40 1-2
ตอนที่ 59 สมควรได้รับ (1)
อิสตรีในชุดอาภรณ์แดงเพลิงเหม่อมองหินพระธาตุปฐพีชิ้นนั้นในมือของอีกฝ่ายไม่ขยับ รูม่านตาสีมณีทับทิมขยายเบิกกว้าง ภายในนั้นประหนึ่งว่ามีแสงดาราระยิบระยับจรัสเต้นอยู่
คล้อยหลังกวาดสายตามองผู้คนรอบข้าง นางก็รีบเดินไปคว้าหินพระธาตุปฐพีจากมือของไป๋ซือหมิงไปโดยตรง ขณะเดียวกัน พลันต้องสบปะทะกับสายตาที่สุดแสนจะสิ้นหวังของอีกฝ่ายเช่นกัน
“พี่สาว...ได้โปรดกำจัดพิษให้ข้าด้วยเถิด!”
ทันใดนั้นไป๋ซือหมิงก็เปล่งเสียงร้องออกมา ส่วนอิสตรีในชุดแดงเพลิงก็เอาแต่จ้องหน้าอีกฝ่ายด้วยความหงุดหงิด ไฟโทสะที่ลุกโชติช่วงในดวงตาแทบจะพ่นออกมาใส่บุรุษตรงหน้าได้ทุกเมื่อ
ไป๋ซือหมิงเห็นเช่นนั้นถึงต้องหดคอพลัน แต่ก็ปรากฏแววความคับแค้นใจเล็กๆขึ้นในดวงตาคู่นั่นของเขาเช่นกัน
“เจ้าเองก็มิใช่ว่าจะตายวันตายพรุ่ง ไยต้องใจร้อนปานนี้?”
“หากต้องการให้นางล้างพิษแก่เจ้าบัดเดี๋ยวนี้เลย ย่อมเท่ากับว่าเจ้ากำลังฆ่านางทางอ้อม แต่หากใจเย็นรอสักหน่อย หลังจากที่นางดูดซับพลังของหินพระธาตุปฐพีจนเสร็จสิ้น ถึงตอนนั้น นางย่อมช่วยเหลือเจ้าได้แน่นอน”
โม่เฉินหยวนยืนกอดอกชำเลืองมองไป๋ซือหมิงอยู่หนึ่งปราด สายตาดูราวกับกำลังข้องใจมิใช่น้อย
“แม่จ๋า!”
เหลิงเจียวเหนียงปีนป่ายทิ้งตัวลงมาจากเสาหินเสาดินด้วยสองมือเปล่า
ส่วนจ้าวอินทรีครามเองก็จำแลงกายเป็นนกแก้วตัวน้อย ตีปีกจิ๋วร่อนลงมาเคียงข้างไม่ห่างกาย
เหลิงหยุนเจียวกวาดตามองเหลินเจียวเหนียงอย่างรวดเร็ว เห็นว่ามิได้รับบาดเจ็บที่ใด นางก็มิได้สนใจอันใดมากนัก จิตใจของนางยามนี้กำลังหมกมุ่นวุ่นวายอยู่กับคำพูดเมื่อครู่ของโม่เฉินหยวน
ครั้นหนึ่ง นางเคยอ่านตำราพืชพันธุ์และไปพบข้อมูลหนึ่งว่า เถาวัลย์ไม้อสรพิษเป็นพืชวิญญาณที่มีระดับสติปัญญาและความเฉลียวฉลาดที่สูงยิ่งนัก
และเมื่อผนวกรวมกับประโยคคำกล่าวนี้ของโม่เฉินหยวน เหลิงหยุนเจียวก็ยิ่งมั่นใจได้ในทันที สันนิษฐานว่า อิสตรีรูปงามในชุดอาภรณ์แดงเพลิงนี้ก็คือเถาวัลย์ไม้อสรพิษที่จำแลงกายเป็นร่างมนุษย์นั่นเอง
แต่หากพินิจพิเคราะห์จากมุมมองดังกล่าว นั่นหมายความว่า ข้อมูลที่เหนียวเหนี่ยวให้มาก่อนหน้าดูเหมือนจะคลาดเคลื่อนอยู่มากมายพอควร
“เปรี้ยง!!”
ทันทีทันใด บังเกิดเสียงอสุนีบาตดังต่อเนื่องอย่างบ้าคลั่ง สิ่งนี้มาพร้อมกับห่าพิรุณโปรยปรายระลอกใหญ่ บรรยากาศที่เคยร้อนระอุแปรเปลี่ยนเป็นไอเย็นชื้น กลิ่นอายความชุ่มฉ่ำกระทบถึงใบหน้าของเหลิงหยุนเจียว
หากผู้ใดโดนห่าพิรุณระลอกนี้เล่นงานเข้า คงได้ล้มป่วยไปหลายวันเป็นแน่
เหลิงหยุนเจียวรีบหันซ้ายแลขวา หาต้นไม้สักแห่งหนเป็นที่กำบังโดยไว
แต่ทันใดนั้น จู่ๆก็มีเกราะพลังลมปราณชั้นหนึ่งปรากฏขึ้นห่อหุ้มร่างของนางไว้ เจ้าสิ่งนี้สามารถทำหน้าที่กันเม็ดฝนได้เป็นอย่างดี
และเมื่อพินิจจากกลิ่นอายที่จับสัมผัสได้ พลังลมปราณกระแสนี้เป็นของโม่เฉินหยวน
เหลิงเจียวเหนียงกางมือน้อยๆยื่นออกมาจากชั้นเกราะพลังลมปราณ พยายามจะลองสัมผัสดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ไฉนจู่ๆฝนจึงตกได้?”
ไป๋ซือหมิงบ่นรำพึงกับตัวเองคำหนึ่ง ยกมือขึ้นปัดเข็มขัดอีกทีและหยิบร่มกระดาษเคลือบสีขาวขึ้นกางโดยไว
แต่พริบตาเขากางร่มนั้น ก็ไม่ทันสังเกตเห็นว่า อิสตรีรูปงามในชุดอาภรณ์แดงเพลิงได้อันตรธานหายไปจากจุดที่เคยยืนอยู่แล้ว แม้กระทั่งเถาวัลย์ไม้อสรพิษที่เกาะกุมอยู่รอบสารทิศยังค่อยๆเหี่ยวเฉาโรยรา จนท้ายที่สุดพวกมันก็สลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ไป๋ซือหมิงเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ถอดถอนหายใจเสียงยืดยาว พลางส่ายหน้าไปมาอย่างช่วยไม่ได้
“เห้ออ~ แม้รูปร่างหน้าตาจะเหมือนมนุษย์ แต่ก็มิได้หมายความว่านางจะเป็นมนุษย์นี่นา ข้าผิดเองที่หลงเชื่อใจ”
“อุตส่าห์สู้ตายเพื่อปราบหินพระธาตุปฐพีแท้ๆ แต่สุดท้ายข้าก็ยังต้องตายอยู่ดี นี่มิเท่ากับว่ากำลังตัดชุดสมรสให้ผู้อื่นสวมใส่แทนหรอกรึ?”
ได้ยินถ้อยคำตัดพ้อสิ้นหวังเพียงนั้น เหลิงหยุนเจียวเร่งชำเลืองจ้องหน้าโม่เฉินหยวนทันควัน แต่ก็ต้องพบว่า บุรุษผู้นี้เอาแต่จ้องมองเหลิงเจียวเหนียง โดยไม่แม้แต่จะแยแสหรือสนใจถึงการจากไปของอิสตรีรูปงามในชุดอาภรณ์แดงเพลิงนั่น
“จะปล่อยให้นางหนีไปเช่นนี้รึ?”
“ข้ากำชับให้หวู่เหรินคอยเฝ้าติดตามนางตั้งแต่แรกแล้ว”
ได้ฟังเช่นนั้น เหลิงหยุนเจียวจึงค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“เข้าใจแล้ว”
โม่เฉินหยวนเงยหน้าขึ้นมองจ้าวอินทรีครามที่เวลานี้กลายเป็นนกแก้วตาใสสุดเดียงสา มันกำลังเกาะอยู่บนไหล่ของเหลิงเจียวเหนียง และเมื่อได้สบปะทะเข้ากับสายตาเย็นชาของเขาเท่านั้น นกแก้วตัวนี้ก็ถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก ไม่กล้าขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวอีกเลย
“หาที่หลบฝนก่อน หากไม่มีธุระอันใดแล้ว ค่อยกลับเข้าเมืองเฟิงหยวนหลังฝนหยุด”
“อืม”
“พี่สาวถัง!”
ไป๋ซือหมิงวิ่งเหยาะๆตรงเข้าใกล้ และเอ่ยถามขึ้นต่อว่า
“ท่านจะกลับแล้วรึ?”
“ก็เดี๋ยวเจ้าก็...”
ทว่าก่อนที่เหลิงหยุนเจียวจะทันกล่าวจบ ไป๋ซือหมิงก็กล่าวแทรกขัดจังหวะขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
“พี่สาวถัง ไม่ต้องพูดแล้ว นี่คงจะเป็นโชคชะตาของข้าจริงๆ ข้าไม่ขออะไรมากมายอีกแล้วล่ะ ขอเพียงได้กินอาหารดีๆกับพวกท่านสักมื้อก่อนตายก็พอ”
“….” เห็นว่าอีกฝ่ายใจดีต้องการเลี้ยงอาหารดีๆสักมื้อให้ มีหรือที่เหลิงหยุนเจียวจะปฏิเสธลง?
ห่าพิรุณระลอกนี้มาเร็วไปเร็ว ครู่หนึ่งต่อมา ทุกอย่างก็กลับสู่สภาวะปกติ
ผืนป่าพงไพรถูกห่าพิรุณหนักชะล้าง ห้วงอากาศทั่วสารทิศเปี่ยมล้นไปด้วยกลิ่นอายดินชื้นและต้นหญ้าบุปผาหอมสด
ภายหลังจากที่ทุกอย่างกลับเป็นดังเดิม คลื่นความร้อนก็เริ่มแผ่ปกคลุมหุบเขาลูกนี้อีกครั้งเช่นกัน
ปรากฏกลุ่มคนเพียงไม่กี่ชีวิตที่กำลังเดินทางออกจากหุบเขาถงฉาง ปิดท้ายขบวนด้วยนกแก้วสีครามที่กำลังก้มหน้าก้มตาร้องจิ๊บๆ บินติดตามมาจากทางไกล ราวกับว่ามันกำลังหวาดกลัวบางสิ่งบางอย่าง จึงพยายามรักษาระยะห่างไม่กล้าเข้าใกล้จนเกินไป
ไป๋ซือหมิงที่ควบขี่ม้าอยู่ฝั่งขวา พลันโน้มตัวเอี้ยวเข้าหาเหลิงหยุนเจียวที่อยู่ตรงกลาง พลางเหลือบไปมองนกแก้วสีครามที่อยู่ด้านหลังปราดหนึ่ง ก่อนจะกระซิบถามด้วยความสงสัยว่า
“นี่ พี่สาวถัง ในเมื่ออิสตรีนางนั้นได้หินพระธาตุปฐพีไปแล้ว แต่ไฉนจ้าวอินทรีครามตนนั้นยังติดตามพวกเรามาด้วย? มิใช่ว่าเป้าหมายของมันก็คือหินพระธาตุปฐพีเช่นกันรึ?”
ได้ฟังคำถามดังนั้น เหลิงหยุนเจียวถึงกับมุมปากกระตุก แต่ไป๋ซือหมิงไม่ทันสังเกตเห็นปฏิกิริยาดังกล่าว