“อ้อ ท่านอ๋องช่างมีน้ำใจยิ่งนัก จื่อเว่ยผิดเองที่ดูแลองค์ชายไม่ดีพอจนต้องไปรบกวนท่านตอนค่ำมืดเช่นนี้”
เขาโบกมือไปมา ทำทีเป็ไม่ถือสาหาความ เหลือบมองเซียวซีที่แทบจะกลั้นขำไม่อยู่ก็รีบตัดบท “เอาเถอะ ตอนนี้องค์ชายคงไม่เป็อะไรมากแล้ว ข้าขอตัวก่อน”
“ขอบพระทัยท่านอ๋อง”
ทั้งสองอำลากันด้วยสายตา เฉิงอี้หมุนตัวเดินจากมา เผลอยิ้มเมื่อคิดว่าพ้นจากระยะการมองเห็นแล้ว
เมื่อถึงตำหนักอันสงบเงียบของตัวเอง เขาทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนที่สบายกว่าการนอนบนพื้นแข็ง ๆ กลางดินเป็ไหน ๆ หากแต่เขากลับรู้สึกไม่ชิน ราวกับว่าห้องนี้กลายเป็สถานที่พักชั่วครั้งชั่วคราวไปแล้ว
เตียงไม้แกะสลักลวดลายอ่อนช้อย มองไปมองมาเขากลับคิดว่าช่างเป็การกระทำที่ฟุ่มเฟือย ไร้ประโยชน์และหาสาระไม่ได้ แม้แต่ผ้าม่านก็ยังปักลายวิจิตรบรรจง ทั้งที่ผ้าม่านเปล่า ๆ ธรรมดาก็บังแสงแดดได้เหมือนกัน ความคิดของเขาหยาบลงมาก เป็ผลจากการใช้ชีวิตในสนามรบมากเกินไป เขานอนพลิกตัวไปมา และหลับไม่ลงเมื่อไม่ได้ยินเสียงลมหายใจของเซียวซี
ทั้งสองเคยตั้งกระโจมใกล้ ๆ กัน เซียวซีมักจะพูดคุย หัวเราะและนั่งเขียนอะไรขยุกขยิกเห็นเป็เงาผ่านกระโจมจนดึกดื่นอยู่เสมอ บางครั้งเมื่อมีพื้นที่จำกัด ทั้งสองก็เบียดเสียดกันนอนตามแต่ที่จะหาได้ ไม่ว่าจะซอกหินผา ใต้ต้นไม้ ริมแม่น้ำหรือนั่งหันหลังชนกันเฝ้ายามจนผล็อยหลับไป
ในหวังหลวงแห่งนี้ มันใหญ่โตทว่าอ้างว้างจนน่าใจหายเขารู้สึกว่าตัวเองช่างห่างไกลกับเซียวซีเหลือเกิน
หลังจากนอนพลิกตัวกระสับกระส่ายไปมาหลายรอบ เขาก็ตัดสินใจลุกจากที่นอน เดินออกมานอกตำหนักด้วยฝีเท้าเงียบเชียบ แต่ก็ต้องชะงักกับเงาตะคุ่มที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามห่างกันเพียงไม่กี่คืบใต้ต้นเหมยไร้ดอก โครงร่างของผู้บุกรุกยามวิกาลสูงชะลูดสะโอดสะอง ดูอย่างไรก็ไม่น่าใช่ทหารองครักษ์หรือพวกลาดตระเวน
ความนิ่งเงียบกินเวลายาวนาน เขายืนจ้องอีกฝ่ายแน่นิ่ง หากตาไม่ฝาด เขามีความรู้สึกได้ถึงคำเตือนบางอย่าง เขาจึงขยับถอยหลังเชื่องช้า ก่อนจะเหลือบหางตากลับไปมองอีกครั้ง เงานั้นก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด จนเขาเดินกลับเข้าห้องนอน ปิดประตูลงกลอนแ่า ความรู้สึกหนักอึ้งก็ยังกดทับอยู่ในอก
ค่ำคืนนี้ไม่เหมาะจะออกไปเตร็ดเตร่ข้างนอกเสียแล้ว
รุ่งอรุณมาเยือนด้วยความเงื่องหงอย เฉิงอี้ลุกขึ้นแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยความกังวลใจ ทั้งที่เขาไม่ค่อยรู้สึกเป็เดือดเป็ร้อนอะไรกับใครเขามากนัก แต่เขาก็รีบตรงไปหาเซียวซีที่ตำหนักแต่เช้าตรู่ ทั้งที่ยังไม่ได้ตั้งโต๊ะเสวย องค์ชายวุ่นวายอยู่กับการทำตำหนักให้กลับมาน่าอยู่อีกครั้งหลังจากทิ้งร้างไปนาน เร่งให้คนหาของตกแต่งที่จะมากับเรือสินค้าจากแดนไกลมาเพิ่ม แต่เมื่อเห็นเขาเดินเข้าไปหาก็หยุดงานที่ทำอยู่ทันที
“ทำไมท่านถึงมาเช้าขนาดนี้ มีอะไรหรือ”
“เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ”
เซียวซีหันซ้ายหันขวา รีบดันเขาเข้าห้องส่วนตัว เ้าของห้องเป็ฝ่ายรินน้ำชาให้ แต่เฉิงอี้ก็ไม่มีแก่ใจจะดื่ม
“มีอะไรร้ายแรงอย่างนั้นหรือ”
“ข้าว่าเรากำลังถูกจับตามอง”
“เราถูกจับตามองอยู่แล้ว ั้แ่วันแรกที่ข้าเกิดจนถึงวันนี้ ไม่มีวันไหนที่ข้าอยู่โดยปราศจากสายตาของผู้อื่น”
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
เซียวซีวางถ้วยชาลงเมื่อเห็นสีหน้าของเฉิงอี้เข้มขึ้น โดยปกติแล้วพวกเขาไม่มีสิ่งใดจะต้องกลัว แม้การสืบเสาะหาข่าวในราชสำนักจะเป็ไปอย่างเข้มข้น แต่เื่พวกนั้นมักจะไม่ได้มีภัยร้ายแรงถึงชีวิต ยกเว้นก็แต่ความลับเื่เดียวที่เปิดเผยไม่ได้เด็ดขาด