นี่มันก็สามวันมาแล้ว พวกเราไม่ได้ความคืบหน้าของแผนการเลย และแน่นอนว่าพวกเราอดข้าวไปทั้งหมดสามวันเต็ม มันหิวจนจะตายอยู่แล้ว ทุก ๆ คืน คนที่พวกเราจ้างเขาด้วยข้าวของเราจะส่งข้อมูลให้โดยการใช้ถ่านเขียนบ่นหินเล็ก ๆ แล้วก็ปามาให้พวกเรา
วันแรกเขียนว่า “ขอลองแหย่ ๆ ดูก่อน มันอันตรายเกินไป”
วันที่สอง ข้อความที่ได้รับคือ “ทดสอบดูแล้ว ไม่น่าจะเป็ประเภทที่รับสินบน”
และวันที่สาม… วันนี้ ่ค่ำ ๆ ผมกับอเล็กนั่งอยู่ข้าง ๆ กันตามเคย รอหินที่จะถูกปามา ไม่นานนักหินก็ถูกปามา พวกเราสองคนไปหยิบขึ้นมาดู และมันกลับเป็ความผิดหวังอีกครั้งหนึ่ง เพราะมีข้อความเขียนว่า “เขาปฎิเสธ ลองโน้มน้าวแล้ว พวกนายเลิกจ้างฉันก่อนก็ได้ ลองดูกับผู้คุมอีกฝั่งหนึ่ง”
“แม่งเอ้ย!!” อเล็กลุกขึ้นขว้างก่อนหินไปไกลด้วยความโมโห พวกเราอดข้าวมาตั้งสามวัน แต่มันยังไม่สำเร็จ
“ไม่ได้สูญเปล่านะอเล็ก… ใจเย็น ๆ ก่อน พวกเราพักอดข้าวก่อนเถอะ กินอีกสองวันแล้วค่อยทำต่อ กับอีกฝั่งหนึ่งก็ได้”
“มันจะอีกนานแค่ไหนกันวะลีโอ…” เขาหงุดหงิดมาก ซึ่งเข้าใจได้
“นายหิวจนโมโหแล้ว”
“แม่งเอ้ย! แค่นี้ทำไมไม่รับวะ แป้งตั้งครึ่งตันนะ”
“อเล็ก!”
“อะไรเล่า! อดข้าวมาสามวันแล้วนะเว้ย!”
“อเล็ก…” ผมเรียกชื่อของเขาเสียงสองครั้ง เพื่อเรียกเขากลับคืน เขาจึงเงียบและนั่งลงตั้งสติอีกครั้ง ผมและเขาถอนหายใจครั้งใหญ่หลังจากที่รู้ว่าตนเองอาจจะต้องอดข้าวอีก เพราะวันที่ผ่านมา มันทุกยากเกินกว่าที่พวกเราคิด สิ่งที่พวกเรากินได้แทบจะไม่มีเลย จะหนอนถือจิ้งจกก็ไม่เห็นวซักตัวหลังจากวันแรก
“ถ้าพวกเราอดข้าวสี่วัน นายว่าพวกเราจะไหวมั้ย? ถ้าฉันอยากลองจ้างคนจากรูขุดอีกฝั่งหนึ่งดู เผื่อว่าจะได้คนติดสินบนพรุ่งนี้เลย” ผมรู้ตัวดีว่าผมตอนนี้ผมเองก็อารมณ์เสียไม่น้อย อารมณ์เสียจนทำให้ผมรีบร้อนถึงขนาดจะลองอดข้าววันที่สามเพื่อให้มีข้าวไปจ้างทาสเหมืองอีกฝั่งให้เจรจาหาคนติดสินบน
“ถ้านายอยาก ฉันก็จะลอง” เขาตอบผมกลับแบบนั้น แสดงว่าไฟเขียว พวกเราใจร้อนเกินกว่าจะคิดอะไรดี ๆ ได้แล้ว ที่จริงไม่ต้องรีบก็ได้ จะพักกินข้าวก่อนสองวันก็ได้ แต่อารมณ์มันร้อนจริง ๆ ผมจึงลุกและแอบย่องไปยังรูขุดข้าง ๆ อีกฝั่งหนึ่ง ทำให้ผมเจอกับแผ่นหลังของชายสองคนที่กำลังนั่งพักอยู่หน้ารูขุด
“นี่ พวกนาย!” ผมกระซิบดัง ๆ ให้เขาได้ยิน และพวกเขาก็หันมา มีชายคนหนึ่งมีหมวดเครายาวปานกลาง ส่วนชายอีกคน หนวดเคราของเขายาวมาก ๆ แสดงให้เห็นว่าเขาน่าจะอยู่ที่นี่มานาน
ผมดูประเภทของคนไม่ค่อยเป็นัก เวลาเจอคนที่เป็ทาสมานานแล้ว ผมสงสัยว่าเขาอยากจะออกไป หรืออยากจะอยู่ที่นี่ต่อตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ ที่่คิดแบบนี้เพราะว่าผมไม่รู้จักเขา ตอนแรกผมกะว่าจะบอกให้พวกเขารู้ถึงเครือข่ายดอกไม้ขาว แต่ผมตัดสินใจที่จะทำความรู้จักกับชายคนนี้ก่อนที่จะให้เขารู้เื่อะไรที่อันตราย
“คนใหม่รึ? หนวดเคราไม่ได้เยอะอะไรหนิ” คนหนวดยาวหันมาพูดกับผม
“พี่ชาย อยากหนีรึเปล่า?” ผมถามไปตรง ๆ
“หนีรึ? หึ…” เขาขำ “ฮ่า ๆๆๆ หนีรึ? ฝันลม ๆ แร้ง ๆ หน่า… คิดยังไงกัน ผู้คุมเป็ร้อย สองร้อยนาย ติดอาวุธ แข็งแรงมีข้าวกินทุกวัน เอ็งมีอะไรบ้างนอกจากที่ขุดกับแขนเล็ก ๆ จากการอดข้าว?”
“พี่ชาย” ผมเริ่มพูดด้วยสำเนียงโน้มน้าวใจ ไม่รู้จะได้เื่รึเปล่าแต่ว่าจะลองดู “ถ้าพวกเรามีกำลังคนพอประมาณห้าร้อยนาย เราจะหนีไปได้แน่นอน ผมรู้วิธีที่จะสร้างคนมากขนาดนั้น ผมมีวิธีอยู่มากมายที่ทำให้มันเกิดขึ้น พี่ชายทำอะไรมาก่อนเข้ามาอยู่ที่นี่เหรอ?”
“ฉันเหรอ? นายอาจจะไม่เคยได้ยิน ฉันชื่อว่าทิโมธี ไรอัน เป็สมาชิกร่วมก่อตั้งของสมาคมพี่น้องยาซอพ ทหารเก๋า ไม่สิ เก่ามากกว่า” ผมหยุดชะงักไปซักพัก เหมือนกับตัวเองได้ยินอะไรที่เกินความคาดหมายเกินไป มันทแม่ง ๆ รู้สึกแปลก ๆ แต่ไม่ได้รู้สึกตัว อาจจะเพราะผมอดข้าวมากเกินไป หรืออาจจะเพราะเขาพูดแบบนั้นออกมาง่ายจนเกินไป
“ทิโมธี… สมาชิกร่วมก่อ… ” จนถึงตอนนี้ผมก็รู้แล้วว่าผมเพิ่งได้ยินอะไรไป “อะไรนะ? พูดจริงเหรอ?” ผมได้ยินไม่ผิดแน่ ๆ “รอซักครู่นะพี่ชาย” ผมรู้ว่าตัวเองตื่นเต้นและกระตือลือร้นที่ได้ยินชื่อของชายคนนั้น ทั้ง ๆ ที่ผมไม่รู้อะไรด้วยซ้ำ ไม่รู้จักชื่อทิโมธี ไม่รู้จักสมาชิกร่วมก่อตั้งสมาคมพี่น้องยาซอพ ไม่รู้จักอะไรเลยเพราะว่าผมเป็คนต่างถิ่น มาจากเทนญ่า ตั้งไกล… แต่ผมได้ยินว่าเขาเรียกตัวเองว่าพลเอก มันต้องเป็เื่ใหญ่แน่ ๆ และผมมีเพื่อนที่รู้เื่นี้อย่างแน่นอน
ผมรีบกลับไปหาเพื่อนร่วมสมรภูมิของผม “อเล็ก! อเล็ก!” ผมะโเรียกชื่อเขาเหมือนเื่ไม่ดีเกิดขึ้น จนเขาหันมาด้วยความใ “อะไร! อะไร! อะไร!”
ผมหอบหายใจแรงจากความตื่นเต้น “นี่… เห้อ… อเล็ก… ทาสเหมืองอีกฝั่งนู่นเขาชื่อว่า ทิโมธี ไรอัน นายรู้จักรึเปล่า” เมื่อพูดไปดังนั้น อเล็กถึงกับตาค้าง
“อะไรนะ… เมื่อกี้นายพูดว่าอะไรนะ… สมาชิกร่วมก่อตั้งสมาคมพี่น้องแห่งยาซอพ… นายพูดจริงเหรอ? พลเอกทิโมธี ไรอัน?” ผมได้ยินแล้วก็ใไม่น้อย ว่าชายคนนั้นจะพูดเื่จริงที่เป็เื่ใหญ่ขนาดนั้น
“พาฉันไปหาเขาทีสิ” อเล็กมองหน้าผมและกล่าวด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่จริงจัง พวกเราทั้งสองคนรีบย่องเบาไปยังรูขุดข้าง ๆ ที่พวกเราเจอพลเอกที่ว่า
เมื่อผมกับอเล็กไปหาชายที่ว่า อเล็กก็มองหน้าทิโมธี อเล็กเห็นั้แ่ครั้งแรกก็ดูออกว่าเป็พลเอกจริง ๆ ดูจากสีหน้าเขาก็รู้ว่าเขาใมากแค่ไหน ตาเบิกกว้าง ปากเปิดค้าง เหงื่อก็ตก มือก็สั่น ดูเหมือนว่าชายคนนี้จะเป็บุคลากรคนสำคัญที่แม้แต่อเล็กก็รู้จักจริง ๆ
เมื่ออเล็กตั้งสติได้ เขาก็ทำสิ่งที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว ทั้งแต่ที่อเล็กบอกว่าตัวเองเป็ทหาร ผมเพิ่งเห็นเขาทำตัวแบบทหารครั้งแรกตอนนี้ และมันย้ำเตือนว่าเขาถวายใจให้กับหน้าทีขนาดไหน ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องในตอนกลางคืน ชายสี่คนยืนอยู่ด้วยกัน แล้วอเล็กก็ยกมือขึ้นวันทยาหัตถ์ให้กับนายพลอย่างขันแข็ง
“สิบโทอเล็ก สมิธ กองพันที่สาม หน่วยแนวเหล็ก เข้าประจำการรุ่นฤดูหนาว ปีที่หนึ่งหลังจากสมาคมพี่น้องยาซอพ ถูกเรียกเข้าประจำการตามคำสั่ง หน้าที่ยังไม่สิ้นสุด รายงานตัวครับท่าน” เป็ครั้งแรกที่ผมได้ยินเสียงของเขาขันแข็งขนาดนี้ ผมได้ยินคำแนะนำตัวนั้นไม่แค่คำแนะนำตัวของทหารที่เป็โดรนพลีชีพ น้ำเสียงและดวงตาของเขาบ่งชี้ให้เห็นว่าเขาได้ถวายหัวใจให้กับหน้าที่ของตนเองอย่างจริงจัง
แม้แต่พลเอกยังอึ้ง “ยศฉันยังอยู่รึ? หายจากไปเป็ปีแล้วนะ” เขาวันทยาหัตถ์กลับแล้วเอามือลง
“สถานะของท่านยังถูกรายงานเป็สูญหายครับ ไม่ได้มีการลดยศหรือมีการรายงานการเสียชีวิต”
“ตามสบายได้ สิบโท” เมื่อพลเอกกล่าวดังนั้นอเล็กก็ทำตัวตามสบาย “นายถูกจับมาหรือว่าถูกส่งมาทำภารกิจอะไรเหรอ?” เสียงของพลเอกคนนี้เมื่อพูดกับทหารของตัวเอง เสียงของเขาดูมีความเก๋าและเข้มแข็งมากกว่าตอนที่พูดกับผมเยอะ
“พวกเขาส่งให้ผมมาสร้างความเสียหายในค่ายทาสเหมืองหลังแนวรบศัตรูครับ เป็คำสั่งจากพลโทเลเซอร์ ผมเป็หนึ่งในผู้ปฎิบัติการของปฎิบัติการรบหลังแนวหยกครับ” อเล็กพูดกับพลเอกด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจและหนักแน่น ผมเองก็เพิ่งเคยได้ยินชื่อปฎิบัติการรบหลังแนวหยกเป็ครั้งแรก น่าจะเป็ปฎิบัติการที่ยาซอพส่งทหารเข้ามาหลังแนวรบศัตรูให้มาสร้างความเสียหาย เหมือนกับอเล็ก
“ถูกส่งมาพลีชีพรึ?” เมื่อเขาถามดังนั้น อเล็กก็เริ่มลังเล ผมจึงเข้าแทรกบทสนทนา
“ใช่ เขาถูกส่งมาเหมือนโดรนพลีชีพ” ผมพูดไม่ทันไรก็ถูกขัดจากพลเอก
“เดี๋ยวก่อน เอ็งอยู่หน่วยไหนวะ ทำไมไม่รายงานตัว” ผมเงียบคิดไปซักพัก ถึงแม้ว่าผมจะมาจากกลุ่มกองกำลังติดอาวุธเฉย ๆ แต่ว่าผมเองก็มียศมีอะไรเหมือนกัน เพราะว่าจ่ากับคนอื่น ๆ ตั้งใจ ฟังดูแล้วก็เหมือนเด็กผู้ชายกลุ่มเล็ก ๆ เล่นเป็ทหารกันเฉย ๆ
“สิบเอกลีโอ อกาพอฟ หมู่แรก หน่วยดาบใหม่ เข้าประจำการรุ่นฤดูหนาว ถูกเรียกเข้าประจำการตามคำสั่ง หน้าที่ยังไม่สิ้นสุด รายงานตัวครับ”
“ฝ่ายไหน?”
“แค่กลุ่มเอาชีวิตรอดเล็ก ๆ จากที่เทนญ่า ใช้หลักนิยมทางทหารของเทนญ่าเฉย ๆ ครับท่าน”
“ลูกหลานคอมมี่เหรอ?” บางครั้งพวกเขาก็เรียกคนแถวบ้านผมแบบนั้น ถึงแม้ว่าคนจะไม่ใช่คอมมี่(คนของลัทธิคอมมิวนิสต์) แต่อาณาจักรก็เป็คอมมิวนิสต์จริง
ผมไม่กลัวเขาหรอก ผมตอบกลับไปว่า “Да, и что с того?” (ใช่ แล้วจะยังไงล่ะ?)
“ฟังไม่ออก แต่น่าสนใจหนิ หอบตัวเองมาถึงที่นี่จนได้นะไอ้หนุ่ม พวกเอ็งร่วมอุดมการณ์กันว่าจะออกจากที่นี่เหรอ? จะทำยังไงล่ะ?”
เมื่อพลเอกถามพวกเราดังนั้น อเล็กบอกว่าให้ผมไว้ใจผู้ชายคนนี้ ผมก็เลยตามใจเขา สิบนาทีหลังจากนั้นถึงเป็การถามตอบระหว่างพวกเราทั้งสองฝ่าย
“อ่อ… นายคนนี้เหรอ?” พลเอกเห็นว่าพวกเราเป็กังวลถึงชายอีกคนที่อยู่กับเขา “เขาเป็ใบ้ ไม่ต้องสนใจหรอก” ดังนั้นพวกเราจึงคุยกันต่อได้
สุดท้ายแล้วพลเอกก็ได้รู้ข้อมูลว่าเรากำลังหาทางออกและกำลังปูทางที่ก่อให้เกิดการฏครั้งใหญ่ในเหมือง โดยการสร้างเครือข่าย “ดอกไม้ขาว” ไปทั่วเหมือง และบอกเขาถึงแผนการการรับการสนับสนุนจากภายนอก ที่ว่าพวกเราจะต้องหาคนติดสินบนเพื่อหาข้อมูลการวางตำแหน่งของกองปืนใหญ่ที่เพิ่งเคลื่อนย้ายของศัตรู แล้วรายงานตำแหน่งนั้นกลับไปยังสมาคมพี่น้องแห่งยาซอพ เพื่อที่เราจะได้แผนที่ในการวางแผนการก่อฏและได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากภายนอก และตอนนี้พวกเรากำลังตามหาคนนอกที่จะช่วยพวกเราติดสินบนผู้คุมได้ ซึ่งตอนแรกก็คือพลเอก แต่เมื่อพวกเรารู้ว่าเขาเป็บุคลากรสำคัญเราก็เสี่ยงไม่ได้อีก จึงยกเลิกเป้าหมายไปก่อน
“ฮืม….” พลเอกครุ่นคิดกับสิ่งที่พวกเราเพิ่งบอกเขาไป
“บ้าระห่ำมาก นึกถึงตัวเองสมัยยังอยู่ในสนามรบจริง ๆ … เอาอย่างที่พวกนายอยากจะทำเลย ฉัน… ฉันเริ่มแก่แล้วล่ะ ยิ่งทำงานเป็ทาสอยู่แบบนี้ด้วยทำอะไรไม่ไหวหรอกนะ แต่ว่า… ฉันอนุญาตให้นายใช้ชื่อฉันเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนเพิ่มก็แล้วกัน ตอนที่ไปถึงขั้นตอนวิทยุแล้ว บอกรหัสพวกเขาว่า หกเจ็ด หกเจ็ด โกเดนอีเกิลโฉบ นั่นแปลว่าฉันยังมีชีวิตอยู่ และประจำตำแหน่งอยู่พื้นใกล้เคียง ถ้านายรายงานกับยาซอพแบบนั้น พวกเขาน่าจะให้การสนับสนุนพวกนายเพิ่ม ถ้าเกิดว่าฉันยังสำคัญอยู่จริง ๆ น่ะนะ ส่วนเื่ดอกไม้ขาวอะไรนั่น จะช่วยละกันนะ เพราะที่จริงไม่มีใครรู้ว่าฉันเป็พลเอก หนวดเครามันบังจนคนจำไม่ได้ล่ะมั้ง”
หกเจ็ด หกเจ็ด โกเดนอีเกิลโฉบ คืออีกหนึ่งรหัสที่จะทำให้เราได้รับการสนับในการแหกออกจากที่นี่อย่างมหาศาล เพราะนั่นคือสัญญาณว่ามีพลเอกทิโมธี ไรอันอยู่ใกล้กับเราและยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งแน่นอนว่ายังไงสมาคมพี่น้องยาซอพต้องอยากได้ชายคนนี้กลับไปประจำตำแหน่งอย่างแน่นอน ทำให้พวกเขาต้องสนับสนุนเราเพิ่มเติม
ผมกับอเล็กกลับมามีความหวังสูงอีกครั้ง สูงมาก ๆ สูงเกินคาดหวังหลังจากที่วันนี้เจอกับความผิดหวัง อเล็กได้พบว่าพลเอกคนสำคัญยังอยู่ และพวกเราทั้งหมดการันตีว่าจะได้รับการสนับสนุนเพิ่มแน่นอน ผมกับเขาแทบจะควบคุมการดีใจไม่อยู่หลังจากกลับมาที่หน้ารูขุดของพวกเรา อเล็กชกไหล่ผมด้วยความตื่นเต้นดีใจจนแทบจะบ้า แต่ก็ทำอย่างเงียบ ๆ ไว้ไม่ให้ผู้คุมได้ยิน
“เรายัง้าตำแหน่งปืนใหญ่อยู่รึเปล่า?” เขาถามผม
“อเล็ก… ที่เราทำก็เพื่อจะได้การสนับสนุนเพิ่ม ยิ่งมีอะไรมากที่พวกเราทำให้ยาซอพได้ พวกเขาก็น่าจะสนับสนุนเรามากขึ้นเท่านั้น แน่นอนว่าตำแหน่งกองปืนของศัตรูยังจำเป็อยู่ เพราะเป้าหมายของเราคือการหาแรงสนับสนุนเพิ่มโอกาสให้เราชนะศึกที่เป็ไปไม่ได้นี้” ผมพูดอย่างเข้มแข็งแม้ว่าจะหิวโหยแค่ไหนก็ตาม
พวกเรากลับมาเงียบขรึมอีกครัั้ง ผมและอเล็กจับมือกันใหม่อีกรอบ เหมือนเป็การบอกว่า การตกลงกันอีกข้อได้เริ่มขึ้นอีกครั้งแล้ว นั่นคือภารกิจใหม่ของพวกเรายังดำเนินต่อไปด้วยความหวัง
“พรุ่งนี้… เรากินข้าวกันก่อนเถอะ” ผมบอกกับเขาก่อนที่จะนอนลง
“ทราบ สหาย”