เมื่อเย่หยางกลับมาถึงบ้านก็พบว่าตระกูลเย่กำลังตระเตรียมอาหารเย็นมื้อใหญ่เลี้ยงต้อนรับการมาถึงของมู่อวี่ฉิงเพราะนางมีสถานะพิเศษ ตระกูลเย่จึงต้องปฏิบัติต่อนางอย่างระมัดระวังการมีสัมพันธ์อันดีกับมู่อวี่ฉิงนั้นเป็ประโยชน์และไร้ซึ่งอันตรายใดๆต่อตระกูลเย่
นอกจากเหล่าผู้าุโแล้วยังมีศิษย์บางคนที่ได้รับมอบหมายให้มาเข้าร่วมรับประทานอาหารเย็นมื้อนี้อีกด้วยเนื่องจากตระกูลเย่มีความตั้งใจดี อีกอย่างมู่อวี่ฉิงยังเยาว์หากนางมานั่งกินอาหารร่วมโต๊ะกับบุรุษกลุ่มหนึ่งเพียงผู้เดียวบรรยากาศคงเต็มไปด้วยความอึดอัด
เย่หลิงเทียนอยู่หัวโต๊ะมู่อวี่ฉิงนั่งอยู่ในที่นั่งแขกโดยมีเย่หยางกับเย่ชิงเสวียนประกบซ้ายขวา
ตระกูลเย่ตระเตรียมการอย่างรอบคอบทำให้บรรยากาศภายในโต๊ะอาหารดูอบอุ่นกลมกลืน มู่อวี่ฉิงไม่ชอบดื่มสุรา นางจึงดื่มน้ำผลไม้แทนทั้งยกจอกดื่มให้เย่หยางอยู่บ่อยครั้ง เสียงหัวเราะอันน่าพึงพอใจดังขึ้นเป็ครั้งคราว
ในชีวิตก่อนนี้ เย่หยางเป็นักดื่มตัวยงตอนนี้เขากลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ ทักษะการดื่มของเขาก็ยิ่งดีขึ้นมากตามลำดับหลังจากดื่มไปได้สักพักเย่หยางยกจอกสุราขึ้นดื่มอวยพรให้แก่เย่หลิงเทียนบิดาของเขาต่อด้วยอวยพรผู้าุโใหญ่ทั้งสี่ของตระกูลเย่ และผู้าุโรอบข้างอีกสิบคนทีละคน พลางกล่าวขอบคุณในผลงานอันแสนโดดเด่นของพวกเขาที่มีต่อตระกูลเย่
บุคลิกของเย่หยางดูเฉลียวฉลาดสุขุมหลังจากดื่มสุราไปหลายจอกแววตาของเขายังคงแจ่มใสดูไม่มึนเมาแม้แต่น้อย
ในภาพจำของทุกคนก่อนหน้านี้เย่หยางมักจะก้มหน้าก้มตากินข้าวทุกครั้งระหว่างการประชุมกลุ่มไม่คิดที่จะทักทายสื่อสารกับผู้อื่น ทว่าวันนี้บุคลิกท่าทางของเขากลับเปลี่ยนไปซึ่งทำให้ทุกคนประหลาดใจอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจขึ้นมาอีกอย่างก็คือความสามารถในการดื่มของเย่หยางที่ดีจนน่าเหลือเชื่อ แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับจอมบางคนที่ดื่มตามเย่หยางยังรู้สึกมึนเมาแต่เขากลับไม่มึนเมาแม้แต่น้อย
เย่หลิงเทียนรู้สึกประหลาดใจกับท่าทีของเย่หยางไม่น้อยราวกับว่าตนเพิ่งได้พบกับบุตรชายเป็ครั้งแรก ในวันนี้ความมั่นใจอันมากล้นที่บุตรชายแผ่ออกมาทำให้เย่หลิงเทียนมีความสุขเป็อย่างยิ่งที่เห็นเย่หยางเปลี่ยนจากบุรุษผู้หดหู่เศร้าหมองกลายเป็บุรุษผู้เปี่ยมไปด้วยเกียรติยศศักดิ์ศรีเหมาะสมกับตำแหน่งเ้าตระกูลน้อย
เมื่อมู่อวี่ฉิงเห็นท่าทีห้าวหาญกับรอยยิ้มมั่นใจของเย่หยางนางก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจ ราวกับว่านางหวนกลับสู่วัยเยาว์อีกครั้งหนึ่ง
แม้ร่างกายจะผอมบางแต่ท่าทีกลับเต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ ประหนึ่งว่าต่อให้ฟ้าจะถล่มดินจะทลายเขาก็ยังคงยืนหยัดเผชิญหน้าอุปสรรคอย่างไม่หวั่นเกรงเมื่อคิดได้ดังนี้ดวงตาอันงดงามของนางก็เปียกชื้นโดยไม่รู้ตัว
เย่ชิงเสวียนจ้องเย่หยางด้วยสายตางดงามเปล่งแสงระยิบระยับหลากสีสัน หัวใจของนางสั่นไหว รู้สึกว่าคนผู้นี้อยู่ไกลเกินกว่าที่นางจะเข้าใจได้ไม่ใช่เด็กน้อยผู้ขลาดเขลาอีกต่อไปปัจจุบันเขาเสมือนดังสุนัขป่าผู้แข็งแกร่งกลับมาทวงสิทธิ์ในดินแดนของตน
เย่หยางยกสุราดื่มหนึ่งจอกกับผู้าุโคนสำคัญในตระกูลก่อนกลับมายังที่นั่งของตนเองในมือยังคงถือจอกสุราขณะกล่าวกับมู่อวี่ฉิงและเย่ชิงเสวียนว่า "อวี่ฉิง เปี่ยวเจี่ยชิงเสวียน วันนี้นับเป็โอกาสหายากพวกเรามาดื่มให้กับการกลับมาของอวี่ฉิงกันเถอะ”
"ตกลง" สตรีทั้งสองนางลุกขึ้นอย่างไม่รีรอ หยิบจอกสุรายกขึ้นดื่มครู่ต่อมาสองพวงแก้มของพวกนางทั้งสองก็เปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่อ ทำให้ใบหน้าของพวกนางดูงดงามยิ่งขึ้นอีก
เมื่อเห็นเย่หยางมองพวกตนทั้งสองอย่างโง่งมใบหน้าของเย่ชิงเสวียนกับมู่อวี่ฉิงก็แดงระเรื่อ พวกนางดึงเย่หยางพลางบอก "นั่งลงเร็วเข้า ทุกคนกำลังมองเราอยู่"
เย่หยางนั่งลงก็พบว่าหลายคนกำลังมองพวกเขาทั้งสามอยู่ไม่ใช่สิ…ต้องบอกว่าคนเหล่านี้กำลังจ้องมองเขาอยู่อีกทั้งสายตาส่วนใหญ่ยังเต็มไปด้วยความริษยาอย่างรุนแรงพวกเขาล้วนเป็ศิษย์ชั้นยอดของตระกูลเย่ หากสายตาเหล่านี้เปรียบดั่งกระบี่คมกริบเขาคงถูกแทงจนพรุนแล้วอย่างแน่แท้
เย่หยางไม่แยแสคนเหล่านี้หันกลับมาพูดคุยติดตลกกับสตรีทั้งสองต่อ คำกล่าวของเย่หยางมีอารมณ์ขันผ่อนคลายทำให้เสียงหัวเราะของพวกนางดังขึ้นเป็ครั้งคราว
เย่หลิงเทียนมองไปทางเย่หยางเป็ครั้งคราวเมื่อเห็นเย่หยางกับมู่อวี่ฉิงพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ร่องรอยของความกังวลก็ฉายแวบขึ้นมาในแววตาของเขาพลางแอบทอดถอนใจ
ขณะเย่หยางกำลังพูดคุยอย่างมีความสุขกับสตรีทั้งสองก็มีคนกลุ่มหนึ่งมารบกวนพวกเขาเย่เฟิงได้นำสาวกชั้นยอดหลายสิบคนของตระกูลเย่มาหาเย่หยางเพราะเห็นทั้งสามคุยกันอย่างสนิทสนม
เขาระงับโทสะในใจก่อนยิ้มแล้วกล่าวว่า "เปี่ยวตี้[1]เย่หยางข้าเพิ่งเคยเห็นเ้าดื่มอวยพรให้เหล่าผู้าุโของเราด้วยจิตใจกล้าหาญทำให้พวกเรารู้สึกชื่นชมเ้าจริงๆ ด้วยเหตุนี้เราจึงมาดื่มอวยพรให้เ้าด้วย ในฐานะเ้าตระกูลน้อยหวังว่าเ้าคงไม่ปฏิเสธ มาเถอะ” เย่เฟิงยกสุราเต็มจอกขึ้นเชื้อเชิญ
เมื่อมองดูกลุ่มที่ติดตามเย่เฟิงอยู่เื้ัยืนตั้งแถวเป็ขบวนในมือของแต่ละคนล้วนถือจอกสุราแสดงให้เห็นว่าพวกเขาตระเตรียมมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เจตนาก็เพื่อ้ามอมเหล้าเย่หยางจนเขาทำตัวโง่เขลาไร้สติระงับความโดดเด่นในมื้อค่ำวันนี้
คำกล่าวของเย่เฟิงน่ารังเกียจยิ่งนักแม้มองผิวเผินดูเหมือนเขามาดื่มฉลองด้วยใจจริง แต่กลับวางอุบายอ้างถึงตัวตนของเย่หยางในฐานะเ้าตระกูลน้อยทำให้เย่หยางตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากจนต้องกัดฟันดื่มอวยพร
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาประเมินสติปัญญาของเย่หยางต่ำเกินไปเขาจะกินอะไรก็ได้ที่อยากกิน แต่จะไม่กล้ำกลืนความเสียเปรียบ
เย่หยางมองดูคนพวกนี้ด้วยรอยยิ้มเขาเอ่ยโดยไม่ลุกขึ้น "เปี่ยวเกอ[2]เย่เฟิงพาพรรคพวกมาดื่มอวยพรให้ข้าทำให้ข้ารู้สึกมีความสุขอย่างยิ่งซึ่งนี่แสดงให้เห็นว่าเ้ายอมรับตำแหน่งเ้าตระกูลน้อยของข้าแล้วเช่นนั้นการมาอวยพรให้ข้าก็ต้องเข้าใจกฎเกณฑ์ในฐานะผู้เยาว์ต้องถือจอกสุราด้วยสองมือ เ้าหลงลืมการโค้งคำนับอวยพรไปแล้วรึ” สีหน้าของเย่หยางแปรเปลี่ยนไป จากแย้มยิ้มกลายเป็เหมือนผู้าุโมากประสบการณ์จนมู่อวี่ฉิงเย่กับเย่ชิงเสวียนหัวเราะคิกคัก
“เ้า...” อยู่ๆ ใจของเย่เฟิงก็แข็งค้างในใจก็คิดว่าเขาไปยอมรับเย่หยางในฐานะเ้าตระกูลน้อยหรือทำให้อีกฝ่ายรู้สึกพอใจั้แ่เมื่อใดสีหน้าของเย่เฟิงกับพรรคพวกแปรเปลี่ยนเป็น่าเกลียดในพลัน
ทว่ายามนี้พวกเขากำลังขี่อยู่บนหลังเสือเย่หยางได้แสดงจุดยืนให้เห็นอย่างชัดเจน หาก้าดื่มอวยพรเท่ากับยอมรับว่าเขาเป็เ้าตระกูลน้อยเมื่อดื่มอวยพรให้แก่เ้าตระกูลน้อยก็ต้องปฏิบัติตามมารยาทของคนรุ่นหลังไม่เช่นนั้นเย่หยางจะไม่ยอมรับ อยากฉีกหน้าผู้ใดสักคนกลับกลายเป็โดนเสียเองถ้าหันหลังกลับตอนนี้คงต้องแบกรับความอัปยศครั้งใหญ่
เย่เฟิงกัดฟันกล่าวอย่างกล้าหาญ "เ้าตระกูลน้อย เย่เฟิงขอดื่มอวยพรให้แก่ท่าน" แล้วเขาก็ถือจอกสุราด้วยมือทั้งสองข้างพร้อมกับโค้งคำนับเพื่อดื่มอวยพร
“อืม…นับว่าเ้ามีทัศนคติที่ไม่เลวเป็คนหนุ่มเฉลียวฉลาด นับว่าสอนได้เช่นนั้นข้าก็อยากทราบเหตุผลที่เ้าอยากดื่มให้ข้าเช่นนี้”
เย่หยางยังคงมุ่งมั่นสั่งสอนอีกฝ่ายอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยระหว่างคิดเขาก็ลูบคางตนเองเบาๆ โดยลืมว่าตนเองหาได้มีหนวดเคราบนคางทั้งยังแสดงท่าทางเหมือนปรมาจารย์ดูไม่ค่อยเข้าทีเท่าใดนักเมื่อเห็นท่าทางจริงจังของเย่หยาง สตรีทั้งสองก็ถึงกับหัวเราะจนตัวงอ
อยู่ๆใบหน้าของเย่เฟิงก็เปลี่ยนเป็สีตับหมู เขารู้สึกเสียใจที่มาที่นี่ทั้งหมดเป็เพราะอารมณ์ชั่ววูบคิดว่าตนเองจะสามารถข่มเย่หยางได้จนกระทำเื่โง่เขลาเช่นนี้ เขากัดฟันตอบ "ท่านเคารพเหล่าผู้าุโด้วยเหตุผลใดเราก็มีเหตุผลเช่นเดียวกัน"
“หืม? เช่นนั้นเอง” เย่หยางสับสนเล็กน้อย “ข้าเคารพผู้าุโรวมถึงผู้เข้าร่วมการประชุมทุกท่าน เนื่องด้วยพวกท่านแต่ละคนล้วนเป็เสาหลักสร้างคุณงามความดีให้กับตระกูลเย่ ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันทั้งยังช่วยเหลือสนับสนุนตระกูลเย่มานานหลายสิบปีจนทำให้เกิดผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในฐานะชนรุ่นหลัง ทุกสิ่งที่ข้ากินข้าใช้ล้วนมาจากหยาดเหงื่อแรงกายของพวกเขาการที่ข้าให้เกียรติทำความเคารพถือเป็เื่ชอบธรรมและสมเหตุสมผล"
แม้ว่าพวกเขาจะพยายามพูดด้วยเสียงแ่เบาทว่าผู้คนที่อยู่ที่นี่ล้วนมีหูเฉียบคมทุกคนต่างได้ยินคำกล่าวของเย่หยางอย่างชัดเจน วาจานี้ทำให้ผู้าุโทุกคนรู้สึกอบอุ่นในใจหากไม่ติดที่กฎของตระกูลห้ามผู้าุโเข้าไปมีส่วนร่วมกับการต่อสู้ของคนรุ่นเยาว์พวกเขาคงปรบมือให้เย่หยางนานแล้ว
“ฉะนั้นการที่เ้าใช้เหตุผลนี้อวยพรข้าข้าจึงไม่อาจแบกรับไหว เนื่องจากข้ายังเยาว์ยังไม่เคยสร้างคุณงามความดีช่วยเหลือตระกูลเย่เลยจึงไม่อาจดื่มสุราที่เ้ามอบให้ได้” เย่หยางกล่าวพลางยิ้มบาง
“หึ!เ้าช่างสรรหาถ้อยคำมากล่าวอ้าง ใจเสาะไม่สมเป็ชายชาตรีสรุปเ้าจะดื่มสุราที่ข้ามอบให้หรือไม่” เย่เฟิงสูญเสียความสุขุมเริ่มแสดงท่าทางไม่สบอารมณ์
เย่หยางเอื้อมมือออกไปตบไหล่เย่เฟิง “คนหนุ่มสาวควรสุขุม รู้จักควบคุมอารมณ์ตนเอง ถึงจะประสบความสำเร็จ จะปล่อยให้ตนเองหุนหันขาดสติเช่นนี้ได้อย่างไร”หลังจากชี้แนะเย่เฟิงแล้ว เย่หยางก็กล่าวต่อ “ในชีวิตนี้ของข้าเย่หยางจะดื่มให้คนสองประเภทเท่านั้น หนึ่งคือมิตรอีกหนึ่งคือศัตรู”
“พวกเราหาใช่สหายกันอย่างแน่นอนเช่นนั้นข้าจะดื่มกับเ้าในฐานะศัตรู” เย่เฟิงยกจอกสุราขึ้นดื่มอย่างรวดเร็วเพื่อออกจากสถานการณ์ที่น่าอับอายเช่นนี้ ตอนนี้เขารู้สึกแทบจะเสียสติแล้วจึงไม่อยากทนรออีกต่อไป
“ศัตรูหรือ ไม่!กลอุบายเล็กๆ ของเ้า เป็แผนการที่ใช้ลับหลังไม่อาจเอามาต่อสู้กันแบบซึ่งๆหน้าได้ อย่างเ้าไม่คู่ควรที่จะถูกเรียกว่าเป็ศัตรูของข้าด้วยซ้ำเ้าควรกลับไปให้ความสนใจกับเส้นทางที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของเ้ามันคงไม่ดีถ้าจอกสุราเต็มถ้วยขนาดนั้นหกใส่” หลังจากว่าจบเขาก็ไม่แยแสเย่เฟิงกับพรรคพวกอีก หันมากินข้าวต่อไปแทน
“จะเ้า...ฝากไว้ก่อนเถอะ” สายตาของเย่เฟิงลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธแค้นถึงแม้ตระกูลจะมีกฎห้ามผู้าุโเข้ามาแทรกแซงการแข่งขันของชนรุ่นหลังแต่เขาก็ยังไม่กล้าลงมือทำอะไรในสถานการณ์เช่นนี้อยู่ดี จึงได้แต่หันหลังกลับออกไปด้วยความโกรธ
ส่วนผู้ติดตามที่เหลือไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินตามเย่เฟิงออกไปทว่าขณะเดินไปได้แค่เพียงไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงเย่หยางดังตามมา "ถ้าไม่รู้จักทำเื่ดีๆ พวกเ้าก็เป็ได้แค่เพียงสุนัขรับใช้ผู้อื่นหรือว่าชนรุ่นหลังตระกูลเย่ไร้ซึ่งเกียรติ์และศักดิ์ศรีกันหมดแล้ว?”
หลังจากได้ยินคำพูดดังกล่าวของเย่หยางคนเหล่านี้ไม่เพียงไม่รู้สึกโกรธแต่กลับรู้สึกละอายใจความจริงพวกเขาไม่ได้อยากติดตามเย่เฟิง แต่ไม่กล้าขัดขืนตอนที่ยังเยาว์มักถูกรังแกอยู่บ่อยครั้งจนกลายเป็เื่ฝังใจคิดว่าตนเองต้องหาคนสนับสนุนที่แข็งแกร่ง พวกเขาจึงเลือกยอมจำนนต่อเย่เฟิง
แม้ว่าเย่หยางจะเป็เ้าตระกูลน้อยแต่ถ้าเขาไม่สามารถก้าวขึ้นสู่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นเจ็ดนภาได้ก่อนอายุสิบหกปีหรือไม่สามารถเป็จอมยุทธ์ได้ตอนอายุยี่สิบ สถานะเ้าตระกูลน้อยจะถูกยึดกลับและเมื่อนั้นเหล่าผู้าุโจะคัดเลือกเ้าตระกูลน้อยคนใหม่ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีผู้ใดคิดจริงจังกับสถานะปัจจุบันของเย่หยาง
แต่ท่าทีอันแข็งแกร่งของเย่หยางใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมาทำให้พวกเขาตื่นใเป็อย่างมากทั้งพวกเขายังไม่รู้ว่าบัดนี้เย่หยางได้ทะลวงขึ้นสู่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นห้านภาแล้ววีรกรรมที่เย่หยางทำร้ายเย่ฉงจนได้รับาเ็และถูกส่งตัวไปยังเขาสำนึกตนรวมถึงการต่อสู้บนสนามประลองเป็ตายกับเย่อวิ๋นทำให้พวกเขาตระหนกจนหายใจไม่ทั่วท้อง
พวกเขาได้เห็นการกระทำอันทรงพลังของเย่หยางด้วยตาของตนเองยิ่งยามนี้ได้ยินคำกล่าวของเย่หยางอีก พวกเขาจึงรู้สึกสับสนว่าตนเองเลือกเส้นทางถูกต้องหรือไม่
เมื่อได้เห็นเย่เฟิงกับพรรคพวกที่เข้ามาท้าทายด้วยท่าทีคุกคามกลับต้องจากไปอย่างหดหู่ทุกคนต่างรู้สึกตื่นใระคนขบขัน มีเพียงสีหน้าของผู้าุโใหญ่เท่านั้นที่ดูมืดมนราวกับก้นบ่อน้ำถึงกระนั้นเขาก็ไม่กล่าวอันใดออกมาแม้แต่คำเดียว
อาหารค่ำจบลงด้วยบรรยากาศแปลกประหลาดอย่างยิ่งเย่หยางกลับมายังห้องพักของตนเองแล้วนอนลงบนเตียงเขารู้สึกโล่งใจเมื่อนึกถึงกลยุทธ์ที่ตนเองเล่นงานเย่เฟิงไป ในความทรงจำของร่างนี้เย่เฟิงดูถูกเขามามากมายเหลือเกินในที่สุดเขาก็กู้คืนศักดิ์ศรีคืนกลับมาได้บ้างไม่มากก็น้อย
“ก๊อกๆๆ” ขณะกำลังคิดเสียงเคาะประตูหนักๆ ก็ดังขึ้น ปลุกเย่หยางออกจากห้วงภวังค์
[1] 表弟 เปี่ยวตี้ หมายถึง ลูกพี่ลูกน้อง (ที่อายุน้อยกว่าและเป็ผู้ชาย)
[2] 表哥 เปี่ยวเกอ หมายถึง ลูกพี่ลูกน้อง (ที่อายุมากกว่าและเป็ผู้ชาย)