ตอนที่ 7
โซฟี่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเชอร์ริช เธอมองทั้งสองสลับกันด้วยสายตาอันราบเรียบ จากนั้นก็ออกปากชวนเชอร์ริชให้ออกมาคุยกันข้างนอกท่ามกลางสายตาเป็กังวลของเอเลียส พาให้เชอร์ริชต้องขยิบตาปลอบอีกฝ่ายเป็เชิงว่า เขารับมือไหว
“สรุปว่านายจะอยู่กับหมอนั่น?” โซฟี่กอดอกพลางเอียงคอถามคนน่ารักเสียงขรึมด้วยดวงตาอันสงบนิ่งไร้ซึ่งความขุ่นเคืองใดๆ
…ผิดกับแอชลี่ย์ที่เอาแต่บ่นไม่หยุด จนสุดท้ายเธอต้องเรียกเชอร์ริชออกมาคุยเป็การตัดรำคาญ
“อืม” เชอร์ริชขานรับพร้อมกับดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายอันหนักแน่นในยามที่สบสายตาหญิงสาว
“เฮ้อ นายทำให้ฉันซวยแล้วจริงๆ ยัยแอชลี่ย์โกรธจนแทบจะพ่นไฟอยู่แล้ว!” โซฟี่ก้มหน้าลง แล้วถอนหายใจออกมาเสียงดัง จากนั้นเธอก็เงยหน้าขึ้นมาเอ่ยกับเพื่อนตัวเล็กด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มราวกับไม่ได้ถือสาการตัดสินใจของเชอร์ริชที่ทิ้งพวกเขาไปคบกับเอเลียส
“ขอโทษที่ทำให้ลำบากนะ โซฟี่” เชอร์ริชได้แต่ผินหน้าเอ่ยเสียงอ่อยด้วยความรู้สึกผิดที่ทำให้เพื่อนในกลุ่มลำบากใจ
“ช่างเถอะ ในเมื่อนายอยากไปกับหมอนั่นก็ตามใจนาย” โซฟี่ยื่นมือไปตบไหล่เพื่อนตัวเล็กพลางเอ่ยด้วยความเคารพการตัดสินใจของอีกฝ่าย
การที่เธอแสดงท่าทีแบบนี้คงเป็เพราะตลอดเวลาที่ได้ทำงานกลุ่มด้วยกันนั้น หญิงสาวพบว่า เอเลียสก็ไม่ได้เป็คนที่เลวร้ายอะไร
“ขอบใจนะโซฟี่ เธอใจดีที่สุดเลย” เชอร์ริชประสานฝ่ามือเข้าด้วยกันพลางเอ่ยคำขอบคุณด้วยสุ้มเสียงอันสดใส ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยประกายวิบวับอันเต็มไปด้วยความชื่นชมในความใจกว้างของอีกฝ่าย
ภาพอันสดใสเช่นนี้ของคนน่ารักสามารถทำให้ผู้พบเห็นใจเต้นได้ง่ายๆ ไม่เว้นแม้แต่โซฟี่ที่แต่เดิมก็เป็คนใจบางอยู่แล้ว
“เงียบน่า ที่ฉันทำเพราะเห็นแก่นายทั้งนั้น” หญิงสาวเอ่ยปัดด้วยใบหน้าอันแดงก่ำตามประสาคนที่มีภูมิต้านทานต่ำ จากนั้นหันกายเดินนำชายหนุ่มเข้าห้องไปอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางประหม่า
เชอร์ริชได้แต่หัวเราะคิกคักตามหลังด้วยความเบิกบาน จากนั้นจึงก้าวเท้าเดินตามอีกฝ่ายเข้าห้องไปด้วยความโล่งใจราวกับได้ยกูเาออกจากอกอย่างไรอย่างนั้น
…
สายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยระคนรู้สึกผิดของเอเลียสที่มองมาที่เขาตลอดทุกย่างก้าว ทำให้เชอร์ริชเผลอหลุดยิ้มขันออกมาเพราะความห่วงใยอันเกินกว่าเหตุของคนงามผู้ใสซื่อที่จ้องเขาตาแป๋ว
“เขาไม่ว่าอะไรนายใช่ไหม?” ทันทีที่เชอร์ริชนั่งลง เอเลียสก็รีบเอ่ยถามด้วยความห่วงใยทันที ขณะที่ดวงตาสีดำคู่งามนั้นมองมาที่เชอร์ริชด้วยความกังวลอันไร้เดียงสา
“แค่มาถามเฉยๆ ไม่มีอะไรหรอก” เชอร์ริชส่ายหน้าเบาๆ พลางปลอบขวัญคนงามที่กำลังตื่นตระหนกเกินเหตุไปด้วย
“ขอโทษนะเชอร์ริช” เอเลียสได้แต่เอ่ยคำขอโทษด้วยสีหน้าอันหนักอกหนักใจราวกับกำลังแบกโลกทั้งใบเอาไว้ ทั้งที่มันเป็เพียงแค่เื่ขี้ปะติ๋วสำหรับเขา
แต่ก็อย่างว่าน่ะแหล่ะ…เพราะเอเลียสไร้เดียงสาแบบนี้ เขาจึงต้องคอยอยู่เคียงข้างอีกฝ่ายให้ดี
“ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษ ที่เื่มันวุ่นวายแบบนี้เป็เพราะฉันแท้ๆ” เชอร์ริชส่ายหัวเบาๆ พลางเอ่ยปลอบคนงามด้วยสุ้มเสียงที่มีความรู้สึกผิดจางๆ เจืออยู่
ถ้าหากว่าตอนนั้นเขาไม่หนีหน้าเอเลียสล่ะก็ ทุกอย่างมันคงจะไม่วุ่นวายแบบนี้กระมัง นึกๆ ไปแล้วก็ยังถือว่า เขาโชคดีที่ยังกลับตัวทัน ไม่งั้นเื่คงได้วุ่นไปกว่านี้
“ไม่ใช่หรอก” เอเลียสเคลื่อนฝ่ามือมาััข้อมือเล็กๆ ของคนน่ารักเบาๆ พลางเอ่ยปลอบเสียงนุ่มให้อีกฝ่ายเลิกโทษตัวเอง พาให้เชอร์ริชคลี่ยิ้มออกมาด้วยความสุขใจกับความห่วงใยอันบริสุทธิ์ใจของเอเลียส
…ขณะที่ฝ่ามือสีขาวซีดนั้นยังคงกระชับข้อมือของเชอร์ริชเอาไว้เบาๆ ด้วยัันุ่มนวลที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นอันเจือไปด้วยความห่วงใยอย่างตรงไปตรงมา
ตลอด่เวลาสุดสัปดาห์นั้น เชอร์ริชส่งข้อความคุยเื่สัพเพเหระกับเอเลียสไปเรื่อย แม้ว่าบางครั้งเอเลียสจะไม่ว่างตอบทันที แต่ก็จะรีบส่งข้อความกลับมาเมื่อเห็นข้อความของเขา พาให้เชอร์ริชอดที่จะเอ็นดูเพื่อนตัวเล็กไม่ได้ แม้ว่าเขาจะถูกคุณลุงแซวนิดหน่อยที่เอาแต่เล่นโทรศัพท์จนไม่ตั้งใจดูร้านให้ดี
ส่วนเวลานอกเหนือจากนั้น ชายหนุ่มก็ตอบข้อความของหนุ่มๆ ที่ส่งข้อความมาบ้าง และคุยกับเพื่อนสมัยมัธยมที่ส่งข้อความมาถามสารทุกข์สุกดิบไปตามเื่
่วันหยุดจบลงอย่างรวดเร็ว เผลอแป๊บเดี๋ยวเชอร์ริชก็กลับมานั่งอยู่ข้างๆ เอเลียสอีกครั้งในคาบเรียนวิชาสถิติเบื้องต้น
“อาจารย์จะเหลือเวลาให้พวกคุณตกลงกันเื่เลือกตัวแทนลงสมัครประธานรุ่นของคณะเรา หัวหน้าห้อง คุณก็หารือกับเพื่อนร่วมห้องให้เรียบร้อย” หลังจากยัดสูตรคำนวณอันซับซ้อนใส่สมองน้อยๆ ของหนุ่มสาวจนพอใจแล้ว อาจารย์ผู้ใจดีก็อุตส่าห์เจียดเวลาที่เหลืออยู่ไม่ถึงสิบนาทีใน่เย็นให้พวกเขาจัดการงานคณะให้เรียบร้อย โดยการหันไปสั่งหัวหน้าห้องสาวแกร่งผู้มีนามว่า ฟรานเชสก้าอีกที
“ขอบคุณค่ะ” ฟรานเชสก้าในชุดเสื้อเชิ๊ตสีไวน์แดงกับกางเกงสแล็คขานรับอาจารย์ จากนั้นก็ลุกจากเก้าอี้เดินมาหยุดอยู่ด้านหน้ากระดาน ขณะที่อาจารย์วัยกลางคนในชุดเดรสสีน้ำตาลอันภูมิฐานก้าวเท้าออกจากห้องไป
“อย่างที่รู้กัน เราต้องส่งตัวแทนห้องไปลงสมัครประธานรุ่น แต่บอกพวกนายไว้ก่อนว่า ฉันขอกันเชอร์ริชเอาไว้เลยเพราะเราต้องชนะงานประกวดคิง ควีน แอนด์พรินซ์!”
หญิงสาวเอ่ยอย่างฮึกเหิมให้ทุกคนรู้ว่า ปีนี้คณะบริหารธุรกิจจะคว้าตำแหน่งพรินซ์ประจำรุ่น
เนื่องจากฟรานเชสก้าไม่คาดหวังว่า ตัวแทนห้องจะได้รับโหวตเป็ประธานรุ่นเท่าไหร่ แต่เธอกลับมีความคาดหวังในตัวคนที่มีแรงดึงดูดสูงแบบเชอร์ริชอย่างเต็มเปี่ยม!
“โถ่”
ทุกคนในห้องโห่ร้องเป็เสียงเดียวกัน เนื่องจากทีแรกพวกเขาคิดจะสนับสนุนเชอร์ริชให้เข้าชิงตำแหน่งประธานรุ่นจริงๆ แต่เมื่อนึกถึงตำแหน่งพรินซ์ประจำปีที่คณะของเขามีโอกาสจะคว้ามาได้ พวกเขาก็ได้แต่ต้องหาคนที่พอถูพอไถไปเข้าชิงตำแหน่งประธานรุ่นของคณะแทน
“ฉันก็ไม่อยากจะหลงตัวเองหรอกนะ แต่อย่างที่รู้กัน พวกนายต้องมีผู้นำที่มีอำนาจพอ เพราะงั้นฉันคือตัวเลือกที่ดีที่สุด” แอชลี่ย์เชิดหน้าขึ้นพลางเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันเย่อหยิ่งท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ของเพื่อนร่วมห้องที่กำลังมองหาตัวแทนไปเข้าชิงตำแหน่งประธานรุ่น
“โอเค สาวสวยกลุ่มลูกขุนนางเสนอตัวมาแล้ว มีใครจะเสนอตัวอีกไหม?” ฟรานเชสก้าพยักหน้าหนึ่งที จากนั้นจึงเลื่อนสายตาไปมองคนอื่นๆ พลางเอ่ยถามด้วยสุ้มเสียงห้าวๆ พาให้แอชลี่ย์ต้องค้อนสายตาใส่ไปหนึ่งที
“ฉันเสนอ โจ เพราะเขาเหมาะมาก” นาน่าเอ่ยพลางผลักไหล่ลูกพี่ลูกน้องของเธอพลางเอ่ยเสียงหวานไปด้วย พาให้โจที่กำลังใจลอยคิดถึงสนามบอลอยู่ถึงกับสะดุ้ง
“งั้นฉันเสนอดีแลนด์” กลุ่มหนุ่มๆ หลังห้องะโเสียงดังพลางกอดคอชายหนุ่มผมสีน้ำตาลอมส้มที่หน้าตาดีที่สุดในกลุ่มด้วยท่าทางคึกคักราวกับลิงูเา
“ฉันเสนอไมกี้” โซฟี่โอบไหล่เ้าเพื่อนจอมเ้าชู้พลางเสนอชื่ออีกฝ่ายเสียงใสราวกับว่า เธอไม่ค่อยจะสนผลลัพธ์สักเท่าไหร่
อย่างว่าแหล่ะ ก็รู้ๆ กันอยู่ว่า ไมกี้ไม่น่าได้รับเลือกอ่ะนะ
“เฮ้ อย่าพูดอะไรเลอะเทอะ ฉันเล็งตำแหน่งคิงไว้แล้ว!” ไมกี้ค้อนยัยเพื่อนผมทองที่ตั้งใจแกล้งกันอย่างเอาเื่ ขณะที่อลันและคนอื่นๆ ในกลุ่มหัวเราะคึกคักให้กับท่าทางน่าขันของทั้งสอง
“ฉันเสนอเอเลียสนะ”
อยู่ๆ ชายหนุ่มผมบลอนด์ร่างเล็กผู้ขึ้นชื่อเื่ความฮ็อตที่สุดในคณะ ก็ะโเข้ามาในสนามพร้อมทั้งเอียงศีรษะไปทางเพื่อนคนงามที่นั่งอยู่ข้างกันไปด้วย
ชั่วเวลานั้นเสียงหัวเราะในกลุ่มของอลันหยุดลง ทำให้เกิดบรรยากาศอันกดดันแผ่ออกมาปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง
“...” เอเลียสที่อยู่ๆ ก็ถูกผลักลงสนาม ได้แต่หันไปส่งยิ้มอันอ่อนโยนให้คนน่ารักที่กำลังจับมือเขาอยู่
ทั้งที่ในใจชายหนุ่มไม่อยากให้อีกฝ่ายลุกขึ้นมาสร้างความขัดแย้งเพื่อเขาแบบนี้
“นายไม่สนับสนุนฉัน ยังพอทนนะเชอร์ริช แต่ดูคนที่นายสนับสนุนสิ นั่นมันไอ้ชั้นต่ำไร้ค่า!!”
ท่ามกลางความเงียบงันที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยวนาทีนั้น แอชลี่ย์ก็แสยะยิ้มพลางเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันเหยียดหยันที่เธอมักจะใช้เป็ประจำในยามที่เอ่ยถึงเอเลียส
ถ้อยคำอันร้ายกาจของแอชลี่ย์ ทำให้เอเลียสหลุบตาลง กลุ่มขนตาอันดกหนาบดบังดวงตาคู่งามไปจนสิ้น ทว่าฝ่ามือคู่งามที่ถูกเชอร์ริชกุมอยู่นั้นสั่นเทาเล็กน้อย
เชอร์ริชััได้ถึงความสั่นไหวของเอเลียส ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วหันไปมองหน้าแอชลี่ย์อย่างเอาเื่
“ขอโทษเขาซะ แอชลี่ย์”
เชอร์ริชเอ่ยเสียงต่ำที่เต็มไปด้วยความกดดัน ขณะที่ฝ่ามือเล็กๆ ของเขากระชับฝ่ามืองามให้แน่นขึ้นเพื่อให้เอเลียสรู้ว่า เขาจะไม่ปล่อยให้ใครพูดจาว่าร้ายอีกฝ่ายแบบนี้อีกแล้ว
“ทำไมฉันต้องขอโทษด้วยล่ะ ที่ฉันพูดไปน่ะ ก็เป็ความจริงทั้งนั้น ใครๆ ก็รู้ว่ามันน่ะ ชั้นต่ำ!” แอชลี่ย์เชิดหน้าแล้วพ่นหัวเราะออกมาด้วยสายตาดูถูก จากนั้นเธอจึงเอ่ยเสียงหยันด้วยความสะใจ
ถ้อยคำอันหยาบคายที่หลุดออกมาจากปากของแอชลี่ย์ที่ทำราวกับว่า การตราหน้าเอเลียสคือความชอบธรรมของโลกใบนี้ ทำให้เชอร์ริชโกรธจนควันออกหู
“งั้นเหรอ เธอสูงส่งนักหรือไง? เธอเอาแต่พูดจาถากถางเอเลียสทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิดด้วยซ้ำ!!” เชอร์ริชกลอกตามองหญิงสาวอย่างเดือดดาลพลางกระแทกเสียงกลับไปอย่างมีโทสะ
“คนอย่างมันน่ะ แค่มีลมหายใจอยู่ทุกวันนี้ก็น่าขยะแขยงพอแล้ว หึ อย่าให้ฉันพูดเลย!! มันน่ะเป็สวะไร้ค่าเหมือนกับแม่ของมันที่เป็นังแพศยา นายคิดว่า คนแบบนี้มันสมควรจะมีลมหายใจอยู่บนโลกงั้นเหรอ คนอย่างมันน่ะไม่ควรจะเกิดมาให้แปดเปื้อนชื่อเสียงครอบครัวของฉันด้วยซ้ำ!”
สุ้มเสียงที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด ถ้อยคำอันเลวร้ายที่สะท้อนถึงแิที่หล่อหลอมมาั้แ่เล็กถูกพ่นออกมาเพราะชุดความคิดที่ว่า ตัวเองถือไพ่เหนือกว่าอย่างไร้ซึ่งการไตร่ตรองใดๆ
สำหรับคนที่ได้ฟังถ้อยคำเหยียดหยามอันรุนแรงแบบนี้เป็ครั้งแรก อาจจะอึ้งจนพูดไม่ออกเหมือนกับหนุ่มสาวหลายคนในห้อง แต่สำหรับคนที่โตมากับมันแบบเอเลียสนั้น เขาเพียงแค่นิ่งฟังด้วยใจอันสงบนิ่ง
“แอชลี่ย์มันแรงไปนะ!”
โซฟี่ที่ปล่อยผ่านเื่นี้มาตลอดตัดสินใจหันมาเอ่ยปรามหญิงสาวด้วยสีหน้าอันตึงเครียด เพราะไม่อาจทนฟังถ้อยคำอันร้ายกาจที่ลามไปทั่วราวกับไฟลามทุ่งของแอชลี่ย์ได้
“อย่าเป็คนดีไปหน่อยเลย มันก็แค่คนไร้ค่าที่ไม่มีใคร้า!!” แอชลี่ย์ที่แต่ไหนแต่ไร ก็ไม่ให้ค่าเพื่อนที่จบมาจากต่างโรงเรียนอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้เองเธอจึงเค้นหัวเราะ แล้วหรี่ตามองโซฟี่พลางเอ่ยเสียงขุ่นไปด้วย
“ชาติกำเนิดมันไม่ได้สะท้อนทุกอย่างหรอกนะแอชลี่ย์ เอเลียสเขาไม่ได้เลวร้าย เขาเป็คนที่ดีมาก เขาไม่เคยถือโทษคนที่ว่าร้ายเขาเลยสักครั้ง และ เขาให้อภัยฉัน ทั้งที่ฉันทำผิดต่อเขา ทั้งที่ฉันทิ้งเขาไป แต่เขาก็ยังยิ้มรับและให้อภัยฉัน สำหรับฉันแล้วเขามีค่ามาก เขาเป็สิ่งที่ดีงามที่สุดเท่าที่ฉันเคยพบเห็นมา การที่เธอใช้จุดอ่อนมาผลักความเกลียดชังทั้งหมดไปให้เขาแบบนี้ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด!”
เชอร์ริชนิ่งเฉยต่อถ้อยคำอันร้ายกาจของแอชลี่ย์ไม่ได้แม้แต่คำเดียว ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงโต้กลับไปด้วยสุ้มเสียงอันหนักแน่นที่มีความรู้สึกผิดเจืออยู่ในนั้น ขณะที่ในหัวก็นึกถึงการที่ตนเคยทอดทิ้งเพื่อนผู้น่าสงสารไป
ขณะที่ฝ่ามือของเขากุมมือของเอเลียสเสียแน่นให้อีกฝ่ายรู้ว่า เขาจะคอยอยู่เคียงข้างอีกฝ่ายและสู้ไปด้วยกัน
ถ้อยคำที่เปรียบเสมือนกระจกที่สะท้อนการกระทำอันหยาบคายของเพื่อนร่วมคลาสที่มีต่อชายหนุ่มผู้น่าสงสารที่เลือกเกิดไม่ได้ ทำให้เพื่อนร่วมห้องถึงกับรู้สึกผิด สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนเป็เจื่อนอย่างพร้อมเพรียงกัน เพราะตระหนักได้ว่า พวกเขานั้นก็ไม่ต่างจากแอชลี่ย์ผู้หยิ่งยโสเลยแม้แต่น้อย
ถ้อยคำอันหนักแน่นและจริงใจของเชอร์ริชทำให้หิมะที่โปรยปรายอยู่ในห้วงเหมันต์พลันหยุดลง จากนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยแสงแดดอันอบอุ่นที่ส่องลงมาขับไล่ความหนาวเหน็บอันยาวนานเ่าั้ได้อย่างง่ายดาย
“ก็แปลกดีที่มันทำให้ฉันยิ่งรู้สึกว่า เธอเทียบไม่ได้แม้แต่เสี้ยวเดียวของเขา” ก่อนที่แอชลี่ย์จะได้เอ่ยอะไร เชอร์ริชก็รีบปล่อยหมัดฮุกออกมาด้วยสายตาอันวาวโรจน์ พาให้ทุกคนขนลุกไปตามๆ กัน
“นายกล้าเอาฉันไปเทียบคนชั้นต่ำอย่างมันเหรอเชอร์ริช!” แอชลี่ย์ชี้ไปที่ไอ้คนชั้นต่ำนั่นพลางเอ่ยเสียงสูง ในนาทีนี้หญิงสาวคาดไม่ถึงที่อีกฝ่ายกล้าเอาเธอไปเทียบกับไอ้คนน่ารังเกียจนั่น
ตึง!!!
ท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียดภายในห้องเรียน ฟรานเชสก้าที่เสียเวลาฟังทั้งสองโต้เถียงกันไปมาจนพอแล้ว ก็ทุบโต๊ะอย่างแรง
“พอได้แล้ว ที่นี่ไม่มีใครชั้นต่ำทั้งนั้นเข้าใจไหม เอาล่ะ เดี๋ยวเรามาโหวตกัน!” ฟรานเชสก้าเอ่ยความจริงข้อนี้ออกมาอย่างตรงไปตรงมาเป็การปิดจบการทุ่มเถึยงกันของทั้งสองแต่เพียงเท่านี้
“ฮึ่ย!” แอชลี่ย์กอดอกแน่น เธอหันหน้าไปอีกทาง แล้วคำรามในลำคอด้วยความขัดใจ
“ไม่เห็นต้องลำบากเพื่อฉันแบบนี้เลย” เอเลียสกระตุกฝ่ามือของเชอร์ริชเบาๆ ให้อีกฝ่ายหันกลับมา พลางเอ่ยเสียงเบาด้วยความเป็ห่วง
…แม้ว่าลึกๆ แล้ว เขาจะดีใจที่เชอร์ริชลุกขึ้นมาปกป้องกันแบบนี้ก็ตาม