“แล้วเจอกันที่กรุงเทพนะ เที่ยวกันให้สนุกล่ะ”
อมรศิลป์บอกกล่าวภูธิป และเลยมาที่ทิพยดาและตวิษาด้วย ก่อนที่จะเข้าไปในโซนที่เป็นโซนขึ้นเครื่องบิน ซึ่งเมื่อได้ทำการสู่ขอสาวให้แก่หลายชาย อย่างภูธิปเรียบร้อยแล้ว อมรศิลป์ก็ให้ภูธิปมาส่งขึ้นเครื่องบินที่สนามบิน เพื่อกลับไปยังกรุงเทพก่อน
ส่วนภูธิป, ทิพยดาและตวิษานั้นมีแพลนว่าจะไปเที่ยวไหว้พระกันต่อ เพราะไหนๆ ก็ได้มาแล้ว และก็จะเลยไปพักค้างคืนอยู่ที่วังน้ำเขียวเพื่อปลดปล่อยชีวิตไปกับธรรมชาติ แล้วค่อยกลับมาสู่ความวุ่นวาย และต้องวิ่งแข่งกับเวลาในการทำงานที่กรุงเทพกันต่อไป
“ขอบคุณ คุณอามากนะครับ แล้วเจอกันที่กรุงเทพครับ สวัสดีครับ”
ภูธิปกล่าวขอบคุณอมรศิลป์อย่างซาบซึ้งในน้ำใจ เพราะตั้งแต่ที่มารดาของเขาเลิกรากับบิดา เหตุจากความเจ้าชู้มีบ้านเล็กบ้านน้อยไปเรื่อย บิดาก็ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน ก็ได้อมรศิลป์นั่นแหละที่เปรียบเสมือนเป็นบิดาอีกคนก็ว่าได้ คอยช่วยเหลือเกื้อกูลภูธิปมาโดยตลอด ภูธิปจึงเคารพรักอาคนนี้มาก
“สวัสดีค่ะคุณอา”
ตวิษากล่าวร่ำลาพร้อมกับยกมือไหว้ อย่างนอบน้อม และรู้สึกดีต่อครอบครัวนี้เอามากๆ เพราะแต่ละคนไม่ได้คิดว่าเธอเป็นคนอื่นคนไกลที่ไหน เห็นเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งบางทีก็อดเปรียบเทียบกับญาติฝั่งเธอไม่ได้ ที่ต่างคนต่างอยู่ต่างคนต่างทำมาหากินของใครของมัน ญาติคนไหนเดือดร้อน ขอความช่วยเหลือกันไปตามเรื่อง ก็ไม่คิดจะแยแส หนำซ้ำยังว่าให้อีกต่างหาก
“ผมไปนะครับ”
อมรศิลป์หัมายกมือไว้ทิพยดา อดีตพี่สะใภ้ เพราะทิพยดานั้นมีอายุแก่กว่า
“กลับดีๆนะ ขอบใจมากนะที่เป็นธุระให้ในวันนี้”
ทิพยดาก็ยกมือขึ้นรับไว้ และรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของอมรศิลป์ ที่ไม่เคยทอดทิ้งลูกของเธอ ไม่เหมือนกับบิดาบังเกิดเกล้าของภูธิป ที่ไม่เคยมีสักครั้งเลย ที่จะหันกลับมาสนใจไยดีลูก เอาแต่ความสุขของตัวเองเป็นใหญ่อยู่ร่ำไป
“เจ้าธิปมันก็หลานผม ไม่ต้องขอบจงขอบใจหรอกครับ ผมไปแล้วนะ... ไปแล้วนะเด็กๆ”
อมรศิลป์กล่าวจบก็เดินห่างออกไป ไปขึ้นบันไดเลื่อนขึ้นไปยังห้องห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องรอขึ้นเครื่องบิน พอเห็นว่าอมรศิลป์เดินลับหายเข้าไปในห้องนั้นแล้ว ภูธิปจึงพาทิพยดาและตวิษาเดินออกจากอาคาร กลับไปขึ้นรถบีเอ็มดับเบิ้ลยู ที่จอดอยู่ที่ลานจอดรถ
“เดี๋ยวเราไปไหว้พระแถวๆ นี้กันนะคะคุณแม่”
ระหว่างทางที่เดินมายังลานจอดรถ ตวิษาหันมาพูดกับทิพยดา โดยเปลี่ยนการเรียกขานจาก ‘คุณป้า’ มาเป็น ‘คุณแม่’ ตามที่ทิพยดาบอกให้เรียกก่อนหน้าโน้น
“อืม!! ก็ดีเหมือนกันนะ ไปไหว้พระแถวๆ นี้กันก่อน จะได้เป็นสิริมงคลในการเดินทางกันต่อ แล้วแถวๆ นี้มีวัดไหนที่ดังๆ และขึ้นชื่อบ้างล่ะหนูไก๊ด์??”
ทิพยดาพยักหน้าตอบรับ คำบอกกล่าวของตวิษา พร้อมกับถามผู้เป็นเจ้าถิ่น เพื่อให้ผู้เป็นเจ้าถิ่นอย่างตวิษา เป็นผู้นำเสนอและพาไปเยี่ยมชม
“ที่ดังๆ และขึ้นชื่อของที่นี่ ก็จะเป็น *พระเจดีย์มิ่งมงคล และก็ **วัดป่ากุง น่ะค่ะ ถ้ายังไงเราไปพระเจดีย์มหามิ่งมงคลกันก่อน แล้วค่อยไปวัดป่ากุงกันต่อนะคะ”
ตวิษาครุ่นคิดอยู่สักหนึ่ง จึงเอ่ยชื่อสถานที่อันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และโด่งดังให้ทั้งทิพยดาและภูธิปรับรู้รับทราบ
“อืม!! โอเคตามนั้น”
ทิพยดาพยักหน้าตอบรับตามคำพูดของตวิษา อย่างคล้อยตามแต่โดยดี ส่วนภูธิปนั้นก็ไม่พูดอะไรออกมา ปล่อยให้สองสาวต่างวัยพูดกัน โดยตัวเขาก็ทำหน้าที่เป็นสารถีให้แก่สองสาวต่างวัย ได้ไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ด้วยความปลอดภัย
เมื่อเดินกันมาถึงรถยนต์บีเอ็มดับเบิ้ลยู คนทั้งสามก็ขึ้นนั่งกันภายในรถ โดยภูธิปเป็นคนขับ ตวิษาคอยนั่งอยู่ข้างๆ ช่วยบอกทางและช่วยพูดคุยไปกับภูธิปตลอดทาง เพื่อไม่ให้ภูธิปง่วงระหว่างขับรถ ส่วนทิพยดานั่งอยู่เบาะหลัง ดูวิวทิวทัศน์สบายอารมณ์ และบางครั้งก็เผลอหลับด้วยก็มี
๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑
หมายเหตุ :
*พระเจดีย์มิ่งมงคล จ. ร้อยเอ็ด เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ที่วิจิตรพิสดาร ใช้ศิลปกรรมร่วมสมัยระหว่างภาคกลางและภาคอีสาน เป็นการผสมผสานกันระหว่าง พระปฐมเจดีย์และพระธาตุพนม ดำเนินการก่อสร้างโดย พระอาจารย์ศรี มหาวิโร ซึ่งเป็นศิษย์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งออกแบบโดยกรมศิลปากรเป็นสีขาว ตกแต่งลวดลายตระการตาด้วย สีทองเหลืออร่าม รายล้อมด้วยเจดีย์องค์เล็กทั้ง 8 ทิศ รวมยอดทองคำ ภายในองค์พระมหาเจดีย์เหมือนอยู่บนวิมานแดนสวรรค์
**วัดป่ากุง จ. รายเอ็ด หรือวัดประชาคมวนาราม เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สวยงามเป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ ทำจากหินทรายธรรมชาติเป็นแห่งแรกในประเทศไทย นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาสถานที่สวยงาม และยิ่งใหญ่ โดยจำลองแบบการก่อสร้างมาจากบุโรพุทโธ ประเทศอินโดนีเซีย (ข้อมูลจาก https://www.paiduaykan.com/travel/ที่เที่ยวอีสาน)