เมื่อได้เห็นว่าแขกที่มาเยือนที่ร้านั้แ่เช้าตรู่เป็ใครเถ้าแก่เวิ่นก็รีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น พลางค้อมตัวลงเล็กน้อยก่อนจะก้าวมายืนเคียงข้างเขา เฉียนคุนเป็คนหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง แม้ไม่ถึงกับกำยำล่ำสันหากแต่ก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายของบุรุษรูปงามผู้หนึ่ง นับจากวันแรกจนเวลานี้เถ้าแก่เวิ่นรู้จักเฉียนคุนได้ราวห้าปีเศษ แรกเริ่มทั้งคู่ไม่ลงรอยกันนักเพราะต่างก็เป็นักสะสมของที่เกี่ยวข้องกับ เหวิน ฝัง ซื่อ เป่า* เฉกเช่นเดียวกัน แต่แล้วเมื่อเถ้าแก่เวิ่นได้รับรู้โดยบังเอิญว่าเฉียนคุนนั้นทำงานรับใช้ผู้ใด เขาก็ไม่คิดจะเป็ศัตรูคู่แข่งกับเฉียนคุนอีก จนวันนี้ทั้งคู่แม้มิใช่สหายแต่ก็เหมือนสหายต่างพึ่งพาอาศัยความชำนาญในแวดวงนี้ของกันและกันเพื่อสนับสนุนผู้ที่อยู่เบื้องบนจนสุดความสามารถ
“ท่านเฉียนคุนเชิญนั่งก่อน” เฉียนคุนก้าวยาวๆ ไปตามทางเดินในร้าน จากนั้นจึงเลือกนั่งลงบนตั่งกลมที่มีเบาะวางรองอยู่ เถ้าแก่เวิ่นยกกาน้ำชารินลงถ้วยจนเห็นควันกรุ่นสีขาวลอยขึ้นมาเป็สาย จากนั้นจึงส่งให้ถึงมือเฉียนคุนอย่างเป็ธรรมชาติ เฉียนคุนรับถ้วยชาอุ่นไว้ในมือพลางสูดดมเล็กน้อยก่อนจะยกขึ้นจิบ เขาหลับตาลงครู่หนึ่งก่อนเอ่ย
“รสนิยมเลือกชาของเถ้าแก่เวิ่นถือว่าเปิดหูเปิดตาข้าโดยแท้”
“ชาเหลียนจึซิน** ออกจะติดขมสักหน่อย แต่มีสรรพคุณดีต่อร่างกายยิ่ง ทั้งช่วยสลายพิษ ดับร้อน ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า” เถ้าแก่เวิ่นนั่งลงฝั่งตรงข้าม บนใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“วันนี้ท่านเฉียนคุนรีบเร่งมาหาข้าแต่เช้ามีธุระอันใดหรือไม่” เฉียนคุณหันมองเถ้าแก่เวิ่นด้วยสายตาตั้งคำถาม
“แล้วท่านคิดว่าข้ามาด้วยเื่ใด เมื่อวานท่านทำสิ่งใดไว้ยังมิรู้ตัวหรือ?” เฉียนคุนยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ พรางทำหน้านิ่วด้วยไม่คุ้นชินกับรสขมฝาดของชาในมือ ผิดกับเถ้าแก่เวิ่นที่ยามนี้ยิ้มร่าไม่เก็บอาการ
“ท่านอ๋องพอใจหรือไม่” เขาถามด้วยท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาว จากนั้นยกชาขึ้นจิบช้าๆ
“เถ้าแก่เวิ่นผู้ฉลาดหลักแหลมใยยังต้องถามประโยคนี้กับข้าอยู่อีก ข้าว่าคราวนี้ท่านแก้มือได้สำเร็จแล้ว” เสียงหัวเราะชอบใจของทั้งคู่ดังขึ้นสร้างให้บรรยายกาศยามเช้าของร้านพู่กันเซียนดูมีชีวิตชีวายิ่ง
*
ในบ้านหลังคามุงฟางยามนี้กลับได้ยินเสียงใสขับขานเพลงพื้นบ้านดังมาเบาๆ เป็เพลงที่มู่ตานไม่เคยรู้จักหากแต่ความหมายกลับลึกซึ้ง เนื้อความของเพลงไม่ยาวนักกล่าวถึงครอบครัวที่อยู่พร้อมหน้า มีบิดา มารดา พี่ชาย และน้องสาว ทั้งหมดอยู่ในบ้านหลังคามุงฟางแต่กลับอบอุ่นรักใคร่ปองดอง แม้ยากแค้นตำลึงทองหากแต่ร่ำรวยมากล้นด้วยความสุขทางใจ ชีวิตคนก็มีเท่านี้ ชีวิตของเราก็มีเท่านี้ เนื้อเพลงจบลงอย่างนั้น ระหว่างที่นางกำลังทอดอารมณ์ไปไกลเสียงเล็กๆ อันคุ้นเคยก็พลันดังขึ้นข้างกาย
“พี่มู่ตานเหตุใดมายืนเงียบๆ ตรงนี้เล่าเ้าคะ ข้าหันมาในึกว่าเจอเซียนหญิงองค์ใดเสียอีก” นางหัวเราะเสียงใสกับประโยคล้อเลียนของตัวเองที่เพิ่งจะคิดได้เมื่อครู่ ส่วนมู่ตานที่ถูกเย้าอย่างคาดไม่ถึงก็อดจะหัวเราะออกมาบ้างไม่ได้เช่นกัน
“ข้าก็มาตามเ้าอย่างไรเล่า ล้างผักจนมือเปื่อยไปแล้วหรือไม่ นี่ใกล้เวลาที่พี่เฟิงเฉินจะต้องเข้าตลาดแล้ว” นางกล่าวหยอกเย้าเอาคืนพลางลูบผมเด็กน้อยเบาๆ
“งั้นก็ไปกันเถอะเ้าค่ะ จริงๆ ท้องที่ว่างเปล่าของข้าก็เรียกร้องของอร่อยๆ ฝีมือพี่มู่ตานนานแล้ว” เด็กน้อยลูบไปที่ท้องพรางส่งยิ้มหวานจับจูงหญิงสาวกลับเข้าไปในครัว
ยามนี้ในครัวไม่ได้ขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับทำอาหารอย่างแต่ก่อน อีกทั้งหน้าที่แม่ครัวประจำบ้านดูเหมือนจะถูกโยกย้ายมาให้มู่ตานแทนเฟิงเออร์โดยปริยาย เช้านี้มู่ตานเลือกทำหมั่นโถวและซาลาเปาไส้หมูของโปรดเฟิงเออร์ขึ้นโต๊ะ
ซาลาเปาร้อนๆ ถูดบิดแบ่งครึ่ง ควันสีขาวลอยกรุ่นออกมาชวนให้น้ำลายสอ เฟิงเออร์ไม่ลืมเป่าก่อนจะกินคำต่อไปไม่หยุดปาก แต่จู่ๆ มู่ตานก็นำถ้วยใบเล็กๆ ออกมาวางคู่กับหมั่นโถวในจาน เฟิงเออร์หยิบถ้วยนั้นมาพิจารณาก่อนจะเงยหน้ามองหญิงสาวเป็เชิงถาม
“เฟิงเออร์เด็กดีบอกกับข้าว่าอยากกินของอร่อยมิใช่หรือ”
“เ้าค่ะ แต่สิ่งนี้คือสิ่งใดเ้าคะ ขนม หรืออาหารกัน ข้าติดตามพี่ใหญ่ไปตลาดออกบ่อยยังไม่เคยเห็นเ้าสิ่งนี้สักครั้งเลยเ้าค่ะ”
“เ้ารู้จักคำว่าสูตรลับหรือไม่” มู่ตานทำท่ากระซิบกระซาบ
“สูตรลับหรือเ้าคะ” เฟิงเออร์ทำตาโต “ถูกต้อง เ้าสามารถกินสิ่งนี้คู่กับหมั่นโถวได้ จริงๆ ข้าทำให้เ้าเป็ของว่าง ลองชิมดูก่อนเถิดว่าชอบหรือไม่ หากชอบข้าว่าจะทำเผื่อพี่ชายของเ้าด้วยอีกคน”
ด้านเฟิงเฉินที่แต่งตัวเสร็จแล้วเดินออกมาที่โต๊ะอาหารเห็นสองคนแนะนำคุยกันอยู่เป็นานแต่น้องสาวของตนก็ยังไม่กล้าลิ้มลองเสียที ทันใดนั้นเขาก็ถือวิสาสะหยิบเอาตะเกียบแตะชิมรสชาติสิ่งที่น้องสาวกำลังนั่งพิจารณาอยู่
“เป็อย่างไรเ้าคะพี่ใหญ่” เฟิงเออร์รีบหันมาถามหน่วยกล้าตายของนางอย่างอยากรู้อยากเห็น เฟิงเฉินทำหน้ายู่ยี่จนเฟิงเออร์นึกขยาดเตรียมจะหาทางหลบเลี่ยงเพื่อออกจากโต๊ะแต่ไม่ทันจะได้วางของในมือลง เฟิงเฉินก็หลุดหัวเราะออกมาเสียงดังอย่างเก็บกลั้นไม่อยู่
“พี่ใหญ่!” เด็กสาวเพิ่งเข้าใจว่าถูกล้อเลียนจึงร้องเอ็ดพี่ชายตัวเองเสียงดัง
“ไม่แกล้งเ้าแล้วก็ได้ ข้าว่าเ้าน่าจะชอบ ลองชิมดูเองเถิด” เขาแค่ยิ้มบางๆ หากแต่ไม่เอ่ยสิ่งใดขึ้นมาอีก ทำเอาเฟิงเออร์ยิ่งสับสน
“ข้านำใบเซียงหลันมาคั้นน้ำผสมแป้งและน้ำตาลมิมีสิ่งใดที่จะกินไม่ได้” มู่ตานยิ้มนิดๆ พลันบิดหมั่นโถวยื่นส่งให้
เฟิงเออร์จ้องมองเพียงครู่ก็เอื้อมมือน้อยไปหยิบเอาหมั่นโถวมาถือไว้ในมือ ด้วยกลัวว่าจะเป็การเสียมารยาทจึงจำใจจิ้มลงบนขนมหน้าตาประหลาดที่นางไม่รู้จักก่อนจะนำเข้าปากอย่างจนใจ
ความหอมของเซียงหลัน และความหวานนุ่มนวลส่งให้แป้งหนึบของหมั่นโถวในปากมีรสชาติยิ่งขึ้น เฟิงเออร์เคี้ยวตุ้ย ก่อนจะหยิบเอาหมั่นโถวลูกใหม่มาบิดแล้วจิ้มกินอีก
“สูตรลับของพี่มู่ตาน หน้าตาประหลาดแต่รสชาติดียิ่งเ้าค่ะ” มู่ตานฟังแล้วก็ได้แต่นึกขำอยู่ในใจสูตรลับอะไรที่ไหนกันนั่นมันสังขยาใบเตยชัดๆ
“รู้ว่าเป็ขนมก็อย่ากินให้เยอะนักเข้าใจหรือไม่” เฟิงเฉินกล่าวเตือนน้องสาวที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าได้ยินที่เขาเอ่ยบ้างหรือไม่ ส่วนมู่ตานก็ได้แต่มองดูเด็กน้อยของนางกินเอากินเอาไม่หยุดปาก จนแม่ครัวจำเป็หัวใจพองฟูคับอกไปหมด
“สายกว่านี้อีกนิดข้าจะเข้าไปบอกลาบรรดาเถ้าแก่ในตลาดไท่หยาง ขากลับพวกเ้าจะเอาสิ่งใดเพิ่มหรือไม่” มู่ตานนิ่งคิดครู่หนึ่งจากนั้นจึงกล่าวกับเฟิงเฉินด้วยท่าทีที่สงบยิ่งนัก
“ข้ารบกวนพี่เฟิงเฉินรอข้าสักครู่นะเ้าคะ” ผ่านไปราวหนึ่งเค่อมู่ตานก็เดินกลับออกมาพร้อมกับกระดาษสองแผ่น นางรอให้หมึกแห้งสนิทก่อนจะบรรจงม้วนใส่กระบอกไม้ไผ่
“ยามนี้ในบ้านมิขาดเหลือสิ่งใดเ้าค่ะ เพียงแต่ข้าอยากรบกวนพี่เฟิงเฉินส่งสิ่งนี้ให้เถ้าแก่เวิ่นแทนข้าด้วยนะเ้าคะ”
เฟิงเฉินรับของจากมือมาใส่ในอกเสื้อพร้อมกับพยักหน้ารับเบาๆ
“ได้ แค่นำไปยื่นให้เท่านั้นใช่หรือไม่”
“เ้าค่ะ พอเถ้าแก่เวิ่นเห็นสิ่งนี้แล้วก็จะเข้าใจเอง ส่วนจะสั่งตอบสิ่งใดต่อพี่เฟิงเฉินหรือไม่คงต้องรอเถ้าแก่เป็คนตัดสินใจ งานนี้ต้องรบกวนพี่เฟิงเฉินแล้ว”
________________________________________
*เหวิน ฝัง ซื่อ เป่า คือ เครื่องเขียน 4 อย่าง ได้แก่ กระดาษ พู่กันจีน หมึก และที่ฝนหมึก
**ชาเหลียนจึซิน คือ ชาดีบัว