เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 118 ซีฉือ

            เยี่ยนเจาเจาไม่ได้นั่งอยู่กลางใจหนานหมิงเหอไม่รู้ความคิดเขา ขบคิดเท่าไรก็ไม่กระจ่างดังนั้นตรรกะความมีเหตุมีผลของนางจึงดับลง แล้วสาวเท้าเดินตามไป

            หนานหมิงเหอกำลังจมอยู่ในความคิดของตนเองตามคาด

            ปกติเขามักจะตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา แต่คราวนี้กลับไม่รู้ตัวว่ามีคนเดินตามอยู่ข้างหลังสุดท้ายเดินๆ อยู่ก็หยุด เงยศีรษะขึ้นมองเมฆบนท้องฟ้าแทน

            ก้อนเมฆคือสิ่งที่จับต้องไม่ได้เมฆยามเย็นถูกแผดเผาเป็นสีส้มเปี่ยมชีวิตชีวาแต่ความสุกใสนี้สะท้อนความโดดเดี่ยวได้เด่นชัดที่สุด เยี่ยนเจาเจาเลยไม่ชอบมันนัก

            สีหน้าของพี่ชายรองอ้างว้างยิ่งนักเยี่ยนเจาเจาจึงวิ่งตรงเข้าไป ส่งเสียงประกาศถึงการมีอยู่ของตนเสียเลย

            “พี่ชาย คิดถึงข้าหรือไม่เจ้าคะ!”

            เยี่ยนเจาเจารู้ว่าตนเองมิอาจเอ่ยถามหนานหมิงเหอได้ตรงๆจำต้องออดอ้อนเบี่ยงประเด็นพร้อมรอยยิ้มตาหยีหนานหมิงเหอจึงมีสีหน้าอ่อนลงและเอ่ยว่าคิดถึงตามใจนาง

            ความจริงเจาเจาเดาความคิดของหนานหมิงเหอไม่ถูกอย่างไรเสียตอนนี้กระทั่งหนานหมิงเหอเป็นใคร ภูมิหลังเป็นเช่นไร ทุกวันๆขบคิดสิ่งใดบ้างเยี่ยนเจาเจายังไม่ทราบแต่นางมีความกล้าที่พร้อมจะมอบความไว้วางใจทั้งหมดให้หนานหมิงเหอ

            และเป็นเพราะเหตุนี้ เยี่ยนเจาเจาเลยไม่ไปถามหนานหมิงเหอว่าเหตุใดถึงโศกเศร้าลองคิดวนเวียนรอบหนึ่งก็ไม่ได้คำตอบที่สมเหตุสมผลเลยบังอาจคาดเดาเองว่าหนานหมิงเหออาจจะรู้สึกเปล่าเปลี่ยวเพราะต้องอยู่ห่างกับตนเนิ่นนาน?

            หลักปรัชญาข้อแรกที่เยี่ยนเจาเจามีต่อพี่ชายรองก็คือ เกิดเรื่องไม่สบายใจออดอ้อนเสียก็จบแล้ว

            ดังนั้นนางจึงเกาะติดเขาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนรั้นจะให้หนานหมิงเหออุ้มตนเอง รอจนหนานหมิงเหอทนนางรบเร้าไม่ไหวอุ้มนางไว้ในอ้อมแขน นางค่อยโอบรอบคอหนานหมิงเหอ ขยับเข้าใกล้ใบหูหนานหมิงเหอเอ่ยแผ่วเบาพร้อมรอยยิ้มระรื่น

            “พี่ชาย ข้าก็ไม่อยากจากท่าน อย่าเศร้าไปเลยนะเจ้าคะข้าจะอยู่เคียงข้างท่านเสมอ เว้นเสียแต่ว่า...”

            เยี่ยนเจาเจาจงใจหลอกล่อหนานหมิงเหอให้คุยกับตน

            เก็บกดอารมณ์ความรู้สึกไว้ในใจตลอดไม่ใช่เรื่องดีพูดตามอำเภอใจออกมา แม้จะเป็นเรื่องไร้สาระก็สามารถทำให้ใจสบายขึ้นบ้าง

            “เว้นเสียแต่ว่าอะไร?”

            เยี่ยนเจาเจาตกปลา คนเต็มใจย่อมงับเหยื่อ [1]

            และคนเต็มใจหนึ่งเดียวในที่นี้ก็คือหนานหมิงเหอ

            “เว้นเสียแต่ว่าจะมีคนมาชิงตัวข้าไป มิเช่นนั้นข้าก็จะอยู่ต่อหน้าด้านอย่างไร ตัวข้าก็ไม่ยอมจากไป แม้พี่ชายรองจะผลักไสข้าบอกให้ข้าไปไกลๆ ข้าก็ไม่มีทางไปไหนเด็ดขาด”

            สาวน้อยกลอกตาไปมาพร้อมรอยยิ้มประดับบนใบหน้า

            “แน่นอน หากพี่ชายกล้าไล่ข้าไป ข้าจะตีขาท่านให้หักเสีย!”

            คำพูดนี้ย่อมล้อเล่น พวงแก้มสีชมพูของเยี่ยนเจาเจาพองลมลักยิ้มสองข้างมุมปากน่ารักมากจนดูไม่น่ากลัวสักนิด

            หนานหมิงเหอกลับหยุดชะงักกะทันหัน

            พลันคิดหลายสิ่งหลายอย่างขึ้นมา

            แม้ประโยคนี้ไม่ได้ตอบเรื่องราวที่หนานหมิงเหอใคร่ครวญอยู่ในใจแต่เขารู้สึกในทันทีว่าความจริงทุกอย่างมันก็แค่นี้เอง

            เขาไม่จำเป็นต้องไปหาคำตอบว่าควรค่าหรือไม่ต่อให้ตนรู้สึกไม่คู่ควร เยี่ยนเจาเจากลับไม่คิดเช่นนั้น

            ไม่ว่าก่อนเกิดใหม่หรือหลังเกิดใหม่ เยี่ยนเจาเจาล้วนไม่เคยคิดว่าหนานหมิงเหอไม่คู่ควรจู่ๆ หนานหมิงเหอพลันตระหนักได้ว่า เป็นตัวเขาเองที่คิดอยู่ตลอดว่าตนควรค่าหรือเปล่าเขาเสียเวลากับเรื่องไม่สำคัญเข้าแล้ว

            เขายังปล่อยวางไม่ลงจึงคอยปกป้องอยู่เคียงข้างเยี่ยนเจาเจาเสมือนพี่ชาย ปกป้องจนตนไร้กำลังในที่สุด

            เพราะความชักช้าไม่ทำคะแนนของเขาเยี่ยนเจาเจาเลยโดนคนอื่นชิงตัวไปเหมือนที่นางกล่าววันนี้จริงๆ!

            เขากลับมาอีกทีก็พบเพียงหลุมฝังศพและป้ายวิญญาณของเยี่ยนเจาเจาแล้ว

            หนานหมิงเหอค้นพบปัญหาใหญ่นี้ทันที

            ปัจจุบันมานั่งว้าวุ่นกับคำถามคู่ควรไม่คู่ควรมันไม่มีประโยชน์แล้วหากยังเป็นเช่นนี้ต่อ ชาตินี้เยี่ยนเจาเจาอาจโดนคนอื่นแย่งชิงไปตอนเขาคิดไม่ตกไม่กระจ่างเหมือนเดิม

            สวรรค์มอบชีวิตให้เจาเจาอีกครั้งไม่เพียงให้โอกาสนางกลับมาเริ่มต้นใหม่ ยังให้โอกาสเขาได้แก้ไขด้วย

            ถ้าอย่างนั้นจะคิดมากไปทำไมตัวอย่างเรื่องราวนองเลือดวางกองอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว

            มัวแต่กลัวหัวหดย่อมไม่ได้อะไร เขาคิดเอาเองว่าหากยอมถอยให้ก็จะสามารถปกป้องแม่นางน้อยได้หารู้ไม่ว่าเป็นการเปิดโอกาสให้หมาแมวตัวอื่นมาแย่งอาณาเขตของเขา

            จะไม่มีเรื่องงามหน้าเช่นนี้เกิดขึ้นอีก!

            หากชาตินี้หนานหมิงเหอยังปล่อยให้คนอื่นแย่งอาณาเขตไปเขาเขียนชื่อ “หมิงเหอ” กลับหัวเสียเลยดีกว่า!

            ในเมื่อหดหัวแล้วตกอยู่ในสภาพต้องพรากจากกันชั่วนิรันดร์ ยอมถอยเพื่อปกป้องก็เชื่อถือไม่ได้แล้วเด็กน้อยที่ตนคอยหวงและคะนึงหาตลอดเวลา เหตุใดต้องปล่อยให้คนอื่นแย่งไปด้วยเล่า?

            สู้ปกป้องเองยังดีกว่า!

            เรื่องของความรู้สึกไม่มีใครเล่นแบบใสสะอาดหรอกตัวเขาหนานหมิงเหอมาก่อนมีสิทธิ์จับจองหอคอยใกล้น้ำ ได้ชมเชยพระจันทร์ก่อน [2] หนานหมิงเหอต้องการซ่อนดวงจันทร์ของตนไว้ คนอื่นยังจะว่าอะไรได้?

            แม้เขาไม่อยากเห็นแก่ตัวกับเยี่ยนเจาเจาแต่เรื่องนี้จะไม่มีการต่อรองเกิดขึ้น

            ยิ่งปัจจุบันพระจันทร์ดวงน้อยชอบลอยละล่องอยู่เหนือหัวเขาผักกาดขาวก็ชอบขึ้นในแปลงปลูกผักของเขา ทั้งตอนนี้ยังโอบรอบคอเขาด้วยแล้ว

            หนานหมิงเหอจึงตระหนักทันทีว่าสิ่งที่ตนคิดทั้งหมดเมื่อครู่ล้วนไร้ประโยชน์ไม่รู้เพราะผืนฟ้าคืนนี้งดงาม สีสันสดใสเกินไปหรือไม่ จึงได้กระตุ้นความทุกข์ตรมที่อัดอั้นเต็มหัวใจเขาออกมาแทน

            อิจฉาริษยา ช่างไร้สาระยิ่งนัก

            นี่ไม่ใช่วิสัยของหนานหมิงเหอเลย

            คนเราไม่อาจเรียกคืนอดีตได้ นับประสาอะไรกับวันวานอันเน่าเฟะลืมไปเสียดีกว่า

            แม้อำนาจของเขาคงไม่พอสำหรับเงื่อนไขของสวนมวลบุปผาหอมแต่ก็พอจะเลี้ยงดูและสนับสนุนองค์หญิงน้อยในดวงใจของตน

            ใครกล้าแตะต้องผักกาดขาวของเขา เขาจะตัดมือเท้ามันผู้นั้นเสีย

            เมื่อคิดดังนี้หนานหมิงเหอก็ร่าเริงขึ้นมาฉับพลันไม่รู้สึกเจ็บช้ำยามมองก้อนเมฆแดงฉานเหนือขอบนภาอีกต่อไป

            เยี่ยนเจาเจาไม่รู้ว่าพี่ชายรองคิดสิ่งใดอยู่ และเห็นบรรยากาศรอบตัวเขาดีขึ้นอย่างชัดเจนก็วางใจแล้ว

            “ข้าจะไปส่งเจ้ากลับ แต่ห้ามวิ่งออกมาแล้วนะกลางคืนไม่ปลอดภัย”

            หนานหมิงเหอเอ่ยเสียงแผ่ว เยี่ยนเจาเจาตรวจดูว่าใบหน้าเขาสงบแล้วจริงๆค่อยรับปาก

            หนานหมิงเหอไม่เอื้อนเอ่ยอีกฉวยโอกาสตอนพระจันทร์ยังไม่ฉายแสงเต็มที่รีบอุ้มเยี่ยนเจาเจากลับอาคารเหนือ

            หน้าประตูอาคารเหนือ หนานหมิงเหอวางเจาเจาลงกระซิบบางอย่างข้างใบหูนาง ก่อนเร่งให้เยี่ยนเจาเจาออกเดินจับจ้องจนเยี่ยนเจาเจาเข้าประตูแล้วค่อยหันหลังผละจากไป

            ราตรีกาลเริ่มมืดมิด รอบบริเวณราวกับเย็นยะเยือกลงหนึ่งระดับแต่คราวนี้หนานหมิงเหอไม่รู้สึกอะไรในใจแล้ว พระจันทร์ก็แค่พระจันทร์ไม่สื่อความหมายน่าเศร้าสลดใด

            แต่ทางฝั่งเยี่ยนเจาเจากลับถอนหายใจ

            ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่นใด เพียงเพื่อหนานหมิงเหอ

            ความจริงเยี่ยนเจาเจาไม่ค่อยโศกเศร้าเสียใจนัก ด้วยรู้ดีว่าตนกลับมามีชีวิตอีกหนไม่ใช่เรื่องง่ายดายทุกวินาทีในชีวิตนี้เป็นดั่งของขวัญจากสรวงสวรรค์ ไม่จำเป็นต้องจมอยู่กับความทุกข์ตรม

            ขณะที่นางกำลังตั้งหน้าตั้งตาเดินกลับห้อง ไม่รู้หอพักนักเรียนหญิงเกิดเหตุอะไรขึ้นยังไม่ทันถึงหน้าประตูเรือนก็ได้ยินเสียงตะโกนด่าแหลมสูงของใครบางคน ปะปนไปกับเสียงร้องไห้กระซิกมาแต่ไกล

            เสียงร้องไห้นั้นคุ้นหูเป็นอย่างยิ่งเยี่ยนเจาเจาฟังออกว่าเป็นไป๋ฝูฉวี

            ไป๋ฝูฉวีอีกแล้วหรือคราวนี้ไปยั่วยุองค์หญิงหรือท่านหญิงสกุลใดเล่า?

            เป็นไปดังที่คาด นางเพิ่งจะเข้าประตูเรือนก็เห็นไป๋ฝูฉวีโดนผลักลงกองกับพื้นร่างกายเปียกโชกไปหมด เฉินเหลียนเอ๋อร์ร่างท้วมข้างๆ ไม่กล้าเอ่ยคำใด เพียงมองไปทางอื่นอย่างกล้าๆกลัวๆ แล้วเอ่ยเสียงแผ่วเบา “จวิ้นจู่ [3]ช่างอาศัยอำนาจข่มเหงรังแก...”

            ไป๋ฝูฉวีไปยั่วโทสะจวิ้นจู่เข้าจริงๆ หรือ?

            เช่นนั้นก็คงโชคไม่ดีแล้ว

            อย่างไรเสียชั้นเรียนหญิงก็มีเสี้ยนจู่ [4] หลายคน แต่กลับมีจวิ้นจู่เพียงคนเดียว

            ทั้งยังเป็นจวิ้นจู่ที่ไม่ควรไปยั่วยุด้วย

            เยี่ยนเจาเจารู้ตั้งแต่ตอนมาถึงแล้วว่านักเรียนหญิงร่วมชั้นของตนมีกัวซีฉือหลานสาวสายตรงของเฝินหยางอ๋องกัวฉุน ราชทินนามหมิ่นเหยียนจวิ้นจู่เป็นสาวงามสวยหยาดเยิ้มและอารมณ์ร้ายคนหนึ่ง

            กัวซีฉือเชี่ยวชาญด้านกู่ฉิน หมากล้อมเขียนอักษรจีนและวาดภาพทุกชนิด ปีนี้อายุสิบเจ็ดปีแล้วและเป็นอันดับหนึ่งในบรรดานักเรียนหญิงดีเด่นกลุ่มแรกที่กำลังจะสำเร็จการศึกษาจากสถานศึกษาสกุลหยวน

            จวิ้นจู่ผู้นี้คือนักเรียนหญิงหนึ่งเดียวท่ามกลางศิษย์สายในของผู้อาวุโสหยวนมู่ที่เยี่ยนเจาเจาเอ่ยก่อนหน้านี้

            มารดาของเยี่ยนเจาเจาเทิดทูนกัวฉุนอย่างยิ่งทั้งสองเคยหารือด้านยุทธวิธีการรบและกลศึกกันมากมายแม่ทัพใหญ่กัวฉุนนับเป็นหนึ่งในอาจารย์สอนสั่งผู้มีพระคุณขององค์หญิงฉงหยางดังนั้นเยี่ยนเจาเจาจึงค่อนข้างรู้เรื่องราวของกัวฉุน

            กัวฉุนเป็นแม่ทัพใหญ่ผลงานโดดเด่นคนหนึ่ง เป็นขุนพลมือดีของท่านปู่เยี่ยนเจาเจาแต่เพราะการรบทัพจับศึกชั่วนาตาปี ทิ้งรอยบาดแผลไว้บนร่างมากมาย ท่านป้ายังไม่ทันได้ขึ้นครองราชย์ก็ลาออกกลับบ้านเกิดแล้ว

            แม่ทัพใหญ่กัวฉุนเป็นแม่ทัพที่ไต่เต้ามาจากชาวนาจงรักภักดีต่อสกุลเหลียงเป็นอย่างยิ่งยามลาออกกลับบ้านเกิดก็ส่งมอบตราพยัคฆ์คืนทันทีไม่ต้องการกระทั่งตำแหน่งบรรดาศักดิ์ใด

            เดิมทีอดีตฮ่องเต้ต้องการแต่งตั้งเขาเป็นกั๋วกงจนเขาแทบจะโขกศีรษะฆ่าตัวตายในตำหนักจินหลวน แม้เป็นคนเถื่อนพูดจาลึกซึ้งได้ไม่กี่คำแต่เชิดชูภักดีต่อเจ้าแผ่นดินเหนือใคร

            อดีตฮ่องเต้หมดหนทาง ใคร่ครวญครู่หนึ่ง ฉากหน้าจึงแสร้งไล่เขากลับไปซึ่งความจริงแอบมอบดินแดนแถบเฝินหยาง [5] ให้เขาเป็นการลับแล้วจนเกือบทำผู้เฒ่ากัวฉุนตกใจตายทั้งเป็น

            ฮ่องเต้คนใหม่ปลอบโยนยกใหญ่กว่าจะปลอบผู้เฒ่าที่หูตั้งหางชี้ลงได้ แต่สุดท้ายกัวฉุนยังรับเพียงบรรดาศักดิ์ไม่ต้องการดินแดนอยู่ดี

            ทว่ากัวฉุนเป็นคนจริงใจไร้พิษภัยสร้างตัวจากสองมือเปล่าเหมือนคนสกุลเยี่ยน ไม่เคยลืมบุตรและภรรยาในยามที่ตนยากจนข้นแค้นและให้ทางลงกับอดีตฮ่องเต้โดยการใช้ดินแดนบรรดาศักดิ์ขอแลกตำแหน่งฮูหยินตราตั้งขั้นหนึ่งให้กับมารดาชราและภรรยาคนแรกของตนเอง

            กัวฉุนยังขอความกรุณา บอกว่าร้อยปีต่อจากนี้บรรดาศักดิ์เฝินหยางอ๋องจะส่งมอบให้บุตรสาวเพียงคนเดียวของเขา

            กัวฉุนร่างกายบาดเจ็บถึงรากฐานจากการออกศึก ไม่อาจมีบุตรชายได้แล้วบุตรในอ้อมอกก็มีเพียงเด็กสาวที่เกิดจากภรรยาชราคนเดียว นามว่ากัวกานเอ๋อร์

            เป็นเรื่องปกติที่หลังจากประสบความสำเร็จจะทูลขอฮูหยินตราตั้งให้มารดาและภรรยาแต่การขอสืบทอดบรรดาศักดิ์ตนต่อให้บุตรสาวนับว่าแปลกใหม่มากทีเดียว

            อดีตฮ่องเต้สนใจในข้อเรียกร้องของเขาจึงถามเขาว่าเหตุใดต้องการเช่นนี้กัวฉุนผู้กล่าวหลักการสำคัญอะไรไม่เป็นมาโดยตลอดกลับประจักษ์ชัดแจ้ง

            กัวฉุนกล่าวว่าตนเองมีบุตรสาวเพียงคนเดียวตนตรากตรำอยู่ท่ามกลางสมรภูมินองเลือดถึงมีอำนาจเช่นวันนี้เขาไม่อาจไปเลือกเด็กผู้ชายที่ไม่เคยรู้จักกันของเหล่าญาติๆจากบ้านเกิดมาสืบทอดสายตระกูลกัวฉุนต่อ

            ยิ่งกว่านั้น ปัจจุบันกัวฉุนไม่ได้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านแล้วฐานะแตกต่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง

            กัวกานเอ๋อร์ก็เป็นบุตรสาวที่คลุกคลีอยู่ในกองทัพกับตนตอนนี้อายุยี่สิบเจ็ดปี นับว่าค่อนข้างสูงวัยแล้ว ทั้งยังมีบิดาแท้ๆได้รับบรรดาศักดิ์อ๋อง เกรงว่าคงลำบากเรื่องการแต่งงานด้วยยากจะรับประกันว่าไม่มีพวกคนต่ำทรามไร้ยางอายอาศัยความเมตตาใจดีของบุตรสาวมาหลอกตระกูลของเขา

            บุตรสาวถูกต้องถามกฎหมายเพียงคนเดียวของเฝินหยางอ๋องนี่มันอำนาจระดับไหนกัน?

            บนโลกใบนี้ไม่เคยขาดแคลนคนหน้าด้านเห็นอำนาจเข้าหน่อยก็ราวกับแมลงวันเจอเลือด บินหึ่งๆ เข้ามาหาโดยไม่ได้รับเชิญตัวกัวฉุนเคยรู้ซึ้งแล้ว

            ดังนั้นเขาจึงขอความชอบธรรมให้บุตรสาวตนเอง โดยปล่อยนางสืบทอดเชื้อสายกัวฉุนของเขาต่อแต่งบุตรเขยเข้าจวน เลือกคนที่ครอบครัวบริสุทธิ์ ภูมิหลังธรรมดามาเป็นเขยสืบสกุลจากนั้นก็ทิ้งตำแหน่งเฝินหยางอ๋องให้แก่กัวกานเอ๋อร์

            อดีตฮ่องเต้รู้สึกแปลกใหม่ แล้วลองนึกถึงบุตรีรักคู่หนึ่งในการอุ้มชูของตนเองบ้างพลันค้นพบว่าตนเองคิดเห็นเช่นเดียวกันมาตั้งแต่แรก

            เหตุเพราะไม่มีทายาทบุรุษ อดีตฮ่องเต้ก็ทนปล่อยองค์หญิงทั้งสองให้ได้รับความขุ่นข้องหมองใจไม่ลงจึงตัดสินใจมอบบัลลังก์ให้แก่องค์หญิง และแต่งตั้งบุตรสาวคนโตอาฮุ่ยเป็นองค์หญิงรัชทายาท

            ฟ้าดินเป็นพยานต่อจิตใจปกป้องของบิดาชรา อดีตฮ่องเต้กระจ่างแจ้งแล้วจึงได้ตอบรับคำขอของกัวฉุนทันที

            แม้บนพงศาวดารต้าซีจะมีฮ่องเต้หญิงมาแล้วหลายคน ทว่าอ๋องหญิงเพิ่งมีครั้งแรกกัวกานเอ๋อร์ผู้นี้เลยกลายเป็นว่าที่อ๋องหญิงอย่างเป็นที่แน่นอนแล้ว

            กัวกานเอ๋อร์เติบโตมาในกองทัพก่อนหน้านี้ยังตามกัวฉุนเข้าสนามรบตลอดทั้งปีเป็นสตรีร้ายกาจเลื่องชื่อของเมืองเฝินหยางถิ่นเดิม

            ในยามที่ท่านป้าเหลียงฮุ่ยยังเป็นองค์หญิงรัชทายาทนั้น นางชื่นชมกัวกานเอ๋อร์มากช่วงขึ้นครองราชย์กัวฉุนยังมีชีวิตอยู่ท่านป้าทนปล่อยกัวกานเอ๋อร์ไม่ได้รับความเป็นธรรมไม่ลงจึงแต่งตั้งกัวกานเอ๋อร์ดำรงตำแหน่งจวิ้นจู่ทันที ทั้งยังมอบขบวนเสด็จและลั่นวาจาว่าหากกัวกานเอ๋อร์สืบทอดตำแหน่งอ๋องเมื่อใดจักสวมหมวกให้กัวกานเอ๋อร์ด้วยตนเอง

            ต่อมากัวกานเอ๋อร์แต่งเขยเข้าจวน ให้กำเนิดบุตรสาวคนหนึ่งนามกัวซีฉือ

            น่าเสียดายที่ฝ่ายชายสิ้นบุญ ไม่นานก็ป่วยตายจากไปกัวกานเอ๋อร์ไม่รับเขยเข้ามาอีก เพียงมุ่งมั่นเลี้ยงดูกัวซีฉือบุตรสาวคนเดียวของตนเอง

            กัวซีฉือผู้นี้ไม่ต่างกันนัก ได้รับพระราชทานตำแหน่งจวิ้นจู่จากองค์ฮ่องเต้หญิงตั้งแต่เพิ่งเกิดและใช้ขบวนเสด็จองค์หญิงครึ่งขบวนเช่นเดียวกับท่านแม่ของนางนับว่าเป็นที่โปรดปรานของสมมติเทพ

            แม้กัวกานเอ๋อร์จะมีนิสัยดุดันโหดร้ายแต่กลับสอนกัวซีฉือมาอย่างดี แม่นางผู้นี้ก็เอาการเอางานตัดใจจากความฟุ้งเฟ้อมั่งคั่งในจวนเฝินหยางอ๋องมาเรียนหนังสือที่สถานศึกษาสกุลหยวนตอนอายุเพียงสิบขวบและได้รับความสำคัญจากผู้อาวุโสหยวนมู่ในเหตุการณ์เดียว จนกลายเป็นลูกศิษย์หญิงเพียงหนึ่งเดียวที่เข้าห้องเรียนของผู้อาวุโสหยวนมู่

            สาเหตุที่กัวซีฉือได้รับความสนใจจากผู้อาวุโสหยวนมู่ก็ชวนพิศวงเนื่องจากนางมาเรียนวันแรก มีนักเรียนชายตาไร้แววบางคนเข้ามาเย้าแหย่นางด้วยใจวาดหวังอำนาจและปรารถนาเชิงชู้สาวกลับคาดไม่ถึงว่าจะโดนนางอัดแทน

            นางยังประกาศก้องในสำนักศึกษาตัวนางกัวซีฉือมาเรือนหนังสือที่สถานศึกษาสกุลหยวนเพื่อสืบทอดตำแหน่งอ๋องในภายภาคหน้าไม่ได้มากระจู๋กระจี๋ หากยังมีคนไร้ตาอีก นางจะมัดโยนลงจากเขาเสียให้หมด

            กัวซีฉือเป็นนักเรียนหญิงคนแรกที่แสดงเจตนารมณ์ว่าตนเองไม่ใช่หญิงกาฝากเป้าหมายในการมาเรียนของนางชัดเจนคือเพื่อรับช่วงต่อ เพื่อรักษาตำแหน่งบรรดาศักดิ์เฝินหยางอ๋องได้อย่างมั่นคง

            คำพูดสุดท้ายยังไม่จบแต่เยี่ยนเจาเจาสัมผัสได้ว่ากัวซีฉือจะรับใช้สกุลเหลียงเดิมในอนาคต

            ความคิดนี้ตรงใจของเยี่ยนเจาเจานางต้องการปกป้องท่านแม่กับท่านป้าของตนเอง และรักษาอำนาจฮ่องเต้ของสกุลเหลียงเดิมซึ่งสอดคล้องกับคำพูดของกัวซีฉือ

            ดังนั้นเยี่ยนเจาเจาจึงค่อนข้างเลื่อมใสในกัวซีฉือ

            ยิ่งนางเพิ่งรู้จากหนานหมิงเหอเมื่อสักครู่ว่าทั้งตระกูลกัวฉุนล้วนมีความสัมพันธ์โดยตรงกับสกุลเหลียงเดิมกัวซีฉือเป็นขุนนางคนสนิทขององค์ฮ่องเต้หญิง ย่อมฉลาดมากเช่นกัน

            กัวซีฉืออาจจำเยี่ยนเจาเจาได้แล้ว แต่นางเป็นคนฉลาด ความต้องการขององค์ฮ่องเต้หญิงคือให้เจาเจาไปมาหาสู่กับจวิ้นจู่น้อยแสนเด็ดขาดเข้มงวดผู้นี้

            อย่างไรเสียทั้งสองก็รุ่นราวคราวเดียวกันเมื่อวันหน้าเจาเจากุมอำนาจ กัวซีฉือจะสามารถเป็นผู้ช่วยมือดีได้

            เรื่องนี้หนานหมิงเหอรับรู้ไม่ต่างกันนัก

            แต่คำว่า “ผู้ช่วยมือดี” สำหรับหนานหมิงเหอคือ “ขุนนางภักดี”แทน

            แน่นอน ข่าวคราวพวกนี้คนขององค์ฮ่องเต้หญิงล้วนบอกหนานหมิงเหอซึ่งวาจาเดิมขององค์ฮ่องเต้หญิงคือ “ขุนนางภักดี” เช่นกัน

            องค์ฮ่องเต้หญิงต้องแฝงบางอย่างมาในคำพูดอย่างแน่นอนทว่านางไม่ได้เอ่ยออกมาตามตรง เช่นคำว่าขุนนางภักดี เหมือนจะเข้าใจชัดเจนแต่กลับไม่ชัดเจนทั้งหมดหนานหมิงเหอต้องถอดความเอาเอง

            ความจริงหนานหมิงเหอสื่อสารส่วนตัวกับองค์ฮ่องเต้หญิงมากมายแม้องค์ฮ่องเต้หญิงไม่เคยถาม แต่คล้ายจะทราบถึงชาติกำเนิดของหนานหมิงเหอมาตั้งแต่แรกเริ่มและรู้ดีว่าเขาต้องการทำสิ่งใด แค่นางไม่สนใจเท่านั้น

            มีเพียงครั้งเดียวตอนหนานหมิงเหอตัดสินใจตามเยี่ยนเจาเจามาเมืองซูโจวองค์ฮ่องเต้หญิงเคยฝากคนมาถามหนานหมิงเหอประโยคหนึ่งว่า ภักดีต่อแผ่นดินหรือไม่?

            หนานหมิงเหอย่อมเข้าใจภาระหน้าที่ของตนเอง แต่เขารู้สึกว่าตนเองไม่จำเป็นต้องตบตาหรือหลอกลวงองค์ฮ่องเต้หญิงผู้หลักแหลมราวปีศาจจึงตอบเพียง “ภักดีต่อแสง”

            เจาเจาอันสว่างสดใส

            ความหมายของหนานหมิงเหอนั้นชัดเจน

            องค์ฮ่องเต้หญิงที่ได้รับคำยืนยันจากหนานหมิงเหอจึงไม่เคยถามเรื่องเกี่ยวกับหนานหมิงเหออีกเลยแต่ท่าทีที่มีต่อเขาเหมือนจะดีขึ้นมากนับตั้งแต่นั้นมา บางคราวยังส่งคนนำม้วนตำราที่มีเฉพาะในวังมาให้กระทั่งเตือนเขาว่าต้องตั้งใจเรียนรู้ทักษะจากผู้อาวุโสหยวนมู่ให้ดี

            นางไม่เอ่ยคำว่าเรียนหนังสือ แต่เป็นคำว่าเรียนรู้ทักษะ

            เพื่อปกป้องเจาเจาให้ดียิ่งกว่าเดิมหนานหมิงเหอคิดว่าตนเองเข้าใจความนัยขององค์ฮ่องเต้หญิง

            สำหรับส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ มีความลับอยู่หรือไม่นั้นหนานหมิงเหอไม่ได้สนใจสักเท่าไร

            ทุกความไม่เข้าใจสักวันจะปรากฏออกมาเองแต่ก่อนความจริงจะกระจ่าง หนานหมิงเหออยากปกป้องเพียงแม่นางน้อยของตน

            ออกนอกเรื่องมาไกลแล้วกลับมาหาเยี่ยนเจาเจาซึ่งปัจจุบันกำลังยืนอยู่ในเรือนจดจ้องไป๋ฝูฉวีที่กำลังหันหน้าเข้าหาประตูที่ปิดสนิทด้วยสายตาครุ่นคิดกันบ้าง

            แสงเทียนสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่ามีเงาหญิงงามชดช้อยภายในห้องนั้นบนศีรษะเปลือยเปล่า ไม่มีเครื่องประดับติดผมสักชิ้น กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือมือถือพู่กันขนหมาในด้ามเล็ก ไม่แยแสเสียงร่ำไห้ในเรือนแม้แต่น้อย

            ---------------------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] คนเต็มใจย่อมงับเหยื่อ หมายถึงเต็มใจให้หลอก เต็มใจติดกับ

            [2] หอคอยใกล้น้ำ ได้ชมเชยพระจันทร์ก่อน หมายถึงอยู่ใกล้กับสิ่งใดก็สามารถแย่งเอาผลประโยชน์ได้ก่อนคล้ายกับคำว่ามือใครยาวสาวได้สาวเอา

            [3] จวิ้นจู่ หมายถึงตำแหน่งองค์หญิงหรือท่านหญิงขึ้นอยู่กับการสืบสายเลือดทางบิดากับจักรพรรดิองค์ปัจจุบันเป็นตำแหน่งเชื้อพระวงศ์หญิงลำดับที่สาม ผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้ต้องเป็นพระธิดาในชินอ๋องกับพระชายาเอกซึ่งนับเป็นของหลานของฮ่องเต้และฮองเฮา หรือลูกพี่ลูกน้อง

            [4] เสี้ยนจู่ หมายถึงตำแหน่งองค์หญิงหรือท่านหญิงขึ้นอยู่กับการสืบสายเลือดทางบิดากับจักรพรรดิองค์ปัจจุบันเป็นตำแหน่งเชื้อพระวงศ์หญิงลำดับที่สี่ ผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้ต้องเป็นพระธิดาในจวิ้นอ๋องกับพระชายาเอกหรือพระธิดาในผู้สืบทอดชินอ๋องกับพระชายาเอก

            [5] เฝินหยาง หมายถึงเมืองหนึ่งของมณฑลส่านซีในปัจจุบัน

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ] ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663