บทที่ 10
ผนังใหม่กับอสรพิษสีเทา
“จงอ่าน เนื้อหาหน้าแรกให้ข้ากับลิซ่าฟัง”
น้ำเสียงของซิสเตอร์แอนแฝงความเฉียบขาดประหนึ่งคำสั่งที่เขาไม่อาจหลีกเลี่ยง เ้าเด็กน้อยอยู่ในสภาพไหล่ห่อเหี่ยวและไร้ความกระตือรือร้นเหมือนเคย ดวงตาเหลือบมามองซิสเตอร์ลิซ่าที่ยังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นครู่หนึ่ง ก่อนจะทำใจอ่านข้อความบนหน้ากระดาษอย่างเชื่องช้า
“ร่างกายคือแผ่นดิน ลมหายใจคือผืนฟ้า โลหิตประหนึ่งธารธารา ....”
“พฤกษาเป็ของกำนัลอันยิ่งใหญ่จากสรวง์ อัคคีนำพาความรุ่งเรือง ทวยเทพรังสรรค์โลกาด้วยเมตตา...”
ข้อความบนหน้ากระดาษแรก หน้าที่สอง และหน้าที่สามยังคงถูกเด็กน้อยร่ายยาวต่อไป ซิสเตอร์ลิซ่าเปลี่ยนสีหน้าเป็ตื่นตะลึงเรียบร้อยแล้ว ส่วนซิสเตอร์แอนนากำลังเอามือเหี่ยวย่นทั้งสองข้างนวดขมับระหว่างหลับตาฟัง ิญญาชายชราในร่างเด็กน้อยคิดได้สักพักแล้วว่าเขาพลาดสิ่งใดไป
ความรู้และการอ่านเขียนของโลกใบนี้ เป็สิ่งที่ยังไม่แพร่หลายจนสามารถเรียนรู้ได้ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่บ้านห่างไกล และยิ่งไปกว่านั้นมันแทบจะไม่มีทางที่เด็กกำพร้าไร้ที่มาคนหนึ่งจะมีความสามารถอ่านตัวอักษรที่ร้อยเรียงกันบนคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์
กล้วยไข่ยังไม่รู้ข้อมูลพื้นฐานที่ว่า ‘ตัวอักษรและภาษา’ เป็ความรู้ที่ได้รับความเชื่อว่าถูกถ่ายทอดมาจากทวยเทพผู้ยิ่งใหญ่ให้กับมวลมนุษย์
อีกทั้งเขาชะล่าใจเกินไป ร่างกายใหม่นี้ มีสมองที่สามารถอ่านอักษรได้ง่ายดายตามความเคยชิน ดวงจิตที่คิดว่าการอ่านออกเขียนได้เป็เื่ปกติจึงเผลอเปิดเผยความสามารถนี้ให้คนอื่นได้รับรู้ มันคงจะดีกว่านี้ถ้าซิสเตอร์ทั้งสองรับทราบล่วงหน้า
ขณะนี้ ป้าแมรี่ที่อยู่ในเมืองคงพูดปากต่อปากแล้วว่า มีเด็กน้อยวัยกระเตาะที่โบสถ์เรดวู้ดคนหนึ่งสามารถอ่านหนังสือออก
เื่กระซิบที่ไม่สามารถควบคุมได้เป็อันตรายอย่างยิ่ง เมื่อมันกลายเป็คำพูดที่ถูกแต่งเติมจนสนุกปากจากคนในวงกว้างด้วยแล้ว ข่าวอันน่าเหลือเชื่ออาจนำผลร้ายมาสู่โบสถ์แห่งนี้โดยไม่รู้ตัว
ใบหน้าจริงจังของซิสเตอร์มองมาพร้อมดวงตาแฝงความห่วงใยในอนาคตได้ระยะหนึ่งแล้ว เด็กน้อยที่พอจะััอารมณ์ของผู้ดูแลทั้งสองออกจึงตัดสินใจหยุดอ่านข้อความบนหนังสือเล่มหนา สายตาหลุบลงต่ำเหมือนรอการเทศนาสั่งสอนเพราะทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมลงไป เสียงถอนหายใจพร้อมเพรียงกันของสองซิสเตอร์เป็จุดเริ่มต้นบทสนทนาครั้งสำคัญเพื่อซักถาม
“เ้า... เฮ้อ... พวกเราไปเก็บลูกท่านลอร์ดคนไหนมาหรือเปล่าเนี่ย”
“ข้าก็จนปัญญาจะคิดเื่นี้แล้ว...” ลิซ่าตอบแอนด้วยเสียงเครียด “คิท... ข้าถามตามตรงนะ เ้ายังมีเื่อะไรปิดบังพวกเราอยู่อีกไหม...”
“ข้า...ฮึก ๆ ข้าขอโทษครับ” ความรู้สึกผิดกระตุ้นปฏิกิริยาโดยธรรมชาติของเด็กน้อยจนิญญาภายในไม่อาจควบคุม อาการสะอึกสะอื้นจึงปรากฏให้เห็น
“ใจเย็น ๆ ก่อนเด็กน้อย” ร่างเล็กถูกดึงมากอดเพื่อปลอบ “พวกเรากังวลว่าเ้าจะได้รับอันตราย ยังจำคนแบบมิสเตอร์เกรย์ได้ไหม” ร่างเล็กเงยมองพร้อมพยักหน้าเล็กน้อย
“เขาคนนั้น เป็เพียงอสรพิษตัวเล็กจิ๋วในหมู่บ้านอันห่างไกลแบบนี้... เมืองใหญ่ในอาณาจักร ยังมีคนที่ร้ายกาจ ชั่วช้าและฆ่าได้แม้กระทั่งเด็กอยู่อีกมากมาย”
“พวกเรากังวลเหลือเกินว่าเ้าจะเป็ลูกชายคนสำคัญของผู้ยิ่งใหญ่คนไหนในอาณาจักรเซริสหรือเปล่า เ้าอ่านหนังสือได้คล่องขนาดนี้ ข้ามั่นใจว่าคงเขียนอักษรได้ด้วยใช่ไหม...”
คำถามของซิสเตอร์แอนไม่ได้รับคำตอบกลับมา การนิ่งเงียบของเ้าตัวเล็กเป็คำตอบที่ดีแล้ว
“ซิสเตอร์ครับ... ข้าขอยืนยันว่าจำความหลังของตนเองไม่ได้เลย มีเพียงภาพประสบการณ์จากความฝันห้วงหนึ่งเท่านั้นที่ยังจำได้ดี จะให้ข้าสาบานต่อหน้าแท่นบูชาทวยเทพก็ได้ ได้โปรดเชื่อข้าเถอะนะครับ” แม้ว่าความเชื่อทางศาสนาจะเป็แค่คำพูดปากเปล่า แต่เขาก็อยากจะทำให้คุณแม่ทั้งสองคลายความกังวล
เด็กน้อยพยายามอธิบายเื่ราวที่พบเจอมา รายละเอียดสำคัญถูกบอกออกไปเกือบหมดสิ้น เหลือไว้เพียงแค่... ความจริงที่ว่าเขาเป็ิญญาแปลกปลอมมาสวมรอยร่างนี้เท่านั้น สายตาของซิสเตอร์ทั้งสองเริ่มมีความหวัง พวกเธอจำเื่ราวน่าเหลือเชื่อแบบนี้ที่มีเขียนบอกเล่าไว้ในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ได้แม่นยำ
“นิมิตแห่งทวยเทพ! ลิซ่า เอาหนังสือเล่มนั้นมา!” มือเหี่ยวย่นของซิสเตอร์แอนเปิดหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว เมื่อผ่านมาเกือบครึ่งเล่มเธอก็หยุดลง
“นี่... วรรคนี้ แล้วก็ย่อหน้านี้ด้วย คล้ายคลึงกับเื่ราวของท่านอเล็กซิสมากเลย”
“ข้าเห็นด้วย! แต่ว่า...เื่ใหญ่ขนาดนี้...” ทั้งสองนึกถึงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบผู้ได้รับนิมิตเพื่อยืนยันความจริง
มันเป็บททดสอบที่รุนแรงและโหดร้าย มีไว้เพื่อลงโทษผู้ที่้ากล่าวอ้างตำนานยิ่งใหญ่เพื่อหาผลประโยชน์ หากเด็กน้อยพูดจาหรือทำอะไรผิดพลาดแม้เพียงนิด โทษ ที่เขาจะได้รับคือการเผาทั้งเป็ หรือไม่ก็ถูกจับถ่วงน้ำ
ดวงตาใสแจ๋วที่เพิ่งหยุดสะอื้นจ้องมองมา มันช่างใสซื่อและบริสุทธิ์ในสายตาของพวกเธอนัก อีกทั้งนิมิตจากการััพลังเทพเ้าเพียงชั่วครู่ ทำให้พวกเธอมั่นใจว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่ปีศาจจำแลงกาย หรือสาวกลัทธิมารร้ายผู้ชั่วช้าแต่อย่างใด
ความเฉลียวฉลาดของเ้าหนูคิท ไม่อาจเป็สิ่งยืนยันว่าภายภาคหน้าเขาจะไม่ทำพลาดอีกครั้ง ซิสเตอร์จึงตัดสินใจเปลี่ยนแผนการเลี้ยงดูทั้งหมด เป้าหมายหลัก คือ ให้คิทได้เรียนรู้และมีความหลักแหลมเท่าทันโลกภายนอกมากยิ่งขึ้น ภาระการทำอาหารจึงถูกถ่ายโอนเหลือเพียง่เช้า ่กลางวันคิทจะต้องเล่าเรียนเขียนอ่านกับซิสเตอร์ลิซ่าอย่างเข้มงวด เวลาพักผ่อนออกเที่ยวเล่นของเด็กน้อยจึงถูกลดทอนลงไปอีกหลายส่วน
แม้จะยินดีที่ได้อ่านหนังสือน่าสนใจหลายเล่ม แต่เขากลับกังวลว่าหน้าที่รวบรวมอาหารใน่กลางวันอาจหยุดชะงัก เสบียงที่มีเพียงพออาจเกิดปัญหาเมื่อไหร่ก็ได้ ห้องว่างที่เหลืออยู่และไม่ได้ใช้งานอย่างห้องพักผู้ป่วยควรจะได้รับการจัดสรรอย่างเหมาะสม เด็กน้อยจึงต่อรองกับสองซิสเตอร์เพื่อขอเวลาสักหนึ่งสัปดาห์ก่อนจะเข้าสู่การเรียนเข้มข้นอย่างเป็ทางการ
นอกจากนี้ทั้งสามยังถกเถียงปัญหาที่อาจเกิดในอนาคตพร้อมกับเตรียมการบางอย่างเพื่อรับมือเื่ที่คาดไม่ถึงด้วยความรอบคอบ
่เวลาที่เหลือถูกใช้เพื่อถ่ายทอดวิธีทำอาหารให้เอร็ดอร่อยกับแอนนาและสองซิสเตอร์ หลังจากนั้นเด็กน้อยก็จะออกทำแผนที่แสดงจุดสำคัญในป่ากับเจมส์เพื่อให้พี่ใหญ่แรงเยอะสามารถออกหาอาหารได้ด้วยตัวคนเดียว
หลักการเก็บเกี่ยวอย่างถูกต้องและการปล่อยหนทางรอดให้พืชน้อยใหญ่ทั้งหลายในป่าแห่งนี้ ถูกถ่ายทอดให้กับเจมส์จนหมดสิ้นใน่เวลาสามวัน กิจกรรมของสองพี่น้องในป่าใหญ่ได้รับการทักทายจากสายลมปริศนาบ่อยครั้งจนคิทเริ่มเอะใจ สมองพลันคิดไปถึงผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายที่มีอำนาจเหนืุ์และอาจมีตัวตนเหนือจินตนาการ ใบหน้าเผยยิ้มยินดีและผงกหัวขอบคุณทุกครั้งที่สายลมพัดผ่านมา
เขาอาจจะคิดไปเอง... แต่ความเชื่อโบร่ำโบราณที่สอนให้นอบน้อมกับสิ่งที่มองไม่เห็นก็ไม่ใช่เื่เสียหายอะไร ยิ่งบนโลกแปลกประหลาดแห่งนี้ด้วย เขาจะคิดอย่างไร ทำอย่างไรก็ได้
กองฟางแห้งถูกรวบรวมและทยอยส่งมายังโบสถ์เก่าใน่สัปดาห์นั้นเช่นกัน ด้วยค่าใช้จ่ายเพียงสองเหรียญเงินผนังรอบสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าข้างโบสถ์ถูกกองฟางแห้งขนาดั์ทับซ้อนกันจนมิดถึงสองชั้น เหลือเพียงช่องอากาศที่ถูกเว้นไว้สำหรับผู้อาศัยภายในให้ลมได้ถ่ายเทไม่อึดอัด อากาศ่ค่ำคืนของวันนั้นอุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากก้อนเด็กน้อยที่มักกอดกับพี่ใหญ่ทั้งสามคนเริ่มกระจายตัวออกไปยังเบาะข้างเคียงแล้ว
ป้าแมรี่ยังเอ่ยปากชมความเก่งกาจของเดวิดไม่หยุดั้แ่เขาเผยความสามารถวันนั้น ปากพร่ำบอกอยากให้ลูกชายวัยหนุ่มอายุเกือบยี่สิบปีมาร่ำเรียนเขียนอ่านด้วย จนหลายบ้านในละแวกเกษตรกรรมเริ่มแสดงความสนใจ
ส่วนหนึ่งอยากจะพิสูจน์ว่าเ้าหนูหน้าใหม่อ่านหนังสือออกจริงหรือไม่ อีกส่วนอยากให้ลูก ๆ ของตนเองมีความสามารถชั้นสูงแบบนั้นเพื่อแผ้วถางอนาคตให้ดียิ่งขึ้นไป ยิ่งได้พบเห็นและพิสูจน์ว่าข้อมูลดังกล่าวเป็จริง ข่าวอันน่าเหลือเชื่อก็แพร่ออกไปจนทั่วหมู่บ้าน ตอนนี้เด็กน้อยนามเดวิด หรือเ้าหนูคิทของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหมู่บ้านเรดวู้ด ได้รับการเรียกขานว่าเป็บัณฑิตน้อยเรียบร้อยแล้ว
แม้ว่าจะเป็เื่ดีที่ข่าวลือไม่ได้หักเหไปในทางย่ำแย่แบบที่เผื่อใจไว้ แต่ก็ยังมีคำถากถางร้ายกาจจากอสรพิษประจำหมู่บ้านที่แวะเวียนมาทำทีขอเก็บส่วยจากฟางแห้งที่ถูกขนมาใช้รอบโบสถ์อยู่ดี
“อื้อฮือ... กลายเป็บ้านอันอบอุ่นของพวกเด็กน้อยไปเสียแล้ว ช่างเป็ศาสนจักรที่ร่ำรวยและยิ่งใหญ่เสียจริงนะ”
ชายวัยกลางคนที่คุ้นหน้าชาวบ้านดีเดินเข้ามาพร้อมกับผู้คุ้มกันห้าคนอย่างเคย สายตาดูแคลนและรังเกียจเผยออกมาให้เห็นเด่นชัด ซิสเตอร์แอนเตรียมการเื่กฎมาดีแล้ว ไม่ได้รู้สึกกังวลแม้แต่อย่างใด
“สวัสดีมิสเตอร์เกรย์ ขอให้ทวยเทพอวยพรนะคะ”
“โอ้ ไม่ต้องมากพิธีหรอกซิสเตอร์ ข้าแค่แวะเวียนมาเก็บภาษีจากการขนย้ายทรัพยากรของหมู่บ้านเท่านั้นเอง”
“ช่างเป็หัวหน้าหมู่บ้านที่เคร่งครัดกฎระเบียบเสียนี่กระไร แต่... เท่าที่ข้าค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมมาอย่างถี่ถ้วน การซื้อขายหรือทำกิจธุระกับทางศาสนจักรไม่จำเป็ต้องจ่ายภาษีเหล่านี้แม้แต่น้อย เกรงว่ามิสเตอร์เกรย์อาจจะเข้าใจผิดมานาน... นานหลายปีทีเดียว”
เสียงของซิสเตอร์แฝงไปด้วยความหนักแน่นในตอนท้ายจนอสรพิษร้ายแห่งเรดวู้ดผงะถอยหลัง
“โชคดีนักที่หนังสือบัญญัติแห่งศาสนจักรมาถึงเมื่อวานซืนตามคำร้องขอของข้า ท่านผู้นำโบสถ์แห่งรัสเซลถึงกับส่งมันผ่านเหยี่ยวแสงเชียวนะ เป็วาสนาของพวกเราจริง ๆ ที่ได้ัักับหลักการของเหล่าทวยเทพอย่างชัดเจนอีกครั้ง...” หนังสือสีน้ำตาลเล่มใหม่เอี่ยมถูกเปิดเผยแก่สาธารณชน สันปกแวววับสีเหลืองสดสะท้อนกับแสงแดดจนผู้มองมาต้องหรี่ตาลง ซิสเตอร์แอนชูปกของมันให้ทุกคนเห็น บนนั้นเป็ภาพตาชั่งสมดุล ตัวอักษรขนาดเล็กที่อ่อนช้อย
ข้อบัญญัติแห่งศาสนจักรไวท์วิงส์
สภาพใหม่เอี่ยมและขาวสะอาดของหนังสือเล่มสำคัญทำให้มิสเตอร์เกรย์ตากระตุก มันบ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง
หนึ่ง... กฎข้างในอาจมีระบุตามที่ซิสเตอร์บอกจริง เพราะเขาเองก็แอบอ้างข้าง ๆ คู ๆ มานาน
สอง... เขาวางอำนาจกับที่แห่งนี้และขูดรีดมาหลายปี ปัญหาที่เกิดหลังจากนี้จะต้องกลายเป็เื่ใหญ่
สาม... ผู้มีอำนาจแห่งเมืองรัสเซล ยังคงปกปักรักษาเหล่าผู้ศรัทธาอย่างดี ถึงกับขนาดใช้เหยี่ยวแห่งแสงมาส่งหนังสือให้กับที่ห่างไกลเช่นนี้
ขณะนี้หนทางข้างหน้าในความคิดของมิสเตอร์เกรย์ช่างดูมืดมนนัก แม้เมืองรัสเซลจะเป็เพียงหัวเมืองที่ทรุดโทรม แต่อำนาจของผู้นำศาสนาในที่แห่งนั้น มีมากมายกว่าหัวหน้าหมู่บ้านอันห่างไกลอย่างเขาหลายเท่า เสียงของซิสเตอร์แอนพร้อมรอยยิ้มมั่นใจดั่งผู้มีชัย ตอกย้ำความคิดของมิสเตอร์เกรย์อีกครั้ง
“ข้าคงต้องแจ้งเื่สำคัญเช่นนี้เพื่อขอคำตัดสินจากเมืองรัสเซลเสียแล้ว แม้จะจดจำทรัพย์สินที่ถูกริบไปตลอดหลายปีไม่ได้ แต่คงต้องใช้อัตราส่วนล่าสุดที่มิสเตอร์เกรย์เก็บภาษีแบบผิด ๆ จากทางเราที่อัตรา 1 ต่อ 5 คิดว่าครอบครัวของท่านคงจะจ่ายคืนได้กระมัง?”
ด้านหลังแม่ชีสูงวัย ยังมีแนวกำแพงมนุษย์จากหมู่บ้านเรดวู้ดอีกหลายสิบคนยืนกดดันอยู่ สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง หัวหน้าหมู่บ้านถึงขนาดอ้างกฎที่ไม่มีอยู่จริงมาเรียกร้องทรัพย์สินจากที่แห่งนี้
แล้วพวกเขาเล่า? ... เคยโดนอะไรไม่เป็ธรรมเช่นนี้ด้วยไหม จะมีใครสามารถตรวจสอบได้บ้าง
“ฝากไว้ก่อนเถอะ อีแก่ดูดเื! ไอ้พวกปรสิตหมู่บ้าน งานการไม่เคยทำเอาแต่แบมือขอ สารเลวเอ๊ย” คำต่ำทรามที่พรั่งพรูออกมาจากปากคนชั่วช่างน่าขบขันนัก ใบหน้าของมิสเตอร์เกรย์แดงจัดด้วยความโกรธจนแทบจะลุกเป็ไฟ
(ดีมาก! เส้นเืในสมองแตกตายไปเลยนะ ได้โปรดเถอะทวยเทพทั้งหลาย)
เ้าหนูคิทได้แต่ทำท่าสวดภาวนาจนคนโดยรอบที่ไม่สามารถรับรู้ความคิดอันชั่วร้ายของเด็กน้อยเริ่มเห็นใจ
น่าเสียดายที่สายลมแ่เบาไม่ตอบรับคำขอเหมือนเคย
ท่ามกลางคำสบถโวยวาย มิสเตอร์เกรย์ก็เรียกคนคุ้มกันของตนเองกลับบ้านเพื่อไปตั้งหลักอีกครั้ง
ชายผู้นั้นนับว่าเป็คนฉลาดมากที่ใช้ช่องว่างที่ทุกคนมึนงงด้วยความโกรธเผ่นหนีไป เงินกับทรัพยากรที่ยึดไปจึงยังไม่ได้จ่ายคืนอย่างที่คาดไว้...
แต่เมล็ดพันธุ์แห่งความพินาศของ เกรย์ ช็อปเปอร์ ได้ถูกหว่านออกไปเรียบร้อยแล้ว