อวี้ป๋ายเหิง คือภูตพฤกษาที่เกิดจากต้นมรรคาศักดิ์สิทธิ์รูปร่างคล้ายคลึงกับมนุษย์ แต่ต่างกันตรงที่ภูตพฤกษามีเขาที่เป็ลักษณะเหมือนรากไม้งอกอยู่บนหน้าผากที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือภูตพฤกษาจะมีหูนุ่ม ๆ เชื่อมออกมาจากหนังหัวถ้าไม่มีชื่อให้เรียกว่าภูตพฤกษา ใครเห็นก็ต้องบอกว่าเป็สุนัขเทพกันทั้งนั้น
ภูตพฤกษาอวี้ป๋ายเหิงไม่มีพ่อแม่ไม่มีญาติพี่น้อง ตายลงเพราะหมดอายุขัย แล้วดวงจิตที่ล่องลอยอยู่อีกห้วงมิติหนึ่งดันหลุดลอยเข้ามายังโลกใบนี้แบบงง ๆทั้งยังประทับเข้ามาอยู่ในร่างของเด็กคนนี้ได้พอดิบพอดีราวกับถูกจับวาง
ตอนนี้อวี้ป๋ายเหิงอดคิดไม่ได้ว่าการที่ตนได้เข้ามาอยู่ในร่างของเด็กน้อยคนนี้ จะเป็บัญชาของ์!
ในโลกที่อวี้ป๋ายเหิงจากมาที่นั่นคือดินแดนวิเศษซึ่งมีนามเฉพาะตัว นั่นคือเขตแดนไพรพิโรจน์ แล้วสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในสถานที่แห่งนั้นล้วนเกิดจากอำนาจของฟ้าดินไม่มีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ทุกชีวิตจะมีอายุขัยที่แตกต่างกันออกไปอย่างภูตพฤกษาจะถือกำเนิดจากต้นมรรคาศักดิ์สิทธิ์ ในตอนแรกจะเป็แค่ต้นกล้าอ่อน ๆหลังจากนั้นหนึ่งเดือนจึงจะกลายร่างเป็ภูตพฤกษาที่มีแขนมีขาคล้ายกับมนุษย์
ต่อจากนั้นอีกสิบปีพวกภูตพฤกษาก็จะสิ้นอายุขัยไปตามอำนาจของฟ้าดินนั่นหมายความได้ว่าพวกภูตพฤกษาไม่มีโอกาสแก่ตาย เพราะหลังจากกลายร่างเป็ภูตพฤกษาเต็มตัวพวกภูตพฤกษาจะมีอายุอานามเทียบได้กับมนุษย์วัยแปดถึงสิบขวบเท่านั้น และจะยังคงสภาพนั้นไปจนสิ้นวาระของชีวิต
แต่ต่อให้วงจรชีวิตของพวกภูตพฤกษาจะเป็อย่างนั้นแต่ก็อย่าเพิ่งดูถูกว่าพวกภูตพฤกษานั้นไร้เดียงสา ภูตพวกนี้แม้ร่างกายเหมือนเด็กนิสัยเหมือนเด็ก แต่ความรู้ ความสามารถ และความฉลาดเฉลียวเทียบเท่าได้กับผู้ใหญ่วัยยี่สิบปีเชียวล่ะ
นี่คือสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้และไม่น่ามีอยู่จริงในโลกใบนี้ สาเหตุที่ทำให้พวกภูตพฤกษาดูฉลาดเฉลียวเกินอายุ นั่นเป็เพราะตอนที่พวกมันเกิดมาต้นมรรคาศักดิ์สิทธิ์จะประทานพร์ต่าง ๆ ให้กับพวกมัน ผนวกกับอาหารหลักที่พวกภูตพฤกษากินเข้าไปนั้นวิเศษกว่าอาหารของมนุษย์เลยทำให้พวกมันหัวไวนำอายุของเด็กจนเทียบเท่ากับคนวัยผู้ใหญ่ได้อย่างที่เป็อยู่
แล้วอาหารหลักที่พวกมันกินเข้าไปก็คือน้ำค้างิญญามรกต นอกจากมีฤทธิ์หล่อเลี้ยงรากและพลังิญญาของภูตพฤกษาแล้วนั้นมันยังเปรียบเสมือนโอสถวิเศษที่ทำให้เส้นประสาทการเรียนรู้ของภูตพฤกษามีพัฒนาการอย่างก้าวะโต่างจากพวกมนุษย์โลก ที่ต้องขวนขวายความรู้จากการอ่านตำราและลงมือทำเท่านั้นจึงจะกลายเป็คนที่เฉลียวฉลาดได้
ฟังมาถึงตรงนี้ถือว่าพวกภูตพฤกษาได้เปรียบพวกมนุษย์โลกเป็อย่างมาก
ดังนั้นพอได้รู้ว่าตัวเองย้ายมาอยู่ในต่างโลกแล้วและจำเป็ต้องอาศัยอยู่ในร่างของเด็กหญิงวัยแปดขวบผู้ที่มีชื่อว่าหลิวซานจี๋ภูตพฤกษาอย่างอวี้ป๋ายเหิงเลยต้องพยายามเลียนแบบภาษาพูดของมนุษย์ในยุคนี้ให้ดูกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมและสภาพสังคมให้ได้มากที่สุดเพื่อที่จะไม่ถูกสงสัยจนนำปัญหาบานปลายจำพวกถูกจับไปย่างไฟมาให้ร่างนี้
อวี้ป๋ายเหิงหลับตาลงแล้วพยายามซึมซับภาษาพูดของมนุษย์จากความทรงจำของร่างนี้ ไม่เท่าไหร่อวี้ป๋ายเหิงก็สามารถใช้สำนวนภาษามนุษย์ได้อย่างคล่องตัวราวกับว่าเขาเกิดและโตอยู่ในโลกใบนี้
“อันที่จริง ฉันหมดอายุขัยลงแล้วหลังตายไปก็ต้องเวียนว่ายตายเกิด และใช้ชีวิตไปตามอำนาจของฟ้าดินคาดไม่ถึงว่าจะได้กลับมาใช้ชีวิตที่ยาวนานเกินสิบปีอยู่ในร่างของมนุษย์ผู้นี้เพราะจากที่ทำความเข้าใจกับความทรงจำของเด็กน้อยคนนี้ ก็พอจะรู้ได้บ้างว่าผู้คนส่วนใหญ่มักมีอายุยาวนานถึงเจ็ดสิบปี บางคนก็อายุยืนเป็ร้อยปีเชียวนะ”
อวี้ป๋ายเหิงพูดงึมงำในลำคอตามลำพังพอเข้าใจอะไรมากขึ้น ดวงตากลมโตของเด็กน้อยก็หันไปเพ่งเล็งที่เ้านกขนปุยในทันทีและแล้วก้อนความทรงจำก็ไหลเข้ามาตอกย้ำในโสตสมองของเธออีกครั้งสิ่งที่ปรากฏอยู่ในหัวมันกำลังบอกกับเธอว่า...
เ้านกน้อยตัวนี้คือสหายของหลิวซานจี๋มันเฝ้าตามติดชีวิตของซานจี๋ไม่เว้นแต่ละวัน เพียงแต่หลิวซานจี๋ไม่ทันสังเกตและไม่คิดจะใส่ใจ เลยไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีนกน้อยตัวหนึ่งคอยสะกดรอยตาม
ส่วนสาเหตุที่เ้านกน้อยมีพฤติกรรมเช่นนั้นเป็เพราะว่าเมื่อนานมาแล้ว ตอนที่มันยังเป็แค่ลูกนก แม่กับพี่น้องของมันถูกงูกินเคราะห์ดีที่มันรอดจากเขี้ยวอสรพิษมาได้แต่มันดันตกต้นไม้สูงจนได้รับาเ็ที่ปีก เวลานั้นเผอิญว่าหลิวซานจี๋เข้ามาเก็บเห็ดในป่าเห็นมันนอนาเ็อยู่ในกองหญ้าเล็ก ๆ คนขี้สงสารอย่างซานจี๋เลยเก็บมันไปรักษาพอมันหายดีซานจี๋ก็ปล่อยมันคืนสู่ป่า
หนูน้อยจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยช่วยนกตัวนั้นไว้ผิดไปจากเ้านกน้อยที่จำไม่เคยลืมว่าใครช่วยเหลือมันเพราะแบบนี้มันเลยชอบบินมาสอดส่องดูชีวิตความเป็อยู่ของซานจี๋เรื่อย ๆมันอธิษฐานต่อแสงจันทร์ทุกวันขอให้ตัวเองนั้นพูดได้ มันจะได้คอยตักเตือนซานจี๋ให้ระวังภัยแบบนั้นซานจี๋จะได้ไม่ถูกใครรังแกหรือเอาเปรียบ ต่อให้ช่วยได้ไม่มากเท่าไหร่แต่อย่างน้อยมันก็อยากเป็หูเป็ตาให้ซานจี๋ได้พึ่งพา…