…เช้าวันรุ่งขึ้นที่หมู่บ้านอรุณ
บนถนนเต็มไปด้วยชาวบ้านที่กำลังรอฟังอะไรบางอย่างจากชายชราที่ดูเหมือนจะเป็ผู้ใหญ่บ้านของที่นี่ ทำให้เกิดเสียงดังเอะอะโวยวาย
เยว่หานตื่นขึ้นมาและพบว่าเยว่ซินยังคงหลับอยู่ เขาลูบหัวนางเบาๆ และเดินออกมาสูดอากาศยามเช้าหน้าบ้าน
'มีเื่อะไรกัน?'
เมื่อได้ยินเสียงชาวบ้านที่พูดคุยกันเสียงดัง เยว่หานจึงเดินไปดูด้วยความสงสัย
"เอาล่ะ วันนี้ข้าจะมาบอกข่าวดีให้พวกเ้าฟัง! ตอนนี้ทางสำนักมรกตเปิดรับสมัครศิษย์ที่อายุไม่เกิน 18 ปี และมีพลังบ่มเพาะไม่ต่ำกว่าขอบเขตก่อโลหิต หากใครที่มีความสามารถมากพอ อีก 1 เดือนให้มาพบข้า!"
ชาวบ้านทั่วไปของหมู่บ้านอรุณมีพลังบ่มเพาะอยู่ที่ขอบเขตก่อรวมขั้นที่ 5 เท่านั้น แต่ก็ยังมีผู้ที่อยู่ในขอบเขตก่อโลหิตขั้นที่ 1-4 อยู่ พวกเขาส่วนมากจะเป็กลุ่มนักล่าสัตว์อสูรของหมู่บ้าน ทว่าพวกเขาทุกคนล้วนมีอายุ 30 ปีขึ้นไปทั้งนั้น
ถึงอย่างนั้นก็มีคนรุ่นเยาว์ที่อายุไม่เกิน 18 ปี และพลังบ่มเพาะอยู่ที่ขอบเขตก่อโลหิตขั้นที่ 1 อยู่ 2 คน หนึ่งคือลูกชายของผู้ใหญ่บ้าน นามว่าอี๋ฟาน และลูกชายของหัวหน้ากลุ่มนักล่าสัตว์ นามว่าชิงหยู ทั้งคู่มีอายุ 18 ปีเท่ากัน
หน้าตาของผู้ใหญ่บ้านในวันนี้ดูเบิกบานเป็อย่างยิ่ง เพราะลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขาจะได้เข้าเป็ศิษย์สำนัก และจะช่วยเพิ่มบารมีให้ผู้เป็บิดาได้
เยว่หานที่ได้ยินดังนั้นก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้น 'หากเป็เมื่อก่อนข้าคงไม่มีโอกาสที่จะเข้าสำนักแน่นอน แต่ว่าตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว!'
'อีก 1 เดือนงั้นหรอ… หวังว่าจะทันนะ'
ในขณะที่เยว่หานกำลังจะเดินกลับบ้านก็ได้มีชายหนุ่มผู้หนึ่งพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดูถูก "แกยังอยู่อีกหรอ ไอขยะ"
เยว่หานหันกลับไปมองยังต้นเสียง ก็พบกับชายหนุ่มผู้หนึ่ง แต่งกายดูภูมิฐาน คนผู้นี้ก็คืออี๋ฟาน ลูกชายของผู้ใหญ่บ้านนั้นเอง
เขามองอี๋ฟานด้วยสีหน้าเ็าและเดินกลับบ้านอย่างไม่สนใจ อี๋ฟานนั้นชอบรังแกเยว่หานมาั้แ่เด็กๆ และเพราะเขาเป็ลูกชายของผู้ใหญ่บ้านจึงไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่ง
"หึ! อวดดีนักนะ" อี๋ฟานเค้นเสียงและเดินจากไป
หลังจากเยว่หานมาถึงหน้าบ้าน ก็ได้กลิ่นหอมลอยมาแตะจมูก ทำให้เขารู้สึกหิวขึ้นมาทันที
"ท่านพี่กลับมาแล้วหรอ ข้าเตรียมของอร่อยไว้ให้แล้ว" เด็กหญิงตัวน้อยพูดขึ้นขณะที่กำลังนั่งต้มเนื้อกระต่ายอยู่ เนื้อตัวและเสื้อผ้าของนางมอมแมมเต็มไปด้วยรอยเถ้าถ่าน
เยว่หานเดินไปลูบหัวเยว่ซิน "เก่งมาก แต่เ้าไม่จำเป็ต้องทำแบบนี้ก็ได้นะ"
"ทำไมจะทำไม่ได้ ข้าโตเป็ผู้ใหญ่แล้วนะ" เยว่ซินพูดพลางตักซุปใส่ถ้วยและยื่นให้กับเยว่หาน
"น้องสาวข้าโตเป็ผู้ใหญ่แล้วรึนี่" เยว่หานหัวเราะ
"หึ ไม่เห็นจะตลกตรงไหนเลย" เยว่ซินเอามือเท้าเอวทำท่างท่าเหมือนโมโห แต่กลับดูน่ารักน่าเอ็นดูเสียมากกว่า
เยว่หานหัวเราะและเดินไปหยิกแก้มเยว่ซิน "เดี๋ยวข้าจะเข้าไปในป่าสักหน่อย เ้ารออยู่ที่บ้านอย่าเที่ยวออกไปไหนล่ะ"
ได้ยินดังนั้นเยว่ซินก็มีสีหน้าตื่นใ พร้อมกับวิ่งเข้าไปกอดเยว่หานไว้แน่น "ท่านพี่จะไปที่นั่นอีกแล้วหรอ ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปกับท่านด้วย"
"เ้าไปด้วยไม่ได้หรอก ข้าสัญญาว่าจะรีบกลับมา" เยว่หานอุ้มเด็กสาวขึ้นมาและพูดด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน
"ก็ได้ ทะ.. ท่านต้องรีบกลับมาหาข้านะ" เยว่ซินพูดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้นเหมือนจะร้อง ดวงตาของนางมีน้ำตาคลอ แต่พยายามกลั้นไว้ไม่ให้ร้องออกมา
"ไม่ต้องห่วง แล้วข้าจะรีบกลับมา" เยว่หานวางเยว่ซินลงและเดินเข้าไปในป่า
ภายในป่านั้นเต็มไปด้วยสมุนไพรมากมาย วันไหนที่ล่าสัตว์ไม่ได้เยว่หานก็มักจะเก็บสมุนไพรเพื่อนำไปแลกอาหารในหมู่บ้าน แต่ในครั้งนี้เขาไม่ได้มาเพื่อล่าสัตว์หรือเก็บสมุนไพรทั้งนั้น แต่เขามาเพื่อหาสถานที่เงียบๆที่จะใช้ในการบ่มเพาะ
เมื่อได้ที่ที่เหมาะสำหรับการฝึกแล้ว เยว่หานก็นั่งลงและเริ่มโคจรเคล็ดกายากลืนกิน พลังงานบริสุทธิ์โดยรอบถูกดูดเข้าสู่จุดตันเถียนของเขาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เสมือนว่ามันเป็ปีศาจที่หิวกระหายไม่รู้จักอิ่ม
'เหมือนว่าครั้งนี้จะสามารถดูดซับได้เร็วกว่าครั้งก่อน หรือเป็เพราะว่าพลังงานที่นี่บริสุทธิ์กว่าในหมู่บ้าน?' ในความทรงจำที่เยว่หานได้รับมามีแค่วิธีการโคจรเคล็ดวิชา แต่ไม่มีคำอธิบายเกี่ยวกับคุณสมบัติของมันเลย
เวลาผ่านไป 6 ชั่วโมง เยว่หานเข้าสู่ขอบเขตก่อรวมขั้น 4 ่กลางได้สำเร็จ ความเร็วในการบ่มเพาะเช่นนี้ถ้าผู้อื่นรู้เข้าคงถูกมองว่าเป็สัตว์ประหลาดเป็แน่
เยว่หานลุกขึ้นยืนสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดและปล่อยหมัดขวาออกไปใส่ต้นไม้ข้างหน้าหนึ่งหมัด
"ตึง!"
หลังจากหมัดถูกปล่อยออกไปถึงลำต้น ก็ทำให้ใบไม้ร่วงหล่นลงมาเนื่องจากแรงสั่นะเื เมื่อเยว่หานนำมือออกมาก็ปรากฏหลุมลึกลงไปในลำต้นประมาณ 1 นิ้ว
'พลังของข้าเพิ่มขึ้นถึงเพียงนี้เลยงั้นเหรอ' เยว่หานมองดูรอยหมัดของตนบนต้นไม้ และยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
เขาใช้เวลา่เช้าในการบ่มเพาะด้วยเคล็ดกายากลืนกิน และใช้เวลา่บ่ายไปกับการฝึกร่างกายและการต่อสู้ เขาทำอย่างนี้ทุกวันจนเวลาผ่านไปได้ 1 สัปดาห์
"ฮ่าๆๆ ในที่สุดข้าก็มาถึงขอบเขตก่อรวมขั้นที่ 7 เสียที" เยว่หานหัวเราะเสียงดังลั่นอย่างมีความสุข ทำให้ฝูงนกรอบๆแตกตื่นรีบบินหนีกันทันที
เยว่หานตรวจสอบร่างกายตนเองพบว่าเขามาถึงขอบเขตก่อรวมขั้นที่ 7 แล้ว และจุดตันเถียนของเขาก็มีขนาดใหญ่เท่ากับเหยือกน้ำหนึ่งใบ เยว่หานลองใช้จิตสำรวจรอยสักรูปเจดีย์กลางหน้าอกของเขาดูเป็ครั้งแรก จู่ๆก็เกิดแสงสีขาวเจิดจ้าจิตของเยว่หานถูกดูดเข้าไปข้างใน
รอบด้านมืดสนิทไร้สิ่งก่อสร้างไร้เสียง เงียบเสียจนได้ยินเสียงเต้นของหัวใจตัวเอง ทว่าจู่ๆก็มีดวงแสงสีขาวคล้ายหิ่งห้อยนับร้อยพันรายล้อมรอบตัวเขามากมาย แต่ละดวงราวกับมีชีวิต บ้างก็ลอยไปมา บ้างก็อยู่นิ่ง บ้างก็วนอยู่รอบๆตัวเยว่หาน
เยว่หานใช้จิตสำรวจแสงสีขาวที่อยู่ใกล้ๆดวงหนึ่ง ทันใดนั้นเองก็มีความทรงจำมากมายไหลเข้าสู่หัวของเขา มันเป็ความทรงจำเกี่ยวกับสมุนไพรและการปรุงโอสถ เยว่หานใและตื่นเต้นเป็อย่างมาก เพราะนักปรุงโอสถนั้นหายากยิ่ง และแต่ละคนล้วนมีอำนาจมีเงินล้นฟ้า ทว่าการเป็นักปรุงโอสถก็ยากเช่นกัน ต้องเป็ผู้ที่มีพร์และมีพลังจิตที่แข็งแกร่ง
เยว่หานลืมตาขึ้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น หากเขาสามารถเป็นักปรุงยาได้จริงๆชีวิตของเขาและน้องสาวจะไม่ต้องลำบากอีกต่อไป จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ทำให้เยว่หานตัดสินใจเข้าไปในป่าเพื่อหาสมุนไพร
สมุนไพรภายในป่าใกล้หมู่บ้านที่เยว่หานอยู่ เป็เพียงสมุนไพรระดับทั่วไปขั้นต้นเท่านั้น จากความทรงจำที่เยว่หานได้รับมานั้นสมุนไพรและโอสถมีอยู่ 7 ระดับ ก็คือ ทั่วไป มนุษย์ พิภพ นภา จักรพรรดิ เซียน เทพ และแต่ละระดับยังแบ่งเป็ 3 ขั้น คือ ต้น กลาง สูง
'นั่นมันหญ้าเงินครามหนิ' สมุนไพรชนิดนี้เป็ส่วนสำคัญในการปรุงโอสถรักษาฟื้นฟูลมปรานระดับทั่วไป เป็เพราะความทรงจำที่ได้มา ทำให้เขารู้จักชื่อและสรรพคุณของสมุนไพรทุกชนิด
หลังจากที่เก็บสมุนไพรมาได้จำนวนหนึ่งเยว่หานก็รีบกลับบ้านทันที เขาอยากลองใช้ความรู้ที่ได้รับมาในการปรุงโอสถ