ตั้งแต่เธอมาถึงที่นี่มักจะซื้อธัญพืชบดจากสถานีจำหน่ายธัญพืชมาเก็บไว้เป็นประจำแล้วใช้มันเป็นข้ออ้างในการหยิบข้าวสารและแป้งสาลีออกมาจากช่องมิติเพราะฉะนั้นในบ้านจึงไม่ค่อยมีคนกินธัญพืชบด
ปริมาณมีไม่เยอะมากข้าวฟ่างมีแค่หนึ่งกิโลครึ่ง ข้าวโพดบดหนึ่งกิโลกรัม สามารถใส่รวมในถุงเล็กถุงเดียวได้
สวีหว่านหนิงหยุดคิดก่อนจะหยิบเอามันเทศออกมาจากช่องมิติจำนวนหนึ่ง
หมู่บ้านต้าเจียงปลูกมันเทศไว้มากมันคือหนึ่งในอาหารหลักของชาวบ้าน เพียงแต่มันเทศที่เหลืออยู่ในบ้านมีแค่สามหัวและขนาดไม่ใหญ่มากเธอจึงต้องหยิบส่วนหนึ่งออกมาจากช่องมิติด้วย
สวีหว่านหนิงเอามันเทศใส่ไว้ด้านล่างสุดของถุงผ้าก่อนจะวางข้าวฟ่างและข้าวโพดบดลงไปด้านบน และเตรียมออกจากบ้านกลางดึก
แต่เธอกลับนึกไม่ถึงเลยว่าหลังก้าวเท้าออกจากประตูห้องครัว ดันเจอกับแม่หลินและต้าชุนเข้า
“ดึกขนาดนี้แล้วจะออกไปข้างนอกหรือ”
“แม่คะ...” สวีหว่านหนิงร้อนตัวเล็กน้อย “ฉันเห็นบ้านเอ้อร์ยาลำบากมากจริงๆและคิดว่าที่บ้านไม่ค่อยชอบกินข้าวฟ่างกัน เลยอยากแบ่งไปให้พวกเขาสักหน่อยน่ะค่ะ”
“ให้ต้าชุนไปเป็นเพื่อนเถิดลูกออกจากบ้านกลางดึกคนเดียว แม่เป็นห่วง”
ต้าชุนไม่รอให้สวีหว่านหนิงตอบรับก็เข้ามาจูงมือเธอทันที
หลังออกจากบ้านสวีหว่านหนิงถึงถามว่า “ลูกกับย่าไปที่ห้องครัวได้ยังไง”
ต้าชุนทำท่าถอนหายใจเหมือนพวกผู้ใหญ่“บ้านหลังใหญ่แค่นี้ กำแพงก็ไม่หนา ไม่เก็บเสียงเลยสักนิดแม่ทำเสียงดังขนาดนั้นในครัว เป็นไปได้ยากที่ผมกับย่าจะไม่ได้ยิน”
“งั้นหรือ” สวีหว่านหนิงเหงื่อตก เธอนึกว่าตัวเองทำอะไรเบามือมากแล้ว
บ้านของเอ้อร์ยาไม่ไกลจากบ้านหลินมากนักเดินแค่สิบกว่านาทีก็ถึง
สวีหว่านหนิงเอาถุงผ้าพิงกำแพงบ้านเอาไว้แล้วเตรียมจูงมือต้าชุนกลับบ้าน
นึกไม่ถึงเลยว่าลูกชายของเธอจะหยิบเศษหินปาใส่บานประตูจนเกิดเสียงกระแทกเสียงของมันดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงันยามราตรี
“ต้าชุนลูกทำแบบนี้จะรบกวนคนอื่นเขานะ!” สวีหว่านหนิงตำหนิแล้วรีบจูงมือต้าชุนให้ถอยหลังมาซ่อนตัวในความมืด
ไม่นานนักประตูบ้านเอ้อร์ยาก็ถูกเปิดออกจากด้านใน
คนที่ออกมาคือเอ้อร์ยาเธอยื่นศีรษะออกมาด้านนอก หลังจากมองซ้ายมองขวาแล้วจึงหยิบถุงผ้าที่อยู่บนพื้นก่อนจะปิดประตูอย่างคล่องแคล่ว
“นี่มัน...” สวีหว่านหนิงประหลาดใจ ดูจากท่าทางคล่องแคล่วของเอ้อร์ยาน่าจะเคยทำเรื่องแบบนี้มาเป็นสิบครั้งแล้วหรือเปล่า?
ต้าชุนเห็นดังนั้นก็อธิบายว่า“พ่อแม่ของเอ้อร์ยาเสียชีวิตเพราะช่วยชีวิตคนอื่นครับปู่กับย่าของเอ้อร์ยาก็อายุหกสิบกว่าแล้ว สุขภาพไม่แข็งแรงเลี้ยงเด็กสองคนไม่ใช่เรื่องง่าย เลยมีคนเอาของมาให้บ้านเอ้อร์ยาเป็นประจำครับ”
ตอนนี้เองที่ต้าชุนเงยหน้ามองสวีหว่านหนิง“เมื่อก่อนย่าก็เคยบอกให้ผมเอาของมาให้หลายครั้ง แต่ตอนนั้น...ตอนนั้นเอามาให้ได้ไม่มากคงพอให้คนทั้งบ้านกินได้แค่มื้อเดียว”
สวีหว่านหนิงสัมผัสได้ถึงความอึดอัดใจของลูกชายเธอยกมือลูบศีรษะต้าชุนแล้วพูดเสียงอ่อนโยนว่า “ย่าเป็นคนจิตใจงดงามจริงๆเพราะฉะนั้นอีกหน่อยลูกต้องเรียนรู้จากย่าเจอใครที่ช่วยเหลือได้ก็ควรช่วยสุดความสามารถ หากเจอคนที่ลูกช่วยไม่ได้ก็มาบอกแม่พวกเราจะได้ช่วยกันคิดหาวิธีแก้ไข”
“แน่นอนว่าก่อนช่วยเหลือคนอื่นลูกจะต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้ก่อนไม่ควรเอาตัวเองไปอยู่ในอันตรายเพราะความมีน้ำใจ หากทำแบบนั้นพ่อ แม่ ย่าและน้องสาวของลูกจะเสียใจ เข้าใจหรือเปล่า”
เหตุผลที่สวีหว่านหนิงกล่าวมาต้าชุนอาจจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่เขาก็พยายามจดจำทุกคำพูดของแม่เอาไว้ในสมอง
“ไปเถอะพวกเราควรกลับบ้านได้แล้ว”
ระหว่างทางกลับบ้านต้าชุนเล่าเรื่องราวของพ่อแม่เอ้อร์ยาให้สวีหว่านหนิงฟัง
“ที่จริงแล้วพ่อแม่ของเอ้อร์ยาจากไปเพราะช่วยลูกชายของคุณย่าจางสุดท้ายลูกชายของย่าจางรอดชีวิต แต่พ่อแม่ของเอ้อร์ยากลับตายจากไป เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่เธอเจอเอ้อร์ยากับต้ายามักจะบอกว่าพวกเธออัปมงคล เป็นกาลกิณีทำให้พ่อแม่ต้องตายโชคดีที่คนในหมู่บ้านไม่มีใครคิดแบบนั้น และคอยช่วยครอบครัวของเอ้อร์ยาอย่างลับๆครับ”
ย่าจางที่ต้าชุนพูดถึงก็คือป้าจางที่ชอบหาเรื่องสวีหว่านหนิงหลายครั้งหลายคราคนนั้น
นึกไม่ถึงเลยว่านอกจากปากร้ายแล้วใจยังร้ายอีกด้วย
ภาพลักษณ์ของป้าจางในสายตาของสวีหว่านหนิงดิ่งเหวทันทีจิตใต้สำนึกของเธอเริ่มรู้สึกรังเกียจอีกฝ่าย
หลังกลับมาถึงบ้านแม่หลินต้มน้ำร้อนเอาไว้แล้ว
“อาหนิงลูกกับต้าชุนไปล้างหน้าล้างตา และแช่เท้าไล่ความหนาวก่อนเข้านอนนะ”
“ขอบคุณค่ะแม่”
หลังแช่เท้าเสร็จสวีหว่านหนิงก็เข้านอนทันทีพรุ่งนี้เธอต้องทำอาหารเลี้ยงต้อนรับ เธอต้องพักผ่อนให้มีเรี่ยวแรงเต็มร้อย
เช้าวันต่อมาสวีหว่านหนิงตื่นตั้งแต่เช้าตรู่
เธอล้างหน้าแปรงฟันเตรียมออกจากบ้านแต่กลับถูกแม่หลินเรียกไว้
“อาหนิงนี่คือเสื้อกันหนาวที่แม่เร่งตัดเย็บช่วงไม่กี่วันมานี้ลองดูสิว่าพอดีตัวหรือเปล่า”
ผ้าที่ใช้คือผ้าที่สวีหว่านหนิงเข้าไปซื้อมาจากในเมืองผ้าสีกรมท่า เรียบง่าย ไม่มีการปักลาย
แต่เธอต้องประหลาดใจที่พบว่าบนเสื้อมีดอกไม้ปักอยู่หลายดอก เพราะใช้เส้นด้ายสีกรมท่าเหมือนกับสีผ้าหากไม่สังเกตคงดูไม่ออก
“นี่คือการปักมือเหรอคะ” สวีหว่านหนิงตกใจ
นึกไม่ถึงเลยว่าแม่หลินจะมีฝีมือเช่นนี้ดูความละเอียดของดอกไม้เหล่านี้สิ เป็นระเบียบเสียยิ่งกว่าใช้จักรเย็บผ้าเสียอีกและถ้าสังเกตดูให้ดีจะพบว่ามีเกสรอยู่บนดอกไม้ทุกดอกด้วย
“ก่อนหน้านี้แม่ของแม่เคยเป็นสาวใช้ประจำตัวคุณหนูใหญ่ของตระกูลใหญ่จึงได้เรียนรู้งานเย็บปักถักร้อย อีกทั้งฝีมือยังใช้ได้ตอนหลังได้ถ่ายทอดวิชานี้มาให้กับแม่ เพียงแต่แม่ฝีมือไม่เอาไหนสู้แม่ของแม่ไม่ได้เลย”
“แม่คะแม่ทำได้ดีมากแล้วค่ะ ฉันชอบมาก”
เห็นได้ชัดว่าแม่หลินโล่งอก“ชอบก็ดีแล้ว รีบใส่ดูสิว่าพอดีตัวหรือเปล่า”
สวีหว่านหนิงถอดเสื้อกันหนาวตัวเก่าออกก่อนจะสวมเสื้อตัวใหม่ หลังสวมมันแล้วรู้สึกอุ่นขึ้นมาก
เสื้อกันหนาวพอดีตัวมากแทบจะเทียบเคียงกับชุดสั่งตัดราคาห้าหลักของเธอเมื่อชาติก่อนได้เลย
“แม่ฉันชอบมากจริงๆ ค่ะ” สวีหว่านหนิงหมุนตัวสองรอบอย่างโอ้อวด
น่าเสียดายที่ไม่มีกระจก
ไม่มีผู้หญิงคนไหนไม่รักสวยรักงามอีกอย่างเสื้อตัวนี้ก็ตรงกับรสนิยมของเธอเหลือเกิน
“เสื้อผ้าฤดูหนาวรูปแบบมีจำกัดและผ้าผืนนี้สีก็เข้มมาก คงตัดเย็บได้แต่แบบนี้เท่านั้น เอาไว้ถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิแล้วลูกไปซื้อผ้าสีสว่างๆ มาสักหน่อย แล้วแม่จะตัดเย็บตัวที่สวยกว่านี้ให้”
ฝีมือของตนได้รับการยอมรับจากลูกสะใภ้แม่หลินรู้สึกเหมือนได้ดื่มน้ำผึ้ง หวานล้ำไปทั้งใจ
อีกอย่างเธอสัมผัสได้ว่าสวีหว่านหนิงชื่นชอบมันจากใจจริง
แต่เธอดีใจได้แค่ประเดี๋ยวเดียวเพราะสวีหว่านหนิงเตรียมจะถอดเสื้อออก
“ทำไมหรือ? ทำไมถึงถอดออกแล้วล่ะ?”
“วันนี้ฉันต้องยืนอยู่หน้าเตาตลอดช่วงเช้าค่ะเดี๋ยวเสื้อตัวใหม่จะติดกลิ่น”
“ไอ้หยา!” แม่หลินรีบจับมือเธอไว้เพื่อห้ามปราม “แม่เร่งตัดเย็บเพราะอยากให้ลูกใส่ชุดใหม่วันนี้!ติดกลิ่นน่ากลัวตรงไหน? กลับมาแม่จะซักให้เอง!”
ได้ยินแม่หลินพูดดังนั้นสวีหว่านหนิงไม่ได้ดึงดันเธอสวมเสื้อตัวใหม่ไปที่สำนักงานฝ่ายคณะใหญ่อย่างอารมณ์ดี