ปลายยามอิ๋น นางค่อยๆ พลิกตัวเคลื่อนออกจากเตียงช้าๆ ด้วยเกรงว่าเด็กน้อยข้างกายจะตื่น เทียนที่ถูกใช้จนสั้นแทบติดกับเชิงเทียนถูกจุดขึ้นอีกครั้งเพื่อนำความสว่างมาสู่สายตา นางรวบผมยาวสลวยจากนั้นเกล้าขึ้นเพียงหลวมๆ เช็ดหน้าบ้วนปากเรียบร้อยจึงค่อยออกมาสำรวจรอบบ้านอีกครั้ง
เมื่อคืนนางจำได้ว่าหลังจากล้างจานเสร็จเฟิงเฉินก็หาบน้ำจากบ่อหลังบ้านเข้ามาเติมลงถังไม้ในครัวจนเต็ม นางลูบไปยังปากบ่อขนาดไม่ใหญ่นัก หากแต่มีน้ำใสเอ่ออยู่จนเกือบล้น ข้างกันไม่ไกลนางเห็นแปลงผักเรียงเป็แถว บ้างกำลังแตกยอดอ่อน บ้างก็กำลังพร้อมให้เก็บกิน
“คะน้าเมื่อคืนก็คงมาจากแปลงนี้สินะ” นางพูดพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเดินไปหยิบถังน้ำใบเล็กที่วางอยู่ข้างบ่อ ตักน้ำใส่จนเต็มจากนั้นจึงค่อยๆ รดน้ำผักไปทีละแปลง แปลงแล้วแปลงเล่า จน ณ ตอนนี้แสงตะวันเริ่มโก่งตัวทักทายขอบฟ้าให้สามารถมองเห็นทัศนวิสัยรอบกายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
“พี่มู่ตาน ท่านออกมารดน้ำผักหรือเ้าคะ เหตุใดไม่ปลุกให้ข้าออกมารดน้ำผักพร้อมกันเล่า” เด็กน้อยวิ่งออกมาะโหาทั้งที่ผมเผ้ายังดูไม่เรียบร้อย
“เฟิงเออร์เด็กดีตื่นแล้วหรือ” นางไม่ได้เดินไปหาเด็กสาวตัวน้อย หากแต่มองตอบด้วยรอยยิ้มอารี
“ข้าย่อมต้องตื่นแล้วสิเ้าคะ คงจะหลังจากที่ท่านตื่นไม่นานกระมัง”เด็กน้อยเอามือลูบปลายผมที่ตกลงมาอย่างเก้อๆ
“ย่อมต้องเป็เช่นนั้น เฟิงเออร์เด็กขยัน ข้าดูจากแปลงผักก็รู้แล้วว่าเ้าต้องเอาใจใส่มันอย่างดีแน่ รดน้ำเช้าเย็นจนมันงอกงามเยี่ยงนี้” นางชี้ไปที่แปลงผักข้างตัว “ดูสิ คะน้าก้านอวบโต ไหนจะกวางตุ้งที่กำลังตั้งยอด ผักบุ้งแล้วก็กะหล่ำปลีตรงนั้นอีก” พูดจบนางหันกลับมารดน้ำผักต่อจนหมดถังอย่างเป็ธรรมชาติ ก่อนจะชูถังขึ้นสูงเป็สัญญาณบอกว่างานตรงหน้านางได้จัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว “ข้ารดน้ำผักเสร็จแล้ว เราไปช่วยกันทำกับข้าวเลยดีหรือไม่”
“ดียิ่งเ้าค่ะเพราะยามเฉินพี่ใหญ่ก็จะต้องออกไปดูที่ตลาดว่าพ่อค้าแม่ค้าร้านใด้าแรงงานหรือไม่” เฟิงเออร์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ รีบวิ่งมายืนเคียงข้างกอบกุมมือเล็กนุ่มแล้วออกแรงดึงให้เดินไปในทิศทางที่้า ในใจก็คิดว่ามีพี่มู่ตานมาอยู่ด้วยเช่นนี้ช่างดีจริงๆ อย่างน้อยวันนี้นางไม่ต้องแบกถังไม้หนักๆ มายืนรดน้ำเองแล้ว
เดิมทีเฟิงเฉินที่ตื่นขึ้นมาทันั้แ่หญิงสาวกำลังเดินสำรวจบ้าน เขาเฝ้ามองทุกการกระทำที่อาจจะส่งผลต่อตัวเองและน้อง หากแต่จนถึงยามนี้ก็ยังไม่พบว่ามีสิ่งใดที่จะเป็อันตรายต่อพวกเขาได้ ภาพน้องสาวตัวเองเดินจูงมือมู่ตานเข้าไปในครัวสะกิดให้ใจเขาว้าวุ่น หรือเป็เขาเองที่คิดมากจนเกินไป เขาเกาหัวหันหลังกลับไปยังทิศทางของห้องตน
กลับมาที่ในครัวยามนี้เฟิงเออร์ก่อไฟเสร็จเรียบร้อย เดินไปเปิดฝาถังไม้ใบเล็กๆ “ยังพอมีปลายข้าวเหลืออยู่หน่อยเ้าค่ะ น่าจะพอสำหรับเราสามคนพอดี” หญิงสาวชำเลืองมองเข้าไปในถังเห็นปลายข้าวสารนอนนิ่งอยู่ที่ก้นหม้อเพียงน้อยนิด ก็ให้นึกสะท้อนใจว่า เพื่อเอาชีวิตรอดนางถึงกับเบียดเบียนสองพี่น้องผู้ยากไร้อยู่ใช่หรือไม่ จิตใจฟุ้งซ่านไปไกลแต่แล้วคำถามจากเสียงเล็กๆ ก็ดึงสตินางกลับมาตรงหน้าอีกครั้ง “เช้านี้พี่สาวว่าเราผัดผักเช่นเดิมดีหรือไม่เ้าคะ”
นางครุ่นคิดพรางกวาดตาสำรวจดูวัตถุดิบรอบๆ ห้องครัวอีกรอบ
“ข้าว่าเช้านี้พวกเราทำโจ๊กผักกินกันดีกว่า” ทันใดนั้นนางหยิบเอากระทะขึ้นตั้งไฟ เห็นกระทะร้อนได้ที่ก็นำกระเทียมที่สับหยาบลงผัดจนส่งกลิ่นหอม หัวไชเท้า ขิง และแตงกวาหั่นเต๋าถูกเทลงพร้อมกันในกระทะผัดจนสุก นางตักน้ำใส่กระทะพอประมาณรอจนน้ำกลายเป็ซุปผักเดือดปุดทั่วถึง จึงนำปลายข้าวที่ซาวน้ำจนสะอาดแล้วใส่ลงไปต้มต่อ หลังจากที่ข้าวสุกขึ้นหม้อจึงเริ่มปรุงด้วยซอสหมัก พริกไทย เกลือ คนให้เข้ากันอีกรอบเป็อันเสร็จพร้อมเสิร์ฟ
“เฟิงเออร์เด็กดีช่วยหยิบถ้วยให้ข้าสักสามใบได้หรือไม่” นางหันมาขอความช่วยเหลือจากเด็กสาวที่ยืนจ้องตาไม่กะพริบ
และหากนางจะสังเกตเพิ่มอีกสักหน่อยคงได้เห็นว่าเฟิงเออร์เด็กดีนั้นยืนจ้องตัวแข็งไร้สติั้แ่นางใช้มีดสับกระเทียมราวกับเครื่องปั่นนั่นแล้ว!
“เฟิงเออร์...” นางเอ่ยเรียกซ้ำเมื่อยังเห็นเด็กน้อยจ้องมองมาทางตนไม่ขยับ
“จะ จะ จะ เ้าค่ะ” เมื่อได้สตินางรีบไปหยิบถ้วยมาวางเรียงลงตรงหน้าสามใบ มู่ตานค่อยๆ บรรจงตักโจ๊กลงถ้วยอย่างพิถีพิถัน ปิดท้ายด้วยการโรยต้นหอมซอยเพิ่มความสวยงาม
กลิ่นอาหารลอยอวลไปทั่วบ้าน เฟิงเฉินถึงกับทนไม่ไหวกำลังจะตามไปดูเสียหน่อยว่าสองคนในครัวกำลังทำสิ่งใดกันแน่ เหตุใดจึงหอมฟุ้งไปทั่วทั้งบ้านเช่นนี้ แต่ยังไม่ทันจะได้สาวเท้าเข้าไปถึงครัว ถาดอาหารที่มีโจ๊กวางอยู่ก็ถูกยกออกมาวางไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว
“พี่ใหญ่โจ๊กหอมๆ มาแล้วเ้าค่ะ” เด็กน้อยยิ้มตาหยีให้พี่ชายอย่างภาคภูมิใจ
“โจ๊กรึ ช่างหอมน่ากินนัก” เฟิงเฉินก้าวเข้าไปมองใกล้ๆ ก่อนจะนั่งลงบนตั่งประจำกาย เฟิงเออร์ทำหน้าที่ยกถ้วยโจ๊กเลื่อนไปด้านหน้าอย่างรู้ใจ
“เชิญชิมดูเ้าค่ะ วันนี้พี่มู่ตานเป็คนลงครัวเองนะเ้าคะ ตอนข้าเห็นนึกว่าเป็แม่ครัวใหญ่มาจากโรงเตี้ยมอันดับหนึ่งในเมืองเสียอีกเ้าค่ะ” พูดจบเฟิงเฉินก็หยิบเอาตะเกียบยกถ้วยโจ๊กขึ้นซด กลิ่นหอมของกระเทียม ขิง และข้าวอบอวลจนทั่วปาก เขาลดถ้วยลงเล็กน้อยแล้วมองหน้ามู่ตานอย่างไม่อยากเชื่อ
“พอกินได้หรือไม่เ้าคะ” มู่ตานแย้มยิ้มน้อยๆ อย่างรอคำตอบ
“ใช้ได้ น่าจะเป็เพราะข้าไม่เคยกินโจ๊กรสชาติเช่นนี้มาก่อน” พูดจบเขาก็ยกถ้วยขึ้นซดติดๆ กันจนหมด
“แบบนี้เรียกว่าแค่พอใช้ได้หรือเ้าคะ” เฟิงเออร์หัวเราะขำที่พี่ชายช่างปากหนักไม่ยอมชมพี่สาวของนางออกมาตรงๆ
“ดียิ่งนักเ้าค่ะ หากพี่เฟิงเฉินชอบวันหลังข้าจะทำให้ท่านกินอีกบ่อยๆ นะเ้าคะ” พูดจบมู่ตานก็นั่งลงบนตั่งฝั่งตรงข้าม
“พี่เฟิงเฉิน หากไม่เป็การรบกวนเกินไป ข้ามีเื่อยากสอบถามสักหน่อยเ้าค่ะ" เขาวางถ้วยลงบนโต๊ะ แลจับจ้องอย่างไม่ไว้วางใจ
"ไม่ทราบว่าระแวกนี้พอจะมีป่าไผ่หรือต้นไผ่บ้างหรือไม่เ้าคะ”
“เมืองลั่วหยางไม่ขาดแคลนป่าไผ่ ว่าแต่เ้าจะเอาไปทำอะไรรึ”
“ดียิ่งนักเ้าค่ะ ข้าอยากได้ใบไผ่มาทำกระดาษติดหน้าต่างห้องเ้าค่ะ”
“กระดาษ!” สองพี่น้องะโขึ้นพร้อมกัน
“ถูกต้องเ้าค่ะ กระดาษ”