ยามไฮ่ หอจันทาาด คึกคักด้วยเสียงดีดพิณและกลิ่นสุราที่อบอวลไปทั่วชั้นบน ทว่าภายในห้องส่วนตัวชั้นสาม บรรยากาศกลับอึดอัด เตียวเปียว รองเ้าสำนักพยัคฆ์คำรณ ทุบฝ่ามือลงบนโต๊ะจนถ้วยสุรากระดอน
“เ้าสำนักเว่ยตาย ฟางเจิ้งก็สิ้น คืนนี้ข้าจะนำคนไปล้างบางสำนักชิงเฟิง ล้างแค้นให้เ้าสำนัก!”
“เรียนรองเ้าสำนัก... ท่านนายอำเภอมาขอพบขอรับ” บริวารรายงานแทรกขึ้น
ประตูไม้ฉลุเปิดออก กู้เสวียนในชุดผ้าป่านสะอาดตาก้าวเข้ามาเพียงลำพัง ชายหนุ่มประสานมือตามมารยาท “ท่านรองเ้าสำนักเตียว... โปรดระงับโทสะ ข้าขออภัยที่มารบกวนยามวิกาล”
เตียวเปียวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบลุกขึ้นประสานมือตอบ “ท่านนายอำเภอกู้ เหตุใดท่านจึงมาที่นี่ ในยามนี้”
นายอำเภอหนุ่มนั่งลงฝั่งตรงข้าม “ข้าได้ยินข่าวจากมือปราบจึงรีบมาเตือน ยามนี้เมืองจินไห่บอบช้ำเกินไป หากมีการปะทะกันย่อมไม่เป็ผลดีต่อฝ่ายใด ข้ามาเพื่อขอให้ท่านเห็นแก่ความสงบสุขของราษฎร”
ทั้งสองสนทนากันครู่ใหญ่ จนใบหน้าดุดันของเตียวเปียวเริ่มผ่อนคลายลง “ในเมื่อท่านเอ่ยปาก ข้าจะนิ่งดูพวกมันไปอีกสักคืน”
“ได้ยินเช่นนั้นข้าก็เบาใจ หากท่านมีเบาะแสใดเพิ่มเติมให้แจ้งแก่ข้าด้วย ขอตัวก่อน” กู้เสวียนประสานมือแล้วก้าวออกจากห้องไป
… ทว่าเพียงครึ่งชั่วยามผ่านไป เสียงพิณในหอจันทาาดก็หยุดชะงัก แทนที่ด้วยเสียงกรีดร้องแหลมสูงของหญิงคณิกาดังมาจากชั้นบน
กู้เสวียนซึ่งก้าวออกมาได้ไม่ไกลชะงักเท้าทันที เขาหันกลับไปมองตึกไม้สีแดงชาดที่เริ่มสับสนอลหม่าน ก่อนจะสาวเท้าเดินกลับไปพร้อมกองมือปราบ “เกิดเหตุอันใดขึ้น รีบไปดู!”
ภายในห้องส่วนตัวชั้นสาม ร่างของเตียวเปียวนั่งฟุบหน้าแน่นิ่ง มีตั๋วเงินและจดหมายแผ่นหนึ่งวางอยู่ข้างกาย นายอำเภอหนุ่มตรงเข้าตรวจชีพจรที่ข้อมือ “สิ้นลมแล้ว... ไม่มีาแ ไร้ร่องรอยการต่อสู้... ปิดล้อมสถานที่แห่งนี้ไว้ ห้ามใครเข้าออกเด็ดขาด!”
• • •
ข่าวการตายของเตียวเปียวแพร่สะพัด รุ่งสางนายอำเภอกู้เสวียนมีคำสั่งแจ้งเตือนไปยังสำนักชิงเฟิง ท่ามกลางสายตาของชาวเมืองที่คอยสังเกตการณ์คดีอย่างใกล้ชิด
ณ ห้องตรวจศพใต้ที่ว่าการ กลิ่นยาฉุนจัดอบอวลไปทั่ว เฉินกู่ยืนกอดอกจ้องมองร่างไร้ิญญาของเตียวเปียว “คนพวกนี้ก่อกรรมทำเข็ญไว้มาก ตายตกตามกันไปเสียได้ บ้านเมืองจะได้สะอาดขึ้นอีกหน่อย”
หมอซุนที่กำลังเช็ดปลายนิ้วปรายตามอง “ท่านควรเก็บแรงไว้ทำหน้าที่ มากกว่าเอาเวลามาสาปแช่งคนตาย”
“ไม่ต้องมาสั่งสอนข้า” เฉินกู่เลิกคิ้วสบตา “ตัวท่านเองเถอะ วัน ๆ หมกมุ่นอยู่แต่กับซากศพและหม้อยา วันไหนเมืองจินไห่ไร้คนตายขึ้นมา ท่านคงจะเหงาจนคลุ้มคลั่ง”
“ข้าจะเหงาหรือไม่ นั่นเป็เื่ของข้า”
“หึ… ข้าเกรงว่าท่านจะอยู่ไม่สุข หันมาปรุงยาพิษลองมือเสียเอง”
หมอเฒ่าชะงัก ั์ตาหรี่ลงเล็กน้อยก่อนเค้นเสียงในลำคอ “ปากของท่านยังคมเหมือนเดิมนะ... แต่เสียดายที่สมองกลับช้ากว่าปาก หากข้าคิดจะปลิดชีพคน เหตุใดต้องใช้ยาพิษที่โยงมาถึงคลังยาของตัวเอง”
“เื่นั้นง่ายมาก” มือปราบเฒ่าก้าวเข้ามาใกล้ “ท่านเป็คนเดียวที่ชันสูตรศพ ยาพิษจะมีหรือไม่ ผลจะเป็อย่างไร ย่อมอยู่ที่ปลายพู่กันของท่าน... จริงหรือไม่?”
“พอเถิดทั้งสองท่าน” เสียงทุ้มเรียบขัดขึ้น กู้เสวียนเดินเข้ามาจากด้านหลัง กวาดมองทั้งสองคนด้วยสายตาตำหนิ
“คดีนี้ซับซ้อนและเกี่ยวพันกับชาวยุทธ์ หากพวกท่านยังเอาแต่เหน็บแนมกันเอง ใครจะเป็คนทำงาน... ท่านหมอ จัดการเื่ศพต่อเถิด ส่วนท่านมือปราบ เตรียมกำลังพลเฝ้าระวังข้างนอกให้เข้มงวด ข้าจะขึ้นไปเขียนรายงาน”
เมื่อได้รับคำสั่ง ทั้งสองจึงยอมแยกย้ายกันไปทำหน้าที่
กู้เสวียนวางจดหมายและตั๋วเงินที่ตรวจพบจากศพเตียวเปียวลงบนโต๊ะทำงาน ขุนนางหนุ่มจรดพู่กันบันทึกรายละเอียดลงสมุดบันทึกทางการ
‘...คดีฆาตกรรมเตียวเปียวปรากฏตั๋วเงินและจดหมายขู่ เหตุเกิดคล้อยหลังการตรวจเยี่ยมของนายอำเภอเพียงครึ่งชั่วยาม ราวกับจงใจท้าทายกฎหมายบ้านเมือง พยานหลักฐานชี้ไปที่สำนักคุ้มภัยชิงเฟิง ความขัดแย้งของชาวยุทธ์ทวีความรุนแรง จำเป็ต้องลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเอง...’
ขุนนางหนุ่มบรรจงวางพู่กันลงบนแท่นพัก บิดกายไล่ความเมื่อยล้า… หลักฐานในมือยามนี้ไม่เพียงพอ เขายังต้องรวบรวมข้อมูลอีกหลายอย่าง