จิตสังหารของเมี่ยชางเซิงปะทุออกมาอย่างบ้าคลั่งผมยาวดำลอยขึ้นสูงพลันเคลื่อนที่เข้าไปอยู่ด้านหน้าหลินหยางอย่างรวดเร็วจนมองเห็นตัวเขาเป็นแค่ประกายแสงอันชั่วร้ายสายหนึ่งเท่านั้น
บนตัวของเขาเองก็สวมใส่ไว้ด้วยชุดเกราะกระดูกขาวที่ดูมืดมนสุดแสนชุดเกราะนี้ก็เป็นสมบัติชั้นยอดเหมือนกันซึ่งมันมีพลังมากพอที่จะสามารถลดผลกระทบของพลังเพลิงอัสนีม่วงที่ทำให้ร่างกายของเขาอ่อนแอลงได้ทำให้สามารถต่อสู้กับหลินหยางได้อย่างสูสีดุเดือด
ดาบกระดูกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายเล่มนั้นได้ฟาดฟันคมดาบอันแหลมคมออกมาอย่างรวดเร็ว เพียงเสี้ยวพริบตาเดียวก็มีคมดาบห้าสายถูกฟาดฟันออกไปรวมกันเป็นฝ่ามือกระดูกขาวขนาดมหึมาหนึ่งฝ่ามือ พุ่งเข้าหาหลินหยางอย่างรุนแรง
ห้าดาบตัดวิญญาณ!
ตายไปซะ!!
เมี่ยชางเซิงได้ใช้วิชาที่ฝึกฝนมาจากบ้านเกิดออกไป
มันคือเคล็ดวิชาดาบระดับพลังธรรมชาติของลัทธิวิญญาณอสูรฝ่ามือกระดูกขาวขนาดมหึมาเป็นคลื่นคมดาบห้าสายที่สามารถฟันออกไปจนไกลจากตัวดาบได้แล้วแม้ตัวคนอยู่ห่างไกล แต่กระบวนท่ากลับพุ่งไปถึงศัตรูแล้วพริบตาเดียวหลินหยางก็ถูกคมดาบนั่นดักเอาไว้แล้วโดยเป้าหมายของคมดาบทั้งห้าสายคือการฉีกกระชากร่างกายของอีกฝ่ายให้แหลกละเอียดเป็นชิ้นๆเสีย
แต่หลินหยางก็สมกับเป็นหลินหยาง
เมื่อเผชิญหน้ากับเพลงดาบอันทรงพลังที่เมี่ยชางเซิงฟันออกมาอย่างสุดกำลังเขาก็ได้กระตุ้นพลังเพลิงอัสนีม่วงให้ไหลเวียนไปทั่วร่างกายอีกครั้งสัญลักษณ์บนหน้าผากของเขาพลันเปลี่ยนไปเป็นรูปเต่าวิเศษสีดำ พลังป้องกันพลันเพิ่มสูงขึ้นอย่างเท่าทวีคูณ
ลักษณ์แห่งเต่าดำ เสริมด้วยวิชาร้อยดาบไร้ร่องรอย!!
เพลงดาบขั้นสุดยอดของต้วนเทียนหยาได้ถูกหลินหยางนำมาปรับเปลี่ยนจนกลายเป็นเพลงดาบเฉพาะตัวอันทรงพลังของหลินหยางแล้ว
ทันทีที่วิชาร้อยดาบไร้ร่องรอยถูกใช้ออก ก็เกิดเป็นประกายดาบและคมดาบจำนวนนับไม่ถ้วนที่ลอยอยู่บนอากาศอย่างแน่นขนัดรอบตัวหลินหยางซึ่งมันได้มาเรียงกันจนกลายเป็นม่านพลังป้องกันแห่งวิถีดาบสายหนึ่งซึ่งมีรัศมีประมาณสิบเมตรรอบตัว
ตึงตึงตึงตึง
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นหลายครั้งจนนับไม่ถ้วน
เพียงครู่เดียว ดาบของทั้งสองฝ่ายก็เกิดการปะทะกันนับร้อยครั้งแล้ว
เพลิงอัสนีสีม่วงที่ปะทะกับพลังงานชั่วร้ายสีดำราวกับเป็นตัวแทนของพลังแห่งฝ่ายธรรมะและอธรรมที่เข้าหักหาญกันต่างฝ่ายต่างก็ต้องการสะกดอีกฝ่าย แต่ก็ไม่มีใครสามารถมีชัยเหนือไปกว่ากันได้
ในตอนนั้นเอง ระหว่างที่กำลังสู้อยู่นั้น เมี่ยชางเซิงก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งว่า
“หึ หลินหยาง! ตั้งใจดูให้ดีเถอะดูว่าข้าจะจัดการขยี้ไอ้พวกมดปลวกด้านหลังเจ้าอย่างไร! บุก!!”
ในที่สุดเสียงสั่งการก็ดังขึ้น
ซากศพทั้งแปดร่างและเหล่าลูกสมุนลัทธิหมื่นวิญญาณก็เริ่มเดินทัพเคลื่อนไปข้างหน้า
“ข้าจะแสดงให้เจ้าได้รู้ว่า ถ้าไม่มีเจ้าแล้ว ไอ้คนพวกนั้นก็เป็นได้แค่เศษขยะใต้เท้าของลัทธิหมื่นวัญญาณของข้าเท่านั้นเองพวกมันต้องตาย พวกมันทั้งหมดนั่นต้องตาย!”
เมี่ยชางเซิงตอนนี้ถูกจิตสังหารและเพลิงพิโรธปลุกเร้าจนคลุ้มคลั่งไปแล้วไม่เหลือท่าทางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความโอหังและเย็นชาเหมือนก่อนหน้านี้เลยสักนิดตอนนี้มีเพียงแค่จิตสังหารอันเกรี้ยวกราดที่ต้องการจะสยบทุกคนให้อยู่ใต้เท้า
คิคิคิคิ!
ด้านหลังของเขาก็มีเสียงโหยหวนของกองทัพปีศาจนับหมื่นคนที่ต้องการจะสังหารศัตรูให้มลายสิ้น
แต่หลินหยางที่กำลังเผชิญหน้ากับกองทัพอสูรอันกว้างใหญ่ไพศาลนั่นกลับทำแค่เอ่ยขึ้นมาสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงอันเย็นชาว่า
“ทั้งหมด ถอย!!”
เหล่านักรบฝ่ายธรรมะพลันถอยหลังกลับไปราวพันเมตรทันทีโดยไม่ลังเล
ส่วนเหล่ากองทัพปีศาจแห่งลัทธิหมื่นวิญญาณที่เพิ่งเดินทัพเข้ามานั้นอยู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนกับว่าที่ใต้เท้าของตัวเองนั้นพลันเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงขึ้นราวกับว่ากำลังจะมีพลังงานอันมหาศาลจนน่ากลัวบางอย่างพวยพุ่งออกมาจากผืนดิน
“แย่แล้ว! หลบเร็ว!”
พวกยอดฝีมืออย่างยินว่านเสียนั้นสามารถสัมผัสได้ถึงลางไม่ดีก่อนใครจึงรีบกระโดดขึ้นบนฟ้าสูงอย่างรวดเร็ว
“เกิดอะไรขึ้น?” เมี่ยชางเซิงที่อยู่ในระหว่างการต่อสู้ก็เกิดอาการตกตะลึงมันคือการถล่มแบบฉับพลัน
หลินหยางที่เห็นโอกาสในการโจมตีก็รีบคว้าเอาไว้ทันทีเขากระตุ้นพลังของลักษณ์แห่งวิหคแดงขึ้น เร่งความเร็วของตัวเองให้ถึงขีดสุดจากนั้นก็พุ่งเข้าใส่เมี่ยชางเซิงแล้วใช้ฝ่ามือของเขาฟาดเข้าใส่ใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างรุนแรง
“ไอ้ผีแก่! มาดูกันดีกว่าว่าใครกันแน่ที่เป็นมดปลวกใครกันแน่ที่จะถูกฆ่า!”
เปรี้ยง
เมี่ยชางเซิงถูกฟาดจนตัวปลิวกระเด็นไปด้านหลัง
ตูมตาม!
เวลาเดียวกันนั้นเองใต้พื้นของลานชมฟ้าที่พวกลัทธิหมื่นวิญญาณกำลังเหยียบอยู่ก็ได้กลายเป็นทะเลเพลิงไปแล้วเรียบร้อย
มันเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงขึ้นจนปรากฏควันรูปดอกเห็ดขนาดมหึมาขึ้นทีเดียวสิบดอกแต่ละดอกล้วนเป็นผลมาจากการระเบิดที่มีอานุภาพในการทำลายล้างรุนแรงเทียบเท่ากับการโจมตีสุดแรงของยอดฝีมืระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นเลยทีเดียว
มันคือขนนกอัคคีของปี้ฟังที่ถูกสลักไว้ด้วยตัวอักษรคำว่าระเบิดเอาไว้ทั้งหมดสิบชิ้น
ซึ่งหลินหยางได้เตรียมกับดักนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อนแล้วในที่สุดก็ได้ใช้งานมันสักที
ในใจของเขานั้นไม่ต้องการให้มีคนของลัทธิหมื่นวิญญานั่นเหลืออยู่อีกแม้แต่คนเดียวกับดักสังหารที่สร้างมาจากขนนกอัคคีของปี้ฟังนี้ ก็คือขุมนรกที่เขาได้เตรียมไว้เพื่อกำจัดปีศาจร้ายนับหมื่นเหล่านั้นนั่นเอง
ขนนกอัคคีทั้งหมดสิบเส้นเต็มๆ!
สิ่งที่ได้มาย่อมต้องเป็นพลังทำลายล้างที่มีอานุภาพน่าสะพรึงกลัวอย่างมิอาจคาดเดาได้กองทัพปีศาจนับหมื่นนั่น เพียงพริบตาเดียวก็ถูกควันรูปดอกเห็นทั้งสิบดอกกลืนกินลงไปทันที
ควันลอยฟุ้งไปทั่วจนไม่สามารถมองเห็นสถานการณ์ข้างในนั้นได้อย่างละเอียดทำได้แค่จินตนาการถึงสภาพด้านในนั้นจากเสียงกรีกร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดที่ลอยออกมา
ถึงแม้ว่าคนของลัทธิหมื่นวิญญาณจะมีจำนวนมาก แต่จำนวนยอดฝีมือก็ย่อมมีจำกัดคนจำนวนมากจึงทำได้แค่ส่งเสียงกรีดร้องออกมาเพียงครู่เดียวก่อนที่จะถูกเผาไหม้จนเกรียมบางส่วนนั้นถึงขั้นถูกพลังงานเปลวเพลิงอันไร้ก้นบึ้งแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าธุลีไปในทันทีแม้แต่ซากก็ยังไม่เหลือ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มันโหดเหี้ยมอำมหิตอย่างถึงที่สุดแต่กลับช่วยให้นักรบฝ่ายธรรมะรู้สึกเลือดร้อนขึ้นมาจนเดือดปุดๆส่งเสียงโห่ร้องออกมาอย่างต่อเนื่ออง
ไอ้พวกฝูงเดรัจฉานลัทธิหมื่นวิญญาณสมควรตายนั่นในช่วงเวลาสั้นๆ แค่ไม่กี่วันมานี้พวกมันได้สังหารชีวิตของชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ไปหลักล้านคนแล้ว หนี้ชีวิตครั้งนี้พวกมันทุกตัวต้องรับผิดชอบร่วมกัน!
สงครามระหว่างธรรมะและอธรรมครั้งนี้ มีเพียงการฆ่าและการทำลายจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะพินาศสิ้นเท่านั้นหากศัตรูไม่ตาย เราตายแน่ การสังหารอันโหดเหี้ยมอำมหิตที่หลินหยางเพิ่งใช้ไปนั้นคือวิธีการปกป้องคนที่เขารักได้ดีที่สุดของเขาแล้วและเป็นบทลงโทษที่เหมาะสมที่สุดสำหรับความชั่วร้ายอันดำมืดเหล่านั้น
ไปตายให้หมดซะเถอะ!!
ไฟแห่งการต่อสู้ในจิตใจของเหล่านักรบฝ่ายธรรมะทั้งหลายตอนนี้ล้วนถูกการระเบิดเมื่อครู่นี้จุดติดขึ้นมาจนลุกโชนแล้วถึงแม้ว่าจะเห็นซากศพทั้งแปดร่างยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรืออยากถอยหนีเลยแม้แต่น้อยทั้งหมดล้วนเรียกเอาชุดเกราะราชันเงินขาวขึ้นมาสวมใส่เอาไว้จากนั้นก็พุ่งเข้าไปประชันกับเทพแห่งการทำลายล้างทั้งแปดตนนั่นอย่างไม่กลัวตาย
หลินหยางได้ทำเพื่อพวกเขามามากพอแล้ว
คราวนี้ถึงเวลาที่พวกเขาต้องออกโรงเองบ้างแล้ว
ฆ่ามัน!
ในที่สุดหลังจากที่ฝุ่นควันอันแน่นขนัดที่เกิดจากการระเบิดเริ่มจางและทะเลเพลิงแห่งความตายค่อยๆมอดดับลง มันก็เหมือนกับเป็นการเปิดม่านเข้าสู่การต่อสู้ตัดสินครั้งสุดท้าย
ฝ่ายลัทธิหมื่นวิญญาณที่ก่อนนี้ยังมีจำนวนคนหลักหมื่น บัดนี้พวกมันเหลืออยู่แค่ร้อยกว่าคนเท่านั้นซึ่งมีแค่ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขึ้นไปเท่านั้นที่สามารถรอดพ้นจากการระเบิดครั้งใหญ่นั่นได้ส่วนที่เหลือล้วนกลายเป็นเศษซากธุลีดินไปแล้ว
แต่พวกมันก็ยังมีซากศพทั้งแปดที่ตอนนี้ปล่อยจิตสังหารออกมาอย่างน่ากลัวราวกับปีศาจร้ายซึ่งพวกมันก็ยังคงเป็นตัวตนที่อันตรายที่สุดสำหรับฝ่ายธรรมะอยู่ดี
ส่วนเมี่ยชางเซิงที่ปรากฏตัวขึ้นจากทะเลเพลิงอีกครั้งนั้นตอนนี้เขาก็ยิ่งคลุ้มคลั่งมากขึ้นกว่าเดิมเขาพุ่งเข้าใส่หลินหยางทันทีด้วยสติที่มีเหลืออยู่น้อยนิด
เขารู้ว่า ขอแค่สามารถกำจัดหลินหยางได้ซากศพทั้งแปดของเขาก็จะสามารถไล่ฆ่าคนที่เหลือจนเปลี่ยนให้ที่นี่กลายเป็นทะเลเลือดได้อย่างง่ายดายล้างแค้นให้กับลัทธิหมื่นวิญญาณที่เพิ่งเกิดความสูญเสียครั้งใหญไป
“ไปฆ่าพวกมันทิ้งให้หมด!!”
พวกของยินว่านเสียที่ยังมีชีวิตเหลือรอดอยู่นั้นก็ถูกความสูญเสียครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นนี้ทำเอาคลุ้มคลั่งไปแล้วเช่นกันพวกมันพุ่งเข้าใส่นักรบฝ่ายธรรมะกันอย่างบ้าคลั่ง ป่าเถื่อน และกระหายเลือดพวกมันคือฝ่ายปีศาจที่แข็งแกร่งมากที่สุดแล้ว
ทางด้านของฝ่ายธรรมะนั้น
หลินหยางกำลังถูกเมี่ยชางเซิงเข้าลุกไล่อย่างติดพันเมื่อต้องเผชิญกับอสูรเฒ่าที่คลุ้มคลั่งไปแล้วคนนี้เขาไม่สามารถปลีกตัวออกไปไหนได้เลยจริงๆจึงทำได้แค่มองส่งกำลังใจให้เหล่าพรรคพวกทั้งหลายในการเปิดศึกครั้งใหญ่กับพวกชั่วร้ายเหล่านั้น
ในกลุ่มของพวกเขายังมีตัวตนสุดแกร่งที่เชี่ยวชาญเรื่องการสยบความชั่วร้ายอยู่อีกตัวท่านหั่วเอ๋อร์ตอนนี้ได้เปล่งประกายแสงสีแดงเพลิงออกมาสว่างจ้าจนแสบตาไปหมด
“ชิ! ไอ้พวกเหม็นเน่าชวนอ้วกทั้งหลายพวกเจ้าจงยอมให้ข้าเผาจนไหม้เกรียมด้วยเปลวเพลิงที่ลุกไหม้อย่างไร้ที่สิ้นสุดของท่านหั่วเอ๋อร์ผู้นี้เสียดีๆ!!”
ตูม
หั่วเอ๋อร์พุ่งเข้าใส่ศัตรูที่ตึงมือที่สุดอย่างซากศพทั้งแปดในปากของมันก็พ่นเปลวเพลิงที่สร้างขึ้นจากพลังชีวิตของปี้ฟังซึ่งเป็นดาวข่มของพวกมันทันที
“โฮก!”
ซากศพทั้งแปดพลันหวีดร้องออกมาทันทีแต่เห็นได้ชัดว่าซากศพทั้งแปดนั้นได้รับการปรับแต่งมาจากเมี่ยชางเซิงมาก่อนแล้วซึ่งปรับแต่งมาเพื่อรับมือกับพลังต่อสู้อันมหาศาลของหั่วเอ๋อร์โดยเฉพาะ
มีซากศพนักรบตนหนึ่งที่หนังหนาเนื้อแน่นที่มาคอยรับการโจมตีอยู่ด้านหน้าสุดด้วยตัวคนเดียว
ร่างกายของมันที่ได้รับการปรับแต่งเพิ่มเติมมาแล้วนั้นถึงขั้นสามารถทนทานต่อไฟวิเศษแห่งปี้ฟังของหั่วเอ๋อร์ได้เป็นเวลานาน
ขณะเดียวกันซากศพวิญญาณที่มีอยู่เพียงตัวเดียวก็ได้พลังจิตเรียกเอากรงเล็บปีศาจที่ลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งวิญญาณออกมาสามท่อนจากนั้นก็ส่งให้มันพุ่งเข้าใส่หั่วเอ๋อร์ทันที
ศพพิษอีกตัวก็ได้เข้าร่วมวงล้อมโจมตีหั่วเอ๋อร์ด้วยเช่นกันมันพ่นพิษสีแดงเลือดกองหนึ่งเข้าใส่หั่วเอ๋อร์จากระยะไกลความรุนแรงในการกัดกร่อนของมันนั้นมากพอที่จะสามารถสังหารยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดได้อย่างง่ายดายแม้แต่หั่วเอ๋อร์ก็ไม่อาจประมาทพวกมันได้
“ไอ้พวกเวร บังอาจรุมโจมตีท่านหั่วเอ๋อร์ผู้นี้อย่างนั้นรึ! ข้าจะขยี้พวกเจ้าทิ้งให้หมดเลย!”
หั่วเอ๋อร์โมโหขึ้นมาแล้ว แต่เพราะถูกการรุมโจมตีของไอ้พวกนี้พัวพันเอาไว้ซึ่งต้องใช้เวลาสักพักทีเดียวถึงจะสามารถจัดการพวกมันได้ทำให้ไม่สามารถไปจัดการกับซากศพอีกห้าร่างที่เหลือ
“ไอ้นกตัวนั้นถูกหยุดไว้แล้วไปฆ่าพวกคนที่เหลือทิ้งซะ!” ยินว่านเสียได้นำคนที่เหลืออยู่บุกเข้าใส่กองทัพฝ่ายธรรมะไปพร้อมกับซากศพอีกห้าตัวที่เหลือ
โฮก!!
การต่อสู้ครั้งใหญ่ได้ปะทุขึ้นแล้วผู้คนทั้งสองฝ่ายได้พุ่งเข้าไปโรมรันใส่กัน
ศพนักรบสองร่าง ศพพิษอีกสามร่างแต่ละร่างล้วนเป็นเทพปีศาจระดับโพ่ไห่ขั้นต้นทั้งสิ้นอย่างนี้ฝ่ายธรรมะจะยังมีใครสามารถต่อกรได้อีกหรือ?
ตูม!
ศพนักรบนั่นชกออกไปแค่หมัดเดียวยอดเขาด้านหลังลานชมฟ้าแห่งนี้พลันถูกเป่าจนหายไปกลายเป็นเพียงพื้นราบ นักรบเกราะเงินสิบกว่าคนถูกซัดจนปลิวออกไปไกลนับพันเมตรถ้าไม่ใช่เพราะชุดเกราะราชันเงินขาวที่พวกเขาสวมใส่อยู่ละก็ เกรงว่าคงถูกแรงอัดกระแทกอันมหาศาลนั่นบดขยี้จนกลายเป็นเศษเนื้อไปแล้ว
อีกด้านหนึ่ง ศพพิษสามตัวนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าอีก
ความเร็วของพวกมันนั้นสูงอย่างพิสดาร โดยพวกมันใช้คมเล็บทั้งสองข้างเป็นอาวุธและที่น่าปวดหัวยิ่งกว่าก็คือ เลือดพิษที่ปล่อยออกมาจากในร่างกายของพวกมันหากโดนแค่นิดเดียว ก็จะถูกกัดกร่อนจนเน่าเฟะจากนั้นก็จะสิ้นสติไปแล้วกลายเป็นกำลังรบของศัตรูแทน
“หลีกทางไปให้หมดพวกเราจะรับมือกับหนึ่งในนั้นเอง!”
ในช่วงเวลาสุดวิกฤตนี้
ผู่อาหมาน เป้ยเค่อ และโม่เชาหยันยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของฝ่ายธรรมะทั้งสามคนก็ได้ปรากฏตัวเข้าช่วยเหลือ