ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิด
"ตอนนี้พลังิญญาของเราก็อยู่ในระดับขุนนางเเล้วซึ่งผ่านเกณฑ์การร่วมลงประลองดังกล่าวนี้ได้...ถึงเเม้ว่าในตอนนี้จะสามารถใช้ปราณธาตุน้ำได้อย่างเชี่ยวชาญมากขึ้นอีกทั้งยังผสานควบเเน่นเป็ปราณธาตุเหมันต์ได้อย่างคุ้นชินก็จริง เเต่กับพลังสุริยธาตุนั้นเหตุใดจึงมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้นกันนะ..."เด็กหนุ่มนั่งคิดอยู่ในใจด้วยเพราะ่เวลาที่ผ่านมานั้นเขาได้ทำการฝึกฝนอย่างหนัก
ใน่กลางวันเขาก็ได้ฝึกฝนทั้งการต่อสู้เเละการใช้อาวุธรวมไปถึงเพิ่มความเเข็งแรงของร่างกายนี้ให้เพิ่มขึ้นมากขึ้น ในยามกลางคืนก็ทำการดูดซับลมปราณฟ้าดินอย่างน้อยวันละหนึ่งชั่วยามเป็อย่างต่ำ ขนาดที่ว่าพลังจิตจากโลกเดิมของเขานั้นในตอนนี้ก็สามารถใช้ได้อย่างเชี่ยวชาญและพลิกแพลงได้เพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย เฮ้อ...ทำไมพลังปราณสุริยะธาตุของเขาจึงไม่ก้าวหน้าอย่างที่ควรกัน
“เ้าคงเอาแต่ฝึกฝนการต่อสู้และดูดซับพลังปราณจนลืมประสานร่างกายเข้ากับกระดูกิญญาเสียแล้วใช่หรือไม่??”เย่วซินได้แต่กล่าวหยอกล้อเด็กหนุ่มที่ลืมสิ่งสำคัญไปเสียได้
“จริงด้วยขอรับท่านแม่...เช่นนั้นคืนนี้ข้าจะทำการประสานกระดูกิญญานะขอรับ...”หนิงอ้ายกล่าวด้วยความยินดีอีกทั้งขอบคุณมารดาที่เตือนว่าเขายังมีไอเท็มวิเศษอยู่อีกชิ้น
'ยังไม่อายุมากเท่าไหร่กลับขี้ลืมเสียได้แย่จริงเลยตัวเรา...'
หลังจากที่หนิงอ้ายได้ทำการอาบน้ำเตรียมตัวเองให้พร้อมแล้วจึงไปรื้อหีบสมบัติที่ท่านแม่ได้มอบให้ ครั้นเมื่อเปิดออกมาแสงสีทองพลันสว่างภายในห้องอย่างสวยงามหลังจากที่เขาสอบถามวิธีประสานกระดูกิญญากับลู่ซีแล้วและเมื่อมั่นใจว่าตนเองจำได้ถูกต้องครบถ้วนจึงให้ลู่ซีไปนอนพักที่เรือนอื่นพร้อมกับบอกว่าเช้าพรุ่งนี้ไม่ต้องปลุกเขาให้ไปเจอกันที่ห้องโถงหลักได้เลย
ผ่านไปหนึ่งชั่วยามหนิงอ้ายรู้สึกว่าหลังจากที่เขาทำการประสานกระดูกิญญาไปแล้วไม่ได้รู้สึกเ็ปทรมานเหมือนกับครั้งนั้นที่ทำการปลุกพลังิญญา แต่ว่าร่างกายของเขาก็อ่อนเพลียไม่น้อยเมื่อดูดซับเสร็จเขาตั้งสติควบคุมลมปราณให้นิ่งเเล้วจึงนอนหลับไปในทันที
ในยามเช้าหนิงอ้ายทำการตื่นขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟันเเละอาบน้ำเป็ปกติโดยที่ไม่ต้องมีลู่ซีมาช่วย ต้องบอกว่าพื้นฐานของตัวหนิงอ้ายนั้นไม่ว่าจะเป็โลกเดิมหรือโลกนี้ต่างชอบที่จะทำอะไรด้วยตนเองเสียเป็ส่วนใหญ่เมื่อสำรวจดูแล้วพบว่าแต่งกายเรียบร้อยจึงออกไปหามารดาที่นั่งรอตรงห้องรับรองเพื่อเตรียมกินข้าวมื้อเช้าด้วยกัน
“ข้ามาแล้วขอรับท่านแม่”เย่วซินได้แต่ส่ายหัวเบาๆจนมาถึงตอนนี้แม้หนิงอ้ายอายุใกล้สิบห้าปีเเละใกล้ถึงวันทำพิธีสวมกวานแต่ยังคงมีนิสัยซุกซนเหมือนเด็กน้อยแต่หากเป็ตอนที่เ้าตัวทำการฝึกฝนวิชานั้นแหละจึงจะนิ่งเงียบสงบสมเป็คุณชายใหญ่ของจวน
“มานั่งนี่มาหนิงเอ๋อร์...วันนี้นี้มีเเต่ของโปรดเ้าทั้งนั้น”
“เกิดอันใดขึ้นทำไมผมของเ้าถึงเป็แบบนั้นได้เล่า??”
‘เกิดอะไรขึ้นกับเราอีกแล้วเนี่ย’ หนิงอ้ายได้แต่กรีดร้องในใจ
“ทำไมเส้นผมของคุณชายใหญ่ถึงกลายเป็สีขาวได้เล่าเมื่อวานยังเป็สีดำอยู่แท้ๆ”เสียงของลู่ซีร้องดังขึ้น
คุณชายใหญ่จางหนิงอ้ายนั้นจัดได้ว่าเป็ผู้ที่มีหน้าตางดงามล่มเมืองรูปร่างบอบบางน่าทะนุถนอมหากกล่าวว่าความงามนี้เป็ที่สองแล้วทั่วทั้งแคว้นคงไม่มีใครกล้ายกตนเป็ที่หนึ่ง เเม้จะมีข่าวลือว่าอัปลักษณ์เพียงใดแต่หาใช่สำคัญไม่เพราะไม่ใช่ความจริงแม้แต่น้อย เเละหากก่อนหน้าคิดว่าภาพลักษณ์ก่อนหน้านี้ทั้งงดงามและสูงส่งแล้ว
แต่ในตอนนี้เส้นผมของคุณชายใหญ่แปรเปลี่ยนเป็สีขาวเงินยวงเปร่งประกายงดงามหยอกล้อกับแสงของอาทิตย์ ผิวพรรณขาวผ่องดุจดั่งหิมะเเรกฤดู ดวงตากลมโตสีฟ้าราวกับอัญมณีล้ำค่า พวงแก้มสองข้างเป็สีแดงระเรื่ออย่างคนสุขภาพดี ริมฝีบางบางกระจับเป็สีชมพูน่าััจากเดิมที่งดงามราวกับนางเซียนในเื่เล่าอยู่แล้วแต่ในตอนนี้กลับฉายความงามเพิ่มขึ้นไปอีกราวกับว่าความสวยของทุกสิ่งบนโลกนี้มารวมไว้ที่ตัวคนผู้เดียวกลิ่นอายความสง่างามแผ่กำจายไปโดยทั่วคุณชายใหญ่หนิงอ้ายในรูปลักษณ์เช่นนี้ช่างดูงดงามและสูงส่งในเวลาเดียวกัน...
“การที่รูปลักษณ์ของเ้าเปลี่ยนไปนั้นอาจเกิดจากการที่เ้าได้ทำการประสานกระดูกิญญาแต่ทว่าจากกลิ่นอายหลังจากที่เ้าดูดซับไปนั้น คาดว่ากระดูกิญญาอสูรดังกล่าวคงเป็ของ‘อสรพิษเหมันต์า’มันอาศัยอยู่ในเขตหิมะทางแดนเหนือ ที่มีพิษในเืมากกว่าหนึ่งพันชนิดซึ่งเชื่อกันว่าผู้ฝึกตนหรือสัตว์อสูรหากถูกพิษของมันเพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจหากไม่ได้รับการถอนพิษในทันทีร่างกายจะสลายไม่เหลือแม้แต่กระดูกเเละการถอนพิษนั้นทำได้เพียงแค่ต้องรับพิษเข้าไปอย่างเท่ากัน ดังเช่นคำกล่าวว่าพิษถอนพิษนั้นเอง...”
“แต่ที่แม่แปลกใจคือ‘อสรพิษเหมันต์า’อาจจะมีอายุมากกว่าหนึ่งแสนปีหากสังเกตจากตัวกระดูกิญญาที่มีสีดำทองและกลิ่นอายความแข็งแกร่งที่แผ่ซ่านออกมา ซึ่งด้วยระดับพลังิญญาของเ้าในตอนนี้ที่อยู่เพียงระดับขุนนางขั้นสูงกระดูกิญญาที่เหมาะสมในการประสานกับร่างกายควรมีอายุไม่เกินสองพันปีเท่านั้น แต่เ้ากลับสามารถประสานกระดูกิญญาที่ข้ามระดับฝึกตนมากกว่าหลายระดับเป็เื่ที่แม่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน...ตอนนี้เ้ารู้สึกผิดปกติในที่ใดบ้างหรือไม่??”เย่วซินสอบถามหนิงอ้ายด้วยความเป็กังวลเป็ห่วงว่าลูกของนางจะได้รับผลกระทบที่ไม่คาดคิดก็เป็ไปได้
“ข้ารู้สึกปกติขอรับท่านแม่...”หนิงอ้ายตั้งสมาธิและััได้ว่าพลังิญญาและพลังปราณธาตุของเขาตอนนี้มันแข็งแกร่งขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่านัก
“แสดงว่าพลัปราณงธาตุน้ำของข้านั้นสามารถแฝงปราณธาตุพิษได้เนื่องจากการประสานกระดูกิญญา‘อสรพิษา’ได้ใช่หรือไม่ขอรับ??”หนิงอ้ายตอบกลับมารดาไปด้วยความตื่นเต้นและดีใจอย่างบอกไม่ถูกเพราะไม่คิดเลยว่ากระดูกิญญาจะทำให้ร่างกายของเขานั้นสามารถใช้พลังธาตุได้เพิ่มขึ้นได้เช่นนี้
“การที่เ้าได้ทำการประสานกระดูกิญญาของ‘อสรพิษเหมันต์า’ไปนั้น คงทำให้เ้าใช้พลังความสามารถและความโดดเด่นของมันได้ไม่ว่าจะเป็การใช้ปราณธาตุน้ำที่แฝงไปด้วยปราณพิษ รวมไปถึงรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปทั้งเส้นผมสีขาวเงินสีผิวที่ขาวกระจ่างเนียนใสเช่นนี้
เพราะตามตำราแล้ว‘อสรพิษา’นั้นเป็เ้าแห่งอสรพิษทั้งปวงมีเกล็ดสีขาวเงินเป็ประกายสะท้อนแสงมีความแข็งแกร่งยากที่จะโจมตีได้ง่าย ซึ่งแน่นอนว่าการประสานกระดูกิญญาในอนาคตเ้าก็ย่อมสามารถใช้พลังของสัตว์อสูรเ่าั้ได้เช่นกัน ดังนั้นนอกจากที่เ้าจะต้องหากระดูกิญญาตาม่อายุที่เหมาะสมกับระดับพลังิญญาสำหรับประสานร่างกายแล้วแล้วต้องคำนึงถึงความเกื้อกูลของอสูรเ่าั้กับพลังปราณธาตุด้วย”เย่วซินอธิบายถึงความเป็ไปได้และแนวทางในการฝึกตนหลังจากนี้
“ผู้ฝึกตนจะสามารถทำการประสานร่างกายกับกระดูกิญญาได้ทั้งหมดคือเจ็ดจุดด้วยกันประกอบด้วยส่วนหัว,ดวงตาทั้งสองรวมไปถึงแขนและขาทั้งสองข้างที่สำคัญคือต้องหากระดูกิญญาที่เหมาะสมเพื่อทำการประสานร่างกายทั้งเจ็ดจุดอย่างถี่ถ้วนเพื่อจะสามารถดึงความสามารถของอสูรดังกล่าวออกมาได้มากที่สุด ในตอนนี้เ้าเป็ผู้ฝึกตนระดับขุนนางขั้นสูงดังนั้นกระดูกิญญาอสูรที่เหมาะสมคือสัตว์อสูรอายุไม่เกินสองพันปีจึงจะเหมาะสมที่สุดเอาไว้หลังจากจบการประลองเวทย์ที่ใกล้จะถึงนี้ค่อยออกเดินทางหากระดูกิญญาก่อนเข้าสำนักศึกษาก็ได้เช่นกันสำหรับการประลองเวทย์ทุกครั้งคุณสมบัติผู้ร่วมคือต้องอายุสิบห้าถึงยี่สิบปีในการประลองของรุ่นเยาว์และการประลองคนทั่วไปจะรับั้แ่อายุยี่สิบเอ็ดปีถึงสามสิบปีและสามารถใช้ได้ทั้งทักษะการต่อสู้,การใช้พลังธาตุ,เคล็ดวิชาต่างๆ ,แผ่นยันต์เวทหรืออาวุธวิเศษ รวมไปถึงพลังที่เกิดจากการประสานกับกระดูกิญญาก็ได้เช่นกัน...”
............................
ในแต่ละวันของหนิงอ้ายนั้นแทบจะเหมือนเดิมในทุกวันไม่เปลี่ยนแปลง เริ่มั้แ่ตื่นเช้ามาออกกำลังโดยการวิ่งรอบจวนเสร็จแล้วก็ทานข้าวกับท่านแม่่สายทำการศึกษาวิชาตำราต่างๆ ่เย็นทำการฝึกฝนวรยุทธรวมไปถึงการควบคุมใช้พลังธาตุให้คล่องแคล่ว ในการกลางคืนอย่างน้อยวันละสองชั่วยาม ก็จะทำการนั่งดูดซับพลังปราณฟ้าดินด้วยความที่หนิงอ้ายทั้งคนเก่าและเขาในตอนนี้นั้นนิสัยแทบจะเหมือนกันทุกอย่างยิ่งเมื่อสนใจกับสิ่งใดแล้วก็จะจดจ่อมุ่งมั่นทำให้เต็มที่เสมอจึงทำให้มารดาหรือบ่าวรับใช้ในเรือนไม่รู้สึกถึงความแตกต่างกัน
โดยเฉพาะกับลู่ซีเป็บ่าวรับใช้คนสนิทที่คอยดูแลหนิงอ้ายมาั้แ่ประมาณเจ็ดขวบปีอาจรู้สึกถึงในความเปลี่ยนแปลงในนิสัยเล็กน้อยบางอย่างแต่เมื่อคิดว่าคุณชายของตนนั้นผ่านอะไรมามากมายั้แ่เด็กถึงตอนนี้ไม่แปลกที่คุณชายจะมุ่งมั่นในการฝึกฝนให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นเพื่อที่จะดูแลตนเองและปกป้องสิ่งที่รักได้ ซึ่งลู่ซีคนนี้สาบานจะอยู่เคียงข้างคุณชายของตนเสมอไม่เปลี่ยนไป ซึ่งแต่เดิมนั้นลู่ซีเป็เพียงเด็กกำพร้ากลายเป็ขอทานที่นั่งขอเศษเงินเศษอาหารอยู่บริเวณหน้าเหลาอาหารหรือตามตลาดในเมือง วันหนึ่งเขาโดนเถ้าแก่เ้าของเหลาอาหารให้คนมาทำร้ายร่างกายเพียงแค่เขา้าที่จะขอทำงานแลกกับเงินกับอาหารเพื่อประทังชีวิตแต่กลับถูกรุมทำร้ายเ็ปทรมานเช่นนี้
ลู่ซีได้เพียงแต่คิดว่าเหตุใด์ช่างใจร้ายกับเขานักในขณะเดียวกันวันนั้นฮูหยินเอกหวังเย่วซินมารดาของคุณชายหนิงอ้ายได้ไปเดินตลาดเพื่อจับจ่ายซื้อของแล้วผ่านมาเห็นเหตุการณ์พอดีนางจึงได้กล่าวขอโทษกับเถ้าแก่เ้าของเหลาอาหารคนนั้นและพาตัวของลู่ซีกลับมายังเรือนเล็กเพื่อรักษาให้หายดีและเมื่อร่างกายลู่ซีกลับมาแข็งแรงมากกว่าเดิมแล้วเพื่อเป็การตอบแทนพระคุณลู่ซีจึงขอเป็บ่าวรับใช้หนิงอ้ายด้วยความเต็มใจซึ่งทางด้านเย่วซินเห็นว่าด้วยอายุของลู่ซีนั้นอยู่ในวัยใกล้เคียงกับบุตรของตนจึงให้ลู่ซีไปเป็บ่าวรับใช้คนสนิทของหนิงอ้ายคอยดูแลจัดการและเป็เพื่อนเล่นยามเวลาเหงา
“คุณชายใหญ่...ท่านไม่คิดจะทำอย่างอื่นเลยหรือขอรับ??”ลู่ซีสอบถามเป็กังวลเล็กน้อยเนื่องจากท่านเย่วซินมารดาของคุณชายนั้นเห็นว่าหนิงอ้ายเคร่งเครียดกับการฝึกฝน ซึ่งอะไรที่ตึงเกินไปย่อมไม่ส่งผลดีทั้งสิ้นตอนนี้หนิงอ้ายได้เข้ามาอยู่ในโลกนี้มาประมาณเกือบปีแล้ว แน่นอนว่าเขาไม่เคยก้าวเท้าออกจากจวนไปที่ใดทั้งสิ้น ในแต่ละวันนั้นเขาเอาแต่ฝึกฝนวรยุทธอีกทั้งใช้พลังธาตุให้เชี่ยวชาญ ยามหิวก็ออดอ้อนท่านเเม่ให้ทำของอร่อยๆให้กินแค่นี้เขาก็มีความสุขมากแล้ว
“คุณชายอยากจะไปเที่ยวตลาดบ้างไหมขอรับเผื่อว่าจะได้หาซื้อข้าวของที่จำเป็ในการประลองครั้งนี้ด้วย...”ลู่ซีเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นว่าในตอนนี้อากาศดีน่าพักผ่อนคุณชายจะได้ผ่อนคลายบ้างตามที่ฮูหยิน้า
“ใช่เเล้ว...ข้าต้องไปหาซื้อของจำเป็ในการประลองอีกทั้งต้องสั่งทำอาวุธด้วยลู่ซีต้องขอบใจเ้าที่เตือนข้า...”เมื่อครุ่นคิดคำแนะนำที่ลู่ซีบอกหนิงอ้ายก็คิดได้ว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่ตนยังเตรียมไม่ครบสำหรับการประลองยุทธครั้งนี้
“เป็หน้าที่ของบ่าวอยู่แล้ว....คุณชายรีบไปผลัดเสื้อผ้าเถอะขอรับเดี๋ยวข้าจะไปเตรียมรถม้าให้ก่อนนะขอรับ...”กล่าวจบลู่ซีก็หลีกไปจัดเตรียมความพร้อมโดยทันที
“เเม่ได้ยินว่าเ้าจะไปตลาดหรือหนิงอ้าย...”เย่วซินสอบถามอีกครั้งนึกในใจยินดีที่บุตรชายของตนได้ออกไปเปิดหูเปิดตาเสียบ้าง
“ใช่ขอรับท่านแม่...ข้าว่าจะออกไปเปิดหูเปิดตาแล้วก็ตั้งใจไปหาซื้อพวกอาวุธหรือของจำเป็อื่นๆที่จำเป็ในการประลองขอรับ...”ในใจหนิงอ้ายตอนนี้ครุ่นคิดและวางแผนแล้วว่าต้องทำสิ่งใดบ้างเพื่อจะได้ไม่เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
“เป็เช่นนั้นเ้าไปหาซื้อที่หอประมูลพยัคย์รัตติกาลดีหรือไม่?? ที่นั้นมีทั้งโอสถ,อาวุธ,แผ่นยันต์เวทย์มากกมายอีกทั้งยังมีสัตว์อสูรรับใช้ด้วยเผื่อเ้าถูกใจสักตัวจะได้มีอสูรในพันธะไว้ใช้ในการลงประลองด้วยได้...”เย่วซินกล่าวแนะนำเมื่อเห็นว่าหอประมูลพยัคย์รัตติกาลเป็สถานที่ขึ้นชื่อของแคว้นและมีสิ่งของให้เลือกสรรมากมาย
“ขอรับ...เช่นนั้นข้าจะไปที่หอประมูลพยัคย์รัตติกาลที่เดียวเลยจะได้ไม่เสียเวล...”หนิงอ้ายเอ่ยตอบพลางรับถุงเงินที่มารดามอบให้สำหรับการซื้อสิ่งของในวันนี้
“แม่ว่าเ้ารีบออกไปเถอะหากสายกว่านี้แดดจะแรงเอาอย่าลืมผ้าคลุมหน้าด้วยเล่า...”เย่วซินกล่าวเตือนอีกครั้งด้วยความเป็ห่วง
“ข้าออกไปกับลู่ซีเลยนะขอรับท่านแม่...”
‘ครั้งแรกเลยนะเนี่ยที่จะได้ออกจากเรือนตลาดจะเป็เหมือนตลาดนัดที่เราคุ้นเคยไหมนะแล้วไหนจะหอประมูลพยัคย์รัตติกาลนั้นอีกจะเหมือนห้างในโลกเดิมเราหรือเปล่่า...’หนิงอ้ายคิดในใจด้วยความตื่นเต้น
หนิงอ้ายเดินตามลู่ซีออกจากเรือนเล็กท้ายจวนของตนก็พบว่าบริเวณโดยรอบตระกูลจางนั้นนับว่ามีพื้นที่กว้างขวางเต็มไปด้วยไม้ยืนต้นที่ให้ความร่มรื่น มีสวนดอกไม้ประดับที่งดงามอยู่ไปทั่วสระบัวใหญ่กลางจวนนั้นเต็มไปด้วยดอกบัวหลากสีสัน อาคารเล็กใหญ่ต่างๆ มากมายแบ่งเป็สัดส่วนเห็นเป็ระเบียบสมกับได้ชื่อว่าเป็หนึ่งสี่ตระกูลใหญ่ของแคว้นหงส์แดง
“ตระกูลจางของเราปกติแล้วมีกิจการหรือว่าดำรงตำแหน่งเป็ขุนนางกัน???”หนิงอ้ายสอบถามอย่างสงสัยเพราะในความทรงจำของเขานั้นมันช่างเลือนลางไปหมดแล้ว
“ตระกูลจางนั้นเป็หนึ่งในสี่ของตระกูลใหญ่แคว้นหงส์แดงขอรับมีทั้งกิจการเกี่ยวกับเหลาอาหารโรงเตี๊ยมรวมไปถึงมีเหมืองทองคำด้วยเช่นกันซึ่งรายได้หลักของตระกูลก็มาจากกิจการเหล่านี้อีกทั้งตระกูลจางนั้นได้มีการจัดตั้งสำนักศึกษาผิงอานแห่งนี้ขึ้นซึ่งในแต่ละปีจะมีการเปิดรับศิษย์ใหม่เข้ามาเล่าเรียนถึงจะไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าสำนักศึกษาสวัสดิการต่างๆสามารถเข้าถึงได้อย่างไม่มีค่าใช้จ่ายรวมไปถึงทรัพยากรในการฝึกตนนั้นก็ใช้ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด”
"และทางสำนักศึกษาผิงอานนั้นได้มีการรับจ้างงานต่างๆจากคนในยุทธภพรวมไปถึงตระกูลน้อยใหญ่มากมายไม่ว่าจะเป็การคุ้มครองการขนส่งสินค้าคุ้มครองคนในการออกตามหาสมุนไพรหรือสัตว์อสูรรวมไปถึงการรับจ้างล่ากระดูกิญญาอสูรตามใบสั่งซึ่งมีการให้ศิษย์สายในรวมไปถึงศิษย์สายหลักมีการรับภารกิจต่างๆเหล่านี้โดยที่ทางสำนักจะหักรายได้ไว้เพียงสามส่วนขอรับ”
‘มิน่าเล่าตอนที่หนิงอ้ายทำการปลุกพลังิญญาไม่สำเร็จจึงเป็ที่อับอายแก่ตระกูลจางอีกทั้งไม่ได้รับการยอมรับจากบรรดาเหล่าศิษย์ของสำนัก นานวันไปเื่ราวก็ถูกบิดเบือนความจริงไปเรื่อยๆโดยที่บิดานั่นไม่ออกมาป้องป้องเลยซักนิด’
‘ข้าจะทำให้พวกเ้าทุกคนจดจำนามของหนิงอ้ายให้ได้คอยดูเถอะ’หนิงอ้ายขบคิดอยู่ในใจ...