เวลาภายนอก ค่อย ๆ ผ่านไปอย่างช้า ๆ จนมาถึงตอนสาย ๆ ของวันใหม่ ภายในห้องเข้าฌานเขตหวงห้ามในสำนักเก้าัพิทักษ์ธรรม ฉินฟงในร่างของไท่หยวนอี้ ค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ เขาสูดหายใจเข้าปอด และเริ่มเดินลมปราณให้ไหลเวียนไปทั่วร่าง ลมปราณนั้นมากมายมหาศาลเกินกว่าที่ฉินฟงจะเคยนึกฝัน
นี่รึร่างกายใหม่ของข้า นี่รึ..ร่างของท่านอาจารย์ไท่หยวนอี้ ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก เก้าัพิทักษ์ธรรมอันยิ่งใหญ่.. ฉินฟงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนและยืดเหยียดแขนข้าไปมา เขากลับไม่รู้สึกความเมื่อยขบ หรือความชราจากร่างกายของไท่หยวนอี้เลย ทุกส่วนขยับไปมาอย่างคล่องแคล่ว ราวกับคนหนุ่มก็ไม่ปาน ฉินฟงไม่แน่ใจว่าเป็เพราะลมปราณที่อัดแน่นไหลเวียนอยู่ในร่าง หรือเป็ิญญาอันหนุ่มแน่นของเขากันแน่ แต่ถ้าเดินออกไปแบบนี้คงดูแปลกพิลึก เขาควรจะวางท่า และดัดเสียงให้ใกล้เคียงกับอาจารย์ของเขาไม่งั้นคนรอบ ข้างอาจจะสงสัยเอาได้
เมื่อคิดได้ดังนั้นฉินฟงจึงทำตัวให้มีบุคลิกท่าทางคล้ายไท่หยวนอี้ทันที ก่อนที่เขาจะส่งเสียงเรียกลูกศิษย์สองคนที่อยู่นอกห้องให้เข้ามาหา ลูกศิษย์ทั้งสองใมากเพราะั้แ่ที่พวกเขาเข้าสำนักมา จนได้รับมอบหมายให้มายืนเฝ้าหน้าห้องเข้าฌานปรมาจารย์เ้าสำนัก พวกเขาก็ยังไม่เคยได้ยินเสียงของไท่หยวนอี้สักแอะ จนเ้าสองคนนี้ยังเคยแอบคุยกันเล่น ๆ ว่า บางที่ไม่หยวนอี้อาจจะตายไปนานแล้วก็ได้ แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปดู
ลูกศิษย์ทั้งสองที่ยืนเฝ้าหน้าห้องมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เพราะคิดว่าหูฝาด แต่ครั้นได้ยินเสียงของไท่หยวนอี้เรียกอีกครั้ง พวกเขาทั้งคู่จึงมั่นใจทันทีว่าหูไม่ได้แว่วไปเองก่อนจะรีบเข้าไปหาภายในห้องทันที ฉินฟงสั่งให้พวกเขาทั้งสอง รีบไปแจ้งผู้าุโท่านอื่น และรองเ้าสำนักทุกคนให้ทราบว่าตัวของเขาในฐานะ
ปรมาจารย์เ้าสำนักได้ออกจากการเข้าฌานเรียบร้อยแล้ว เ้าลูกศิษย์สองคนทำหน้า งง ๆ เพราะก่อนหน้านี้พวกมันรู้แค่ว่า สำนักกำลังจะจัดงานเลือกเ้าสำนักคนใหม่แทนไท่หยวนอี้ แต่บัดนี้กลับกลายเป็ว่า ไท่หยวนอี้ออกจากห้อง และไม่ได้สละตำแหน่งแต่อย่างใด ฉินฟงในร่างไท่หยวนเพราะรีบเร่งให้พวกมันสองคนไปรายงานคนอื่นทันที ซึ่งพวกมันทั้งสองก็ตามโดยมิอาจขัดขืนได้ จากนั้นฉินฟงจึงออกจากห้องเข้าฌาน และเดินยืดเส้นยืดสาย ไปรอบ ๆ สำนักเพื่อให้เืในร่างไหลเวียน และจะได้คุ้นชินกับร่างใหม่
ระหว่างที่เดินไป เดินมาก็ได้พบกับลูกศิษย์ในสำนักมากมายส่วนใหญ่ไม่รู้จักไท่หยวนอี้ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร พวกเขาคิดว่าชายชราผู้นี้อาจจะเป็แขกที่ปรมาจารย์าุโเชิญมาจากสำนักอื่น ส่วนใหญ่ก็มอง และทักทายตามมารยาท จนกระทั่ง ฉินฟงเดินมาพบเข้ากับ พวกของก้านเหลียง ิเจียวจู่ และ ลูกศิษย์ในสำนักคนอื่น ๆ ซึ่งก็คือกลุ่มเดียวกับที่เคยหาเื่ฉินฟงในลานฝึกเมื่อตอนนั้น พวกมันไม่มีความเคารพยำเกรงชายสูงอายุตรงหน้ามิหนำซ้ำพูดจาดูถูก เย้ยยั่น และหัวเราะใส่
“เฮ้ยพวกแก…ดูไอ้แก่นี่สิ มาเดินทำอะไรอยู่ในสำนักเราก็ไม่รู้ สงสัยเข้ามาขอเศษเงินแน่ ๆ เลยดูจากสารรูปมันสิ ขอทานชัด ๆ ” พอเ้าศิษย์คนนั้นพูดจบพวกมันที่เหลือก็พากันหัวเราะตามอย่างสนุกสนาน “ก้านหลียงเ้ามีเศษเงินหรือไม่ รีบ ๆ โยนให้ตาแก่นี่ไปสิ จะไล่มันให้ออกไปให้พ้น ๆ สำนักเรา เกิดมีขุนนางชั้นสูงในวัง หรือแขกผู้ใหญ่ของท่านอาจารย์มาเจอเข้ามันจะดูไม่ดี นี่ก็ใกล้วันจะเลือกเ้าสำนักคนใหม่ แทนเ้าแก่ไท่หยวนอี้นั่นแล้วด้วย” เสียงของลูกศิษย์อีกคนที่มีใบหน้าเรียวแหลม และถือกระบี่ในมือคนหนึ่งพูดขึ้น
ก้านเหลียง เลิกคิ้วสูงพร้อมทำหน้ายียวนใส่ ฉินฟงในร่างไท่หยวนอี้ก่อนที่มันจะพูดบ้าง
“เศษเงินงั้นรึ?
หู่ลี่ ข้าก็มีอยู่หรอกนะ แต่จะให้เ้าแก่นี่ฟรี ๆ มันก็ง่ายเกินไป เอาเป็ว่า ให้มันแสดงความสามารถอะไรสักอย่างออกมาแลกเงินดีกว่า พวกเ้าว่าไง” “ก็ดีเหมือนกันว่าแต่ให้มันทำอะไรดี เ้าว่าไงน้องเจียวจู่อยากให้ตาแก่นี่ทำอะไรดี” ศิษย์ชายอีกคนในชุดผ้าไหมสีฟ้าไร้อาวุธอีกคน หันไปถามหญิงสาวในชุดแดงผู้มีใบหน้างดงาม ปากแดง รูปร่างอวบอิ่มน่ามอง ิเจียวจู่มองจ้องร่างของไท่หยวนอี้ั้แ่หัวจรดเท้า แล้วก็เกิดความกลัวขึ้นมา เพราะฉินฟงในร่างก็มองจ้องเธอไม่ล่ะสายตาเช่นกัน แต่หาใช่มองเพราะหลงใหลในเสน่หาอันเย้ายวน เขามองเธอเพราะความอาฆาตเคียดแค้นกับทุกสิ่งที่นางได้ก่อไว้เสียมากกว่า ใบหน้าของิเจียวจู่ซีดเผือดราวกับ กระต่ายถูกอสรพิษจับจ้อง สุดท้ายิเจียวจู่ก็รีบเข้าไปหลบด้านหลังก้านเหลียง พร้อมกับบอกว่าถูกชายชราผู้นี้แทะโลมด้วยสายตาลามก
เพียงคำพูดนางแค่นั้นของนางก็ทำให้ศิษย์ชายหนุ่มทุกคนตรงนั้นชักอาวุธออกมา และตั้งท่าจะตรงเข้าเล่นงานฉินฟงทันที “เดี๋ยวก่อน ๆ หลานชายทั้งหลายข้า อายุข้าก็ปูนนี้แล้ว พวกเ้าคิดว่าข้า มองนังแพศยาตรงนั้นด้วยสายตาหื่นกระหายจริงรึ…” ฉินฟงพูดน้ำเสียงใจเย็น แต่ก็แอบแฝงคำด่าิเจียวจู่ไปในประโยคอย่างจงใจ ก่อนที่เขาจะพูดต่อ “ พวกเ้าเป็ศิษย์ของสำนักเก้าัอันยิ่งใหญ่ ที่มีปรมาจารย์ไท่หยวนอี้ผู้คุณธรรมเป็ผู้ก่อตั้ง แต่กลับทำตัวเหลวแหลก ไม่สนใจจะช่วยชาวบ้านที่เดือดร้อนเพราะพวกพรรคมารวัน ๆ เอาแต่หาความสุขใส่ตัว สนแต่นังผู้หญิงแพศยา สำส่อนตรงนั้นอย่างเดียว ช่างน่าละอายแทนท่านปรมาจารย์จริง ๆ ” ฉินฟงกล่าวสั่งสอนพวกมัน และเหน็บแนม ิเจียวจู่อย่างถึงพริกถึงขิง
“หน็อย….เ้าแก่ขอทานสกปรกกล้าดียังไงมาสั่งสอนพวกข้า แถมยังพูดจาหยาบคายใส่น้องเจียวจู่ วันนี้ข้า จิ่วเย่ แห่งฝ่ายลมปราณ จะตบปากสั่งสอนเ้าเอง!!” ศิษย์ของฝ่ายลมปราณนามว่า จิ่วเย่ เดินตรงเข้ามาหาฉินฟงพร้อมกับเงื้อมือ และตบหน้า ฉินฟงสุดแรง แต่ทว่า เหมือนมันฝ่ามือของมันตบไปในอากาศที่ว่างเปล่า หาััโดนใบหน้าของฉินเพราะไม่ เ้าจิวเย่โกรธมาก มันพยายามตบต่ออีกหลายครั้ง จนเหนื่อยหอบแต่ผลก็ออกมาเหมือนเดิม ฉินฟงแค่เอี้ยวตัวไปมาเล็กน้อยเท่านั้นเอง
ฉินฟงเอามือลูบเครายาวแบบเดียวกับที่ไท่หยวนอี้เคยทำ ก่อนจะกล่าวขึ้นบ้าง “นั้นเรียกว่าตบแล้วงั้นรึ..เ้าเด็กน้อย มิใช่หรอก ตบมันต้องแบบนี้ ท่องนภาข้ามราตรี..” เมื่อฉินฟงกล่าวจบ ร่างของเขาก็เคลื่อนที่ไปมาด้วยความรวดเร็ว ราวกับมีร่างแยกนับสิบร่าง และทุกร่างตรงเข้าไปตบหน้าของจิ่วเย่ พร้อมกัน กว่าที่พวกมันทุกคนจะทันรู้ตัวแก้มของจิ่วเย่ก็บวมตุ่ย สองข้าง เืไหลกบปาก ลงไปนอนกองที่พื้นอย่างน่าเวทนาประหนึ่งว่า ชายชราในชุดขาว ตรงหน้าแทบจะไม่ได้ขยับไปไหนเลยด้วยซ้ำ
“นะ…นี่มันเกิดอะไรขึ้น…”
ก้านเหลียงถึงกับหน้าถอดสี แต่ิเจียวจู่นั้นตาเบิกกว้างด้วยความกลัวยิ่งกว่า ส่วนศิษย์คนอื่นก็ได้แต่ยืนตะลึงงันไปสักพัก ก่อนจะได้สติคืนมา และความโกรธในหัวก็เริ่มปะทุขึ้น พวกมันหมายใจที่จะสังหารชายชราลึกลับ ที่ทำร้ายพรรคพวกของมัน ตรงหน้าให้ตายเสีย แต่มิทันได้ทำสิ่งใด ลมประหลาดวูบใหญ่ก็พัดตรงเข้ามาปะทะกับใบหน้าของพวกมันอย่างรุนแรง ผ่านไปแค่อึดใจเดียวพวกมันก็มีสภาพไม่ต่างเ้าจิ่วเย่ ที่นอนร้องโอดโอ๊ย อยู่บนพื้น
“นี่ถือว่าเป็การสั่งสอนแทนอาจารย์ของพวกเ้าต่อไปถ้ายังทำตัวเหลวไหลไม่เลิกอีก พวกเ้าทุกคนเจอหนักกว่านี่แน่…” น้ำเสียงของฉินฟงในตอนนั้นดูดุดัน และทรงอำนาจมาก จนพวกมันรู้สึกขนลุกไปตาม ๆ กัน ก่อนที่เขาจะมาทาง หมิวเจียวจู่ ซึ่งเป็คนเดียวที่ฉินฟงไม่ได้ตบ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากตบ นาง แต่ฉินฟงอยากทำยิ่งกว่านั้นเพื่อสะสางบัญชีแค้นทุกอย่าง ิเจียวจู่ตัวสั่นระริก ปากคอสั่น ใบหน้าขาวโพลน ด้วยความกลัวจนถึงขีดสุด ฉินฟงเดินลมปราณไปที่ฝ่ามือขั้นสูงสุดเท่าที่เขาจะทำได้ นางสมควรตาย…นางต้องตาย….ไฟแค้นแผดเผาใจเขาจนร้อนระอุ
แต่ในตอนนั้นใบหน้าอันแย้มยิ้มของไท่หยวนอี้ก็ปรากฏขึ้นในหัวของเขา ไท่หยวนอี้เป็คนจิตใจดี มีเมตตา และสามารถให้อภัยกับทุกคนได้ จริงอยู่ที่ิเจียวจู่มีส่วนให้ต้าเหยียน และตัวเขาต้องตายรอบสอง…แต่ถ้าเขาลงมือฆ่านางตรงนี้มันจะเกิดผลดีเช่นใดเล่าต้าเหยียนก็ไม่ฟื้นกลับมา และตอนนี้เขาอยู่ในร่างของไท่หยวนอี้ผู้เป็ปรมาจารย์ของสำนักนี้ ทุกคนจะมองเขาเช่นไร ถ้าทำ เขาก็ไม่ต่างจากคนของพรรคมารที่มีอยู่ทั่วหัวระแหงในตอนนี้
ฉินฟงนิ่งเงียบก่อนจะถอนหายใจยาวออกมาอย่างแ่เบาแล้วพูดกับิเจียวจู่ “จงไสหัวเ้าไปให้พ้น ๆ จากหน้าข้า และอย่าได้คิดวางแผนชั่ว ๆ ใดในสำนักนี้อีก ไม่เช่นนั้นคราวหน้าเ้าจะไม่มีโอกาสแบบนี้เป็ครั้งที่สอง ไปซะ!!!” ฉินฟงดวาดิเจียวจู่ดังกึกก้อง จนนางต้องรีบคลานหนีไปด้วยความกลัวลนลานไม่ต่างจากสัตว์ตัวหนึ่ง ก่อนที่ฉินฟงจะส่ายหัวด้วยความเวทนาและออกเดินต่อ...