ก้านนิ้วเล็กปัดเส้นผมสีดำยาวที่ตกลงมาบนตำราทัดกับใบหูขาว ดวงตากลมโตจดจ้องบนตัวอักษรจากหมึกสีดำอย่างเหม่อลอย พลังงานบวกตอนเช้าที่เขาคิดว่าแผนการของตัวเองจะสำเร็จไปด้วยดี ระเหยออกไปจากร่างกายจนหมดเมื่อถูกความจริงที่ว่าเสด็จพ่อและพี่ชายของเข้าจะต้องจัดการงานเอกสารกองโตบนโต๊ะของแต่ละคนให้หมด
จวินหลิงหยางชุนอดเขกหัวตัวเองในใจไม่ได้ที่เขาลืมไปว่าเสด็จพ่อและพี่ชายทั้งสี่เป็ถึงองค์ชายที่มีหน้าที่สำคัญในการบริหารบ้านเมือง ไม่ได้ว่างมาเล่นกับเขาเหมือนเมื่อวานทั้งวัน
และเมื่อวานอาจเป็กรณีพิเศษสำหรับเขาที่พึ่งได้มาพบกับพี่ชายสี่คนครั้งแรก ท่านพ่อจึงให้เขากับพี่ชายได้ใช้เวลาด้วยกันเพื่อสร้างความสนิทสนม
เมื่อพวกเขาทำความรู้จักกันได้ดีแล้ว กิจวัตรของพี่ชายทั้งสี่จึงกลับมาล้นมือเหมือนเดิม ส่วนเขาที่ว่างงานที่สุดจึงทำได้เพียงนั่งอ่านตำราที่พี่รองนำมาให้ด้วยตนเองบนโต๊ะอ่านหนังสือสั่งทำพิเศษที่ไม่รู้ว่าท่านพ่อไปสั่งมาั้แ่ตอนไหน พอยามที่เขาก้าวเท้ามาในห้องนี้ก็เห็นชุดโต๊ะเก้าอี้กะทัดรัดพอดีกับส่วนสูงของเขา วางอยู่ข้างหน้าต่างเรียบร้อยพร้อมอุปกรณ์เครื่องเขียนครบครัน
องค์ชายน้อยพลิกหน้ากระดาษทำทีเป็ว่าตนกำลังตั้งใจอ่านตำรา แต่ความจริงแล้วเขากำลังคร่ำครวญกับระบบเพราะดูเหมือนภารกิจที่คิดไว้ว่าจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีจะล่มไม่เป็ท่าเสียแล้ว
เสด็จพ่อกับพี่ชายดูยุ่งอยู่กับงานจนเขาไม่กล้าเอ่ยปากชวนอีกฝ่ายไปที่สระบงกชหลวงเลย ถ้าขอไปเองก็ไม่มีทางสำเร็จแน่นอนอยู่แล้ว
จวินหลิงหยางชุนลอบถอนหายใจเป็ครั้งที่สิบพยายามขบคิดว่าเขาจะทำอย่างไรดี
เขาค่อนข้างมั่นใจในตัวเองพอสมควรว่าพี่ชายที่กำลังเห่อน้องจะต้องยอมทำตามปรารถนาของเขาเป็แน่ ถ้าเขาออดอ้อนชวนอีกฝ่ายไปเก็บฝักบัวที่สระบงกชหลวง แต่จะให้พวกเขาทิ้งกองงานที่ทำอยู่ตรงหน้า เขาก็รู้สึกว่าเห็นแก่ตัวเกินไปที่อยากทำงานของตัวเองให้เสร็จแต่ก็มาจากการเบียดเบียนงานของคนอื่น
ยิ่งงานที่ว่านั้นอาจเกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของประชาชนด้วยแล้ว ความกล้าของเขาที่ฮึกเหิมจากกำลังใจที่ระบบส่งให้ก็หดเล็กลงเหลือแค่เพียงหนึ่งนิ้ว
ััอุ่นที่ศีรษะหลังพี่ชายผลัดกันมาลูบหัวเขา ก่อนแยกย้ายไปทำงานของตัวเอง ทำให้เขาได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างไปด้วยความห่อเหี่ยว
ใบหน้าเล็กม่อยลง ก่อนจะแนบแก้มลงกับพื้นโต๊ะด้วยความผิดหวัง ดวงตาคู่โตลอบมองเสด็จพ่อและพี่ชายที่กำลังนั่งอ่านม้วนฎีกาต่างๆ ด้วยท่าทางเคร่งขรึมไม่ต่างจากตอนเข้าประชุมในห้องโถงเมื่อวานเลยสักนิด มีเสียงปรึกษากันระหว่างพี่ชายด้วยกัน และพี่ชายกะบเสด็จพ่อ ยิ่งทำให้เขาตัวเล็กลงไปอีกเพราะรู้สึกไร้ประโยชน์ที่ไม่สามารถ่แบ่งเบาอะไรได้เลย
เฮ้อ ภารกิจ์ก็เหมือนจะล่ม แล้วยังทำได้เพียงนั่งอ่านตำราค่าเวลาเฉยๆ ในขณะที่คนอื่นกำลังนั่งทำงานอย่างเคร่งเครียด มันทำให้เขารู้สึกเศร้าขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
ชีวิตก่อนหน้านี้ของเขาก็เป็แบบนี้ ทำได้เพียงแค่นอนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมของสถานพยาบาล ในขณะที่พ่อแม่ไปทำงานเพื่อหาเงินสำหรับค่าใช้จ่ายในครอบครัวรวมถึงค่าดูแลรักษาเขา พี่ชายพี่สาวทำหน้าที่ของตัวเองด้วยการไปโรงเรียน พอพี่ชายกับพี่สาวเรียนจบก็ได้ทำงานในตำแหน่งที่ดีสามารถช่วยดูแลพ่อแม่ได้
ในขณะที่เขาเองก็ยังใช้ชีวิตบนเตียงนอนเหมือนเดิมกับร่างกายที่อ่อนแรงลงทุกวัน
ในตอนนั้นมีหลายครั้งที่เขารู้สึกทรมานกับความไร้ประโยชน์ที่ได้แต่สร้างภาระให้กับครอบครัว แต่ในเสี้ยวเล็กๆ ก็ยังมีแสงแห่งความหวังจุดประกายราวกับเทียนที่ถูกจุดกลางสายฝนว่าอาจจะยังมีปาฏิหาริย์ให้เขาได้หายจากโรคนี้และสามารถใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปได้
เขาในเวลานั้นจินตนาการไว้หลายอย่างว่าถ้าร่างกายเขาดีขึ้น เขาจะสามารถหางานพาร์ทไทม์ที่ไม่ได้ใช้วุฒิการศึกษา อาจจะเป็งานใช้แรงงานเขาก็ไม่เกี่ยงเลยเพื่อหาเงินสำหรับใช้จ่ายของตัวเอง จากนั้นก็จะใช้เวลาว่างที่เหลือในการอ่านหนังสือเพื่อสอบเทียบความรู้ควบคู่กันไปด้วย แล้วจึงออกไปทำงานในตำแหน่งที่สูงขึ้นเพื่อที่เขาจะสามารถแบ่งรายได้มาตอบแทนให้กับพ่อกับแม่ที่ดูแลเขามาตลอดบ้าง
แต่ทุกอย่างที่คิดไว้ก็ต้องจบลงพร้อมกับชีวิตของเขา
เมื่อเขาได้ชีวิตใหม่จาก์แล้วเขาก็อยากทำตัวเองให้มีประโยชน์เพื่อตอบแทน์ และการที่เขาได้มาอยู่ในร่างกายขององค์ชายห้า เขายังได้รับความรักและการดูแลจากครอบครัวของอีกฝ่ายอย่างดีแม้จะอบอุ่นเกินไปหน่อย
ทว่าความตั้งใจเดิมของเขาที่จะตอบแทนบุญคุณและช่วยดูแลครอบครัวขององค์ชายห้าแทนอีกฝ่ายเขายังยึดมั่นเอาไว้เตือนใจตัวเองเสมอ แต่ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะยากกว่าที่เขาคิดมาก
ไม่ก็เป็เขาเองที่คิดว่าทุกอย่างนั้นง่ายดายเกินไป
วันนี้เขาตั้งใจวางแผนอย่างดีว่าจะสามารถทำตามได้ง่ายๆ แต่ลืมคิดถึงปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลให้แผนที่เขาวางไว้ไม่สำเร็จตามเป้าหมาย
'ทำยังไงดีล่ะระบบ นายได้ยินที่ขันทีของท่านพ่อบอกไหมว่ากองงานตรงนั้นมันเร่งด่วน แล้วอย่างนี้เราจะออกไปเก็บเมล็ดบัวสมุนไพริญญาได้ยังไง'
[ถ้าองค์ชายคนอื่นไม่ว่าง นายท่านลองขอไปที่สระบงกชหลวงกับพวกนางกำนัลไหมขอรับ]
'แล้วนายคิดว่ามีเปอร์เซ็นต์ที่คำขอนี้จะสำเร็จกี่เปอร์เซ็นต์'
[ระบบว่าน่าจะ 5 เปอร์เซ็นต์ ...ไม่สิ 0.5 เปอร์เซ็นต์ขอรับ]
ระบบตอบเสียงอ่อยทันที เพราะจากการคำนวณของเขาเป็ไปได้มากว่าฮ่องเต้และองค์ชายจะไม่เห็นด้วยเนื่องจากกังวลเื่สุขภาพของนายท่าน ที่ครั้งล่าสุดก็ล้มป่วยอย่างหนักหลังจากไปทำเก็บเมล็ดบัวสมุนไพริญญาเช่นกัน
จวินหลิงหยางชุนกลอกตาทันทีที่ได้ยินคำตอบของระบบก่อนจะเผลอถอนหายใจออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว
เกิดความเงียบปกคลุมในห้องกว้างทันที เสียงพูดคุยหยุดชะงักลง
จวินหลิงหยางชุนรีบเอามือเล็กๆ ยกขึ้นปิดหน้าของตัวเองทันทีด้วยหวังว่าทุกคนในห้องจะทำเป็ไม่เห็นเขา เหมือนที่ตอนนี้เขาไม่เห็นใคร
แน่นอนว่านั่นเป็เื่เพ้อฝันเท่านั้น เพราะเขาได้ยินเสียงฝีเท้าหลายเสียงเดินมาล้อมรอบโต๊ะอ่านหนังสือที่เขาฟุบหน้าอยู่
"เกิดอะไรขึ้นกับเสี่ยวชุนของพ่อกัน ถึงได้ถอนหายใจยาวขนาดนั้น" ััอุ่นๆ ที่มาพร้อมเสียงที่อ่อนโยนทำให้ดวงตาคู่โตของร่างเล็กที่หลบซ่อนภายใต้ฝ่ามือของตัวเองแดงระเรื่อขึ้นมาทันที
"เสด็จพ่อ..." จวินหลิงหยางชุนเอ่ยเรียบบิดาตัวเองเสียวแ่
"ว่าอย่างไรเ้าตัวเล็ก เงยหน้ามาคุยกันเร็ว ก่อนหน้านี้ลูกยังอารมณ์ดีอยู่เลยมิใช่เหรอ"
คนเป็บิดาอย่างจวินหลิงจางเสวียนเอ่ยหยอกเ้าตัวเล็ก และรอคอยให้บุตรชายคนนี้ได้ใช้เวลาของตัวเองเพื่อหันมาพูดคุยกัน ฝ่ามือใหญ่ของเขายังคงลูบและสางผมนิ่มเพื่อปลอบประโลมร่างน้อยที่ไม่ยอมหันหน้ามาหาเขา
ดวงตาคมดุของเขาสบตากับบุตรชายคนอื่นๆ ที่กังวลเกี่ยวกับเ้าตัวเล็กเช่นกัน
หัวใจของเขาอิ่มเอมเหลือเกินที่ลูกชายทั้งหมดรักใคร่และห่วงใยกันเป็อย่างดี
จวินหลิงหยางชุนที่ััได้ถึงความห่วงใยและกังวลของเสด็จพ่อก็รู้สึกผิดที่ทำให้อีกฝ่ายและพี่ชายเป็ห่วง
มือผอมละออกจากใบหน้าเพื่อกุมมือของบิดาเอาไว้ ก่อนจะยอมเงยหน้าขึ้นเพื่อเผชิญหน้ากับทุกคนหลังยืนยันกับระบบแล้วว่าเขาไม่ได้เผลอร้องไห้ออกมา
จวินหลิงจางเสวียนมองใบหน้าของลูกชายที่มีความเศร้าประดับอยู่เขาก็รู้สึกไม่สบายใจ
เขาอยากรู้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เสี่ยวชุนที่มีรอยยิ้มเต็มใบหน้าเมื่อเช้าถึงได้ดูเศร้าหมองจนน่าใจหายเช่นนี้
เขาเอื้อมมืออุ้มลูกชายตัวน้อยออกจากเก้าอี้ และเดินนำทุกคนไปยังตั่งกว้างสำหรับพักผ่อน
หลังจากวางลูกชายลงบนที่นั่ง เขาก็ทรุดตัวลงนั่งข้างกันเพื่อที่จะได้สังเกตใบหน้าของลูกชายได้อย่างชัดเจน
"พ่อกับพี่ชายพร้อมรอลูกพูดเมื่อพร้อมเสมอ"
ปลายนิ้วกลมมนกำบนชุดคลุมัของเสด็จพ่อแน่น ศีรษะที่ก้มลงเงยขึ้นก่อนจะไล่สายตามองพี่ชายทุกคนและสุดท้ายก็มาสิ้นสุดลงที่ใบหน้าของบิดาที่ทอดมองมายังเขาด้วยรอยยิ้มที่แสนใจดีอยู่เสมอ
เขาอดไม่ได้ที่ถอนหายใจออกมาเล็กๆ อีกครั้ง ก่อนจะยอมเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้ม
"ลูก ลูกอยากช่วยแบ่งเบางานของเสด็จพ่อกับพี่ชายบ้าง แต่ลูกรู้ว่าตัวเองไม่มีความสามารถอะไรเลยจึงได้ถอนหายใจออกมาพ่ะย่ะค่ะ"
รอยยิ้มแห่งความโล่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฮ่องเต้และเหล่าองค์ชายทันที ที่ได้รู้สาเหตุที่ทำให้เ้าตัวเล็กนี้มีท่าทางคิดหนักเสียจนพวกเขากระวนกระวายใจกันไปหมด
ทุกคนต่างความสุขฉายบนแววตาที่ได้รับรู้ว่าในหัวน้อยๆ นี้กำลังคิดหนักเพราะอยากช่วยงานพวกเขา
"โธ่ เสี่ยวชุนของพ่อไม่รู้ตัวเองเลยหรือ ว่าเพียงแค่เ้ามานั่งให้กำลังใจพ่อกับพี่ชายของเ้าในห้อง ก็ทำให้พ่อมีกำลังใจทำงานได้อย่างราบรื่นแล้ว"
"ใช่แล้วเสี่ยวชุน อย่างที่เสด็จพ่อบอกเลย เพราะวันนี้มีเ้านั่งอยู่ในห้องทำงานด้วย พวกพี่จึงจัดการกองเอกสารได้อย่างรวดเร็วขึ้นมาก"
องค์ชายใหญ่ส่งเสียงสนับสนุนบิดา
"งานของพี่เหลืออีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น แถมวันนี้ยังสามารถทำงานได้เยอะโดยไม่เหนื่อยเลยสักนิด"
องค์ชายรองเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ร่างสูงย่อกายลงแล้วหยิบมือน้องชายขึ้นมากุมไว้
"งานของพี่สามก็คืบหน้าเยอะมาก เสี่ยวชุนไม่ต้องเป็กังวลเลย"
"พี่สี่เก่งกว่าเยอะ พี่สี่จัดการงานเสร็จหมดแล้ว เหลือเพียงตรวจทานรายละเอียดเล็กน้อย พี่สี่ก็สามารถพาเสี่ยวชุนไปเล่นได้แล้ว"
จวินหลิงจางเฉิงอดใจไม่ไหวจริงๆ ที่จะไม่จิ้มแก้มนุ่มนิ่มของน้องชาย
ใครใช้ให้น้องชายของเขาน่ารักขนาดนี้กัน
ตัวก็เล็กเพียงนี้แถมยังแบกรับภาระหนักของร่างกายมากมาย ยังมีจิตใจงดงามอยากแบ่งเบางานจากพวกเขาอีก
เสี่ยวชุนของเขาเติบโตมาได้ดียิ่งนัก
ใบหน้าขององค์ชายห้าเต็มไปด้วยความงงงวยสุดขีด ดวงตาคู่โตของเขามีแต่ความไม่เข้าใจ
นิ้วน้อยถูกเ้าของยกขึ้นชี้เข้าหาตัว ตามด้วยเสียงเล็กของเด็กชายที่เอ่ยออกมาอย่างเลิ่กลั่ก
"แต่ว่า...น้องไม่ได้ทำอะไรเลยนะขอรับ น้องนั่งอ่านตำรานิ่งๆ เลย"
จวินหลิงจางเสวียนเขารู้สึกว่าต้องระงับตัวเองอย่างมากไม่ให้อุ้มลูกชายขึ้นมาฟัดกอดให้สมกับความน่ารักของเ้าตัวที่ชอบทำให้ผู้อื่นมีรอยยิ้มอยู่เสมอ
แม้บางครั้งเสี่ยวชุนจะทำเพียงแค่อยู่เงียบๆ และมองพวกเขาด้วยสายตามึนๆ อย่างเด็กที่ทำอะไรไม่ถูกก็ตาม เหมือนเมื่อวานนี้ที่ถูกเหล่าพี่ชายแย่งตัวไปมา แต่ก็ยังปล่อยเลยตามเลยไม่ขัดขืนสักนิด
"เสี่ยวชุนเด็กดีของพ่อ พ่ออยากให้เ้าฟังคำพูดของพ่อ เวลานี้ไม่ใช่ว่าพ่ออยากกีดกันเ้าจากเื่งาน เพียงแต่พ่อของเ้าเรียงลำดับสำคัญไว้แบบนี้ เื่สุขภาพของเ้าสำคัญเป็อันดับหนึ่งในใจของพ่อ เมื่อสุขภาพของเ้าดีมากขึ้นและเ้าอยากเรียนรู้งาน หรือมีความสนใจด้านไหน พ่อคนนี้จะส่งเสริมเ้าอย่างเต็มที่ เ้าจะไม่สนใจเื่งานราชการ อยากหันเหไปด้านอื่น พ่อก็จะไม่ตำหนิเ้าเลยสักนิด"
ฮ่องเต้ผู้ควบตำแหน่งบิดาคนหนึ่งเช่นกัน เฝ้ามองลูกชายค่อยๆ คิดกับคำพูดของเขา โดยมีลูกชายอีกสี่คนพยักหน้าเห็นด้วย
ยามพวกเขายังเป็เด็กเสด็จพ่อก็เอ่ยเช่นนี้กับเขาเช่นกัน โดยเฉพาะเขาที่เป็องค์ชายใหญ่และให้กำเนิดโดยฮองเฮา ก็เหมือนกับได้แบกรับตำแหน่งว่าที่ฮ่องเต้คนต่อไปไว้กลายๆ แต่เสด็จพ่อก็ไม่ได้กดดันเขาเลย แต่ให้เขาได้ลองเรียนรู้งานในหลายๆ ทั้งงานที่เกี่ยวกับราชการและงานของคนทั่วไป เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ตัวเองว่ามีความชอบด้านไหน
แม้ว่าคนทั่วไปจะเอ่ยเรียกว่าเขาคือองค์รัชทายาทั้แ่แต่เขาลืมตาดูโลกแล้ว แต่สำหรับเสด็จพ่อเขาคือองค์ชายคนหนึ่งที่เป็บุตรชายของท่านเท่านั้น ไม่ได้แบกรับหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น นอกเสียจากศึกษาความรู้พื้นฐานและเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อค้นหาตัวเอง
จวบจนเข้าพิธีสวมกวานในวัยที่อายุครบ 18 ปี เสด็จพ่อจึงได้เอ่ยถามเขาอีกครั้งว่าเขาตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตอย่างไร
เมื่อเขายืนยันกับเสด็จพ่อว่าอยากเป็องค์รัชทายาทเพื่อช่วยเสด็จพ่อดูแลแคว้นหลานหลิงต่อไปในอนาคต เสด็จพ่อจึงได้ทำพิธีแต่งตั้งเขาเป็องค์รัชทายาทอย่างเป็ทางการ
น้องชายคนอื่นก็เช่นเดียวกัน แต่อีกฝ่ายมีเขาที่เป็พี่ใหญ่ที่ห่างกันไม่มากนัก เมื่อได้อยู่ด้วยกันบ่อยจึงมักมีความสนใจในเื่เดียวกัน และตามประสาน้องชายที่มักจะอยากเดินตามรอยพี่ชาย จึงกลายเป็ว่า น้องรอง น้องสามและน้องสี่ก็มีความสนใจในเื่การช่วยเหลือเสด็จพ่อบริหารบ้านเมืองเช่นกัน
โดยเฉพาะน้องสี่ที่เกิดหลังพี่ๆ หลายปี แต่เพราะเกิดร่วมมารดาเดียวกับเขา จึงมักเอาตัวเองเข้ามาหาพี่ชายทั้งสามคน จนได้เรียนรู้เื่ต่างๆ ค่อนข้างไว อีกฝ่ายจึงเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลืองานของเสด็จพ่อและพวกเขาั้แ่อายุเพียงสิบกว่าขวบด้วยซ้ำ
จวินหลิงจางหย่งค่อนข้างเข้าใจน้องห้าบางส่วน เพราะอีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองถูกถอยห่างมานานหลายปีจึงมีความรู้สึกที่ไม่มั่นคงนี้เกิดขึ้น ซึ่งความจริงแล้วน่าจะเป็ความผิดของพวกเขาที่ให้ความใส่ใจกับน้องชายคนนี้ช้าเกินไป
จวินหลิงหยางชุนที่ไตร่ตรองตามคำพูดที่แสนอบอุ่นของเสด็จพ่อแล้ว เขาก็ได้ตระหนักว่าแม้ยามนี้เขาจะไม่สามารถช่วยเหลือเื่งานได้ แต่เขาก็มีความสามารถของระบบที่สามารถอัปเกรดวัตถุดิบแสนอร่อยและสมุนไพริญญาเพื่อบำรุงสุขภาพของทุกคนได้!
ดวงตากลมโตกลับมาฉายประกายแห่งความสุขและความมุ่งมั่นอีกครั้ง รอยยิ้มหวานผุดขึ้นบนใบหน้าบอบบาง เอ่ยกับทุกคนว่า
"ลูกจะรักษาสุขภาพตัวเองให้ดีขึ้นไวไว เพื่อที่ลูกจะได้เรียนรู้ว่าตัวเองชอบทำอะไร ระหว่างนี้เสด็จพ่อกับพี่ชายต้องบอกลูกนะพ่ะย่ะค่ะถ้าเสด็จพ่อกับพี่ชายเหนื่อย ลูกจะคอยส่งเสบียงอาหารอร่อยๆ ให้ทุกคนกินแก้เหนื่อยดีไหมพ่ะย่ะค่ะ"
Talk : ส่งการบ้านค่ะ เอ็นจอยกับการอ่านนะคะ