เงื่อนไขในการปลดผนึกสกิล[เรียกขาน]ก็เสร็จแล้วั้แ่ที่เขาสังหารั์ภูผาไป
ส่วนของการเลื่อนระดับก็เสร็จแล้วเช่นกัน เป็ตอนที่พวกเขาเร่งกลับมายังค่าย วรรณชัยก็ได้สังหารอสูรที่เข้ามาขวางทางพวกเขาไปจำนวนมาก แม้เขาจะไม่ได้สังหารเองแต่เป็หุ่นผ่าดาวก็ตาม แต่มันก็ยังถือว่าเขาทำอยู่ดี
เมื่อเห็นว่าสามารถเลื่อนระดับได้แล้ว วรรณชัยจึงนั่งลงไปกับพื้นในท่านั่งขัดสมาธิ พร้อมที่จะเลื่อนระดับไปยังระดับต่อไปทันที
วรรณชัยหลับตาลง เตรียมที่จะเข้าสู่พื้นที่จิตของเขา โดยที่เขาก็ไม่ลืมให้หุ่นผ่าดาวคอยปกป้องเขาเอาไว้
" ยืนยันการเลื่อนนะดับหุ่นไม้ !" สิ้นคำของวรรณชัย สติของเขาก็ถูกดึงเข้าไปในพื้นที่จิตของเขาในทันที จากนั้นแสงจากร่างของเขาก็พุ่งไปห่อหุ้มหุ่นไม้สี่ทิศเอาไว้
สถานการณ์ยังคงเป็เหมือนก่อนหน้านี้ทุกประการ เพียงไม่นานนักแสงที่ห่อหุ้มร่างของหุ่นไม้ก็หายไป รูปร่างของหุ่นไม้ดูดีขึ้นอีกระดับหนึ่ง แต่ก็ยังขาดความปราณีต ยังคงเทียบกับหุ่นไม้ผ่าดาวที่อยู่ข้างนอกไม่ได้เลยแม้แต่เสี้ยวเดียว
เมื่อหุ่นไม้สี่ทิศเสร็จสิ้นการเลื่อนระดับ วงแหวนิญญาสีส้มของเขสก็เกิดรอยร้าว ก่อนจะแตกออกและกลายเป็วงแหวนสีเหลืองอันวิจิตรา จากนั้นก็แยกออกเป็สามวงแหวน
[ เงื่อนไขในการปลดล็อกสกิล[เรียกขาน]ครบถ้วน ท่าน้าที่จะปลดล็อกสกิลหรือไม่ ?]
หลังจากเลื่อนระดับหุ้นไม้สี่ทิศเสร็จแล้ว เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นในหัวของวรรณชัยอีกครั้ง
" ใช่ !" วรรณชัยตอบไปอย่างไม่ลังเล สิ้นคำการ์ดที่อยู่ในช่องเก็บของของเขาก็ลอยออกมา จากนั้นมันก็เรืองแสงและพุ่งเข้าไปในร่างของหุ่นไม้สี่ทิศ
[ ท่านปลดล็อคสกิล[เรียกขาน]สำเร็จ ! ]
เรียกขาน : เรียกหุ่นไม้ที่อยู่ในวงแหวนิญญาออกมาช่วยผู้ใช้ต่อสู้ ความสามารถขึ้นอยู่กับการ์ดที่หุ่นไม้ [สวมใส่] อยู่ในขณะนั้น
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว วรรณชัยก็ออกจากโลกแห่งจิตไป สติของเขากลับมายังโลกความเป็จริง จากนั้นเขาจึงมองไปรอบๆ ก็เห็นเหล่าทหารกำลังยืนนิ่งรอเขาอยู่
" พวกเ้ายืนทำอะไรกันตรงนี้ ?" วรรณชัยมองไปยังเหล่าทหารที่ยังคงไม่เคลื่นไหวแม้เขาจะถามออกไป จากนั้นหัวหน้ากองก็เดินออกมาและกล่าว
" เอ่อ.. นายน้อยคือว่าตอนนี้ข้างนอกมันอันตราย ดังนั้นพวกข้าจึงไม่อาจปล่อยให้นายน้อยอยู่ภายนอกเพียงลำพังได้ ไม่อาจรู้ได้ว่าคลื่นอสูรจะมาอีกเวลาใด พวกข้าน้อยจึงต้องอยู่เพื่อปกป้องท่านขอรับ นายน้อย"
วรรณชัยหันไปมองดูรอบๆก็พอจะเข้าใจ เขาก็พอได้ยินมาว่าทหารจำนวน10คนนั้นพาเขาหนีออกไปจากค่ายนี้ เพื่อที่จะปกป้องเขาจากคลื่นอสูรทีบุกเข้ามายังค่ายแห่งนี้นั่นเอง
" เช่นนั้นก็เข้าไปข้างในกัน !" วรรณชัยลุกขึ้นยืน จากนั้นก็เดินเข้ากระโจมหลังหนึ่งไป
" ทุกคนกลับไปพักผ่อน จัดแบ่งเวรยามด้วย !!" หัวหน้ากองสั่ง ก่อนที่เขาจะเดินตามวรรณชัยเข้าไปในกระโจม
เมื่อเข้ามาหัวหน้ากองก็หยุดยืนอยู่ตรงนั้น เพราะทันทีที่เข้ามาวรรณชัยก็หันหลังกลับมา เหมือนมีอะไรจะพูดคุยกับเขา " ท่านเรียกไตรวิทย์มาด้วยก็ได้"
ได้ยินวรรณชัยบอกอย่างนั้นนายกองก็เปิดกระโจมออกและเรียกไตรวิทย์ลูกชายของเขาเข้ามา
" เอาล่ะ ข้าจะบอกเื่ที่ยังค้างคาอยู่ั้แ่ที่เราพบเข้ากับหมาป่าวายุให้ฟัง " วรรณขัยพูดเกริ่นออกไปเล็กน้อย ให้ทั้งสองคนรู้ว่าเขากำลังจะพูดเกี่ยวกับเื่อะไร
" อย่างแรกเลยก็คือ ข้าความจำเสื่อม.. ข้าจำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อยเกี่ยวกับเื่ของโลกนี้ และเื่ของพวกเ้าด้วยเช่นกัน มีเพียงเื่บางอย่างเท่านั้นที่ข้าสามารถจำได้ อย่างเช่นวิธีการพูดคุย และความรู้เื่อื่นๆอีกเล็กน้อย"
พูดมาถึงตรงนี้วรรณขัยก็หยุดเพื่อให้ทั้งสองได้ย่อยข้อมูลที่เขาพูดออกไป ได้ยินดังนั้นหัวหน้ากองก็หันไปมองลูกชาย ถามว่าเื่นี้คือความจริงหรือ ไตรวิทย์ก็พยักหน้าเป็นัยว่าคือความจริง
เพราะหากนำเื่ต่างๆมารวมเข้าด้วยกัน มันก็จะเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมนายน้อยของเขาถึงลืมและไม่มาช่วยพ่อของเขาแต่แรกและต้องให้เขาบอก นายน้อยจึงรีบกลับมาช่วยอย่างรวดเร็ว และก่อนเดินทางมายังที่นี่วรรณชัยก็ได้บอกไตรวิทย์คร่าวๆแล้ว
และเขาก็เล่าถึงสถานการณ์ของวรรณชัยคร่าวๆออกไปเช่นกัน อย่างการาเ็สาหัสจากการต่อสู้กับคลื่นอสูรหรือเื่ที่ตนเองเป็ลูกชายเ้าเมือง
" อย่างที่สองคือ สิ่งที่ข้าอัญเชิญออกมาอยู่ได้เพียง1วันเท่านั้น เวลานี้ในวันพรุ่งนี้สิ่งนั้นก็จะหายไป เพราะฉะนั้นเราต้องรีบออกจากพื้นที่อันตรายแห่งนี้ และข้าบอกไว้ก่อนว่าข้าก็ไม่รู้เช่นกันว่าทำไมาแขอข้าถึงหายดี และทำไมข้าถึงสามารถอัญเชิญสิ่งนั้นออกมาได้ ที่ข้ารู้ก็คือเมื่อได้สติ ข้าก็มีความรู้สึกว่าสามารถอัญเชิญมันได้แล้ว "
วรรณชัยไม่คิดอ้อมค้อม บอกทุกอย่างออกไปตรงๆ และโกหกเื่าแและความสามารถในการอัญเชิญออกไป เพราะเขาสลับตัวกับนายน้อยคนก่อน เขาจะบอกได้ยังไงว่าหายดีได้ยังไง ?
หากพูดออกไปว่า ' เพราะสลับร่างกัน ผมถึงหายดีครับ ส่วนนายน้อยพวกคุณก็ไปตายอยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่รู้' หากเขาบอกออกไปแบบนี้ มีหวังได้เป็เื่ใหญ่อย่างแน่นอน
" เื่นี้…" หัวหน้ากองครุ่นคิด แม้เขาจะมีความสงสัยและคำถามอยู่มาก แต่หัวหน้ากองก็เลือกที่จะไม่ถามออกไป
นั่นเพราะทั้งใบหน้าและรูปลักษณ์ต่างๆของวรรณชัยก็เหมือนเดิมทุกอย่าง แต่จะต่างก็ตรงที่สีผมและสีตาก็เท่านั้น
แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่ปัญหาเช่นกัน นั่นเพราะมันเป็สีที่เหมือนกับนายหญิงของพวกเขาไม่มีผิดเพี้ยนเลย นายหญิงของเขาเป็หญิงสาวคนธรรมดาที่ไร้สายเื มีผมสีดำและนัยตาสีดำอมแดงเช่นนี้ เหมือนกับวรรณชัยในตอนนี้ทุกประการ
ดังนั้นความสงสัยว่าวรรณชัยจะเป็ตัวปลอมจึงถูกตัดออกไป และความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของหัวหน้ากอง
นั่นก็คือ 'หรือจะเป็เพราะพลังแห่งสายเืหายไป จึงทำให้ทั้งสีตาและผมของนายน้อยกลายเป็สีดำเหมือนของผู้เป็มารดา ?'
ด้วยความคิดนี้เองจึงทำให้วรรณชัยไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติมอีก เมื่อคิดได้ดังนั้นหัวหน้ากองจึง แนะนำตนเองแก่วรรณชัย
" นายน้อย ข้ามีชื่อว่านพเก้า เป็แม่ทัพประตูทิศบูรพา แต่การเข้ามาในป่าอสูรคลั่งครั้งนี้มันอันตรายเป็อย่างมาก ดังนั้นข้าจึงนำทีมทหาร100นายที่ไว้ใจได้เข้ามาในป่าแห่งนี้กับท่านด้วยเพื่อที่จะ…"
จากนั้นนพเก้าก็เล่าให้วรรณชัยฟังถึงเื่ต่างๆที่ว่าเขาชื่ออะไร เข้ามาในป่าอสูรคลั่งแห่งนี้ทำไม ? และก่อนหน้านี้มีความสามารถแบบไหนบ้าง สรุปก็คือเขาชื่อพงไพร และการเข้าป่ามาครั้งนี้ก็เพื่อ.. อย่างที่พวกคุณรู้ๆกันว่าพงไพรเข้ามาทำไม
ก็เพื่อหาผบเืัที่มีข่าวลือออกมาเพื่อที่ยะได้นำไปรักษาผู้เป็พ่อ หรือเ้าเมืองให้หายจากอาการาเ็เพราะได้ปะทะกับคลื่นอสูรที่เข้ามาบุกทำลายเมืองนั่นเอง
โดยเหตุการณ์คร่าวๆก็คือเมืองพวกเขาถูกล้อมเอาไว้ด้วยคลื่นอสูรขนาดใหญ่ ทำให้เส้นทางเข้าออกของเมืองถูกปิดตาย ไม่สามารถติดต่อภายนอกได้ และเหล่าอสูรก็ยังส่งกำลังบุกเข้ามาเพื่อที่จะทำลายเมืองอยู่ทุกขณะอีกด้วย
เ้าเมืองได้นำทัพออกไปตาอต้านเอาไว้ได้หลายครั้ง แต่าแที่ได้รับก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนครั้งสุดท้ายเขาก็ได้รับาเ็สาหัสเพราะได้เข้าไปช่วยผู้บัญชาการทิศทักษิณเอาไว้ ทำให้ไม่สามารถออกไปสั่งการรบได้และทำได้เพียงนอนอยู่ในห้องเท่านั้น
เมื่อรู้ถึงเหตุผลว่าทำไมเขาถึงอยู่ในป่านี้ วรรณชัยก็รู้สึกตื่นตัวทันที นั่นเพราะหากพวกเขาพลาดผลเืัไป การรับมือกับคบลื่นอสูรที่คอยบุกเมืองก็จะยากลำบากมาก เพราะขาดผู้นำและคนที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองไปแล้วถึงตอนนั้นเขาเองที่ปลอมตัวเป็ลูกชายเ้าเมืองก็ยะลำบสกไปด้วย !!
ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลเลยที่เขาจะช่วยหาผลเืัที่ว่านั่น เพราะตอนนี้เขายังมีตัวช่วยอันแข็งแกร่งอย่างหุ่นไม้ผ่าดาวอยู่ !
" เช่นนั้นเราต้องออกเดินทางกันให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้ โดยที่เราต้องหาผลเืัให้เจอให้เร็วที่สุด !"
วรรณชัยตอบกลับไปโดยไม่ต้องคิด เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าที่เมืองนั้นมีอสูรที่แข็งแกร่งแค่ไหน แต่ที่เขารู้ก็คือต้องทำตนเองให้แข็งแกร่งก่อน และถ้าเขาจะแข็งแกร่งได้ เขาต้องสังหารอสูร ดังนั้นการหาผลเืัจึงไม่ต่างจากการตามล่าสังหารอสูรมากนัก
ดังนั้นการเดินทางตามหาผลเืัในครั้งนี้จึงมีแต่ได้กับได้ !
" นายน้อย.." เห็นว่าวรรณชัยตอบกลับโดยไม่ต้องคิดอะไรมากแบบนั้น ความซึ้งใจและเคารพนับถือก็เกิดขึ้นในใจของนพเก้า
เขาไม่คิดเลยว่าแม้นายน้อยของเขาจะความจำเสื่อม แต่เขาก็ยังคงมีนิสัยรักครอบครับของตนเช่นเดิมไม่เปลี่ยนไปเลย
" เอาล่ะ ไปเตรียมตัว ยิ่งเราออกเดินทางเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่ง สำหรับคนเจ็บให้พวกเขานอนในรถลาก หากมีโอกาศเราก็สามารถรักษาพวกเขาได้ ! " กล่าวเสร็จวรรณชัยก็เดินออกไปนอกกระโจม
จากนั้นก็มองดูค่าสถานะของตนเอง ตอนนี้เขาได้แต้มค่าสถานะฟรีมาอีก 40แต้มแล้ว รวมของเก่าที่อัพไปอีก10
ส่วนตอนนี้ค่าสถานะของเขาหลังจากขึ้นมาระดับEนั่นคือ 4ทุกค่า รวมกับ10ค่าสถานะก่อนหน้านี้ก็คือ ความแข็งแกร่ง5 ป้องกัน5 ความเร็ว 5 ความอึด 5 มานา 10
เขาจึงคิดว่าจะลงไปกับค่าไหนเท่าไหร่จึงจะดี เมื่อคิดไปคิดมาแล้ววรรณชัยก็ตัดสินใจได้ " ลงค่าความแข็งแกร่ง5 ป้องกัน5 ความเร็ว5 ความอึด5 มานา 20"
นั่นคือค่าสุดท้ายที่เขาคิดออกมาได้ ไม่มีอะไรน่าแปลกใจสำหรับการเพิ่มมานาของเขา นั่นเพราใน่หลังๆเขาจำต้องใช้มานาเป็จำนวนมากเรียกว่ามากมายมหาศาลเลยก็ว่าได้ ! ตอนนี้จึงต้องเพิ่มมานาให้ได้มากที่สุดก่อน
หลังจากแบ่งค่าสถานะแล้ว วรรณชัยก็เรียกมีดเหน็บที่อยู่ในช่องเก็บของออกมา ก่อนที่จะฟันออกด้วยท่าทางต่างๆ แต่ละครั้งที่ฟันจะแฝงไปด้วยความมุ่งมั่นและความแน่วแน่
ขณะที่เขาฟัน เขาก็เคลื่อนไหวไปมาด้วยเช่นกัน ในตอนแรกท่าทางการเคลื่อนไหวและฟันมีดไปมาของเขาก็ยังคงดูเก้ๆกังๆอยู่บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป10นาทีท่าทางทุกย่างของเขาก็เริ่มที่จะคงที่และลื่นไหลมากยิ่งขึ้น
ผ่านไป20นาที การเคลื่อนไหวและการฟันของวรรณชัยก็ดูเป็ธรรมชาติมากยิ่งขึ้น และเป็ตอนนั้นเองที่เสียงของระบบก็ดังขึ้นในหัวของวรรณชัย
[ ยินดีด้วย ! ท่านเรียนรู้ทักษะแฝงเร้น ท่าเท้าพื้นฐานย่างก้าวดอกบัว สำเร็จ ! ความเร็วเพิ่มขึ้น+10 ความอึด+5 ]
[ ยินดีด้วย ! ท่านเรียนรู้สกิลแฝงเร้น พื้นฐานเพลงดาบสายน้ำไหลริน สำเร็จ ! ความแข็งแร่ง+5 ความเร็ว+10 ]
" ฟู่ ~ " หลังจากที่ได้ยินการแจ้งเตือนที่ดังขึ้นในหัว วรรณชัยก็หยุดการฟันและการเคลื่อนไหวลง ก่อนจะถอนหายใจออกมาและสูดอากาศเข้าไปอย่างต่อเนื่อง ดั่งคนจะขาดอากาศหายใจหากไม่รีบสูดมันเข้าไป
" นายน้อย ? นั่นมัน… ?" ไตรวิทย์ที่เฝ้ามองวรรณชัยอยู่ขมวดคิ้วเข้าหากัน เขารู้สึกว่าทันทีที่วรรณชัยทำท่าทางการฟันและการเคลื่อนไหว อยู่ๆเขาก็รู้สึกว่าวรรณชัยแข็งแกร่งขึ้น ?
วรรณชัยที่หลุดออกจากความคิดของตนเอง หันไปมองไตรวิทย์อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงคิดเื่ที่จะพูด พลางคิดถึงเื่ในอนาคตเกี่ยวกับการป้องกันเมืองที่ผู้เป็พ่อสมมติของเขาปกครอง ซึ่งเขายังต้องอาศัยที่เมืองนี้อีกสักพักใหญ่เลย
หากเหล่าทหารยิ่งแข็งแกร่ง ไม่ใช่ว่าเมืองที่เขาอยู่ก็จะป้องกันอสูรได้ง่ายและมั่นคงยิ่งขึ้นไม่ใช่รึไง ? เขาเองก็จะได้ไม่ต้องให้ความสนใจกับการป้องกันเมืองมากนัก ? เมื่อคิดได้ดังนั้นวรรณชัยจึงพูดออกไป และเขาจะเอาไตรวิทย์มาเป็ตัวอย่างทดลองของเขา
" ข้าเองก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าทำอะไรลงไป ข้าแค่ทำตามความรู้สึกของตนเองเท่านั้น เมื่อเสร็จสิ้นแล้วข้าก็รู้สึกว่าอยู่ๆข้าก็แข็งแกร่งขึ้น เ้าอยากจะลองดูไหม ?"
" ด ได้หรือขอรับ" ไตรวิทย์ตอบกลับไปน้ำเสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย เพราะเขาตื่นเต้นมากที่จะได้เรียนรู้ท่าทางที่วรรณชัยเพิ่งแสดงไปเมื่อครู่นี้ เพราะมันจะทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นได้ ?
" เอาล่ะ ถ้างั้นเราก็มาฆ่าเวลาระหว่างรอทุกคนด้วยการที่ข้าจะสอนเ้าเกี่ยวกับท่าทางที่ข้าทำก่อนหน้านี้กันเถอะ" ว่าแล้ววรรณชัยก็สอนไตรวิทย์เกี่ยวกับพื้นฐานย่างก้าวดอกบัวและพื้นฐานเพลงดาบสายน้ำไหลริน
ไตรวิทย์เป็คนที่หัวไวคนหนึ่ง ฝึกฝนได้เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเขาก็เริ่มจะจดจำท่วงท่าต่างๆได้ดีแล้ว
ทั้งสองสกิลนี้มีผลเพียงอย่างเดียวนั่นคือทำให้ผู้ที่ฝึกสกิลนี้มีพื้นฐานที่มั่นคง การเคลื่อนไหวขณะต่อสู้จะไม่มีความสูญเปล่า แต่ละก้าวเดินและการฟันไม่ทำให้พวกเขาสูญเสียแรงไปโดยเปล่าประโยชน์เลย
เทียบกับการฝึกอยู่แบบนี้อาจจะดูไม่ค่อยเห็นผล แต่เมื่อใช้กับการต่อสู้พวกเขาจะรู้ได้เลยว่ามันต่างกันมากแค่ไหน หากเทียบกับการก้าวเดินและฟันแบบมั่วๆ กับการก้าวเดินและการฟันหลังจสกเรียนรู้ไปแล้ว
มันทั้งมีประสิทธิภาพที่มากกว่า และลดความเหนื่อยล้าจากการเคลื่อนไหวที่ผิดๆได้
1 ชั่วโมงผ่านไป การฟันและการเคลื่อนไหวของไตรวิทย์ก็เริ่มเปลี่ยนไป มันเริ่มเป็รูปเป็ร่างมากขึ้น และเวลาก็เดินไปอย่างนั้นจนกระทั่งนพเก้าเดินมาหาพวกเขา
" นายน้อยการเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วขอรับ ตอนนี้พวกเราพร้อมที่จะออกเดินทางแล้ว" นพเก้าเดินมารายงาน และกำลังจะจากไป เขาก็ต้องหยุดชะงักลงเมื่อเห็นท่าทางการเคลื่อนไหวที่ไตรวิทย์กำลังแสดงอยู่
แต่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจมันมากนักเพราะ การเคลื่อนไหวของไตรวิทย์ในตอนนี้ก็ไม่ได้มีอะไรที่พิเศษมากมายอะไร แต่หากนพเก้าได้เห็นตอนที่ไตรวิทย์ชำนาญในทักษะทั้งสองนี้แล้วเขาจะต้องตะลึงจนตาค้างอย่างแน่นอน
" เอาล่ะไตรวิทย์หยุดก่อน พอแค่นั้นก่อน ตอนนี้เ้าพอจะมีพื้นฐานบ้างเล็กน้อยแล้ว ที่เหลือก็คือการนำไปใช้จริง เ้าต้องลองใช้ต่อสู้กับอสูรในการต่อสู้จริงมันจึงจะพัฒนาและเห็นผลได้อย่างชัดเจน"
ไตรวิทย์ที่กำลังฝึกอยู่ก็หยุดตามที่วรรณชัยบอก จากนั้นก็เดินตามผู้เป็พ่อไป เนื่องจากยังไม่รู้ว่าไตรวิทย์กำลังฝึกอะไรอยู่และไม่เห็นประสิทธิภาพของมัน นพเก้าจึงไม่ได้ถามอะไรไตรวิทย์ออกไป