เยี่ยนเจาเจาไม่ได้นั่งอยู่กลางใจหนานหมิงเหอไม่รู้ความคิดเขา ขบคิดเท่าไรก็ไม่กระจ่างดังนั้นตรรกะความมีเหตุมีผลของนางจึงดับลง แล้วสาวเท้าเดินตามไป
หนานหมิงเหอกำลังจมอยู่ในความคิดของตนเองตามคาด
ปกติเขามักจะตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา แต่คราวนี้กลับไม่รู้ตัวว่ามีคนเดินตามอยู่ข้างหลังสุดท้ายเดินๆ อยู่ก็หยุด เงยศีรษะขึ้นมองเมฆบนท้องฟ้าแทน
ก้อนเมฆคือสิ่งที่จับต้องไม่ได้เมฆยามเย็นถูกแผดเผาเป็นสีส้มเปี่ยมชีวิตชีวาแต่ความสุกใสนี้สะท้อนความโดดเดี่ยวได้เด่นชัดที่สุด เยี่ยนเจาเจาเลยไม่ชอบมันนัก
สีหน้าของพี่ชายรองอ้างว้างยิ่งนักเยี่ยนเจาเจาจึงวิ่งตรงเข้าไป ส่งเสียงประกาศถึงการมีอยู่ของตนเสียเลย
“พี่ชาย คิดถึงข้าหรือไม่เจ้าคะ!”
เยี่ยนเจาเจารู้ว่าตนเองมิอาจเอ่ยถามหนานหมิงเหอได้ตรงๆจำต้องออดอ้อนเบี่ยงประเด็นพร้อมรอยยิ้มตาหยีหนานหมิงเหอจึงมีสีหน้าอ่อนลงและเอ่ยว่าคิดถึงตามใจนาง
ความจริงเจาเจาเดาความคิดของหนานหมิงเหอไม่ถูกอย่างไรเสียตอนนี้กระทั่งหนานหมิงเหอเป็นใคร ภูมิหลังเป็นเช่นไร ทุกวันๆขบคิดสิ่งใดบ้างเยี่ยนเจาเจายังไม่ทราบแต่นางมีความกล้าที่พร้อมจะมอบความไว้วางใจทั้งหมดให้หนานหมิงเหอ
และเป็นเพราะเหตุนี้ เยี่ยนเจาเจาเลยไม่ไปถามหนานหมิงเหอว่าเหตุใดถึงโศกเศร้าลองคิดวนเวียนรอบหนึ่งก็ไม่ได้คำตอบที่สมเหตุสมผลเลยบังอาจคาดเดาเองว่าหนานหมิงเหออาจจะรู้สึกเปล่าเปลี่ยวเพราะต้องอยู่ห่างกับตนเนิ่นนาน?
หลักปรัชญาข้อแรกที่เยี่ยนเจาเจามีต่อพี่ชายรองก็คือ เกิดเรื่องไม่สบายใจออดอ้อนเสียก็จบแล้ว
ดังนั้นนางจึงเกาะติดเขาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนรั้นจะให้หนานหมิงเหออุ้มตนเอง รอจนหนานหมิงเหอทนนางรบเร้าไม่ไหวอุ้มนางไว้ในอ้อมแขน นางค่อยโอบรอบคอหนานหมิงเหอ ขยับเข้าใกล้ใบหูหนานหมิงเหอเอ่ยแผ่วเบาพร้อมรอยยิ้มระรื่น
“พี่ชาย ข้าก็ไม่อยากจากท่าน อย่าเศร้าไปเลยนะเจ้าคะข้าจะอยู่เคียงข้างท่านเสมอ เว้นเสียแต่ว่า...”
เยี่ยนเจาเจาจงใจหลอกล่อหนานหมิงเหอให้คุยกับตน
เก็บกดอารมณ์ความรู้สึกไว้ในใจตลอดไม่ใช่เรื่องดีพูดตามอำเภอใจออกมา แม้จะเป็นเรื่องไร้สาระก็สามารถทำให้ใจสบายขึ้นบ้าง
“เว้นเสียแต่ว่าอะไร?”
เยี่ยนเจาเจาตกปลา คนเต็มใจย่อมงับเหยื่อ [1]
และคนเต็มใจหนึ่งเดียวในที่นี้ก็คือหนานหมิงเหอ
“เว้นเสียแต่ว่าจะมีคนมาชิงตัวข้าไป มิเช่นนั้นข้าก็จะอยู่ต่อหน้าด้านอย่างไร ตัวข้าก็ไม่ยอมจากไป แม้พี่ชายรองจะผลักไสข้าบอกให้ข้าไปไกลๆ ข้าก็ไม่มีทางไปไหนเด็ดขาด”
สาวน้อยกลอกตาไปมาพร้อมรอยยิ้มประดับบนใบหน้า
“แน่นอน หากพี่ชายกล้าไล่ข้าไป ข้าจะตีขาท่านให้หักเสีย!”
คำพูดนี้ย่อมล้อเล่น พวงแก้มสีชมพูของเยี่ยนเจาเจาพองลมลักยิ้มสองข้างมุมปากน่ารักมากจนดูไม่น่ากลัวสักนิด
หนานหมิงเหอกลับหยุดชะงักกะทันหัน
พลันคิดหลายสิ่งหลายอย่างขึ้นมา
แม้ประโยคนี้ไม่ได้ตอบเรื่องราวที่หนานหมิงเหอใคร่ครวญอยู่ในใจแต่เขารู้สึกในทันทีว่าความจริงทุกอย่างมันก็แค่นี้เอง
เขาไม่จำเป็นต้องไปหาคำตอบว่าควรค่าหรือไม่ต่อให้ตนรู้สึกไม่คู่ควร เยี่ยนเจาเจากลับไม่คิดเช่นนั้น
ไม่ว่าก่อนเกิดใหม่หรือหลังเกิดใหม่ เยี่ยนเจาเจาล้วนไม่เคยคิดว่าหนานหมิงเหอไม่คู่ควรจู่ๆ หนานหมิงเหอพลันตระหนักได้ว่า เป็นตัวเขาเองที่คิดอยู่ตลอดว่าตนควรค่าหรือเปล่าเขาเสียเวลากับเรื่องไม่สำคัญเข้าแล้ว
เขายังปล่อยวางไม่ลงจึงคอยปกป้องอยู่เคียงข้างเยี่ยนเจาเจาเสมือนพี่ชาย ปกป้องจนตนไร้กำลังในที่สุด
เพราะความชักช้าไม่ทำคะแนนของเขาเยี่ยนเจาเจาเลยโดนคนอื่นชิงตัวไปเหมือนที่นางกล่าววันนี้จริงๆ!
เขากลับมาอีกทีก็พบเพียงหลุมฝังศพและป้ายวิญญาณของเยี่ยนเจาเจาแล้ว
หนานหมิงเหอค้นพบปัญหาใหญ่นี้ทันที
ปัจจุบันมานั่งว้าวุ่นกับคำถามคู่ควรไม่คู่ควรมันไม่มีประโยชน์แล้วหากยังเป็นเช่นนี้ต่อ ชาตินี้เยี่ยนเจาเจาอาจโดนคนอื่นแย่งชิงไปตอนเขาคิดไม่ตกไม่กระจ่างเหมือนเดิม
สวรรค์มอบชีวิตให้เจาเจาอีกครั้งไม่เพียงให้โอกาสนางกลับมาเริ่มต้นใหม่ ยังให้โอกาสเขาได้แก้ไขด้วย
ถ้าอย่างนั้นจะคิดมากไปทำไมตัวอย่างเรื่องราวนองเลือดวางกองอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
มัวแต่กลัวหัวหดย่อมไม่ได้อะไร เขาคิดเอาเองว่าหากยอมถอยให้ก็จะสามารถปกป้องแม่นางน้อยได้หารู้ไม่ว่าเป็นการเปิดโอกาสให้หมาแมวตัวอื่นมาแย่งอาณาเขตของเขา
จะไม่มีเรื่องงามหน้าเช่นนี้เกิดขึ้นอีก!
หากชาตินี้หนานหมิงเหอยังปล่อยให้คนอื่นแย่งอาณาเขตไปเขาเขียนชื่อ “หมิงเหอ” กลับหัวเสียเลยดีกว่า!
ในเมื่อหดหัวแล้วตกอยู่ในสภาพต้องพรากจากกันชั่วนิรันดร์ ยอมถอยเพื่อปกป้องก็เชื่อถือไม่ได้แล้วเด็กน้อยที่ตนคอยหวงและคะนึงหาตลอดเวลา เหตุใดต้องปล่อยให้คนอื่นแย่งไปด้วยเล่า?
สู้ปกป้องเองยังดีกว่า!
เรื่องของความรู้สึกไม่มีใครเล่นแบบใสสะอาดหรอกตัวเขาหนานหมิงเหอมาก่อนมีสิทธิ์จับจองหอคอยใกล้น้ำ ได้ชมเชยพระจันทร์ก่อน [2] หนานหมิงเหอต้องการซ่อนดวงจันทร์ของตนไว้ คนอื่นยังจะว่าอะไรได้?
แม้เขาไม่อยากเห็นแก่ตัวกับเยี่ยนเจาเจาแต่เรื่องนี้จะไม่มีการต่อรองเกิดขึ้น
ยิ่งปัจจุบันพระจันทร์ดวงน้อยชอบลอยละล่องอยู่เหนือหัวเขาผักกาดขาวก็ชอบขึ้นในแปลงปลูกผักของเขา ทั้งตอนนี้ยังโอบรอบคอเขาด้วยแล้ว
หนานหมิงเหอจึงตระหนักทันทีว่าสิ่งที่ตนคิดทั้งหมดเมื่อครู่ล้วนไร้ประโยชน์ไม่รู้เพราะผืนฟ้าคืนนี้งดงาม สีสันสดใสเกินไปหรือไม่ จึงได้กระตุ้นความทุกข์ตรมที่อัดอั้นเต็มหัวใจเขาออกมาแทน
อิจฉาริษยา ช่างไร้สาระยิ่งนัก
นี่ไม่ใช่วิสัยของหนานหมิงเหอเลย
คนเราไม่อาจเรียกคืนอดีตได้ นับประสาอะไรกับวันวานอันเน่าเฟะลืมไปเสียดีกว่า
แม้อำนาจของเขาคงไม่พอสำหรับเงื่อนไขของสวนมวลบุปผาหอมแต่ก็พอจะเลี้ยงดูและสนับสนุนองค์หญิงน้อยในดวงใจของตน
ใครกล้าแตะต้องผักกาดขาวของเขา เขาจะตัดมือเท้ามันผู้นั้นเสีย
เมื่อคิดดังนี้หนานหมิงเหอก็ร่าเริงขึ้นมาฉับพลันไม่รู้สึกเจ็บช้ำยามมองก้อนเมฆแดงฉานเหนือขอบนภาอีกต่อไป
เยี่ยนเจาเจาไม่รู้ว่าพี่ชายรองคิดสิ่งใดอยู่ และเห็นบรรยากาศรอบตัวเขาดีขึ้นอย่างชัดเจนก็วางใจแล้ว
“ข้าจะไปส่งเจ้ากลับ แต่ห้ามวิ่งออกมาแล้วนะกลางคืนไม่ปลอดภัย”
หนานหมิงเหอเอ่ยเสียงแผ่ว เยี่ยนเจาเจาตรวจดูว่าใบหน้าเขาสงบแล้วจริงๆค่อยรับปาก
หนานหมิงเหอไม่เอื้อนเอ่ยอีกฉวยโอกาสตอนพระจันทร์ยังไม่ฉายแสงเต็มที่รีบอุ้มเยี่ยนเจาเจากลับอาคารเหนือ
หน้าประตูอาคารเหนือ หนานหมิงเหอวางเจาเจาลงกระซิบบางอย่างข้างใบหูนาง ก่อนเร่งให้เยี่ยนเจาเจาออกเดินจับจ้องจนเยี่ยนเจาเจาเข้าประตูแล้วค่อยหันหลังผละจากไป
ราตรีกาลเริ่มมืดมิด รอบบริเวณราวกับเย็นยะเยือกลงหนึ่งระดับแต่คราวนี้หนานหมิงเหอไม่รู้สึกอะไรในใจแล้ว พระจันทร์ก็แค่พระจันทร์ไม่สื่อความหมายน่าเศร้าสลดใด
แต่ทางฝั่งเยี่ยนเจาเจากลับถอนหายใจ
ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่นใด เพียงเพื่อหนานหมิงเหอ
ความจริงเยี่ยนเจาเจาไม่ค่อยโศกเศร้าเสียใจนัก ด้วยรู้ดีว่าตนกลับมามีชีวิตอีกหนไม่ใช่เรื่องง่ายดายทุกวินาทีในชีวิตนี้เป็นดั่งของขวัญจากสรวงสวรรค์ ไม่จำเป็นต้องจมอยู่กับความทุกข์ตรม
ขณะที่นางกำลังตั้งหน้าตั้งตาเดินกลับห้อง ไม่รู้หอพักนักเรียนหญิงเกิดเหตุอะไรขึ้นยังไม่ทันถึงหน้าประตูเรือนก็ได้ยินเสียงตะโกนด่าแหลมสูงของใครบางคน ปะปนไปกับเสียงร้องไห้กระซิกมาแต่ไกล
เสียงร้องไห้นั้นคุ้นหูเป็นอย่างยิ่งเยี่ยนเจาเจาฟังออกว่าเป็นไป๋ฝูฉวี
ไป๋ฝูฉวีอีกแล้วหรือคราวนี้ไปยั่วยุองค์หญิงหรือท่านหญิงสกุลใดเล่า?
เป็นไปดังที่คาด นางเพิ่งจะเข้าประตูเรือนก็เห็นไป๋ฝูฉวีโดนผลักลงกองกับพื้นร่างกายเปียกโชกไปหมด เฉินเหลียนเอ๋อร์ร่างท้วมข้างๆ ไม่กล้าเอ่ยคำใด เพียงมองไปทางอื่นอย่างกล้าๆกลัวๆ แล้วเอ่ยเสียงแผ่วเบา “จวิ้นจู่ [3]ช่างอาศัยอำนาจข่มเหงรังแก...”
ไป๋ฝูฉวีไปยั่วโทสะจวิ้นจู่เข้าจริงๆ หรือ?
เช่นนั้นก็คงโชคไม่ดีแล้ว
อย่างไรเสียชั้นเรียนหญิงก็มีเสี้ยนจู่ [4] หลายคน แต่กลับมีจวิ้นจู่เพียงคนเดียว
ทั้งยังเป็นจวิ้นจู่ที่ไม่ควรไปยั่วยุด้วย
เยี่ยนเจาเจารู้ตั้งแต่ตอนมาถึงแล้วว่านักเรียนหญิงร่วมชั้นของตนมีกัวซีฉือหลานสาวสายตรงของเฝินหยางอ๋องกัวฉุน ราชทินนามหมิ่นเหยียนจวิ้นจู่เป็นสาวงามสวยหยาดเยิ้มและอารมณ์ร้ายคนหนึ่ง
กัวซีฉือเชี่ยวชาญด้านกู่ฉิน หมากล้อมเขียนอักษรจีนและวาดภาพทุกชนิด ปีนี้อายุสิบเจ็ดปีแล้วและเป็นอันดับหนึ่งในบรรดานักเรียนหญิงดีเด่นกลุ่มแรกที่กำลังจะสำเร็จการศึกษาจากสถานศึกษาสกุลหยวน
จวิ้นจู่ผู้นี้คือนักเรียนหญิงหนึ่งเดียวท่ามกลางศิษย์สายในของผู้อาวุโสหยวนมู่ที่เยี่ยนเจาเจาเอ่ยก่อนหน้านี้
มารดาของเยี่ยนเจาเจาเทิดทูนกัวฉุนอย่างยิ่งทั้งสองเคยหารือด้านยุทธวิธีการรบและกลศึกกันมากมายแม่ทัพใหญ่กัวฉุนนับเป็นหนึ่งในอาจารย์สอนสั่งผู้มีพระคุณขององค์หญิงฉงหยางดังนั้นเยี่ยนเจาเจาจึงค่อนข้างรู้เรื่องราวของกัวฉุน
กัวฉุนเป็นแม่ทัพใหญ่ผลงานโดดเด่นคนหนึ่ง เป็นขุนพลมือดีของท่านปู่เยี่ยนเจาเจาแต่เพราะการรบทัพจับศึกชั่วนาตาปี ทิ้งรอยบาดแผลไว้บนร่างมากมาย ท่านป้ายังไม่ทันได้ขึ้นครองราชย์ก็ลาออกกลับบ้านเกิดแล้ว
แม่ทัพใหญ่กัวฉุนเป็นแม่ทัพที่ไต่เต้ามาจากชาวนาจงรักภักดีต่อสกุลเหลียงเป็นอย่างยิ่งยามลาออกกลับบ้านเกิดก็ส่งมอบตราพยัคฆ์คืนทันทีไม่ต้องการกระทั่งตำแหน่งบรรดาศักดิ์ใด
เดิมทีอดีตฮ่องเต้ต้องการแต่งตั้งเขาเป็นกั๋วกงจนเขาแทบจะโขกศีรษะฆ่าตัวตายในตำหนักจินหลวน แม้เป็นคนเถื่อนพูดจาลึกซึ้งได้ไม่กี่คำแต่เชิดชูภักดีต่อเจ้าแผ่นดินเหนือใคร
อดีตฮ่องเต้หมดหนทาง ใคร่ครวญครู่หนึ่ง ฉากหน้าจึงแสร้งไล่เขากลับไปซึ่งความจริงแอบมอบดินแดนแถบเฝินหยาง [5] ให้เขาเป็นการลับแล้วจนเกือบทำผู้เฒ่ากัวฉุนตกใจตายทั้งเป็น
ฮ่องเต้คนใหม่ปลอบโยนยกใหญ่กว่าจะปลอบผู้เฒ่าที่หูตั้งหางชี้ลงได้ แต่สุดท้ายกัวฉุนยังรับเพียงบรรดาศักดิ์ไม่ต้องการดินแดนอยู่ดี
ทว่ากัวฉุนเป็นคนจริงใจไร้พิษภัยสร้างตัวจากสองมือเปล่าเหมือนคนสกุลเยี่ยน ไม่เคยลืมบุตรและภรรยาในยามที่ตนยากจนข้นแค้นและให้ทางลงกับอดีตฮ่องเต้โดยการใช้ดินแดนบรรดาศักดิ์ขอแลกตำแหน่งฮูหยินตราตั้งขั้นหนึ่งให้กับมารดาชราและภรรยาคนแรกของตนเอง
กัวฉุนยังขอความกรุณา บอกว่าร้อยปีต่อจากนี้บรรดาศักดิ์เฝินหยางอ๋องจะส่งมอบให้บุตรสาวเพียงคนเดียวของเขา
กัวฉุนร่างกายบาดเจ็บถึงรากฐานจากการออกศึก ไม่อาจมีบุตรชายได้แล้วบุตรในอ้อมอกก็มีเพียงเด็กสาวที่เกิดจากภรรยาชราคนเดียว นามว่ากัวกานเอ๋อร์
เป็นเรื่องปกติที่หลังจากประสบความสำเร็จจะทูลขอฮูหยินตราตั้งให้มารดาและภรรยาแต่การขอสืบทอดบรรดาศักดิ์ตนต่อให้บุตรสาวนับว่าแปลกใหม่มากทีเดียว
อดีตฮ่องเต้สนใจในข้อเรียกร้องของเขาจึงถามเขาว่าเหตุใดต้องการเช่นนี้กัวฉุนผู้กล่าวหลักการสำคัญอะไรไม่เป็นมาโดยตลอดกลับประจักษ์ชัดแจ้ง
กัวฉุนกล่าวว่าตนเองมีบุตรสาวเพียงคนเดียวตนตรากตรำอยู่ท่ามกลางสมรภูมินองเลือดถึงมีอำนาจเช่นวันนี้เขาไม่อาจไปเลือกเด็กผู้ชายที่ไม่เคยรู้จักกันของเหล่าญาติๆจากบ้านเกิดมาสืบทอดสายตระกูลกัวฉุนต่อ
ยิ่งกว่านั้น ปัจจุบันกัวฉุนไม่ได้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านแล้วฐานะแตกต่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง
กัวกานเอ๋อร์ก็เป็นบุตรสาวที่คลุกคลีอยู่ในกองทัพกับตนตอนนี้อายุยี่สิบเจ็ดปี นับว่าค่อนข้างสูงวัยแล้ว ทั้งยังมีบิดาแท้ๆได้รับบรรดาศักดิ์อ๋อง เกรงว่าคงลำบากเรื่องการแต่งงานด้วยยากจะรับประกันว่าไม่มีพวกคนต่ำทรามไร้ยางอายอาศัยความเมตตาใจดีของบุตรสาวมาหลอกตระกูลของเขา
บุตรสาวถูกต้องถามกฎหมายเพียงคนเดียวของเฝินหยางอ๋องนี่มันอำนาจระดับไหนกัน?
บนโลกใบนี้ไม่เคยขาดแคลนคนหน้าด้านเห็นอำนาจเข้าหน่อยก็ราวกับแมลงวันเจอเลือด บินหึ่งๆ เข้ามาหาโดยไม่ได้รับเชิญตัวกัวฉุนเคยรู้ซึ้งแล้ว
ดังนั้นเขาจึงขอความชอบธรรมให้บุตรสาวตนเอง โดยปล่อยนางสืบทอดเชื้อสายกัวฉุนของเขาต่อแต่งบุตรเขยเข้าจวน เลือกคนที่ครอบครัวบริสุทธิ์ ภูมิหลังธรรมดามาเป็นเขยสืบสกุลจากนั้นก็ทิ้งตำแหน่งเฝินหยางอ๋องให้แก่กัวกานเอ๋อร์
อดีตฮ่องเต้รู้สึกแปลกใหม่ แล้วลองนึกถึงบุตรีรักคู่หนึ่งในการอุ้มชูของตนเองบ้างพลันค้นพบว่าตนเองคิดเห็นเช่นเดียวกันมาตั้งแต่แรก
เหตุเพราะไม่มีทายาทบุรุษ อดีตฮ่องเต้ก็ทนปล่อยองค์หญิงทั้งสองให้ได้รับความขุ่นข้องหมองใจไม่ลงจึงตัดสินใจมอบบัลลังก์ให้แก่องค์หญิง และแต่งตั้งบุตรสาวคนโตอาฮุ่ยเป็นองค์หญิงรัชทายาท
ฟ้าดินเป็นพยานต่อจิตใจปกป้องของบิดาชรา อดีตฮ่องเต้กระจ่างแจ้งแล้วจึงได้ตอบรับคำขอของกัวฉุนทันที
แม้บนพงศาวดารต้าซีจะมีฮ่องเต้หญิงมาแล้วหลายคน ทว่าอ๋องหญิงเพิ่งมีครั้งแรกกัวกานเอ๋อร์ผู้นี้เลยกลายเป็นว่าที่อ๋องหญิงอย่างเป็นที่แน่นอนแล้ว
กัวกานเอ๋อร์เติบโตมาในกองทัพก่อนหน้านี้ยังตามกัวฉุนเข้าสนามรบตลอดทั้งปีเป็นสตรีร้ายกาจเลื่องชื่อของเมืองเฝินหยางถิ่นเดิม
ในยามที่ท่านป้าเหลียงฮุ่ยยังเป็นองค์หญิงรัชทายาทนั้น นางชื่นชมกัวกานเอ๋อร์มากช่วงขึ้นครองราชย์กัวฉุนยังมีชีวิตอยู่ท่านป้าทนปล่อยกัวกานเอ๋อร์ไม่ได้รับความเป็นธรรมไม่ลงจึงแต่งตั้งกัวกานเอ๋อร์ดำรงตำแหน่งจวิ้นจู่ทันที ทั้งยังมอบขบวนเสด็จและลั่นวาจาว่าหากกัวกานเอ๋อร์สืบทอดตำแหน่งอ๋องเมื่อใดจักสวมหมวกให้กัวกานเอ๋อร์ด้วยตนเอง
ต่อมากัวกานเอ๋อร์แต่งเขยเข้าจวน ให้กำเนิดบุตรสาวคนหนึ่งนามกัวซีฉือ
น่าเสียดายที่ฝ่ายชายสิ้นบุญ ไม่นานก็ป่วยตายจากไปกัวกานเอ๋อร์ไม่รับเขยเข้ามาอีก เพียงมุ่งมั่นเลี้ยงดูกัวซีฉือบุตรสาวคนเดียวของตนเอง
กัวซีฉือผู้นี้ไม่ต่างกันนัก ได้รับพระราชทานตำแหน่งจวิ้นจู่จากองค์ฮ่องเต้หญิงตั้งแต่เพิ่งเกิดและใช้ขบวนเสด็จองค์หญิงครึ่งขบวนเช่นเดียวกับท่านแม่ของนางนับว่าเป็นที่โปรดปรานของสมมติเทพ
แม้กัวกานเอ๋อร์จะมีนิสัยดุดันโหดร้ายแต่กลับสอนกัวซีฉือมาอย่างดี แม่นางผู้นี้ก็เอาการเอางานตัดใจจากความฟุ้งเฟ้อมั่งคั่งในจวนเฝินหยางอ๋องมาเรียนหนังสือที่สถานศึกษาสกุลหยวนตอนอายุเพียงสิบขวบและได้รับความสำคัญจากผู้อาวุโสหยวนมู่ในเหตุการณ์เดียว จนกลายเป็นลูกศิษย์หญิงเพียงหนึ่งเดียวที่เข้าห้องเรียนของผู้อาวุโสหยวนมู่
สาเหตุที่กัวซีฉือได้รับความสนใจจากผู้อาวุโสหยวนมู่ก็ชวนพิศวงเนื่องจากนางมาเรียนวันแรก มีนักเรียนชายตาไร้แววบางคนเข้ามาเย้าแหย่นางด้วยใจวาดหวังอำนาจและปรารถนาเชิงชู้สาวกลับคาดไม่ถึงว่าจะโดนนางอัดแทน
นางยังประกาศก้องในสำนักศึกษาตัวนางกัวซีฉือมาเรือนหนังสือที่สถานศึกษาสกุลหยวนเพื่อสืบทอดตำแหน่งอ๋องในภายภาคหน้าไม่ได้มากระจู๋กระจี๋ หากยังมีคนไร้ตาอีก นางจะมัดโยนลงจากเขาเสียให้หมด
กัวซีฉือเป็นนักเรียนหญิงคนแรกที่แสดงเจตนารมณ์ว่าตนเองไม่ใช่หญิงกาฝากเป้าหมายในการมาเรียนของนางชัดเจนคือเพื่อรับช่วงต่อ เพื่อรักษาตำแหน่งบรรดาศักดิ์เฝินหยางอ๋องได้อย่างมั่นคง
คำพูดสุดท้ายยังไม่จบแต่เยี่ยนเจาเจาสัมผัสได้ว่ากัวซีฉือจะรับใช้สกุลเหลียงเดิมในอนาคต
ความคิดนี้ตรงใจของเยี่ยนเจาเจานางต้องการปกป้องท่านแม่กับท่านป้าของตนเอง และรักษาอำนาจฮ่องเต้ของสกุลเหลียงเดิมซึ่งสอดคล้องกับคำพูดของกัวซีฉือ
ดังนั้นเยี่ยนเจาเจาจึงค่อนข้างเลื่อมใสในกัวซีฉือ
ยิ่งนางเพิ่งรู้จากหนานหมิงเหอเมื่อสักครู่ว่าทั้งตระกูลกัวฉุนล้วนมีความสัมพันธ์โดยตรงกับสกุลเหลียงเดิมกัวซีฉือเป็นขุนนางคนสนิทขององค์ฮ่องเต้หญิง ย่อมฉลาดมากเช่นกัน
กัวซีฉืออาจจำเยี่ยนเจาเจาได้แล้ว แต่นางเป็นคนฉลาด ความต้องการขององค์ฮ่องเต้หญิงคือให้เจาเจาไปมาหาสู่กับจวิ้นจู่น้อยแสนเด็ดขาดเข้มงวดผู้นี้
อย่างไรเสียทั้งสองก็รุ่นราวคราวเดียวกันเมื่อวันหน้าเจาเจากุมอำนาจ กัวซีฉือจะสามารถเป็นผู้ช่วยมือดีได้
เรื่องนี้หนานหมิงเหอรับรู้ไม่ต่างกันนัก
แต่คำว่า “ผู้ช่วยมือดี” สำหรับหนานหมิงเหอคือ “ขุนนางภักดี”แทน
แน่นอน ข่าวคราวพวกนี้คนขององค์ฮ่องเต้หญิงล้วนบอกหนานหมิงเหอซึ่งวาจาเดิมขององค์ฮ่องเต้หญิงคือ “ขุนนางภักดี” เช่นกัน
องค์ฮ่องเต้หญิงต้องแฝงบางอย่างมาในคำพูดอย่างแน่นอนทว่านางไม่ได้เอ่ยออกมาตามตรง เช่นคำว่าขุนนางภักดี เหมือนจะเข้าใจชัดเจนแต่กลับไม่ชัดเจนทั้งหมดหนานหมิงเหอต้องถอดความเอาเอง
ความจริงหนานหมิงเหอสื่อสารส่วนตัวกับองค์ฮ่องเต้หญิงมากมายแม้องค์ฮ่องเต้หญิงไม่เคยถาม แต่คล้ายจะทราบถึงชาติกำเนิดของหนานหมิงเหอมาตั้งแต่แรกเริ่มและรู้ดีว่าเขาต้องการทำสิ่งใด แค่นางไม่สนใจเท่านั้น
มีเพียงครั้งเดียวตอนหนานหมิงเหอตัดสินใจตามเยี่ยนเจาเจามาเมืองซูโจวองค์ฮ่องเต้หญิงเคยฝากคนมาถามหนานหมิงเหอประโยคหนึ่งว่า ภักดีต่อแผ่นดินหรือไม่?
หนานหมิงเหอย่อมเข้าใจภาระหน้าที่ของตนเอง แต่เขารู้สึกว่าตนเองไม่จำเป็นต้องตบตาหรือหลอกลวงองค์ฮ่องเต้หญิงผู้หลักแหลมราวปีศาจจึงตอบเพียง “ภักดีต่อแสง”
เจาเจาอันสว่างสดใส
ความหมายของหนานหมิงเหอนั้นชัดเจน
องค์ฮ่องเต้หญิงที่ได้รับคำยืนยันจากหนานหมิงเหอจึงไม่เคยถามเรื่องเกี่ยวกับหนานหมิงเหออีกเลยแต่ท่าทีที่มีต่อเขาเหมือนจะดีขึ้นมากนับตั้งแต่นั้นมา บางคราวยังส่งคนนำม้วนตำราที่มีเฉพาะในวังมาให้กระทั่งเตือนเขาว่าต้องตั้งใจเรียนรู้ทักษะจากผู้อาวุโสหยวนมู่ให้ดี
นางไม่เอ่ยคำว่าเรียนหนังสือ แต่เป็นคำว่าเรียนรู้ทักษะ
เพื่อปกป้องเจาเจาให้ดียิ่งกว่าเดิมหนานหมิงเหอคิดว่าตนเองเข้าใจความนัยขององค์ฮ่องเต้หญิง
สำหรับส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ มีความลับอยู่หรือไม่นั้นหนานหมิงเหอไม่ได้สนใจสักเท่าไร
ทุกความไม่เข้าใจสักวันจะปรากฏออกมาเองแต่ก่อนความจริงจะกระจ่าง หนานหมิงเหออยากปกป้องเพียงแม่นางน้อยของตน
ออกนอกเรื่องมาไกลแล้วกลับมาหาเยี่ยนเจาเจาซึ่งปัจจุบันกำลังยืนอยู่ในเรือนจดจ้องไป๋ฝูฉวีที่กำลังหันหน้าเข้าหาประตูที่ปิดสนิทด้วยสายตาครุ่นคิดกันบ้าง
แสงเทียนสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่ามีเงาหญิงงามชดช้อยภายในห้องนั้นบนศีรษะเปลือยเปล่า ไม่มีเครื่องประดับติดผมสักชิ้น กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือมือถือพู่กันขนหมาในด้ามเล็ก ไม่แยแสเสียงร่ำไห้ในเรือนแม้แต่น้อย
---------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] คนเต็มใจย่อมงับเหยื่อ หมายถึงเต็มใจให้หลอก เต็มใจติดกับ
[2] หอคอยใกล้น้ำ ได้ชมเชยพระจันทร์ก่อน หมายถึงอยู่ใกล้กับสิ่งใดก็สามารถแย่งเอาผลประโยชน์ได้ก่อนคล้ายกับคำว่ามือใครยาวสาวได้สาวเอา
[3] จวิ้นจู่ หมายถึงตำแหน่งองค์หญิงหรือท่านหญิงขึ้นอยู่กับการสืบสายเลือดทางบิดากับจักรพรรดิองค์ปัจจุบันเป็นตำแหน่งเชื้อพระวงศ์หญิงลำดับที่สาม ผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้ต้องเป็นพระธิดาในชินอ๋องกับพระชายาเอกซึ่งนับเป็นของหลานของฮ่องเต้และฮองเฮา หรือลูกพี่ลูกน้อง
[4] เสี้ยนจู่ หมายถึงตำแหน่งองค์หญิงหรือท่านหญิงขึ้นอยู่กับการสืบสายเลือดทางบิดากับจักรพรรดิองค์ปัจจุบันเป็นตำแหน่งเชื้อพระวงศ์หญิงลำดับที่สี่ ผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้ต้องเป็นพระธิดาในจวิ้นอ๋องกับพระชายาเอกหรือพระธิดาในผู้สืบทอดชินอ๋องกับพระชายาเอก
[5] เฝินหยาง หมายถึงเมืองหนึ่งของมณฑลส่านซีในปัจจุบัน