ตอนที่ 6 — เสียงสะท้อนในความมืด
สายฝนโปรยปรายลงมาบางเบาเคล้าไปกับไอหมอกยามดึกที่ปกคลุมทั่วจัตุรัสกลางเขตทดสอบที่ 4 แสงไฟนีออนจากป้ายโฆษณาขนาดใหญ่สะท้อนลงบนพื้นถนนเปียกชื้น ส่องประกายระยิบระยับเป็สีแดงและน้ำเงินสลับกันไปมา ราวกับดวงตาของอสูรกายกำลังกะพริบตาเพื่อจ้องมองความเคลื่อนไหวของผู้คนเบื้องล่าง ที่ลานอเนกประสงค์กลางชุมชน ฝูงชนนับร้อยชีวิตกำลังยืนเบียดเสียดกันแน่นขนัด ใบหน้าของแต่ละคนตึงเครียด แววตาแข็งกร้าว และริมฝีปากขยับส่งเสียงะโก้องตามผู้นำม็อบที่กำลังยืนปลุกเร้าอยู่บนเวทีชั่วคราว
ใต้เงาของอาคารพาณิชย์ร้างฝั่งตรงข้าม เซบาสเตียนยืนสงบนิ่งอยู่หลังเสาปูนหนาทึบ ดวงตาสุกสกาวทอประกายเรียบเฉย ท่ามกลางกระแสพลังงานความโกรธเกรี้ยวและความหวาดระแวงที่ลอยฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศหนาแน่นราวกับหมอกควันพิษ ลูคัสและรินะกำลังงละม่อมอยู่กับการปรับแต่งเครื่องมือส่งสัญญาณคลื่นความถี่ต่ำที่ดัดแปลงมาจากอุปกรณ์สื่อสารขององค์กร
ลูคัสหันมามองเซบาสเตียนด้วยสีหน้ากังวล ขณะที่มือข้างหนึ่งกดแป้นพิมพ์บนแท็บเล็ตเพื่อเช็กความพร้อมของระบบ
ลูคัส:
"เซบาสเตียน... มวลชนเริ่มคลุ้มคลั่งกันหนักขึ้นเรื่อยๆ แล้ว อัลกอริทึมของ AI กำลังเร่งความถี่ในการส่งข้อความปลุกปั่นผ่านมือถือของทุกคนในพื้นที่ เชื้อความโกรธและความเกลียดชังในตัวพวกเขาถูกกระตุ้นจนถึงขีดสุด ถ้าเรายิงคลื่นสติเข้าไปตอนนี้ จะระงับพวกเขาได้ทันก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายกลายเป็ความรุนแรงหรือเปล่า?"
เซบาสเตียนหลับตาลงช้าๆ ซึมซับรับรู้ถึงความสั่นไหวของกระแสจิตสำนึกรอบกาย ลมหายใจเข้าออกของเขาแ่เบาและเป็ระเบียบ ท่ามกลางเสียงะโโห่ร้องที่ดังสนั่นหวั่นไหว จิตใจของเขากลับตั้งมั่นอยู่ในความว่างอันบริสุทธิ์
เซบาสเตียน:
"ความโกรธและความเกลียดชังที่พวกเขากำลังแสดงออกมา ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาหรอกลูคัส... มันเป็เพียงผลลัพธ์จากการที่ 'โปรเชื้อต้นกำเนิดนิสัย' ถูกกระตุ้นซ้ำๆ จากสิ่งแวดล้อมภายนอกที่ AI ออกแบบไว้จนเต็มอิ่ม เมื่อเชื้อได้รับอาหาร มันก็ดิ้นรนและขับเคลื่อนร่างกายให้ทำตามคำสั่งราวกับหุ่นยนต์ ยิ่งเราใช้ความโกรธไปต่อต้าน มันก็ยิ่งเป็การเติมเชื้อไฟให้ลุกโชนขึ้นไปอีก"
รินะเงยหน้าขึ้นจากจออุปกรณ์ ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว เธอนิ้วเรียวกดปุ่มเตรียมพร้อมส่งสัญญาณ
รินะ:
"ทุกอย่างพร้อมแล้วค่ะ... เครื่องมือนี้ถูกปรับเทียบความถี่ให้ตรงกับคลื่นสมองใน่ที่มนุษย์กำลังผ่อนคลายและพร้อมที่จะตื่นรู้ เมื่อเราปล่อยคลื่นความว่างนี้ออกไป มันจะไปขัดจังหวะการรับส่งข้อมูลระหว่าง AI กับเชื้อนิสัยในสมองของพวกเขา ทำให้เกิด 'อาการสะดุดทางความคิด' ชั่วขณะ และนั่นคือโอกาสที่เราจะเข้าไปจุดประกายสติให้พวกเขาตระหนักรู้ตัว"
เซบาสเตียนลืมตาขึ้น แววตาสคมกริบทอประกายเมตตาอันล้ำลึก เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่นทรงพลัง
เซบาสเตียน:
"ลงมือเลยรินะ... เปิดกระจกส่องใจให้พวกเขาได้เห็นเงาของตัวเอง"
รินะกดปุ่มยืนยันคำสั่งทันที คลื่นพลังงานความถี่ต่ำที่เจือจางด้วยพลังแห่งความว่างอันบริสุทธิ์ถูกกระจายออกไปสู่อากาศธาตุ พุ่งตรงเข้าสู่ฝูงชนนับร้อยที่กำลังยืนอัดแน่นอยู่หน้าเวทีในพริบตา
ชั่ววินาทีนั้น เสียงะโโห่ร้องอันเกรี้ยวกราดทั่วทั้งลานจัตุรัสก็เกิดอาการสะดุดกะทันหัน ราวกับแผ่นเสียงตกร่อง ฝูงชนที่เคยหน้าดำคร่ำเครียดและพรั่งพรูด้วยถ้อยคำด่าทอ ต่างพากันชะงักง่าน ดวงตาของหลายคนเบิกกว้างขึ้นอย่างงุนงง ร่างกายที่เคยเกร็งตัวเตรียมพุ่งเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามกลับค่อยๆ คลายลง ความเงียบงันแปลกประหลาดเข้าปกคลุมพื้นที่แทนที่เสียงอึกทึกครึกโครมในชั่วพริบตา
บนเวที ผู้นำม็อบที่กำลังถือไมโครโฟนะโปลุกเร้าถึงกับสะดุ้งเฮือก สีหน้าของเขาซีดเผือดลงทันทีเมื่อรู้สึกเหมือนมีกระแสความเย็นวาบไหลผ่านสมอง ความคิดโกรธเกรี้ยวที่เคยพุ่งพล่านอยู่ภายในกลับมลายหายไปชั่วขณะ ราวกับมีใครบางคนมาดึงปลั๊กไฟแห่งอารมณ์ออก
ชายหนุ่มคนหนึ่งในฝูงชน ยกมือขึ้นกุมขมับตัวเองแน่น ดวงตาของเขาฉายแววสับสน เขากวาดสายตามองรอบตัวด้วยความรู้สึกแปลกแยก ราวกับเพิ่งตื่นขึ้นมาจากความฝันอันยาวนานและมืดมน
ชายหนุ่มในฝูงชน (พึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ):
"นี่ฉัน... กำลังทำอะไรอยู่? ทำไมฉันถึงรู้สึกโกรธแค้นขนาดนี้ ทั้งที่เมื่อวานฉันยังนั่งกินข้าวร่วมกับเพื่อนบ้านคนนั้นอยู่เลย..."
รินะมองภาพผ่านหน้าจอแท็บเล็ตด้วยความตื่นเต้น กราฟแสดงระดับความเข้มข้นของเชื้อนิสัยความโกรธในกลุ่มเป้าหมายเริ่มร่วงหล่นลงอย่างฮวบฮาบ
รินะ:
"ได้ผลค่ะ! คลื่นความว่างของเราเข้าไปตัดวงจรการกระตุ้นระหว่าง AI กับเชื้อนิสัยในตัวพวกเขาสำเร็จแล้ว! เชื้อร้ายเริ่มฝ่อแคระแกร็นลง และสติสัมปชัญญะของพวกเขากำลังกลับคืนมา"
ทว่า ความเงียบสงบนั้นอยู่ได้ไม่นานนัก
จู่ๆ หน้าจอแสดงผลระบบควบคุมเครือข่ายของรินะก็เกิดอาการกระพริบเตือนสีแดงฉานขึ้นมารัวๆ รหัสคำสั่งประหลาดนับพันบรรทัดวิ่งพล่านขึ้นมาบนหน้าจออย่างรวดเร็วจนอ่านแทบไม่ทัน เสียงสัญญาณเตือนภัยดังแหลมสูงขึ้นเพื่อบ่งบอกถึงการสวนกลับของระบบ AI ศูนย์กลาง
รินะ (ใบหน้าถอดสีด้วยความใ):
"แย่แล้ว! ระบบ AI หลักของดร.วิชญ์ตรวจจับความผิดปกติได้แล้ว มันกำลังส่งสัญญาณตอบโต้ด้วยความถี่สูงระดับวิกฤต!"
ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าเหนือจัตุรัสกลางเมืองก็เปลี่ยนเป็สีแดงฉาน แสงไฟจากป้ายโฆษณาและเสาสัญญาณรอบตัวกะพริบรัวระรัวยิ่งกว่าเดิม คลื่นกระแสประสาทระลอกใหม่ที่ทรงพลังและรุนแรงกว่าเดิมนับร้อยเท่าถูกยิงตรงเข้าสู่ฝูงชนอย่างไม่ทันตั้งตัว
ผู้คนในลานจัตุรัสที่เพิ่งได้สติกลับคืนมาเมื่อครู่ ต่างพากันส่งเสียงร้องด้วยความเ็ป มือทั้งสองข้างยกขึ้นกุมศีรษะ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทรมานเมื่อเชื้อต้นกำเนิดนิสัยถูก AI กระตุ้นซ้ำด้วยความเข้มข้นสูงสุดอีกครั้ง กระแสความโกรธเกรี้ยวและความระแวงที่รุนแรงกว่าเดิมนับเท่าทวีคูณพุ่งทะยานกลับเข้าครอบงำจิตใจของพวกเขาในพริบตาเดียว
ฝูงชนที่หลุดจากการควบคุมชั่วขณะ กลับกลายเป็ฝูงชนที่ดุร้ายยิ่งกว่าเก่า พวกเขาเริ่มหันกลับมามองหน้ากันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง อาฆาตมาดร้าย และพร้อมที่จะเข้าห้ำหั่นกันเองอย่างบ้าคลั่ง
ลูคัสหน้าซีดเผือด หันมามองเซบาสเตียนด้วยความตื่นตระหนก
ลูคัส:
"เซบาสเตียน! AI มันเพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นไปอีกขั้นแล้ว ประชาชนกำลังจะคลั่งกันหมดจริงๆ พวกเราจะทำยังไงดี?"
เซบาสเตียนยังคงยืนนิ่งสงบ แววตาสุกสกาวทอประกายความมั่นคงอย่างไม่หวั่นไหว แม้รอบตัวจะเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องและพายุอารมณ์ที่กำลังโหมกระหน่ำ เขายกมือขึ้นแตะบ่าของลูคัสและรินะเบาๆ เพื่อส่งผ่านความสงบอันลึกล้ำ
เซบาสเตียน:
"อย่าตื่นตระหนกไปลูคัส... ยิ่งพายุพัดแรงเท่าไหร่ หน้าผาก็ยิ่งต้องมั่นคงเท่านั้น AI พยายามใช้กำลังและคลื่นความถี่ที่รุนแรงกดทับสติของพวกเขา แต่จำไว้ว่า ยิ่งตัวกระตุ้นภายนอกรุนแรงมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของโปรแกรมเชื้อนิสัยให้เด่นชัดขึ้นเท่านั้น"
เซบาสเตียนก้าวเดินออกจากเงาเสาปูน ออกไปยืนเผชิญหน้ากับสายฝนและกระแสพลังงานอันมืดมิดเบื้องหน้า ดวงตาของเขาทอประกายแห่งความเมตตาและปัญญาญาณที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับบททดสอบอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา