ในท่ามกลางความมืดนั้น เขาพินิจพิจารณาใบหน้าที่อาบไล้อยู่ด้วยแสงจันทร์ มองเห็นความเยือกเย็นสุขุมที่ปรากฏอยู่ได้อย่างชัดเจน รวมทั้งความภาคภูมิในศักดิ์ศรีที่เด่นชัดอยู่ ในบางครั้งความรู้สึกเช่นนั้นจะปรากฏออกมาให้เห็นตรงมุมปาก และเสียงพูดที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ความรู้สึกชื่นชมจึงบังเกิดขึ้นในแววตา ใคร่รู้ขึ้นมาในทันทีทันใดว่า พันตรีเวดจะรู้หรือเปล่าว่าตัวเองเป็ผู้ชายที่โชคดีถึงเพียงนี้
“ถ้าจะให้ผมพูดตามความจริงนะครับ คุณนายเวด คุณเป็ผู้หญิงที่ฉลาดหลักแหลมมาก”
รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้น ทําให้ใบหน้ากร้าวกระด้างของเขาอ่อนโยนลง
“พูดจริงหรือพูดเล่นกันคะนี่ ผู้กอง”
“ผมพูดปดไม่เป็หรอกครับ”
“ถ้าอย่างนั้น ฉันเห็นจะต้องเขียนจดหมายไปถึงญาติคนหนึ่งในเมมฟิส แล้วก็ชวนเธอให้มาเที่ยวที่นี่เสียแล้วสิ”
ฮันน่าเผยความคิดของตนเองออกมา ขณะเดียวกันก็จับตาดูปฏิกิริยาของเขาอยู่
“จะได้แนะนําให้รู้จักกับคุณไงล่ะ”
“เธอเป็คนใต้หรือเปล่าครับ"
“ทําไม คุณชอบผู้หญิงทางใต้เป็พิเศษอย่างนั้นหรือคะ ผู้กอง”
“ครับ คือผู้หญิงชาวใต้น่ะมักจะมีผิวที่อ่อนนุ่มขาวเนียน เหมือนกลีบดอกแมกโนเลียไงครับ”
เขาพูดขรึม ๆ ระบายควันบุหรี่ออกมาช้า ๆ เป็ทางยาว
“ใช่ ฉันเห็นด้วยที่ว่า ผู้หญิงทางใต้นผิวสวยจริงๆ”
ฮันน่าสนองตอบ แต่ดูเหมือนจะมีเลศนัยบางอย่างที่แฝงอยู่ในดวงตาของเขา
อันที่จริง เขาควรจะเล่าให้เธอฟังว่า มันมิใช่ใบหน้าของผู้หญิงเ่าั้หรอกที่เขากําลังนึกถึง แต่จากสีหน้าที่บริสุทธิ์ผุดผ่องของฮันน่านั่นเองที่เตือนเขาว่า นอกเหนือจากสภาพการแต่งงานของเธอแล้ว ฮันน่าได้รับการปกป้องคุ้มครองไว้จากความรู้สึกในด้านลบทั้งมวล
“แล้วเธอชื่ออะไรล่ะ”
ฮันน่าเอ่ยถามขึ้นลอย ๆ
“ใครครับ”
เจคงงไป
“ก็คนที่คุณจําได้ว่าผิวพรรณนวลนุ่มนั่นไงล่ะ คุณรักเธอมากหรือคะ”
“นั่นมันเื่นานมาแล้วละครับ คุณนายเวด”
เขาเงี่ยหูฟังเสียงแห่งยามราตรี ได้ยินเสียงความทรงจําของตนเองที่ย้ำเตือนอยู่แ่เบา
“เกิดอะไรขึ้นหรือคะ หรือว่าคุณไม่อยากพูดถึงมันอีก”
ฮันน่าถาม
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ”
คัทเตอร์ยักไหล่ปฏิเสธในคําถาม
“เป็แต่เพียงว่าเธอไม่ชอบคนที่อยู่ในเครื่องแบบ โดยเฉพาะเครื่องแบบที่ผมสวมอยู่ เธออยากจะให้ผมลาออกจากทหาร และผมก็ปฏิเสธ”
“แหม...น่าเสียดายจัง”
ฮันน่าเผลอพูดออกมาเบา ๆ
“แต่ผมไม่เสียใจหรอกครับ” คัทเตอร์ตอบ “ผมไม่ได้ปฏิเสธความรักของเธอ เพียงแต่ไม่้าความเกลียดเท่านั้น”
เสียงหัวเราะจากในบ้านดังขึ้นพร้อมกัน และเสียงนั้นเองที่เตือนฮันน่าให้นึกถึงหน้าที่ ในฐานะเ้าภาพของเธอ ผ้าคลุมเลื่อนลงจากไหล่ขณะที่เธอตั้งท่าจะเดินไปยังประตู
เครื่องหมายยศที่ติดไว้บนเครื่องแบบเป็ประกาย เมื่อเขาโค้งคํานับให้เธอ เรือนผมเป็สีดําสนิทอยู่ในความมืดของยามราตรี
“ผมขอขอบคุณอย่างยิ่งเลยครับ คุณนายเวด ที่ชวนผมมาร่วมงานวันนี้ด้วย”
สีหน้าของเขาบอกความเคารพ และชื่นชมในตัวเธออยู่ไม่น้อย
“อันที่จริงคุณไม่ควรจะปลีกตัวกลับเร็วอย่างนี้เลย”
ฮันน่ารู้สึกแปลกใจตัวเองที่ทักท้วงออกไป
“ครับ แต่มันก็ไม่มีเหตุผลที่ผมสมควรจะอยู่ต่อเช่นกัน”
เขาตอบ
“แต่งานยัง...”
เธอเหลียวมองไปทางหน้าต่างบ้าน
“ผมเข้ากับเขาไม่ได้หรอกครับ ซึ่งเราทั้งสองคนต่างก็รู้ดีกันอยู่แล้วครับ คุณนายเวด”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่มิได้ขออภัยเลย
“ผมอาจจะชอบความสนุกในแบบที่มันหยาบกว่านี้ก็ได้ เช่นเมื่อสูบซิการ์อย่างนี้แล้ว ก็ควรจะตามด้วยวิสกี้นิดหน่อย และถ้าเล่นโป๊กเกอร์กับมือดี ๆ ก็จะช่วยเพิ่มรสชาติให้ดีขึ้นครับ”
“แหม...ทั้งดื่มทั้งการพนันเชียวนะ คุณทําให้ฉันรู้สึกผิดหวังจัง ผู้กอง”
“ครับ ต้องเรียกว่ามันเป็บาปบริสุทธิ์จะดีกว่า”
“นั่นสิ”
รอยยิ้มฉาบขึ้นบนเรียวปาก ลักยิ้มบนแก้มซ้ายกดลึกลง เธอจรดจ้องเขาอยู่เป็ครู่ ก่อนที่จะยื่นมือให้
“ถ้าเช่นนั้นก็สวัสดีนะคะ ผู้กองคัทเตอร์”
“ครับผม คุณนายเวด”
เขาจุมพิตเบา ๆ ลงตรงข้อนิ้ว สูดกลิ่นหวนหอมของผ้าเนื้อนวลเนียนนั้น
และแล้ว เธอก็กรายร่างกลับเข้าประตูไป อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคัทเตอร์ถูกทอดทิ้งไว้ตามลําพังกับยามราตรีอันสงัดเงียบ เขาอัดควันซิการ์เป็ครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะดีดมันทิ้งไปในความมืด และก้าวลงบันไดเดินเลี้ยวไปตามเรือนแถวที่พักของนายทหาร จนถึงบริเวณที่อยู่ของคนโสด รู้สึกว่าถ้าได้ลิ้มรสวิสกี้ดี ๆ สักแก้ว คงจะช่วยให้บรรยากาศดีขึ้นกว่านี้อีกมาก
“ฮาเยส...ฮาเยส...”
เขาะโร้องเรียกทหารรับใช้ด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ปลดกระดุมเสื้อผ้าชุดเครื่องแบบออก ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้อง
นิโกรร่างผอมเกร็ง อายุอานามอยู่ในวัยรุ่นรีบวิ่งเข้ามาในห้อง กระตือรือร้นที่จะได้รับใช้เ้านายของตน
“ครับผม ผู้กอง”
ฮาเยสเป็เด็กนิโกรที่มาจากฟิลาเดลเฟีย เคยรู้จักตะวันตกมาก่อน จนกระทั่งเมื่อสองเดือนก่อนที่ถูกส่งตัวมา ขณะนี้เขายังขี่ม้าไม่ได้ ยิงปืนไม่เป็ แต่ก็เป็เด็กหนุ่มที่มีนิสัยร่าเริง เต็มใจที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ในกองทหารแห่งนี้
“ไปเอาเหล้า...กับเสื้อกางเกงชุดสีน้ำเงินมา”
คัทเตอร์ถอดเครื่องแบบออก โยนลงบนพนักเก้าอี้ เพื่อให้ฮาเยสมาเก็บกลับไป
“จะออกไปข้างนอกอีกหรือครับ”
ฮาเยสพยายามทํางานทุกอย่างไปในเวลาเดียวกัน คือเดินหยิบเสื้อที่เ้านายถอดทิ้งไว้
“จะไปไหนต่อล่ะครับ”
“จะไปดูสิว่า ที่ห้องของกริมชอว์ เขาเล่นไพ่กันหรือเปล่า ถ้าเขาไม่เล่นกัน เราก็จะได้ไปลงมือเสียเลย”
“โป๊กเกอร์หรือครับ เอ้อ...แล้วนายจะไม่ให้ผมตามไปดูด้วยหรือครับ”
เขาชะงักมือที่ถือแก้วเหล้าไว้ คล้ายจะเกิดความไม่แน่ใจขึ้นมา แต่แล้วก็กระดกเหล้าเข้าปาก สันกรามและโหนกแก้มเครียดขึ้น
“ไม่ต้องหรอก ฮาเยส”
เป็คําตอบห้วน ๆ
มันมีเส้นขีดคั่นอยู่ระหว่างนายทหารกับพลทหารที่ถูกเกณฑ์มา มันเป็เส้นที่ไม่มีผู้ใดจะข้ามล่วงล้ำไปได้ ความหมายของคําว่า ‘ยศ’ คือการยึดมั่นในคําสั่งและหลักการ และผู้ที่ได้รับคําสั่งมีหน้าที่ในการปฏิบัติตาม โดยจะตั้งคําถามมิได้
“ครับผม”
ฮาเยสรับคําสั่งอย่างหดหู่ คัทเตอร์รินเหล้าให้ตนเอง กระดกขึ้นใส่ปากอึกอัก และแต่งตัวใหม่
อีกสามสิบนาทีต่อมา เขาก็นั่งอยู่ที่โต๊ะโป๊กเกอร์ที่ตั้งอยู่ในห้อง ซึ่งจัดขึ้นโดยเฉพาะทางด้านหลังร้านของค่ายโอ๊ทส์ กริมชอว์ ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เข้ามาขายของในกรมทหาร ได้จัดห้องนี้ไว้เป็พิเศษ สําหรับระดับนายทหารเท่านั้น ผู้ที่มิใช่ชั้นสัญญาบัตรจะไม่มีโอกาสเข้ามาในห้องนี้อย่างเด็ดขาด และได้มีการจัดตกแต่งห้องให้เหมาะสมกับบรรยากาศ สําหรับการพักผ่อนสําหรับนายทหารทั้งหลาย มีหนังสือพิมพ์รายวันฉบับล่าสุด และแม็กกาซีนจากตะวันออกวางไว้บนโต๊ะ ที่ตั้งอยู่ตามมุมห้องใกล้กับเก้าอี้นวมที่ใช้ในการนั่งพัก ถ้าจะพูดกันตามความจริงแล้ว การเล่นการพนันเป็การผิดระเบียบของราชการทหาร แต่การเล่นกันในระหว่างเพื่อนฝูง ถือว่าเป็สิ่งซึ่งใช้สําหรับการพักผ่อน
ผู้ที่นั่งร่วมโต๊ะโป๊กเกอร์นั้น นอกจากคัทเตอร์แล้ว ยังมีนายทหารอีกสองคน ซึ่งมียศร้อยตรีด้วยกันทั้งคู่ อีกคนหนึ่งคือ ฮาย โบเลอร์ เ้าของและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ซิลเวอร์ซิตี้ กาเซทท์ ส่วนคนที่แต่งกายภูมิฐาน คือ โอ๊ทส์ กริมชอว์ เ้าของร้านนั่นเอง
ไพ่ของคัทเตอร์มีเอซขึ้นอยู่คู่หนึ่ง เขาโยนชิปลงไปกลางโต๊ะโดยไม่จําเป็ต้องดูไพ่ทั้งหมด รอแต่เพียงว่าใครจะสู้
ดูเหมือนทุกคนจะพร้อมใจกันโยนชิปลงไปตรงกลางโต๊ะ และพร้อมที่จะรอดูเมื่อเปิดไพ่ใบสุด โอ๊ทส์ กริมชอว์ เป็ฝ่ายหลบคนแรก
“มาเสียทีเถอะน่า คุณหญิงผู้นําโชค”
เสียงบรรณาธิการเอ่ยขึ้นกับตัวเองเบา ๆ ขณะที่ค่อย ๆ บรรจงเลื่อนไพ่ของตนให้เผยออกมาให้เห็นทีละน้อย ๆ เขาเป็บุรุษร่างใหญ่เรือนกายล่ำสัน ใบหน้าเหมือนสุนัขพันธุ์บูลด๊อก และเป็ชาวตะวันออก ซึ่งไม่ยอมเปลี่ยนแปลงลักษณะการแต่งกายให้เป็แบบตะวันตก ยังคงสวมเสื้อกั๊ก มีนาฬิกาสายทองแขวนอยู่ตรงกระเป๋ากางเกง
“เออ...พูดถึงคุณผู้หญิง”
กริมชอว์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ จับตาดูคนอื่น ๆ ที่เล่นกันต่อไป
“วันนี้รู้สึกว่าคุณไม่ได้อยู่ในงานปาร์ตี้ ที่บ้านเวดจัดขึ้นต้อนรับนายร้อยคนใหม่กับภรรยาเขานานเท่าที่ควรเลยนี่ผู้กอง”
มันเป็เพียงการตั้งข้อสังเกตขึ้นมาลอย ๆ มิได้้าคําตอบอะไร
“คุณนายเวดนเป็ผู้หญิงที่สวยจริง ๆ นะ ผมว่า”
“ผู้หญิงทุกคนก็สวยด้วยกันทั้งนั้นแหละ”
คัทเตอร์ตอบด้วยน้ำเสียงแห้งแล้ง ใช้มีดตัดปลายซิการ์มวนใหม่ออก ก่อนที่จะคาบไว้ในปาก
“เอ...แต่ผมเคยเห็นอะไรบางอย่างพิสูจน์ได้ว่าคําพูดนั้นมันไม่จริงนะ”
นายทหารยศร้อยโทซึ่งยังเป็โสดเหมือนทหารหนุ่มคนอื่น ๆ เอ่ยขึ้น
“นั่นเป็เพราะว่าคุณเข้าใกล้ชิดเธอมากเกินไปน่ะสิ”
คัทเตอร์พูดยิ้ม ๆ โยนชิปเพิ่มลงในกองกลาง เพราะเอซคู่นั้นเป็สิ่งที่ยังน่าต่อรองอยู่
“สิ่งที่เราเรียกว่าความสวย หมายถึงว่าถ้าเราไม่พิศจนเกินไปนักย่อมจะหารอย ตําหนิไม่พบต่างหาก”
“นั่นสิ ผมว่าถ้าเราจะไม่ถึงกับใช้แว่นขยายส่องดูรอยนิ้วมือของผู้ชายคนอื่นที่ติดอยู่บนตัวเธอต่างหาก”
ฮาย โบเลอร์ ขมวดคิ้วนิ่วหน้ากับไพ่ในมือ
“ผมมองไม่เห็นประโยชน์เลยที่จะคิดถึงผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งมีคนอื่นเป็เ้าของอยู่แล้ว”
เขาเลื่อนมือไปหยิบชิปโยนลงในกองกลาง
“เอ้า...ผมขอดู”
นายร้อยโทอีกคนหนึ่งก้มลงมองไพ่ในมือของตน
“ใครจะเป็เ้าของผมไม่รู้หรอกนะ แต่ถ้าผู้หญิงจะสวยแล้ว ในสายตาผมหมายถึงจะต้องมีผมสลวยยาวอย่างนั้นถึงจะสวยจริง โดยเฉพาะถ้าเราได้ปลดมวยของเธอลง”