เกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】

    เล่มที่ 5 บทที่ 148 พบเจอตัวจริง (1)

            ฉินหยวนเฟิงเริ่มวางแผนหาเงินตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อสร้างอิสรภาพทางการเงินให้ตนเองโดยเร็วที่สุด เขาต้องการหลุดพ้นจากการพึ่งพาเศษเงินของฉินไห่เฉวียน และตั้งใจจะตัดขาดความสัมพันธ์กับชายคนนั้นอย่างสิ้นเชิง

            แต่เมื่อได้ฟังทิงเสวี่ยพูด ฉินหยวนเฟิงก็พลันตาสว่าง

            ใช่แล้ว... ในเมื่อฉินไห่เฉวียนคือพ่อแท้ๆ การที่เขาต้องควักเงินเลี้ยงดูลูกย่อมเป็นเรื่องที่สมควร

            เขาอายุยังไม่ถึงสิบแปดปี แม้จะบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่ก็ยังเรียนอยู่ พ่อย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ยิ่งไปกว่านั้น ในอนาคตเมื่อตนแต่งงานมีครอบครัว บ้านสักหลังก็ควรเป็นสิ่งที่เขาต้องจัดหาให้

            สิทธิ์ที่เขาพึงได้ แต่กลับปฏิเสธเพราะทิฐิ... แบบนั้นก็เท่ากับยกผลประโยชน์ให้ชายคนนั้นและนังผู้หญิงแพศยาเฉินหลิงไปเสวยสุขฟรีๆ น่ะสิ!

            เขาจะยังคงหาเงินด้วยลำแข้งตัวเองต่อไป แต่เงินที่ควรจะได้จากฉินไห่เฉวียน... ก็ต้องรีดไถมาใช้ให้คุ้มค่า!

            เรื่องอะไรจะยอมปล่อยให้พวกมันเสวยสุขกันสบายเกินไป!

            ชายหญิงสารเลวคู่นั้นบีบคั้นจนแม่เขาต้องตรอมใจตาย แม้ตอนนี้จะยังเอาชีวิตพวกมันมาเซ่นสังเวยไม่ได้ แต่ชาตินี้ก็อย่าหวังว่าพวกมันจะมีชีวิตที่สงบสุขเลย!

            “เธอนี่มันฉลาดจริงๆ คิดได้รอบคอบขนาดนี้ สองคนนั้นไม่มีทางได้อยู่อย่างสบายแน่”

            ฉินหยวนเฟิงเอ่ยชมพลางเผลอยื่นมือไปลูบศีรษะทิงเสวี่ยเบาๆ เป็นการกระทำที่ลื่นไหลเป็นธรรมชาติเสียจนเจ้าตัวก็ยังไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาอดใจไม่ไหวต้องหาโอกาสสัมผัสตัวเธอเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งล้วนเป็นการเอ็นดู ไม่ได้ล่วงเกินแต่อย่างใด

            ทิงเสวี่ยทำปากยื่นเล็กน้อยเมื่อถูกลูบหัวเหมือนเด็ก “ห้ามมาลูบหัวฉันนะ นายไม่ใช่ญาติผู้ใหญ่ฉันสักหน่อย”

            ฉินหยวนเฟิงชะงักไปนิดหนึ่ง “...” 

            ก่อนจะแกล้งแหย่เสียงอู้อี้ “ไม่ให้ลูบหัว แล้วลูบแก้มได้ไหมล่ะ?”

            ดวงตาที่เปล่งประกายราวกับดวงดาวของเด็กหนุ่มจ้องมองใบหน้าสีชมพูระเรื่อของทิงเสวี่ยอย่างหยอกเย้า

            ทิงเสวี่ยทุบไหล่เขาดังปึก “ลูบตรงไหนก็ไม่ได้ทั้งนั้นแหละ! นายไม่รู้หรือไงว่าชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดแตะเนื้อต้องตัวกันน่ะ”

            ฉินหยวนเฟิงได้แต่เงียบกริบ “...”

            หลังจากหยอกเย้ากันพอประมาณ ฉินหยวนเฟิงก็เปลี่ยนเรื่องคุย “ฉันจะไปตั้งแผงในอำเภออีกรอบ กะว่าพอเก็บเงินได้ก้อนใหญ่ๆ จะซื้อที่ดินสร้างบ้าน พาตายายไปอยู่อย่างสุขสบาย ฉันรู้ว่าความฝันนี้ยังอีกไกล แต่ฉันจะพยายามให้ถึงที่สุด”

            พอได้ยินคำว่า ‘ซื้อที่ดิน’ ทิงเสวี่ยก็ตาเป็นประกาย “ซื้อที่ดินเหรอ? ฉันไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย นายคิดถูกแล้ว! ซื้อที่ดินเก็บไว้เถอะ ถึงตอนนี้ยังไม่สร้างบ้าน แต่ในอนาคตแค่ขายที่เปล่าก็ได้กำไรมหาศาลแล้ว ต่อไปคนจะย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ที่อยู่อาศัยก็จะยิ่งขาดแคลน ราคาที่ดินก็จะยิ่งถีบตัวสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ตอนนี้ราคาที่ดินยังไม่แพง ถ้ามีกำลังพอจะซื้อได้สักสองสามไร่ ก็รีบซื้อไว้เลย ไม่มีอะไรเสียหายแน่นอน”

            ฉินหยวนเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย “ความคิดเราตรงกันเป๊ะเลย ฉันว่าเธอก็น่าจะลองแนะนำให้พ่อไปซื้อที่ดินในเมืองสักแปลงนะ แม้ว่าตอนนี้เงินสดอาจจะไม่พอ แต่ลองกู้ยืมมาซื้อก่อนก็ได้ สร้างเป็นตึกสองชั้น ชั้นล่างทำร้านขายซาลาเปา ส่วนชั้นบนก็เอาไว้พักอาศัย พอเธอไปเรียนต่อจะได้ไม่ต้องเช่าหอ”

            ทิงเสวี่ยรับคำอย่างแข็งขัน “เดี๋ยวฉันจะลองคุยกับพ่อดู ถ้าเจอทำเลทองจริงๆ ต่อให้ต้องเป็นหนี้ก้อนโตเพื่อซื้อมา ก็ถือว่าคุ้มค่า”

            ทิงเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะชื่นชมในวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของฉินหยวนเฟิง เธอรู้เรื่องมูลค่าที่ดินเพราะมีโอกาสได้กลับมาเกิดใหม่ แต่ฉินหยวนเฟิงเป็นเพียงเด็กหนุ่มธรรมดาในยุคนี้ เขากลับมองการณ์ไกลได้ทะลุปรุโปร่งตั้งแต่อายุยังน้อย 

            มิน่าเล่า... ในชาติก่อนเขาถึงสามารถก่อตั้งบริษัทได้ตั้งแต่อายุเพียงยี่สิบกว่าปี และผงาดขึ้นเป็นเจ้าพ่อวงการธุรกิจเมื่ออายุสามสิบต้นๆ

            ......

            หลังจากคุยกับทิงเสวี่ยอยู่ร่วมชั่วโมง ฉินหยวนเฟิงก็ขอตัวกลับ แต่ก่อนกลับบ้านตายาย เขาแวะตู้โทรศัพท์เพื่อโทรบอกฉินไห่เฉวียนเรื่องจะไปเรียนต่อมัธยมต้นที่อำเภอ

            น้ำเสียงของฉินไห่เฉวียนเต็มไปด้วยความปีติยินดี เขาฝากความหวังไว้ที่ลูกชายคนโตคนนี้มาก ต่างจากลูกคนเล็กที่เข็นไม่ขึ้น หัวขี้เลื่อยสอบได้แค่คะแนนพื้นๆ แต่ลูกชายคนโตกลับติดหนึ่งในสามของชั้นปีมาโดยตลอด แถมยังรู้จักทำมาหากินตั้งแต่เด็ก 

            ลูกชายที่ฉลาดอนาคตไกลแบบนี้ เขาต้องสนับสนุนเต็มที่

            แม้ฉินไห่เฉวียนรู้ดีว่าความสัมพันธ์พ่อลูกคู่นี้มันพังจนยากจะซ่อมแซม แต่สิ่งเดียวที่เขาทำได้เพื่อไถ่โทษ... คือการชดเชยด้วยทรัพย์สินเงินทองเท่านั้น

            ฉินไห่เฉวียนมักจะฝันเห็นหวังซิ่วเจวียนอยู่บ่อยครั้ง ในความฝัน... เธอมักจะจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ทุกครั้งที่สะดุ้งตื่นกลางดึก เขาจะพบว่าตัวเองเหงื่อท่วมตัว หัวใจเต้นระส่ำด้วยความหวาดผวา

            เขารู้ดีว่าชาตินี้คงหนีไม่พ้น ต้องถูกวิญญาณของอดีตภรรยาตามจองเวรไปจนวันตาย เพราะเขา... คือฆาตกรทางอ้อมที่หยิบยื่นความตายให้แก่เธอ

            ......

            ฉินหยวนเฟิงไปรายงานตัวที่โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งของอำเภอเรียบร้อย ระหว่างรอเปิดเทอมเขาก็ยังคงตั้งแผงขายของในเมืองต่อไป โดยมีหวังกังไปเป็นลูกมือช่วยงาน

            หวังกังเองก็เป็นเด็กเรียนดี แต่เพราะฐานะทางบ้านไม่เอื้ออำนวยให้ส่งเสียเรียนในตัวอำเภอ เขาจึงจำใจต้องเรียนต่อมัธยมต้นที่โรงเรียนในตำบล เขาหวังอยู่ลึกๆ ว่าฉินหยวนเฟิงจะเลือกเรียนที่ตำบลด้วยกัน อย่างน้อยก็จะได้อยู่ห้องเดียวกัน หอพักเดียวกัน หรือดีไม่ดีอาจจะได้นอนเตียงเดียวกัน

            ด้วยทรัพยากรที่จำกัดแต่นักเรียนล้นโรงเรียน หอพักของโรงเรียนมัธยมในตำบลจึงมักให้นักเรียนนอนเบียดกันสองคนต่อหนึ่งเตียง กว่าจะได้แยกนอนเตียงเดี่ยวก็ต้องรอจนถึงยุคหลังปี 2000 เป็นต้นไป

            ......

            ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ทิงเสวี่ยยังคงช่วยงานที่ร้านขายซาลาเปาในช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่ายเป็นเวลาว่างส่วนตัว

            วันหนึ่ง เธอได้รับจดหมายจากลู่เชียนสวิน เนื้อความในจดหมายบอกว่าอยากจะหาเวลามาเยี่ยมเธอที่หมู่บ้าน หากสะดวกก็ให้ตอบจดหมายกลับไป

            เผลอแป๊บเดียว ทิงเสวี่ยและลู่เชียนสวินก็เป็นเพื่อนทางจดหมายกันมานานกว่าสองปีแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเธอส่งจดหมายถึงกันเฉลี่ยเดือนละสองฉบับ เพื่อไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ รายงานผลการเรียน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับวรรณกรรมและศิลปะ

            ในจดหมายฉบับล่าสุด ลู่เชียนสวินได้แจ้งข่าวดีว่าผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเธอออกมาดีเยี่ยม และได้รับการตอบรับเข้าศึกษาในคณะภาษาจีน มหาวิทยาลัยครุศาสตร์ตงซานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

            การสอบเข้าคณะภาษาจีน มหาวิทยาลัยครุศาสตร์ตงซาน คือความใฝ่ฝันสูงสุดของลู่เชียนสวินมาโดยตลอด และด้วยความพยายามอย่างไม่ลดละ ในที่สุดเธอก็คว้ามันมาครองได้สำเร็จ

            ทิงเสวี่ยรีบตอบจดหมายแสดงความยินดีกับเพื่อน พร้อมทั้งเขียนคำเชิญชวนให้เธอมาลิ้มลองรสชาติซาลาเปาสูตรเด็ดของร้านกั๋วผิงในหมู่บ้านต้าเหอ ตำบลเถาฮวา อำเภออวิ๋นเหมิง

            หลังจากส่งจดหมายตอบกลับไปได้ราวหนึ่งสัปดาห์ หลี่เหมียวเหมียว ลูกสาวของหัวหน้าหมู่บ้าน ก็วิ่งกระหืดกระหอบมาที่บ้านของทิงเสวี่ย ตะโกนเรียกมาแต่ไกล

            “หลินทิงเสวี่ย! มีโทรศัพท์ถึงเธอน่ะ!”

            ทิงเสวี่ยที่กำลังง่วนอยู่กับการซักผ้า จึงรีบเช็ดมือแล้วเดินตามหลี่เหมียวเหมียวไป พลางเอ่ยถาม “คนที่โทรมาเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงเหรอ?”

            “เสียงผู้หญิง เสียงเพราะมากเลย เขาบอกว่าชื่อลู่เชียนสวิน”

            พอรู้ว่าเป็นลู่เชียนสวิน ทิงเสวี่ยก็เดาได้ทันทีว่าเป็นเรื่องอะไร เพื่อนทางจดหมายคงได้รับคำเชิญแล้ว จึงโทรมานัดหมาย

            และก็เป็นไปตามคาด ลู่เชียนสวินโทรมาแจ้งข่าวว่า เธอและแม่จะเดินทางมาเยี่ยมที่หมู่บ้านต้าเหอในวันเสาร์ที่จะถึงนี้

            อีกเพียงสองวันก็จะถึงวันเสาร์... นั่นหมายความว่าอีกแค่สองวันก็จะได้เจอลู่เชียนสวินตัวเป็นๆ แล้ว! นี่จะเป็นการพบหน้ากันครั้งแรกระหว่างเธอและเพื่อนทางจดหมายคนสนิท

            ไม่ว่าจะเจอกันในรูปแบบไหน การได้พบปะกับคนที่คุยถูกคอจากโลกตัวหนังสือสู่โลกความจริง ล้วนเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและเต็มไปด้วยความคาดหวัง

            เพื่อต้อนรับการมาเยือนของแขกคนสำคัญ ทิงเสวี่ยเตรียมการอย่างเต็มที่ เธอรู้ดีว่าลู่เชียนสวินเป็นคนเมืองที่รักความสะอาด จึงลงมือทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ปัดกวาดเช็ดถูทุกซอกทุกมุม และยังไปหาซื้อขนมขบเคี้ยวที่เพื่อนชอบกินมาเตรียมไว้มากมาย ส่วนเรื่องอาหารการกินนั้นไม่ต้องห่วง ที่บ้านมีผักสดและเนื้อสัตว์พร้อมสรรพอยู่แล้ว

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】 ที่คุณอ่าน