ฉันนี่แหละ...ด็อกเตอร์ในต่างโลก

    บทที่ 25

    “รายการต่อไปจะเป็นแร่อัญมณีไร้ธาตุหลากสีเจ้าค่ะ...” รีออนให้ความสนใจกับมันมากเป็นพิเศษ หินแร่ไร้ธาตุที่เฟรินกำลังพูดถึงนั้น มันเป็นอัญมณีที่มีราคาในโลกก่อนของเขา ถ้าจัดการกับพวกมันดีๆ ก็สามารถทำเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงได้เลยทีเดียว แต่รีออนคิดว่ามันต้องมีราคาที่แพงหูฉีดอย่างแน่นอน จึงรอดูท่าทีไปก่อน“อัญมณีแดง.. ขนาดก้อนน้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัมเจ้าค่ะ เราจะเปิดเริ่มประมูลที่ 10 เหรียญทองเจ้าค่ะ” เฟรินกล่าวออกมา และนั่นมันยิ่งทำให้รีออนตาโตมากเลยทีเดียว เพราะว่าหินนั้นมันคือทับทิม ด้วยก้อนที่ใหญ่ขนาดนี้ จะขายกันถูกๆ แล้วจะรออะไรเขารีบเอ่ยขึ้นมาทันที“ข้าให้ 20 เหรียญทอง” รีออนกล่าวออกไป  แน่นอนว่ามันสร้างความตกใจ และความประหลาดใจให้กับทุกๆคนที่อยู่ที่นั่น เพราะว่าหินหรืออัญมณีแดงนั้นมันนับว่ามีค่า และราคาแพงเกินไป หากเทียบกับอัญมณีขนาดเล็กกว่า แต่มันกลับเต็มไปด้วยพลังธาตุ อัญมณีแดงที่มีพลังธาตุจะถูกเรียกกันอย่างติดปากว่า อัญมณีเพลิง ส่วนก้อนใหญ่ๆที่ไม่มีพลังธาตุ มันก็จะถูกใช้เป็นแค่ของตกแต่งสวนหน้าบ้านเพียงเท่านั้น ที่ราคาของมันถูก มันก็มาจากเหตุผลนี้ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนนั้นก็เคยมีช่างตีเหล็กนำอัญมณีเหล่านี้ไปหลอมรวมกับโลหะเพื่อทำอาวุธ แต่มันก็จะทำให้อาวุธนั้นๆเสียหายได้ง่าย ถึงมันจะสวย และมีหลากสีก็ตาม แต่ใครๆก็ไม่อยากได้มัน เพราะถ้าจะให้เลือกระหว่างความสวยงามแล้วตาย กับอาวุธที่ไม่สวยแล้วอยู่รอดต่อไปได้ ใครก็ต้องเลือกอย่างหลังอยู่แล้ว มันจึงถูกขึ้นชื่อว่าเป็นแร่ที่ไม่สามารถทำประโยชน์อะไรได้เลย  เฟรินที่ได้ยินก็งงเล็กน้อยว่าเขาต้องการจะเอาแร่พวกนี้ไปทำอะไรกันแน่ หรือว่าเขาคนนั้นต้องการจะเอาไปทำเครื่องประดับจากการทุบกัน เธอเข้าใจดีว่ามันเปราะ และสามารถทุบให้เป็นขนาดเล็กเท่ากับอัญมณีธาตุได้ แต่มันก็ไม่ได้มีคุณสมบัติอย่างนั้น เพราะอัญมณีธาตุของจริงนั้น จะมีพลังงาน และการสะท้อนแสงที่ชัดเจนจากตัวของมันเอง มันจึงสังเกตได้ง่ายๆ เหมือนกับที่เธอเปิดการประมูลไป และมันเป็นคำถามเดียวกับคนที่อยู่ในที่โรงประมูลแห่งนี้ทุกคน แล้วชายคนนั้นประมูลไปตั้ง 20 เหรียญทอง เขาจะต้องบ้าไปแล้วอย่างแน่นอน เพราะปกติราคาของมันไม่เคยเกิน 15 เหรียญทองเลยสักครั้งเดียว  จากนั้นไม่นาน ผู้คนก็เริ่มสงสัยเข้าไปอีก ว่าชายคนนี้คงจะบ้าถึงขนาดไหน ถึงได้ประมูลตั้งแต่ หินเขียว หินส้ม หินเหลือง หินเขียวอ่อน หินฟ้า หินขาว หินน้ำเงิน และหินน้ำตาล พวกมันก็ต่างถูกชายคนนี้เหมาไปทั้งหมด ด้วยราคาตั้ง 20 เหรียญทองต่อหนึ่งก้อน รวมแล้วทั้งหมดก็ 8 ก้อน คิดเป็นจำนวนเงินที่เขาคนนั้นจะต้องจ่ายเสียไปกับค่าโง่ถึง 160 เหรียญทอง  ทุกๆคนคิดอย่างนั้น แต่สำหรับรีออนแล้วมันไม่ใช่ เขายิ้มออกมาอย่างกับถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง เขารู้สึกคุ้มค่าเป็นอย่างมาก ถ้าให้เขาเดาโลกใบนี้ คงยังไม่รู้จักการเจียระไนอย่างแน่นอน และนี่มันไม่เท่ากับว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่อย่างนั้นหรอกหรือ มีแม้กระทั่งเพชร ก็ยังประมูลกันอย่างถูกๆ และด้วยเทคโนโลยีที่รีออนมีจากโลกก่อน บวกกับความรู้ที่เขาสะสมมาทั้งชีวิต รีออนเชื่อว่ามันจะทำให้เขาได้เงินเป็นกอบเป็นกำอย่างแน่นอน ถึงตอนนี้ใครๆจะเรียกว่าเขาว่าชายบ้าเขาก็ยอมทั้งนั้น เพราะพวกเขาเหล่านั้น ในอนาคตจะต้องเรียกรีออนว่า เจ้าสัว อย่างแน่นอน และเขาจะกลายเป็นคนบ้าที่รวยมากที่สุดในเมืองแห่งนี้อีกด้วย  อีกด้านหนึ่งในขณะเดียวกันที่รีออนกำลังเลือกสินค้าอยู่ในโรงประมูลนั้นเอง พระราชินีแห่งอาณาจักรซาทารอสทรงตื่นขึ้นจากการหลับใหลไปนานถึง 3 วันเต็มๆ อาการเจ็บป่วยก็หายไปแล้ว แต่ไข้พิษทางจิตใจนั้น มันกลับไม่สามารถหายไปได้ในเร็ววัน ยิ่งเธอเองก็รู้ว่าสาเหตุมาจากสามีของตัวเองเป็นตัวต้นเหตุทำให้ลูกของเธอตาย ก็ยิ่งไม่น่าจะให้อภัยกับคนที่กระทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน“ราชินีเจ้าคะ องค์ราชาขอเข้าพบท่านเจ้าค่ะ” หญิงสาวรับใช้คนสนิทเอ่ยกล่าวออกมา แต่สีหน้าของนายหญิงของนางเมื่อได้ยินสิ่งที่นางพูดกล่าวทูล กลับดูแล้วไม่ทรงดีใจเลยแม้แต่น้อย กลับคล้ายๆไม่อยากพบเจอเสียด้วยซ้ำไป “บอกกล่าวกับองค์ราชาฟรีลิมไปว่า ข้าต้องการพักผ่อน และยังไม่ต้องการพบใครทั้งนั้นในตอนนี้” เซล่ากล่าวออกมา เพราะเธอไม่อยากจะพบกับคนที่ทำให้ทุกๆอย่างมันต้องเป็นแบบนี้ ฟรีลิมที่ยืนอยู่หน้าห้องก็ได้ยินทุกอย่างชัดเจน เขาก็เป็นอีกคนที่ไม่เคยไม่อภัยตัวเองเลยกับเรื่องที่เกิดขึ้นมานี้“ข้าไม่ได้หวังให้เจ้าให้อภัยข้า.. แต่อย่างน้อยก็ข้าให้ได้ทำตามสัญญาที่ข้าได้ให้ไว้กับรีออนลูกชายของเราด้วยเถอะ ราชินีของข้า” องค์ราชากล่าวออกมาพร้อมกับกำหมัดที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด แต่เมื่อพระราชินีได้ยิน เธอเองก็ตัวสั่นไม่น้อยเช่นกัน แต่เธอก็ต้องเก็บอาการเหล่านั้นไว้ก่อน“ภายในราชสำนักตอนนี้กำลังวุ่นวาย.. ท่านอย่าทรงเป็นกังวล และห่วงข้ามากนักเลย... รอเอาไว้ข้าหายขาดจริงๆ แล้วข้าจะเดินทางเข้าพบท่านเองเจ้าค่ะ” ราชินีกล่าวกลับไป ในขณะที่ทั้งคู่ไม่ได้มองหน้ากันตรงๆ มันเหมือนกับละครที่แสดงกันหลากหลายเรื่องที่คุยกันผ่านประตู จากนั้นพระราชาก็เดินจากไปด้วยที่ไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้นเลยสักคำ ส่วนพระราชินีเองก็กลับไปบนเตียงด้วยที่ไม่ได้ทานอะไรกันเลยสักคำเช่นกัน เธอข่มตาให้หลับพร้อมกับน้ำตาที่ไหลรินเป็นสาย ท่ามกลางแสงจันทร์นวลส่องลงมากระทบบนผิวหน้า เธอพึมพำเบาๆ“ลูกชายข้า.. เจ้าคงจะมองดูแม่คนนี้จากที่ไหนสักที่ซินะ.. แม่ควรจะทำเช่นไรดี..” จากนั้นเธอก็หลับไปพร้อมกับน้ำตาของเธอ ในขณะเดียวกันนั้นเอง สาวน้อยวัยสิบห้าขวบที่กำลังมองเห็นทุกเหตุการณ์ทุกอย่างอยู่ที่มุมๆหนึ่งของห้องแห่งนี้ เธอปากน้ำตาของตัวเอง เธอไม่รู้ว่าตอนนี้เธอควรทำเช่นไรดี ใจของเธอเรียกร้องหาครอบครัว.. ครอบครัวที่อบอุ่น..อีกครั้ง แต่มันก็คงเป็นไปได้ยากแล้วเธอเข้าใจดี ก่อนจะค่อยๆคลานกลับไปยังห้องนอน เธอดึงผ้าห่มหนาๆมาห่มกาย และบ่นกับตัวเองเบาๆว่า“ท่านพี่.. ข้าจะต้องโตกว่านี้.. ข้าจะไม่ทำให้ท่านแม่เสียใจเด็ดขาด.. ข้าจะทำทุกอย่างแทนท่านเองเจ้าค่ะ.. ท่านพี่มองดูข้านะ” เซฟีน่ามองออกไปนอกหน้าต่างบานเล็กๆไปยังที่ดวงดาวนั่นเอง แสงของดวงดาวกะพริบ บ่งบอกราวกับว่าพี่ชายของเธอได้รับรู้แล้ว จากนั้นเธอก็หลับตาลง พร้อมกับหลับใหลไปตามกระแสลมบางเบา แต่ดวงดาวเดียวกันนั้นเอง ก็ยังมีอีกคนที่กำลังจ้องมันอยู่ ว่าที่องค์ราชทายาทคนใหม่ ออทาร์ได้แต่คิดถึงในยามวัยที่พวกเขาสามคนพี่น้องวิ่งหัวเราะกันท่ามกลางทุ่งดอกไม้ ทุกคำพูด เสียงหัวเราะ ทุกอย่างมันยังวนอยู่ในสมอง และหัวใจของเขา “ท่านพี่... แม้ว่าสิ่งที่ท่านได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อพวกข้า.. เพื่อประชาชน.. เพื่อทุกๆคน ถึงแม้ว่าจะไม่มีผู้ใดได้ทราบถึงเรื่องราวเหล่านั้น... และแสร้งเป็นผู้ร้ายในสายตาของคนอื่น.. ด้วยความรู้สึกผิดของผู้น้องคนนี้.. ข้าจะดูแลประชาชนของท่านเองขอรับ” จากนั้นออทาร์ก็เดินจากหน้าต่างที่มองดวงดาวนับล้านอยู่นั้นเอง เข้ามาคำนับรูปภาพเสมือนของท่านพี่รีออนของเขา ส่วนรีออนที่ตอนนี้กำลังเดินไปเพื่อรับเงิน และชำระค้าสินค้า ก็จามออกมาหลายครั้ง... ฮัทชิ้ว!!ฮัทชิ้ว!!ฮัทชิ้ว!!ฮัทชิ้ว!!“อะไรกันความรู้สึกแบบนี้.. สงสัยต้องจะต้องหาผ้ามาคลุมเสียแล้ว กลางคืนเมืองนี้อุณหภูมิช่างเปลี่ยนแปลงเร็วเสียจริง”