหล่อเหลาขาวสูงที่เขามีมากกว่าใครที่เธอเคยเจออีกทั้งยังเป็สุภาพบุรุษที่ดูนุ่มนวลอบอุ่นจนเธอเคลิ้มฝันได้ตลอดเวลาที่จ้องมองเขาที่สำคัญเขายังโสด และนั่นก็เป็สิ่งดึงดูดให้เธอตั้งใจจะเขาให้ได้
ระหว่างที่รอการอนุมัติขอย้ายแผนกนั้นเธอได้แต่แอบมองเขามาตลอดแม้ระยะหลังๆ เธอจะไม่ค่อยได้พบเห็นเขาบ่อยนักก็ตามจนได้มารู้ข่าวร้ายว่าเขากำลังจะแต่งงานแบบสายฟ้าแลบเธอทั้งเ็ปทั้งเสียใจและก็แปลกใจไปพร้อมๆ กันเพราะเธอสืบประวัติของเขามาเป็อย่างดีแล้วทุกคนต่างบอกเป็เสียงเดียวกันว่าเขายังโสดไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหนและเขายังคงฝังใจกับรักครั้งเก่าในอดีตซึ่งหลายๆคนลือกันว่าเธอคนนั้นเป็ตัวแปรหนึ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจไปศึกษาเพิ่มเติมที่ต่างประเทศเพื่อหลบไปรักษาแผลใจเธอจึงหวังเป็อย่างยิ่งว่าจะเป็คนเยียวยาให้เขาหากเขายังไม่หายดี
ขณะที่กำลังเสียใจและสิ้นหวังกับข่าวการแต่งงานของเขาอยู่นั้นเธอบังเอิญได้ยินพยาบาลในแผนกที่หมอหนุ่มประจำอยู่พูดกันว่า หมอวิทยาแต่งงานเพราะคำสั่งของผู้ใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และที่สำคัญเขาไม่เคยคบหรือพบเจอกับเ้าสาวของเขามาก่อนเลยด้วยซ้ำเธอจึงมั่นใจได้ว่าการแต่งงานของเขาครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความรักและความสมัครใจของชายหนุ่มที่เธอแอบรักอย่างแน่นอนดังนั้น ความตั้งใจที่จะแย่งชิงเขามาเป็ของเธอจึงเกิดมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งและครั้งนี้เธอจะต้องทำให้ได้
อรณิชาขับรถมาถึงที่ทำงานของเธอในเวลาเก้าโมงกว่าบริษัทรับออกแบบภายในที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งนี้
เธออยู่ในตำแหน่งที่ไม่จำกัดเื่เวลาการเข้าออกขอแค่รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสมบูรณ์และทันตามกำหนดเวลาก็พอซึ่งเธอก็รักษาเวลาของการทำงานได้ดีมาโดยตลอด ดังนั้นการที่เธอจะมาช้ามาเร็วก็ไม่มีผลกระทบต่องานแต่อย่างใด
“สวัสดีจ้ะก้อย” อรณิชาเอ่ยทักเพื่อนสาวที่นั่งโต๊ะข้างๆด้วยความคิดถึง
“อ้าวอร คิดว่าจะลางานต่อซะอีก” กรรณิการ์ยิ้มกลับให้เพื่อนสาวด้วยความคิดถึงเช่นเดียวกัน
“ไม่ง่ะ จะลาทำไม งานล้นมือเยอะแยะ” หญิงสาวว่าพลางหยิบจับอุปกรณ์บนโต๊ะเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มงาน
“ก็นึกว่าจะไปฮันนีมูนสวีตหวานอะไรแบบนี้ไงจ๊ะ” คนเป็เพื่อนล้อเลียนยิ้มๆ
“ไม่มีทางง่ะ แค่ต้องอยู่ร่วมบ้านกับเขาสองต่อสองอรก็แทบจะกลั้นใจตายอยู่แล้วดีนะที่คุณแม่ให้พี่ชื่นมาอยู่เป็เพื่อนด้วย ไม่งั้นอรได้ร้องไห้กลับบ้านแน่ๆ”คนพูดถอนหายใจออกมาบางๆ ทำท่าเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด
“อ้าว ก้อยก็คิดว่าอรอยู่บ้านคุณแม่ของเขาซะอีก” กรรณิการ์ว่าพลางขยับตัวมานั่งคุยกับเพื่อนรักใกล้ๆ
“ไม่ใช่หรอก อรไปอยู่บ้านที่เขาเพิ่งซื้อใหม่น่ะ”
“ก้อยว่าก็ดีนะ... อรกับคุณหมอจะได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น” คนเป็เพื่อนพยายามปลอบใจ
“อรไม่ได้อยากรู้จักเขาสักหน่อย” อรณิชาบอกเพื่อนรักเสียงเบาแต่ดูปั้นปึงอยู่ในทีก่อนจะนึกถึงเพื่อนชายที่เธอกำลังเป็ห่วงความรู้สึกของเขาอยู่จึงรีบเอ่ยถาม
“เออก้อย นนท์มาหรือยัง”
“มาแล้ว ไปแล้วด้วย เห็นบอกจะรีบไปคุยงานกับลูกค้าข้างนอกน่ะ” กรรณิการ์ตอบตามตรงเพราะเมื่อเช้าเขาเดินมาหาอรณิชาที่โต๊ะแล้วแต่ไม่เจอเขาก็เลยคุยกับเธอสองสามคำแล้วก็ไป
“ก้อยว่า... นนท์เขาหลบหน้าอรหรือเปล่า” อรณิชาถามเพื่อนรักด้วยความกังวล
“ไม่หรอก คงยุ่งเื่งานนั่นแหละไว้เย็นนี้เราชวนนนท์ไปกินข้าวด้วยกันดีไหม” กรรณิการ์เสนอความคิด
“อืม... ดีสิ อรก็คิดอยู่เหมือนกัน” คนขี้กังวลเห็นด้วยอย่างไม่ต้องคิดนานโดยลืมคำสั่งของคนที่บ้านไปเสียสนิท แล้วยังหันไปย้ำกับเพื่อนสาวอีกครั้งด้วยสีหน้าจืดเจือน
“งั้นตอนเที่ยงๆ ก้อยโทรบอกนนท์ด้วยนะ อร... ไม่กล้าโทรน่ะ”
“ได้จ้ะ เดี๋ยวก้อยโทรเอง” กรรณิการ์ยิ้มรับด้วยความเต็มใจอะไรที่เกี่ยวข้องกับนนท์ประวิธเธอยินดีทำให้ทุกอย่างนั่นแหละ
หลังจากพูดคุยกันสักพัก สองสาวต่างก็ตั้งหน้าตั้งตากับงานในความรับผิดชอบของตัวเองโดยไม่ได้สนใจถามไถ่ถึงเื่อื่นๆกันอีก เพราะงานตรงหน้าของแต่ละคนนั้นต้องใช้สมาธิและความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้ผลงานออกมาสมบูรณ์แบบถูกใจลูกค้าที่สุดซึ่งแน่นอนว่ามัณฑนากรมือหนึ่งอย่างอรณิชาไม่เคยทำให้ลูกค้าผิดหวังเลยสักครั้ง
เวลาใกล้เที่ยงนายแพทย์ใหญ่ของแผนกศัลยกรรมที่เพิ่งตรวจคนไข้รายสุดท้ายของ่เช้าเสร็จและกำลังนั่งเคลียร์เอกสารเพื่อเตรียมจะไปทานอาหารกลางวันกับเพื่อนรักที่โทรมาจองตัวเขาไว้ั้แ่เช้า
เสียงเคาะประตูเบาๆ ทำให้เ้าของห้องที่กำลังลุกจากเก้าอี้เพื่อถอดเสื้อกาวน์หันไปมองด้วยความสนใจเพราะหากเป็ก้องเกียรติ รายนั้นไม่มีมารยาทขนาดนี้ และข้อสันนิษฐานของเขาก็ไม่ผิด
“คุณหมอไปทานข้าวที่โรงอาหารด้วยกันไหมคะ” พยาบาลสาวเปิดประตูเข้ามาอย่างเบามือพร้อมกับเอ่ยชวนชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มละไมแล้วเปลี่ยนเป็จืดจางลงเมื่อเจอคำปฏิเสธที่สุภาพนุ่มนวลของเขา
“วันนี้ต้องขอโทษด้วย พอดีผมนัดกับเพื่อนไว้แล้ว ขอบคุณมากนะครับ” วิทยาบอกพร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ให้หญิงสาวเป็การขอบคุณแต่ยังไม่ทันที่พยาบาลสาวสวยจะหันหลังออกไปประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงจนเกือบชนกับร่างบางของเธอ
“อุ๊ย!” ขนิษฐาอุทานด้วยความใและยิ่งใมากขึ้นไปอีกเมื่อคนที่ผลักประตูเข้ามาเป็ชายหนุ่มที่เธอไม่อยากเจอที่สุดเพราะเขามักจะยียวนกวนประสาทเธอทุกครั้งที่พบหน้ากัน
“อ้าว น้องขิมที่รัก มาทำอะไรที่นี่จ๊ะ” ก้องเกียรติร้องทักทันทีเมื่อพบหญิงสาวที่เขากำลังคิดถึงวันนี้เขาตามหาเธอจนทั่วตึกนอกที่เธอประจำอยู่ก็ไม่เห็นที่แท้ก็มาอยู่กับนายแพทย์หนุ่มหล่อเบอร์หนึ่งของโรงพยาบาลนี่เอง
“ฉันไม่ใช่ที่รักของคุณ กรุณาอย่าสร้างกระแส” ขนิษฐาตอกกลับเสียงเขียวสะบัดหน้าพรืดอย่างนึกขัดใจที่เขาเรียกเธอแบบนั้นต่อหน้าชายหนุ่มที่เธอหมายปอง
“เดี๋ยวๆ นี่มันอะไรกันนายก้อง คุณขิม ผมงงไปหมดแล้ว” วิทยาขัดขึ้นมาด้วยความมึนงงเมื่อสองหนุ่มสาวตรงหน้ากำลังทักทายกันอย่างไม่ค่อยเป็มิตร
“ฉันก็แค่อยากรู้ว่าทำไมน้องขิมถึงมาอยู่ที่นี่” ก้องเกียรติถามเพื่อนพลางส่งสายตายียวนไปให้หญิงสาวที่ยืนกระฟัดกระเฟียดอยู่ข้างๆ
“เขาเป็ผู้ช่วยฉัน เพิ่งย้ายมาวันนี้น่ะ” เ้าของห้องตอบเรียบๆ
“อ่อ ที่แท้ก็หลงเสน่ห์คุณหมอรูปหล่อแผนกศัลยกรรมนี่เอง” คนยียวนว่าพลางหรี่ตามองหญิงสาวอย่างนึกหมั่นไส้ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ เพราะเมื่อหลายวันก่อนเขาได้ยินสาวๆพยาบาลตึกนอกคุยกันว่าเธอมาสืบเสาะสอบถามประวัติของหมอวิทยาจากคนเก่าๆและเธอก็แสดงออกชัดเจนว่าชอบพอในตัวหมอหนุ่มเพื่อนรักของเขาอยู่ไม่น้อย
“ฉันมาทำงานตามหน้าที่ของฉัน ไม่เกี่ยวกับคุณ” ขนิษฐาเชิดหน้าตอบกลับอย่างไม่พอใจที่อีกฝ่ายมาตามราวีเธอถึงที่นี่
“นี่แม่คุณ... น้องขิมคนสวยพี่ก้องจะบอกอะไรให้นะจ๊ะ ไอ้หมอหล่อๆ คนนี้น่ะมันมีเมียแล้ว และมันก็เพิ่งแต่งงานไปเมื่อวันก่อนนี่เอง อยากดูหลักฐานไหมล่ะในมือถือพี่น่ะมีเพียบเลย” ก้องเกียรติบอกกล่าวเย้ยหยันพลางยื่นหน้าเข้าไปหาหญิงสาวเพื่อตอกย้ำให้เธอได้ยินใกล้ๆ
“น้อยๆ หน่อยนายก้อง พูดอะไรไม่เข้าเื่น่า... ไปเหอะแกชวนฉันไปกินข้าวไม่ใช่เหรอ” อีกครั้งที่เ้าของห้องเอ่ยขัดเพราะไม่อยากให้คนทั้งสองต้องทะเลาะกันมากไปกว่านี้เขาไม่อยากเป็พยานรู้เห็นอะไรทั้งนั้น และตอนนี้เขาก็หิวจนแสบท้องไปหมดแล้วด้วย
“ฉันไม่ไปกับแกแล้ว” คนถูกขัดคอตวัดเสียงใส่เริ่มไม่พอใจไอ้หมอหน้าหล่อขึ้นมาตงิดๆ
“อ้าว ไอ้นี่...” วิทยาสบถอย่างหัวเสียเมื่อคนเป็เพื่อนปฏิเสธขึ้นมาหน้าตาเฉยแถมยังหลอกให้เขาหิ้วท้องรอเก้อจนเที่ยงกว่า
คำพูดของก้องเกียรติทำให้หญิงสาวคนเดียวในห้องรู้สึกดีใจขึ้นมาทันทีเพราะนั่นแสดงว่าคุณหมอวิทยาไม่มีนัดแล้ว และเขาก็ต้องไปกินข้าวกลางวันกับเธอได้ดังนั้น หญิงสาวจึงแสร้งทำเป็ยืนจัดเอกสารอยู่ตรงโต๊ะข้างๆ อย่างใจเย็น
“ฉันจะมายืมรถแกหน่อยน่ะ” คนยกเลิกนัดพูดโพล่งออกมาอย่างเอาแต่ใจ
“แล้วรถแกไปไหน” เ้าของรถถามกลับทันทีเหมือนไม่อยากเชื่อ
“เอาไปเข้าศูนย์ กว่าจะเสร็จก็คงเย็น”
“แล้วแกจะไปไหน... ทำไมไม่รอตอนเย็นล่ะ”
“รับสาว... พอดีเธอเพิ่งโทรมาชวนไปกินข้าวน่ะ” ก้องเกียรติตอบพลางเหลือบตาไปมองหญิงสาวที่ก้มหน้าจัดเอกสารอยู่ที่โต๊ะใกล้ๆอย่างนึกหมั่นไส้กับท่าทีเมินเฉยของเธอ
“กินข้าวอย่างเดียวหรือเปล่า” วิทยาหรี่ตามองเพื่อนรักอย่างไม่ไว้ใจเพราะรู้ดีในความกะล่อนและเ้าชู้ของอีกฝ่าย
“เื่ของฉันน่า... ถามอย่างกับแกเป็เมียฉันแน่ะ... เอามาเร็วๆ เข้ากุญแจรถน่ะ” คนถูกจับผิดรีบบอกปัดก่อนจะยื่นมือขอสิ่งที่้าทันที
“ฉันก็กลัวแกจะเอารถฉันพาสาวไปเข้าโรงแรมน่ะสิเดี๋ยวใครเห็นก็เข้าใจฉันผิดหมด” หมอหนุ่มว่าพลางเปิดลิ้นชักข้างตัวเพื่อหยิบกุญแจรถให้อีกฝ่าย
“เออน่า... ไม่เข้าหรอกโรงแรมน่ะ ในรถแกออกจะกว้างขวาง เบาะก็นุ่มซะด้วย”ก้องเกียรติพูดทีเล่นทีจริงแล้วส่งยิ้มเ้าเล่ห์ไปให้หญิงสาวที่หันมาสบตาเขาพอดี
“ไอ้ทะลึ่ง! พูดออกมาได้ยังไง ไม่รู้จักเกรงใจคุณขิมเธอบ้าง” วิทยาขึงตาใส่เพื่อนรักที่พูดจาชวนให้คิดลึกโดยไม่คำนึงถึงบุคคลที่สาม
“ว่าไงจ๊ะน้องขิม สนใจจะมีประสบการณ์ในรถกับพี่ไหมจ๊ะ” คนถูกหาว่าทะลึ่งหันไปเอ่ยชวนหญิงสาวที่มองเขาอย่างกับพบเห็นตัวประหลาดที่น่าขยะแขยง
“บ้า!” ขนิษฐาสวนกลับทันควันพลางนึกด่าทอคนตรงหน้าในใจ ‘คนบ้าอะไรพูดเื่แบบนั้นออกมาได้ไม่อายปาก’
“ขอบใจนะ ฉันไปละ” ก้องเกียรติหันไปบอกเพื่อนรักพร้อมกับหัวเราะชอบใจกับท่าทางกระฟัดกระเฟียดของหญิงสาวที่เขาอยากแกล้งให้เธอโมโหเล่นจากนั้นก็หันหลังแล้วเดินออกจากห้องไปด้วยรอยยิ้มเต็มวงหน้า
“งั้นคุณหมอไปทานข้าวกับขิมนะคะ” ขนิษฐาพูดขึ้นมาทันทีที่ประตูห้องปิดลง
“อ่อ ได้ครับ... ไปกันเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันคนไข้ตอนบ่าย” หมอหนุ่มตอบรับคำชวนของเธออย่างเสียไม่ได้แล้วรีบขยับตัวลุกขึ้นเดินนำหญิงสาวออกไปจากห้องทันทีเพราะไม่อยากเสียเวลาให้มากกว่านี้ เขาต้องทำเวลาตรวจคนไข้ในตอนบ่ายไม่ให้ตกค้างไปถึงเย็นเพื่อจะได้ไปทานข้าวบ้านคุณแม่ของเขาตามที่ได้นัดเอาไว้แล้ว
เวลาล่วงเลยไปจนถึงห้าโมงเย็นพนักงานประจำออฟฟิศหลายคนกำลังเตรียมตัวกลับบ้านยังเหลือก็แค่บางคนที่อยู่ต่อเพื่อทำงานของตัวเองให้เสร็จ
เช่นเดียวกับสองสาวมัณฑนากรที่กำลังก้มหน้าขีดเขียนไอเดียของตัวเองลงไปบนกระดาษสีขาวบนโต๊ะอย่างขะมักเขม้นแต่ไม่ใช่เพราะอยากให้งานเสร็จแต่เพราะเธอสองคนมีนัดกับชายหนุ่มเ้าของบริษัทที่บอกว่าจะเข้ามารับพวกเธอที่นี่เพื่อออกไปกินอาหารเย็นพร้อมกัน ดังนั้น สองสาวจึงนั่งทำงานไปเรื่อยๆไม่ให้เวลาที่เหลือหมดไปอย่างเปล่าประโยชน์
“ก้อย นนท์บอกจะมากี่โมงนะ” อรณิชาหันไปถามเพื่อนสาวที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆเพื่อความแน่ใจ
“ประมาณห้าโมงกว่าๆ น่ะ เดี๋ยวก็คงถึงแล้วหละ” กรรณิการ์ชะเง้อผ่านฉากกั้นเพื่อมองอีกฝ่าย
“อืม... อรจะได้เตรียมตัวเคลียร์จุดสำคัญให้เสร็จ นนท์มาถึงจะได้ไปกันเลยอรเริ่มหิวแล้วด้วย” คนพูดยังคงก้มมองมือตัวเองที่กำลังขีดเขียนความคิดลงไปบนกระดาษก่อนจะสะดุ้งเล็กน้อยด้วยเสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ไม่ไกลนัก
อรณิชาขมวดคิ้วมุ่นมองเบอร์แปลกที่โชว์อยู่บนหน้าจออย่างใช้ความคิดจนสายตัดไปเอง
“ทำไมเหรออร” เพื่อนสาวโต๊ะข้างๆชะเง้อถามด้วยความแปลกใจ เมื่อเ้าของโทรศัพท์เอาแต่จ้องหน้าจอจนเสียงเงียบไป
“เบอร์ใครก็ไม่รู้อ่ะ อรไม่กล้ารับ กลัวเป็พวกโรคจิต” สิ้นคำพูดของหญิงสาว โทรศัพท์ในมือก็กรีดร้องขึ้นมาอีกครั้ง
“ไม่ใช่หรอกมั้ง... รับเถอะ... เผื่อเป็คนรู้จัก” กรรณิการ์บอกย้ำเมื่อเห็นอีกฝ่ายหันมามองหน้าเธออย่างขอความเห็น
‘สวัสดีค่ะ’ อรณิชาตัดสินใจกดรับสายแล้วกรอกเสียงลงไปเบาๆ
‘นี่คุณ! มัวทำอะไรอยู่ถึงไม่รับโทรศัพท์’ ปลายสายตวาดลั่นทันทีด้วยความหงุดหงิดที่เธอไม่รับสายเขาในตอนแรกทำให้ต้องกดโทรซ้ำอีกครั้ง
‘เอ๊ะ! ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่าเป็คุณ ฉันก็นึกว่าพวกโรคจิตน่ะสิ’ แค่ได้ยินเสียงเธอก็รู้แล้วว่าเป็ใคร ‘ตาหมอบ้านี่เอาเบอร์เธอมาจากไหนนะ’หญิงสาวถามตัวเองในใจอย่างนึกฉุน
‘โรคจิตที่ไหนจะใช้มือถือโทร มันใช้โทรศัพท์สาธารณะไม่ดีกว่าหรือไง’หมอหนุ่มตวัดเสียงขุ่นเมื่อได้ยินคำแก้ตัวของหญิงสาว
‘กะ ก็ฉันไม่ทันคิดนี่ แล้วคุณเอาเบอร์ฉันมาจากไหนห๊ะ’ อรณิชาตะกุกตะกักเล็กน้อยเพราะเธอก็ไม่ทันคิดจริงๆ นั่นแหละก่อนจะย้อนถามในสิ่งที่ค้างคาใจทันที
‘จากไหนก็เื่ของผม ว่าแต่ตอนนี้คุณออกมาจากบริษัทหรือยังผมกำลังจะไปรับคุณที่บ้าน’ วิทยาไม่สนใจคำถามของเธอแต่เปลี่ยนเป็ย้ำเตือนในสิ่งที่เธอควรจะทำ
‘คุณจะไปไหนก็ไปสิ... จะมารับฉันทำไม... ฉันไม่ว่าง’ อรณิชาตอบกลับอย่างดื้อรั้นรู้สึกมึนงงกับคำพูดของชายหนุ่มก่อนจะนึกขึ้นได้เมื่อเขาพูดในสิ่งที่เธอลืมไปเสียสนิทออกมา
‘นี่พี่ชื่นไม่ได้บอกคุณหรือไง ว่าเย็นนี้คุณต้องไปบ้านคุณแม่ผมด้วยกันน่ะ’
‘อะ เอ่อ บอกแล้ว แต่ฉันลืม’ คนขี้ลืมมีน้ำเสียงอ่อนลงทันทีเมื่อรู้ว่าตัวเองผิด
‘ผมถึงได้โทรมาเตือนนี่ไง รู้แล้วก็เร็วๆ เข้า ผมไม่อยากเสียเวลา’ หมอหนุ่มกำชับพร้อมกับเร่งรัดอีกฝ่ายทันที
‘แต่...’ อรณิชาพยายามจะบ่ายเบี่ยงแต่เขาก็ขัดขึ้นมาอย่างรู้ทัน
‘คุณน่าจะรู้นะ ว่ามารยาทสะกดยังไง โตแล้วไม่ใช่เหรอ...’
เมื่อเห็นหญิงสาวเงียบไปไม่ส่งเสียงใดๆ อีกเขาจึงเอ่ยย้ำอีกครั้งพร้อมกับคำขู่ในตอนท้าย
‘อีกสามสิบนาทีผมต้องเจอคุณที่บ้านไม่อย่างนั้นผมจะขอให้คุณลุงยึดรถของคุณซะ ต่อไปนี้ผมจะรับส่งคุณเอง’ จบคำสั่งเขาก็วางสายไปทันทีโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะคัดค้านหรือโต้แย้งอะไรกลับมาอีกเพราะเขาก็คิดจะทำอย่างที่ขู่เอาไว้จริงๆ หากเธอยังดื้อรั้นกับเขาแบบนี้
“อร... คุณหมอโทรมาเหรอ” กรรณิการ์ถามเพื่อความแน่ใจแม้จะได้ยินการสนทนาของคนทั้งคู่บ้างแล้ว
“อืม... อรลืมสนิทเลยว่าเย็นนี้ต้องไปบ้านคุณแม่ของเขาน่ะ” อรณิชาวางโทรศัพท์ในมือลงกับโต๊ะด้วยความรู้สึกไม่สบายใจเธอไม่อยากผิดนัดกับเพื่อนรักในครั้งนี้เพราะรู้ดีว่านนท์ประวิธต้องน้อยใจเธอแน่ๆแต่เธอก็ไม่อาจเสียมารยาทกับผู้ใหญ่ได้เมื่อเช้าพี่ชื่นก็พยายามย้ำกับเธอแล้วว่ายังไงเธอก็ต้องไปกับเขาด้วยหน้าที่ที่เธอเป็สะใภ้
“อรไปกับคุณหมอเถอะ เดี๋ยวก้อยคุยกับนนท์ให้เอง” กรรณิการ์อาสาด้วยความเต็มใจแม้จะแอบหวั่นอยู่บ้างว่านนท์ประวิธคงไม่เข้าใจอะไรง่ายๆ แน่ โดยเฉพาะเื่นี้และคนที่ต้องเหนื่อยที่สุดก็คงจะเป็เธออีกตามเคย
“นนท์ต้องโกรธอรแน่ๆ เลยก้อย” อรณิชาบอกเสียงเศร้าอย่างนึกกังวล
“น่า... ไม่ต้องห่วง ก้อยจะพยายามอธิบายให้นนท์เข้าใจเอง อรรีบไปเถอะเดี๋ยวคุณหมอจะรอ” กรรณิการ์ย้ำอีกครั้งพลางเข้าไปช่วยคนเป็เพื่อนเก็บข้าวของบนโต๊ะใส่กระเป๋าให้เรียบร้อยแล้วเดินออกไปส่งที่ลิฟต์ก่อนตัวเองจะกลับเข้ามาที่โต๊ะทำงานเพื่อโทรหาชายหนุ่มที่นัดเอาไว้เผื่อว่าเขาจะได้ไม่ต้องเข้ามาให้เสียเวลาเพราะหญิงสาวที่เขาอยากเจอนั้นกลับบ้านไปแล้วแต่โทรกี่ครั้งก็ได้ยินเพียงสัญญาณฝากข้อความเธอจึงจำเป็ต้องนั่งรอที่นี่จนกว่าเขาจะมา
วิทยากำลังพับเก็บงานบนโต๊ะให้เป็ระเบียบและพร้อมสำหรับการเริ่มงานในครั้งต่อไปซึ่งอาจจะไม่ใช่พรุ่งนี้เพราะเขาเคลียร์ตัวเองไว้สำหรับการเข้าไปศึกษางานและปรึกษาพูดคุยกับคนเป็พ่อตาที่จะให้เขารับตำแหน่งรองผู้อำนวยการที่โรงพยาบาลของท่านในสัปดาห์หน้า
ชายหนุ่มเลือกเฉพาะเอกสารสำคัญสองสามฉบับและหนังสืออีกสองเล่มที่เขาอ่านเป็ประจำมาถือไว้ในมือพร้อมด้วยกุญแจรถที่เพื่อนรักเพิ่งเอามาคืนให้เมื่อชั่วโมงก่อนจากนั้นเ้าของร่างสูงก็ออกจากห้องไปที่ลานจอดรถทันทีเพียงแค่คิดว่าหญิงสาวที่เป็ภรรยาในนามกำลังรอเขาอยู่ที่บ้านหัวใจดวงแกร่งก็เต้นโครมครามขึ้นมาอย่างประหลาดเขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องตื่นเต้นขนาดนั้นและทำไมเขาต้องรู้สึกว่าอยากเจอเธอด้วย
“คุณหมอวิทยาคะ คุณหมอ” มือหนาที่กำลังเปิดประตูรถต้องชะงักงันเมื่อได้ยินเสียงเรียกดังมาจากข้างหลังและทันทีที่เ้าของร่างสูงหันกลับไปมองก็พบพยาบาลสาวสวยที่เป็ผู้ช่วยของเขากำลังกึ่งวิ่งกึ่งเดินมาทางนี้พร้อมกับโบกมือให้เขาหยุดรอเธอก่อน
“อ้าว คุณขิม ผมคิดว่าคุณกลับไปแล้วซะอีก... มีอะไรหรือเปล่าครับ” วิทยาถามอย่างนึกแปลกใจ พลางมองสำรวจหญิงสาวตรงหน้าที่อยู่ในชุดพยาบาลสีขาวแต่ถอดหมวกบนศีรษะออกแล้วเพื่อความสะดวกในการเดินทางเรียวแขนบอบบางข้างหนึ่งสะพายกระเป๋าสวยเก๋แต่ดูเรียบร้อยสไตล์ผู้หญิงส่วนอีกมือเป็ถ้วยโยเกิร์ตที่ดูเหมือนว่าเธอกำลังจะเปิดทานพอดี
“คือ... ขิมจะขอติดรถคุณหมอไปลงที่ซูเปอร์มาเก็ตก่อนถึงยูเทิร์นได้ไหมคะ”ขณิษฐาเอ่ยปากขอพลางส่งยิ้มละลายใจให้หมอหนุ่มซึ่งเธอตั้งใจมาดักรอเขาอยู่บริเวณนี้ได้สักพักแล้ว
“อ่อ ได้ครับ งั้นเชิญขึ้นรถเลย” วิทยาส่งยิ้มบางๆให้หญิงสาว ก่อนจะหันไปเปิดประตูรถแล้วก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่ของตัวเอง
“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวกล่าวขอบคุณแล้วเปิดประตูเข้าไปนั่งข้างๆกับเขาด้วยหัวใจที่พองโตจนคับอก
“ขอโทษนะคะ คือขิมยังทานโยเกิร์ตไม่หมดน่ะค่ะก็เลยถือติดมือมาด้วย” ขนิษฐาบอกชายหนุ่มเ้าของรถด้วยน้ำเสียงเกรงใจ แต่ลึกๆเธอก็รู้ว่าเขาคงไม่ว่าอะไรหรอก เพราะเป็แค่เื่เล็กน้อยเท่านั้น
“ครับ ไม่เป็ไรครับคุณขิม ตามสบายเลย” เ้าของรถยิ้มให้อย่างใจดี
“คุณหมอกลับบ้านตรงเวลาแบบนี้ทุกวันเลยหรือคะ” สาวสวยผู้อาศัยชวนคุยเพราะไม่อยากให้บรรยากาศภายในรถดูอึดอัดและเธอเองก็อยากสร้างความสนิทสนมกับเขาด้วย
“ไม่หรอกครับบางวันก็มีเคลียร์งานบ้างอาจจะกลับค่ำๆ หน่อย พอดีวันนี้ผมมีนัดทานข้าวที่บ้านคุณแม่น่ะครับก็เลยกลับตรงเวลา”ชายหนุ่มตอบเรียบๆหันมามองหญิงสาวบ้างเป็ครั้งคราวเพื่อรักษามารยาทในการพูดคุยกันในรถ
“เอ่อ... แล้ว... คุณหมอไปกับใครคะ” แม้จะเป็เื่ที่ไม่ควรถามแต่เธอก็อยากรู้อย่างน้อยก็เพื่อความมั่นใจในแผนการของเธอ
“ภรรยาครับ... ผมกำลังจะไปรับเธอแล้วไปบ้านคุณแม่พร้อมกัน” หมอหนุ่มตอบเสียงหนักแน่นเน้นย้ำชัดเจนที่คำว่า ‘ภรรยา’ด้วยความภาคภูมิใจเป็ครั้งแรกั้แ่เขาแต่งงานมาเพราะอยากให้หญิงสาวข้างกายที่กำลังคิดไม่ซื่อกับเขาเปลี่ยนใจไปจากเขาซะ หน้าตาเธอก็ไม่ใช่ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรออกจะสวยมากด้วยซ้ำ ผู้ชายโสดๆ ดีๆ น่าจะมีให้เธอเลือกมากมายที่ไม่ใช่เขา
“ค่ะ” ขนิษฐารับคำเสียงแ่เบาเพราะคำตอบของเขาช่างสร้างความเ็ปและตอกย้ำให้เธอตัดใจจากเขาเสียเหลือเกินแต่ด้วยความรักที่เธอแอบมีใจให้เขามาก่อนที่เขาจะแต่งงานเธอเชื่อว่าเธอรักเขามากกว่าผู้หญิงคนนั้นที่เพิ่งรู้จักและแต่งงานกันแค่ไม่กี่วันต่อให้เธอต้องกลายเป็คนเลวที่แย่งชิงสามีของคนอื่นเธอก็จะทำเพราะคำเดียวที่ดังก้องอยู่ในหัวใจก็คือ เธอรักเขา
หญิงสาวเหลือบมองแหวนแต่งงานบนมือแกร่งข้างซ้ายของหมอหนุ่มอย่างนึกชิงชังก่อนที่ใบหน้าสวยจะผุดรอยยิ้มร้ายกาจขึ้นมาเมื่อนึกถึงแผนการที่เธอจะสร้างความร้าวฉานเล็กๆให้กับครอบครัวเขาเธอรอจังหวะที่เขาแตะเบรกซึ่งอาจจะไม่ได้กะทันหันมากนักเพื่อผลักกระเป๋าสะพายที่เธอเปิดซิปทิ้งไว้ให้ร่วงหล่นลงไปบนพื้นที่พักเท้า
“อุ๊ย!” เสียงหวานอุทานเบาๆ แสร้งใเล็กน้อยก่อนจะก้มลงไปเก็บข้าวของในกระเป๋าที่เทกระจัดกระจายอยู่ตรงเท้าของเธอ
“ขอโทษครับ ผมเบรกแรงไปหรือครับ” วิทยาเหลียวมองอย่างนึกแปลกใจเขาแค่แตะเบรกหยุดรถตามคันหน้าที่เริ่มชะลอตัวแล้วเท่านั้นไม่ได้รุนแรงหรือกะทันหันจนทำให้ข้าวของร่วงหล่นได้หมอหนุ่มคิดสับสนในใจเพียงครู่ก่อนจะรีบเบนสายตาหันกลับไปมองที่ถนนตามเดิมเมื่อท่าทีของหญิงสาวที่ก้มตัวจนต่ำกว่าระดับสายตานั้นทำให้คอเสื้อที่ซ้อนทับกันอยู่เปิดอ้าออกโดยไม่ได้ตั้งใจแต่เขาไม่มีวันได้รู้เลยว่านั่นแหละเป็สิ่งที่เธอ้า
“อ่อ ไม่ใช่หรอกค่ะ ขิมวางกระเป๋าไม่ดีเองเลยหล่นลงไป” ขนิษฐาละล่ำละลักบอก พลางก้มๆ เงยๆ เก็บของใช้ส่วนตัวลงกระเป๋าตามเดิมถือเป็โอกาสดีของเธอเพราะความเป็สุภาพบุรุษของชายหนุ่มทำให้เขาไม่หันมามองเธออีกเลยขณะที่เธอกำลังก้มเก็บของและทิ้งสิ่งของบางอย่างเอาไว้พร้อมกับคราบความเหนียวเหนอะหนะ
“ตายแล้วคุณหมอ! ขิมขอโทษค่ะเมื่อกี้ไม่ทันระวังเลยทำให้โยเกิร์ตหกเลอะเทอะไปอีก” หญิงสาวร้องบอกด้วยความใใบหน้าสวยมีแววจืดเจือนเล็กน้อยด้วยความสำนึกผิดมือบางที่ถือกระดาษทิชชู่พยายามเช็ดถูสะเปะสะปะไปทั่ว แต่ดูเหมือนการเช็ดถูทำความสะอาดของเธอจะกลายเป็ยิ่งทำให้เลอะเทอะมากขึ้นไปอีก
“ช่างมันเถอะครับไม่เป็ไร เดี๋ยวผมว่าจะล้างรถอยู่วันสองวันนี่แหละครับ...พอดีเลยคราวนี้จะได้ตัดสินใจล้างจริงๆ สักทีไม่งั้นก็ผัดวันประกันพรุ่งอยู่นั่นเอง” วิทยาพูดกลั้วหัวเราะอย่างคนที่ไม่คิดอะไรมากเพราะเขาก็ว่าจะเอารถไปล้างอย่างที่ปากว่าจริงๆ นั่นแหละ
“ขอบคุณนะคะคุณหมอที่ให้ขิมติดรถมาด้วยแล้วก็ขอโทษอีกครั้งนะคะที่ทำให้รถคุณหมอเลอะเทอะ” เมื่อถึงที่หมายของเธอแล้วขนิษฐาจึงหันมายกมือไหว้คุณหมอใจดีด้วยท่าทางเกรงใจและรู้สึกผิด
“ครับ ไม่เป็ไร” วิทยายกมือรับไหว้หญิงสาวพร้อมกับส่งยิ้มบางๆให้เธอสบายใจ
ขนิษฐาก้าวลงมาจากรถด้วยรอยยิ้มหยันอย่างนึกสะใจที่แผนการของเธอผ่านพ้นไปได้ด้วยดีวันนี้เธอตั้งใจดักรอเขาเพื่อทำการอะไรบางอย่างที่เธอเพิ่งคิดวางแผนนี้ขึ้นมาได้เมื่อไม่กี่นาทีก่อนเลิกงานสถานการณ์ง่ายๆ ที่อาจจะสร้างความร้าวฉานเล็กๆแต่อาจดูไม่เล็กสำหรับคู่แต่งงานที่เพิ่งผ่านค่ำคืนอันหวานชื่นด้วยกันมาเพียงแค่สองวันอย่างคู่ของหมอหนุ่มกับภรรยาสาวที่ถูกคลุมถุงชนการแต่งงานท่ามกลางความรู้สึกที่เปราะบางแบบนี้ เธอแค่เติมเชื้อไฟนิดๆ หน่อยๆให้คนทั้งคู่ได้มีปากเสียงถกเถียงกันพอสมควรเพื่อก่อเกิดรอยร้าวที่รอวันแตกกระจาย
ที่เธอกล้าทำเช่นนี้ก็เพราะบางสิ่งบางอย่างที่เธอตั้งใจทิ้งเอาไว้ในรถของเขาจะไม่พาดพิงมาถึงเธออย่างแน่นอนเพราะก่อนหน้านั้นเธอจำได้ว่าก้องเกียรติมายืมรถของหมอวิทยาไปใช้และยังพูดจาสองแง่สองง่ามว่าจะทำอะไรที่ชวนให้คิดลึกบนรถของหมอหนุ่มอีกด้วยดังนั้น การที่มีของแบบนั้นตกอยู่ภายในรถก็ไม่ใช่เื่แปลกและชายหนุ่มเ้าของรถก็คงไม่คิดว่าเป็ของเธออย่างแน่นอนเธอมั่นใจหรือถ้าเขาจะคิดก็คงไม่กล้ามาถามกับเธอตรงๆ เป็แน่เพราะเขามีความเป็สุภาพบุรุษมากพอที่จะไม่นำเื่แบบนี้มาถามกับผู้หญิง
นนท์ประวิธกลับเข้ามาที่ออฟฟิศเพื่อพาสองสาวเพื่อนรักไปกินข้าวเย็นตามที่ได้นัดกันไว้หัวใจหนุ่มพองโตเมื่อรู้ว่าหญิงสาวอันเป็ที่รักยังคงห่วงใยความรู้สึกของเขาอยู่แสดงว่าคำมั่นสัญญาและการรอคอยของเขาจะไม่มีวันสิ้นหวังอย่างแน่นอน
“พร้อมหรือยังจ๊ะสาวๆ” นนท์ประวิธเดินเข้ามาที่โต๊ะทำงานของสองสาวอย่างอารมณ์ดีแต่เมื่อไม่เห็นหญิงสาวคนรักที่เขาตั้งใจมาหาจึงเอ่ยถาม
“อ้าว อรไปไหนล่ะ หรือว่าไปห้องน้ำ”
“เอ่อ... อรมีธุระด่วนน่ะนนท์ เลยขอตัวกลับไปก่อน” กรรณิการ์ตอบอย่างไม่เต็มเสียงนักเพราะรู้ดีว่าคำตอบของเธอต้องทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าเกิดความไม่พอใจเป็แน่และก็เป็อย่างที่เธอคิดไว้จริงๆ
“ห๊า!... นี่มันอะไรกัน ทำไมอรต้องหลอกให้นนท์ดีใจด้วย” นนท์ประวิธโวยวายฉุนเฉียวออกมาทันที ผสมกับความน้อยใจที่เจือปนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจดวงแกร่ง
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะนนท์ อรมีธุระด่วนและสำคัญมากจริงๆอรไม่ได้ตั้งใจผิดนัดนนท์หรอกนะ” คนรับหน้าที่ไกล่เกลี่ยรีบอธิบายให้คนผิดหวังได้เข้าใจ
“ธุระอะไร ก้อยบอกนนท์ได้ไหมธุระอะไรที่มันสำคัญกับอรมากกว่าการไปกินข้าวกับนนท์” น้ำเสียงที่แสดงถึงความเ็ปทำให้คนฟังยิ่งะเืใจส่วนหนึ่งเป็เพราะเธอสงสารเขา แต่อีกส่วนก็สงสารตัวเองยิ่งเห็นเขาเจ็บเธอก็เจ็บไปกับเขาด้วย
เมื่อเห็นหญิงสาวตรงหน้ายังคงนิ่งงันเขาจึงคิดจะโทรไปถามกับคนผิดนัดด้วยตัวเองมือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดต่อสายถึงคนที่จะตอบคำถามของเขาได้
“เอ่อ... เอาไว้พรุ่งนี้นนท์ค่อยคุยกับอรดีกว่านะ” กรรณิการ์รีบเข้าไปคว้ามือแกร่งของเขาเอาไว้ได้ทันก่อนที่เขาจะกดโทรออก เพราะการพูดคุยกันตอนนี้ก็มีแต่จะทำให้ผิดใจกันมากขึ้นทางที่ดีรอให้ใจเย็นก่อนและคุยกันต่อหน้าจะดีกว่า
“ธุระอะไร... ก้อย” นนท์ประวิธย้ำเสียงแข็งอีกครั้งเมื่อเขาอยากได้คำตอบจริงๆในเมื่อเธอไม่อยากให้เขาโทรไปถามกับอรณิชา เธอก็ต้องมีคำตอบให้กับเขา
“อร... ปะ ไปกินข้าวที่บ้านคุณแม่ของคุณหมอน่ะ” กรรณิการ์ตะกุกตะกักบอกเขาเสียงแ่เบาด้วยความหวาดหวั่น
“ก้อยกำลังจะบอกว่า อรให้ความสำคัญกับไอ้หมอนั่นมากกว่านนท์อย่างนั้นใช่ไหม”น้ำเสียงดุดันของชายหนุ่มพร้อมกับมือแกร่งที่ตบลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดังสนั่นทำให้หญิงสาวที่ยืนอยู่ใกล้ๆ สะดุ้งตัวโยนด้วยความใจนต้องรีบเอ่ยคำอธิบายให้ชายหนุ่มตรงหน้าได้เข้าใจ
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะนนท์... ไม่ใช่เพราะนนท์ไม่สำคัญแต่เพราะเื่นั้นมันก็จำเป็กับหน้าที่ลูกสะใภ้หากอรไม่ไปก็จะเสียมารยาทและอาจจะทะเลาะกับคุณพ่อด้วย”
คำพูดของเพื่อนสาวเหมือนเป็การตอกย้ำสถานะของผู้หญิงที่เขารักว่าเธอไม่ใช่คนโสดอีกแล้วทำให้นนท์ประวิธรู้สึกเจ็บจุกนิ่งงันไปชั่วขณะ แล้วค่อยๆทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ข้างตัวอย่างคนสิ้นหวังและหมดกำลังใจ
“ตอนนี้นนท์ต้องอดทนใช่ไหมก้อย” น้ำเสียงเนือยๆที่เปล่งออกมานั้นเหมือนเป็การบอกตัวเองให้ทำใจ
“ก็... ใช่” กรรณิการ์ตอบเสียงเศร้าด้วยไม่รู้จะปลอบใจเขาอย่างไร
“แล้วนนท์ต้องอดทนสักแค่ไหนกันล่ะ... ถึงจะพอ” คนผิดหวังมีท่าทีอ่อนลงเหมือนกับว่าเขากำลังท้อแท้และใกล้จะหมดแรงเต็มที
“นนท์...” คนฟังครางเรียกชื่อเขาเบาๆหัวใจดวงน้อยรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นคนที่เธอรักกำลังเป็ทุกข์
ก่อนที่ทั่วทั้งบริเวณจะมีแต่ความเงียบเพราะหนุ่มสาวทั้งสองต่างก็จมอยู่กับความรู้สึกของตัวเอง จู่ๆชายหนุ่มที่ทำท่าเหมือนจะเป็จะตายเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงปกติ
“ไปกันเถอะ... นนท์ไปกินข้าวกับก้อยสองคนก็ได้” นนท์ประวิธว่าพลางขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันทีทำให้หญิงสาวที่ยืนอยู่ใกล้ๆ สะดุ้งเล็กน้อยเพราะไม่ทันตั้งตัว
“ไม่เป็ไรหรอก นนท์กลับบ้านไปพักผ่อนเถอะ วันนี้นนท์เหนื่อยมาทั้งวันแล้วเอาไว้พรุ่งนี้ค่อยไปกินพร้อมกันกับอรก็ได้” กรรณิการ์บอกด้วยความเกรงใจและเข้าใจว่าในเวลาแบบนี้เขาคงอยากอยู่ตามลำพังมากกว่าจะพาเธอไปกินข้าว แม้ลึกๆภายในใจของเธอจะเรียกร้องว่า้าอยู่กับเขาก็ตาม
“นนท์ไม่อยากกลับบ้านน่ะ อยากไปหาอะไรดื่มหน่อย ก้อยไปเป็เพื่อนนนท์นะ”คราวนี้ชายหนุ่มเปลี่ยนจากคำชวนเป็คำขอร้องแกมอ้อนวอนในท่าทีที่อ่อนโยน
“อะ อือๆ ก็ได้ ไปสิ” หญิงสาวตัดสินใจเพียงครู่ก่อนจะตอบตกลงแล้วหันไปคว้ากระเป๋าสะพายเดินตามชายหนุ่มไปเงียบๆหัวใจดวงน้อยรู้สึกอิ่มเอมขึ้นมาอย่างประหลาดเหมือนดอกไม้ที่กำลังแห้งเฉาได้น้ำทิพย์มาชโลมให้ชุ่มชื่นมีชีวิตชีวาขึ้นอีกนิด
ร้านอาหารบรรยากาศดีริมแม่น้ำเ้าพระยาในเวลาพลบค่ำที่ให้ความโรแมนติคด้วยแสงไฟสีนวลตาประกอบกับวิวทิวทัศน์ที่มองเห็นสะพานข้ามแม่น้ำประดับประดาด้วยไฟระยิบระยับน่าหลงใหล
สายลมเย็นพัดเอื่อยๆให้ผู้ที่มารับประทานอาหารได้รู้สึกผ่อนคลายและพักผ่อนไปในตัว
‘คงจะดีไม่น้อยหากเธอกับเขามานั่งอยู่ที่นี่ในฐานะคนรักไม่ใช่เพื่อนสนิทเหมือนที่เขาพยายามย้ำเตือนเธออยู่ตลอดเวลา’กรรณิการ์คิดพลางถอนหายใจออกมาบางๆเพื่อระบายความอัดอั้นที่สุมอยู่ในอก
นนท์ประวิธพาเธอมากินข้าวแต่เขากลับเอาแต่ดื่มเบียร์เงียบๆคนเดียวโดยไม่พูดไม่จาสักคำ หากเธอไม่ถามหรือชวนคุยเขาก็จะตั้งหน้าตั้งตาดื่มแก้วต่อแก้วจนเธอรู้สึกน้อยใจเขาขึ้นมานิดๆและอดคิดไม่ได้ว่าคืนนี้เขาต้องเมาจนเธอได้ลากกลับอีกเป็แน่
“หือ ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ นนท์ไม่เมาหรอกน่า...รับรองไปส่งก้อยถึงคอนโดอย่างปลอดภัยแน่นอน” นนท์ประวิธพูดออกมายิ้มๆเมื่อเห็นเพื่อนสาวที่เขาพามาด้วยนั่งทำหน้าบึ้งตึงเหมือนกำลังไม่พอใจเขา
“ก้อยว่า... ก้อยนั่งแท็กซี่กลับเองดีกว่านะ” หญิงสาวพูดขึ้นด้วยความรู้สึกน้อยใจเพราะดูท่าเขาคงจะดื่มอีกนานโดยไม่สนใจเธอตามเคยไม่ใช่เธออยากทิ้งให้เขานั่งคนเดียวหรอกนะแต่ตอนนี้เธอยากกลับบ้านไปพักผ่อนมากกว่า
“ก้อยไม่ไว้ใจนนท์แล้วเหรอ... แค่เบียร์ไม่กี่ขวดเอง” ชายหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะและส่งยิ้มละลายใจให้หญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่รู้ตัว
กรรณิการ์มองภาพนั้นด้วยดวงตาที่พร่าเลือนไปชั่วขณะไม่อยากเชื่อว่าเขาจะยิ้มแบบนี้ให้เธอจริงๆเพราะผู้หญิงคนเดียวที่เขาเคยยิ้มให้มีเพียงอรณิชาเพื่อนรักของเธอเท่านั้น
“ไม่ใช่ไม่ไว้ใจ แต่ก้อยอยากให้นนท์กลับบ้านไปพักผ่อนเร็วๆ น่ะคอนโดก้อยอยู่ใกล้ๆ นี่เอง เสียเวลานนท์ต้องย้อนไปย้อนมาอีก” หญิงสาวอมยิ้มบอกเขาอย่างนึกเกรงใจและเป็ห่วง
“ก้อยรู้ไหม การไปส่งก้อยที่คอนโดไม่ได้เป็การเสียเวลาเลยสำหรับนนท์ไม่ว่าจะวันนี้หรือวันไหนๆ เพราะเรา...” นนท์ประวิธพูดยังไม่ทันจบประโยคเสียงหวานของหญิงสาวตรงหน้าก็พูดต่อให้เขาทันทีอย่างรู้ใจ
“เป็เพื่อนกัน” กรรณิการ์ฝืนยิ้มให้เขาพยายามกล้ำกลืนก้อนสะอื้นลงไปไม่ให้ชายหนุ่มรับรู้และััมันได้
“ใช่แล้วครับ... ไปกันเถอะดึกมากแล้วสาวน้อย” ชายหนุ่มยิ้มจนตาหยีให้หญิงสาวที่เขาคิดว่าเธอเป็เพื่อนสนิทที่เข้าใจเขามากที่สุดและคอยอยู่เคียงข้างเขาเสมอในวันที่เขาอ่อนแอหมดกำลังใจอย่างในวันนี้และวันที่ผ่านๆมา โดยไม่รู้ตัวเลยว่าหัวใจดวงแกร่งกำลังเปิดรับหญิงสาวตรงหน้าเข้ามาทีละน้อยแล้ว
เมื่อเช็กบิลค่าอาหารเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองก็ลุกขึ้นจากโต๊ะพร้อมกันโดยหญิงสาวเป็ฝ่ายเดินนำออกไปก่อนเพราะเธออยู่ใกล้ทางเดินมากกว่าเขา
“แน่ใจนะ... ว่าไม่เมา” กรรณิการ์หันมาเอ่ยแซวชายหนุ่มที่กำลังเดินตามหลังเธอมาไม่ไกลนัก
“ฮึ้ย ไม่เมาๆ เดี๋ยวเดินให้ดู” นนท์ประวิธว่าพลางสาวเท้าให้เร็วขึ้นอีกนิดเพื่อให้หญิงสาวได้เห็นว่าเขาไม่ได้เมาจริงๆ
“เห้ย!” ทำเก่งได้ไม่กี่ก้าวชายหนุ่มกลับสะดุดเท้าตัวเองจนหน้าคะมำโชคดีที่มือหนาเอื้อมไปคว้าไหล่บอบบางของหญิงสาวเอาไว้ได้ทันเขาจึงไม่ร่วงลงไปกองกับพื้น
“อุ๊ย!” ด้วยความใในเสียงร้องของเขาหญิงสาวจึงหันไปมอง ทำให้จมูกโด่งคมสันจรดลงที่พวงแก้มนุ่มของเธอเข้าเต็มเปาอย่างไม่ได้ตั้งใจแถมตัวเธอยังถูกวงแขนแกร่งของเขาโอบกอดเอาไว้อีกเพียงชั่วอึดใจที่ได้ใกล้ชิดต่างฝ่ายต่างก็ตกตะลึงอยู่ในภวังค์ของตัวเองก่อนที่ชายหนุ่มจะเป็ฝ่ายรู้สึกตัวแล้วค่อยๆ คลายวงแขนออกจากร่างบางช้าๆ
“เอ่อ... ขอโทษนะ” นนท์ประวิธพูดด้วยความรู้สึกผิดปนเก้อเขินก่อนที่ร่างสูงจะขยับออกห่างเล็กน้อยเพื่อตั้งหลัก
“มะ ไม่เป็ไร... ไหนว่าไม่เมาไง ทำไมเดินมาชนก้อยได้” คนโดนกอดโดนหอมอย่างไม่ทันตั้งตัวก้มหน้าบอกด้วยความเขินอายใบหน้าขาวเนียนแดงซ่านขึ้นมาจนร้อนผ่าวไปหมด ขณะที่หัวใจดวงน้อยก็เต้นแรงโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
“แหม่ สะดุดขาตัวเองนิดหน่อยน่า ไม่เมาจริงๆ เชื่อสิ” ชายหนุ่มรีบพูดเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกแปลกๆที่กำลังก่อตัวขึ้นมาในหัวใจอย่างประหลาด เขาไม่เคยหวั่นไหวแบบนี้กับใครมาก่อนเลยแม้จะได้ใกล้ชิดกับอรณิชาบ้างแต่ก็ไม่เคยถึงขนาดได้หอมแก้มเธอเลยสักครั้งอย่างมากก็แค่จับมือกันเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
“รีบไปเถอะ คนมองกันใหญ่แล้ว” คนขี้อายบอกปัดแล้วรีบจ้ำอ้าวไปที่รถทันทีเพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เจอสายตาของคนในร้านอาหารและที่ลานจอดรถจ้องมองมาที่เธอกับเขาเป็ตาเดียว
นนท์ประวิธหันซ้ายแลขวารอบตัว เมื่อเห็นว่าเป็อย่างที่หญิงสาวพูดจริงๆเขาจึงรีบสาวเท้าก้าวตามออกไปอีกคนพร้อมทั้งล้วงมือหยิบกุญแจรถออกมาจากกระเป๋ากางเกงเพื่อกดปลดล็อกให้หญิงสาวเปิดขึ้นไปนั่งบนรถก่อนส่วนเขาก็ก้าวขึ้นไปนั่งอีกฝั่งประจำที่ของตัวเอง แล้วขับออกไปทันทีทั้งๆ ที่หัวใจดวงแกร่งยังเต้นรัวแรงไม่เป็จังหวะและความรู้สึกที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปโดยที่เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
.............................
สนใจนิยายเล่มนี้ในรูปแบบ E-Book สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่
mebmarket ...และ... ธัญวลัย ...และ... ookbee
หรือ้าลิ้งค์ซื้อ E-Book สามารถติดต่อผู้แต่งได้โดยตรงทาง
E-mail : oilza24@hotmail.com
ไลน์ : oilza_writer
(ในเว็บไม่สามารถวางลิ้งค์ได้ค่ะ)
