หลังจากแยกกับหลี่ซูเซียนอันจื่อเทาเข้ามาเจอมู่หรงเหยียนที่กำลังออกมาตามตนพอดี ทั้งสองสบตากันสองมือกอบกุมบีบเบาๆไม่ได้กล่าวสิ่งใดมากไปกว่านั้น
ในงานจัดโต๊ะนั่งเป็นครอบครัวเรียงตามความสำคัญแบ่งสองฝั่งเป็นหนึ่งบุ๋นหนึ่งบู๊ แน่นอนว่าสกุลมู่หรงย่อมได้ที่นั่งใกล้แท่นประทับขององค์จักรพรรดิ หลังเจรจาพาทีกันพอหอมปากหอมคอผู้คนจึงแยกย้ายกันนั่งลงตามที่ทางของตน
ไม่นานเสียงประกาศการมาถึงขององค์จักรพรรดิ พระมเหสี ไท่เฮา ไปจนถึงพระสนมยศสูง ขุนนางสองฝั่งคุกเข่าถวายพระพรเสียงดังเซ็งแซ่ จักรพรรดิแห่งเก้าแคว้นก้าวขึ้นสู่แท่นประทับพร้อมพระมเหสี ทรงแย้มพระโอษฐ์ตรัสให้ทุกคนตามสบายอย่างมีเมตตา ทว่าผู้ที่กล่าวเปิดงานกลับเป็นไท่เฮาที่ประทับเสมอแท่นประทับจักรพรรดิ
“แม่ทัพทั้งสี่ทิศแลกองทัพพิทักษ์แผ่นดินขับไล่อริราชศัตรูไปจนสิ้น นับว่ามีความดีความชอบใหญ่หลวง งานเลี้ยงวันนี้องค์จักรพรรดิทรงมีพระเมตตาเฉลิมฉลองให้แก่แม่ทัพเก่งทหารกล้าแห่งต้าเหลียงทุกท่าน เชิญขุนนางทุกท่านดื่มกินให้เต็มที่”
สิ้นพระกระแสรับสั่งของไท่เฮาขุนนางทั้งหลายต่างส่งเสียงถวายพระพรอีกคำรบใหญ่ ไม่นานอาหารคาวหวานมากมายก็ทยอยมาตามลำดับ
จักรพรรดิยกจอกสุราขึ้นสูงตรัสว่า ดื่ม เปิดงานอย่างเป็นทางการทุกคนในงานจึงลงมือกับสุราอาหารเลิศรสตรงหน้าและที่ขาดไม่ได้คงเป็นเสียงดนตรี
ณ ลานกึ่งกลางเริ่มด้วยการแสดงระบำที่ค่อนข้างแตกต่างจากแบบแผนเดิมอยู่บ้าง นางระบำมีกันห้าคน สี่คนแต่งกายด้วยผ้าแพรชิ้นบางสีชมพูอ่อนตัดกับผิวขาวผ่องยามขยับเริงระบำงดงามประดุจบุบผาชูช่อ แต่ก็ยังน้อยกว่านางผู้แต่งกายด้วยผ้าแพรสีขาวบริสุทธิ์ปักด้วยดิ้นเงินเครื่องประดับทองสะท้อนแสงเทียนระยิบระยับจับตาผิวกายนวลผ่องราวกับสะท้อนแสงได้ งดงามพริ้งเพราเทียบเคียงเซียนบัวขาวก็ไม่เกินจริง
ดนตรีบรรเลงจังหวะแผ่วลงนางระบำชุดชมพูอ่อนย่อกายลงอย่างชดช้อย นางระบำชุดขาวยังคงยืนเด่นอวดเรือนรางแสนงาม สะโพกผายกลมมนโยกย้ายร่ายระบำไปตามดนตรีที่เร่งจังหวะขึ้นกระทันหันให้ความรู้สึกงดงามสูงค่าประดุจดั่งกับหงส์เหิน ราวกับต้องมนสะกดให้ลุ่มหลงจนไม่อาจละสายตาไปไหนได้
มู่หรงเหยียนกับอันจื่อเทาไม่ได้ตื่นตากับการแสดงตรงหน้า อาหารที่ยกมาก็ไม่คิดเอาใส่ปากแค่เขี่ยๆให้เหมือนกินไปบ้างแล้ว
ก่อนหน้ามู่เหยียนหลีได้กำชับไว้หากไม่จำเป็นไม่ต้องแตะอาหารในงาน พวกเขาแค่รับฟังไม่คิดถามถึงเหตุผลแต่คงไม่พ้นมีสิ่งแปลกปลอมผสมอยู่ ครั้นมองไปยังพ่อแม่สามีก็มีท่าทีไม่ต่างไปจากเดิม มู่หรงชวี่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นมิตรต่างจากพระชายาข้างกายที่มีเพียงความเรียบเฉยไม่สนใจสิ่งใดทว่ากลับแฝงไว้ซึ่งอำนาจชวนให้ผู้คนกริ่นเกรง
ดวงตาสีสวยกวาดมองคนในงานขณะหมุนกายมุมปากเคลือบด้วยชาดแดงแย้มยิ้มพริ้มพรายยามเอวคอดสะโพกงามขยับไปตามเสียงดนตรีช่างแสนเย้ายวน นางร่ายระบำจากจังหวะเร่งรัวเป็นอ่อนหวาน เท้าเปล่าขาวผ่องสวมเครื่องประดับงามวิจิตรก้าวย่ำไปซ้ายทีขวาทีก่อนไปหยุดตรงหน้ามู่หรงซื่อจื่อ
ผู้คนในงานมองตามด้วยสายตาหลากหลาย บ้างตื่นตะลึงบ้างริษยาเมื่อสาวงามรินสุราใส่จอกมู่หรงซื่อจื่อแล้วประคองให้ด้วยริมฝีปาก
มู่หรงเหยียนไม่ตอบสนองใดๆจนนางเริ่มใจเสีย ฉับพลันหันไปมองคนข้างกายชักนำให้นางมองตาม
คงจะเป็นภรรยาซื่อจื่อที่เขาว่ากัน งามสมคำกล่าวอ้าง แต่ถึงอย่างไรก็เป็นแค่บุรุษที่ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้
สายตาที่มองมาคงไม่พ้นดูแคลนตนกระมัง คนงามแตะหลังมือคนรักผินหน้ามองกล่าวเสียงเย็นชา“ในเมื่อแม่นางยื่นไมตรีให้ ซื่อจื่อก็รักษาหน้านางสักหน่อยเป็นไร”
นางไม่คิดเหลือบแลมองต่อดวงตาหงส์แสนงามกลับมาวางยังบุรุษสง่าดังเดิม นึกค่อนขอดคนอีกผู้ในใจ เกิดเป็นชายแต่มาเป็นภรรยาบุรุษด้วยกัน เสียชาติเกิดโดยแท้จริง
ใบหน้าคมคายยังนิ่งเฉยไม่ต่างจากก่อนหน้าทว่ามือยกประคองจอกสุรา ริมฝีปากที่เคยเรียบเป็นเส้นตรงค่อยๆคลี่ยิ้มสุภาพ “ข้าไม่อาจล่วงเกินผู้ที่ไม่ใช่ภรรยา คงต้องประคองให้แม่นางดื่มแทนคำขออภัยแล้ว”
นางเงยหน้ารับสุราที่ถูกประคองให้ ทั้งที่มู่หรงเหยียนเบามือแล้วน้ำใสๆก็ยังล้นจากปากสีหวานไหลลงมาตามลำคอระหงไร้ซึ่งสิ่งปกปิด ดวงตาเรียวหงส์ทรงเสน่ห์ปรือปรอยมองสบกับเจ้าของฝ่ามือใหญ่ตลอดจนกระทั่งสุราหมดจอกนางถึงผละออกไป ผ้าแพรผืนบางพริ้วไหวปัดผ่านใบหน้าคมคายเหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์
การแสดงจบลงนางเยื่องย่างไปยังแท่นประทับของไท่เฮา ร่างเพรียวระหงนั่งลงบนขั้นแทบพระบาทผู้มีศักดิ์เป็นอา
พระหัตถ์ขาวนวลวางบนศีรษะหลานสาว นางคลี่ยิ้มเปี่ยมเมตตากระซิบถามเสียงเบาได้ยินกันแค่สองคน“ถูกใจแล้ว?”
“เพคะ”ดวงหน้างามแดงระเรื่อทอดสายตาไปยังบุคคลในบทสนทนาริมฝีปากเคลือบชาดแย้มยิ้มหวาน“หากเป็นเขาหม่อมฉันยินดีทำตามรับสั่งท่านอาทุกอย่างเพคะ”
“ดี”ไท่เฮาเยียดยิ้มในใจ บุรุษเก่งกล้าแล้วอย่างไรร้อยทั้งร้อยติดบ่วงสาวงามกันทั้งนั้น
ด้านมู่หรงเยียนหลังจากสาวงามผละจากไปรอยยิ้มบนใบหน้าพลันหุบลง มือใหญ่กุมมือคนรักไว้บีบเบาๆ “ที่รัก…”
มือที่กุมกันไว้บีบกลับ มู่หรงเหยียนกลืนถ้อยคำต่อไปลงคอเมื่อเจ้าของมือส่ายหน้าตอบกลับ มู่หรงชวี่หัวเราะ หึหึ มู่เหยียนหลียังคงไม่เปลี่ยนสีหน้าทว่ามือกลับลูบมือบุตรสาวแผ่วเบาเพื่อปลอบประโลมให้คลายอาการตื่นกลัวคน
งานเลี้ยงดำเนินไปด้วยความครึกครื้น นางรำแสนงาม คุณหนูในห้องหอบุตรหลานขุนนางน้อยใหญ่ผลัดกันขึ้นแสดงความสามารถที่มั่นเพียรฝึกฝนมานาน แต่ละนางล้วนงามหมดจดต่างอวดโฉมงามสะพรั่งเรือนกายเย้ายวนสุดกำลัง หวังเพียงจะต้องตาผู้มีอำนาจสักคนเพื่อหนุนนำให้ตนสบายในภายภาคหน้า
“แค่ก!!”
“ฝ่าบาท!”
ทว่าช่วงเวลาสุขสันต์พลันจบลงเมื่อองค์จักรพรรดิกระอักโลหิตออกมา พระมเหสีข้างกายหวีดร้องลั่นเป็นลมล้มพับไป ผู้คนในงานแตกตื่นเสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ทั้งตามหมอหลวงเรียกองครักษ์ ความชุนลมุนเกิดขึ้นทันใด
มู่หรงชวี่ผุดลุกตรงเข้าไปยังแท่นประทับจับชีพจรตรวจดูอาการเบื้องต้นพลันใบหน้าเคร่งขรึมขึ้น ขณะเดียวกันองครักษ์รักษาพระองค์ปรากฏกายขึ้นในเวลาไล่เรี่ยกัน เป็นมู่หรงเฉิงนั่นเอง เขากวาดมองบนโต๊ะเสวยเข็มเงินในมือจิ้มลงทีละจานจนไปหยุดยังสุราที่หกเต็มโต๊ะเข็มเงินดำมะเมี่ยมขึ้นทันใด
ทั้งสองมองหน้ากัน จังหวะนั้นหมอหลวงมาถึงพอดีเซ่อเจิ้งหวางขยับหลีกทางให้หมอหลวงได้รักษาเบื้องต้นส่วนอีกคนที่ตามมาด้วยกันเข้าไปดูอาการพระมเหสี เมื่อได้ฟังคำยืนยันจากปากหมอหลวงกายสูงสง่าลุกยืนเต็มความสูงประกาศกร้าว
“ผู้ใดขยับส่งเดชจะถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางยาพิษองค์จักรพรรดิ!”
องครักษ์หลวงล้อมรอบนอกในตำหนักรวดเร็ว คนในงานตื่นตระหนกแต่ไม่มีใครกล้าขยับ กระทั่งไท่เฮายังนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม
องค์จักรพรรดิถูกพากลับห้องบรรทมเพื่อถวายการรักษา คนที่เหลือถูกกักตัวไม่ให้ออกไปได้แม้แต่คนเดียว องครักษ์หลวงเข้าตรวจสอบทีละคนโดยละเอียด เริ่มจากผู้อยู่ใกล้แท่นประทับมากที่สุด
ตระกูลมู่หรงถูกเชิญไปหลังฉากกั้นที่พึ่งตั้งขึ้นมาทีละคน เริ่มจากเซ่อเจิ้งหวางบู๊คนแรกตามด้วยพระชายาที่พาธิดาเข้าไปพร้อมกัน มู่หรงซื่อจื่อเป็นคนถัดไปด้านในเผชิญหน้ากับบุรุษสูงวัยแต่งกายด้วยชุดขุนนางขั้นหนึ่งเต็มยศ
“ล่วงเกินมู่หรงซื่อจื่อแล้ว”
“ท่านเสนาบดีอัน ทำตามสมควรเถิดขอรับ”มู่หรงเหยียนคารวะตอบอย่างนอบน้อม ก่อนหน้ามู่หรงชวี่เคยแนะนำคนผู้นี้ สนทนาอยู่สองสามประโยคเลยพอรู้จักอยู่บ้าง
อันหลางเสนาบดีฝ่ายตรวจสอบหนึ่งในสามขุนนางระดับสูงสุด ซึ่งประกอบไปด้วย อัครเสนาบดีเป็นตำแหน่งบริหารสูงสุดสามารถควบคุมหกกรมโดยตรง เลขาธิการมีหน้าที่สนองพระราชโองการและร่างราชโองการ สุดท้ายเสนาบดีฝ่ายตรวจสอบมีอำนาจตรวจสอบได้ทุกหน่วยงานทุกระบบตามแต่ความเหมาะสม
เสนาบดีอันพยักหน้าให้องครักษ์บอกกลายๆว่าให้เริ่มลงมือ องครักษ์หลวงเข้ามาค้นตัวเมื่อไม่พบสิ่งใดขั้นตอนต่อไปคือสอบสวน อันหลางเริ่มจากคำถามทั่วไปแต่ก็วกวนไปมาชวนให้สับสนมึนงง หากว่าโป้ปดแล้วไม่ตั้งสติให้ดีก่อนตอบไม่พ้นเผยพิรุธออกมาคำโตเป็นแน่
ถัดจากมู่หรงเหยียนก็คืออันจื่อเทา ขณะเดินสวนกันดวงตาสองคู่สบประสานส่งผ่านความห่วงใยโดยไม่กล่าวสิ่งใด เผชิญหน้ากับองครักษ์หลวงอันจื่อเทาไม่ได้มีท่าทีตระหนกติดไปทางรำคาญด้วยซ้ำ กระนั้นก็ทำได้แค่ยืนนิ่งให้ค้นตัว
วุ่นวาย…
เสร็จจากการค้นตัวแผ่นหลังบางถูกพลักไม่แรงนักไปยังโต๊ะที่มีขุนนางยศสูงนั่งตระหง่านอยู่ด้านหลัง อำนาจแผ่พานน่าเกรงขาม สองขาอันจื่อเทาพลันแข็งค้างขึ้นทันใด ไม่ใช่เพราะหวาดกลัวแต่คนตรงหน้ารูปร่างหน้าตาเหมือนพ่อบังเกิดเกล้าในโลกก่อนทุกประการ!
เป็นไปได้ยังไง?!
อันจื่อเทาเดินออกมาสีหน้าไม่สู้ดีนัก มู่หรงเหยียนรีบเข้าไปหาเมื่อเห็นถึงความผิดปกติของคนรัก “เป็นอันใดไป เหตุใดใบหน้าซีดเซียวเช่นนี้”
มือใหญ่วางบนหน้าผากมนสายตาไล่มองเพื่อหาสาเหตุ ทว่าเวลาต่อมาก็ถูกคนรักจับมือออกมากุมไว้ “ไม่เป็นไร ตกใจนิดหน่อยเท่านั้น”
“องครักษ์พวกนั้นเสียมารยาทกับเจ้าหรือ”องค์หญิงใหญ่ถามขึ้น ไม่รู้นางอยู่ตรงนี้แต่แรกหรือพึ่งมา ก่อนหน้าก็เอาแต่คิดเรื่องที่พึ่งประสบมานอกจากเจิ้งเหยียนที่รีบเข้ามาหาคนรอบข้างล้วนไม่อยู่ในสายตา แต่ถึงขั้นไม่เห็นแม่กับพี่สามีจะเสียมารยาทเกินไปไหม
อันจื่อเทามีสีหน้าขออภัย"เป็นที่ตัวข้าเองขอรับ ทำให้ท่านแม่เป็นห่วงแล้ว"
“อืม ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”ใช่ว่าไม่เห็นถึงความกังวลแต่เพราะไม่ใช่คนละเอียดอ่อนนักในเมื่อเจ้าตัวไม่อยากเอ่ยนางก็ไม่คิดถามให้มากความ “ไปนั่งรอที่เดิมก่อนกว่าจะได้กลับคงดึกดื่นเลย”
ทั้งสองตอบรับ สงบใจลงได้บ้างแล้วดวงตาคู่งามกวาดมองไปทั่วงานเพื่อประเมินสถานการณ์ ทว่าเมื่อกวาดผ่านคนผู้หนึ่งขาที่กำลังก้าวพลันหยุดลง แน่นอนว่าผู้ที่จับมือตนอยู่ก็พลอยหยุดไปด้วย
“ที่รัก?”
เมื่อมองตามสายตาภรรยาเห็นเยี่ยเจี้ยนฮ่าวอยู่ท่ามกลางคนสนิทของแม่ทัพเยี่ยบ้างคุ้นหน้าบ้างแปลกหน้า นึกแปลกใจที่นั่งของพวกเราใช่จะห่างกันมากมายเหตุไฉนพึ่งมาเจอเอาปานนี้? ผู้ถูกมองรู้ตัวหันมาแล้วเยี่ยเจี้ยนฮ่าวพอเห็นพวกเขาก็ทำท่าจะเข้ามาหาทว่าถูกบุรุษหล่อเหลาข้างกายคว้าแขนไว้พร้อมส่ายหน้าห้ามปราม
มู่หรงเหยียนเป็นห่วงอยากเข้าไปหาน้องครั้นถามความเห็นมารดานางตอบกลับเพียงว่า
“สถานการณ์ในยามนี้อยู่เฉยๆจนกว่าทุกอย่างจะจบเป็นการดีที่สุด”
นางไม่ได้ออกปากห้ามแต่คำตอบของนางชัดเจนว่าไม่ควรไป แม้ขัดใจแต่ไม่คิดดื้อดึงตัดใจเดินตามหลังมารดากลับที่นั่งเดิม
หากว่าอันจื่อเทาไม่ทักขึ้นมาก่อน “ผู้ที่นั่งระหว่างรองแม่ทัพอันกับเจี้ยนฮ่าวคือผู้ใดหรือ?”
ดวงตาคู่งามจับจ้องไปยังบุรุษข้างอันเทาถัง คนผู้นั้นร่างกายกำยำเครื่องหน้าคมคาย ติดก็แต่ใบหน้าซีดเซียวไม่ต่างจากคนอมโรคทำให้ถูกกลืนไปกับคนอื่นๆไม่เป็นที่สะดุดตา
“บุตรคนโตของเสนาบดีอันหลาง”มู่เหยียนหลีนึกนามของคนผู้นั้นในใจ คลับคล้ายคลับคลาว่าชื่อ…"…อันจื่อเทา"
“…!”
**************