ตอนที่ 17 จิติญญาธาตุไร้ลักษณ์
“ระดับพื้นฐานขั้นห้าชั้นสูงและก็......นั่นมันจิติญญาธาตุไฟ!!ไม่อยากจะเชื่อเลยนางมีความสามารถแฝงเป็จิติญญาแห่งไฟด้วย”กรรมการที่อยู่บนเวทีเมื่อเห็นว่าศิลาเรืองแสงจนได้ทีแล้วมันก็ตรวจสอบในทันทีก่อนจะพบว่าเทียนฉีนั้นมีพลังแฝงด้วยแถมยังเป็ธาตุไฟอีกต่างหากจนทำให้มันะโใออกมาเสียงดัง....
จิติญญาธาตุไฟ!!?
ทำให้ผลึกส่องแสงได้ก็ถือว่าเรียกเสียงฮือฮาไม่น้อยแล้วแต่นี้กับมีความสามารถแฝงเข้ามาอีกนางถือได้ว่าเป็อัจฉริยะในหมู่ชนรุ่นเยาว์เลยก็ว่าได้มันทำให้ผู้คนต่างก็รู้สึกยินดีด้วยแต่มันก็เป็เื่ที่ทุกคนคิดไว้อยู่แล้วเช่นกันเพราะว่านางเป็ลูกสาวของผู้นำตระกูลนางย่อมต้องแข็งแกร่งเช่นพ่อของนางอยู่แล้ว.....
“คนต่อไป!!”
หลังจากที่ทุกอย่างสงบลงกรรมการก็เริ่มเรียกคนต่อไปทันทีและในที่สุดก็ถึงทีของเจิ้งฟู่แล้วเขาเดินขึ้นไปยังบนเวทีที่มีศิลาทดสอบอยู่ตัวเขาเองไม่ได้มีความกังวลใดๆเกี่ยวกับการทดสอบของด่านนี้เลยแม้แต่น้อยเพราะว่าเขาเองก็อยู่ในระดับพื้นฐานขั้นหกแล้วเพียงแต่ว่าเสียงรอบข้างนั้นทำให้เขารู้สึกไม่พอใจอยู่เล็กน้อย......
“นั่นไงลูกชายของท่านผู้าุโคงซือที่ว่ากันว่าเขามีร่างกายที่ไม่สามารถฝึกยุทธได้”
“แล้วเขาจะขึ้นไปทำไมกันแค่นี้ยังทำพ่อตัวเองอับอายไม่พออีกหรือยังไงกันนะ....?”
“ออกไปได้ก็ดีเด็กแบบนี้ จอหงวนเรอะ? ไอ้พวกตุ๊ดสิไม่ว่าที่จะเป็จอหงวน!!”
“พวกแกสิตุ๊ด!! เก่งแต่ปากอย่างกับพวกแกทำได้ดีอย่างนั้นและ!!”ไหกู่ที่ได้ฟังเสียงบ่นต่างๆนาๆรอบข้างเวทีก็พลัดเืขึ้นหน้าและะโด่าทอออกไปและคำพูดของไหกู่ก็ถึงกับทำให้พวกมันเงียบกริบไม่มีเสียงใดอีกเพราะว่าคำพูดของไหกู่นั้นแทงใจดำแก่พวกมันอย่างมาก....
“น้องไหกู่ใยต้องโมโหด้วย พวกมันก็แค่พูดไปเรื่อยเท่านั้นเอง”เล่าชู่ที่เห็นท่าทีโมโหของไหกู่แล้วมันก็อดยิ้มอย่างสะใจไม่ได้มันพูดพร้อมกับทำหน้าเยาะเย้ยใส่ถึงคำพูดของมันจะดูดีแต่ท่าทางที่มันแสดงออกมานั้นต่างกันอย่างมากเป็ใครใครก็ดูออก.....
“ท่าน!!” ไหกู่เมื่อเห็นแบบนั้นมันก็กัดฟันจนเกือบแตกก่อนจะหันไปหาคงซือที่ด้านข้างหวังว่าคงซือจะพูดอะไรบ้าง“ท่านพี่คงซือ...?” แต่กลับเป็ว่าคงซือยังคงนิ่งเงียบและไม่พูดอะไรเพียงแต่ยิ้มให้เท่านั้นเพราะเขารู้อยู่แล้วว่าด่านทดสอบนี้ลูกชายเขาสามารถผ่านมันไปได้แน่นอน.......
“เ้าพร้อมแล้วนะ...?” กรรมการหันไปถามเจิ้งฟู่ที่ยืนอยู่ด้านหน้าศิลาทดสอบด้วยสายตาเ็าดูถูกเล็กน้อยแต่ก็เก็บซ่อนมันไว้.....
ขอรับ!!
“ดี ถ้างั้นก็วางมือของเ้าไว้ที่ผนึกและก็ส่งพลังซีของเ้าเข้าไปสะ!!”
แหมะ!!
หวืดดดด!!
ทันทีกรรมการบอกเจิ้งฟู่ก็ทำตามเขาส่งพลังซีของเขาเข้าไปที่ศิลาทดสอบทันทีและทัดใดนั้นเองสีหน้าของกรรมการก็เปลี่ยนไปเมื่อมันเห็นระดับพลังของเจิ้งฟู่ที่แสดงบนศิลาทดสอบมันถึงกับอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออกและไม่เพียงแค่นั้นศิลาทดสอบยังค่อยๆส่องแสงสว่างขึ้นสว่างขึ้น และมันยังสว่างกว่าของเทียนฉีเสียอีกตอนนี้.....
ระ ระดับพื้นฐานขั้นหกชั้นสูง!!!!!
ระดับพื้นฐานขั้นหกชั้นสูง!!?
กรรมการถึงกับปากลั่นอุทานออกมาเมื่อเห็นระดับของเจิ้งฟู่และมันก็ทำให้ทุกคนที่อยู่รอบๆที่ได้ยินถึงกับปากอ้าตาค้างและตกอยู่ในวังวนของความสับสนทันทีเพราะไม่มีใครคิดว่าเขาที่เป็เพียงขยะของตระกูลจะมีพลังได้ขนาดนี้.....
และไม่เพียงแค่คนรอบๆเวทีเท่านั้นแต่คนที่ใมากที่สุดก็คือเล่าชู่ตงชู่ และเทียนฉีที่เคยดูถูกเขาก่อนหน้านี้โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ดูถูกเขาพวกมันแทบจะแทรกแผ่นดินหนีไปด้วยความอับอายที่ไปดูถูกเจิ้งฟู่ไว้ก่อนหน้า........
เยี่ยม!!!
“ไอ้หลานชายคนนี้มันเก่งจริงๆอายุเพียงเท่านี้ก็อยู่ในระดับพื้นฐานขั้นหกชั้นสูงแล้วท่านพี่คงซือทำไมท่านถึงไม่บอกข้าก่อนละว่าเขาอยู่ระดับพื้นฐานขั้นที่หกแบบนี้ฮ่า ฮ่า ฮ่า!! นี้แหละดาวดวงใหม่ของตระกูลเราอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะ!!”
ไหกู่ร้องะโด้วยท่าทางเสียงดังจนเกือบเต้นท่างูเลยทีเดียวเมื่อได้ยินผลของระดับพลังของเจิ้งฟู่พร้อมกับหัวเราะออกมาเสียงดังเพื่อจงใจจะเยาะเย้ยเล่าชู่ที่พูดข่มไว้ก่อนหน้านี้......
เก่งมากศิษย์รัก!!!
แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังใอยู่นั้นทันใดนั้นก็มีเสียงดังขั้นจาก้าพร้อมกับร่างสองร่างที่ค่อยๆทะยานตัวเข้ามายังที่นั่งและสองคนนั้นก็คือถงเทียงและถงหลางนั้นเอง....
“นั่นมันสองผู้าุโฝ่ายสังเกตการณ์นิ?”
“พวกเขามาทำไมกัน? ปกติพวกเขาไม่เคยมาร่วมงานนี้นิ.....เอ๋....เมื่อกี่พวกเขาบอกว่าศิษย์ด้วยไหน ไหน......หรือว่า!?”
เพียงแค่เจิ้งฟู่ขึ้นมาจนถึงตอนนี้ทุกคนยังไม่หยุดเสียงฮือฮาพูดเกี่ยวกับตัวเขาเลยเพราะว่าเขาเป็ทั้งรุ่นเยาว์ที่มีพลังสูงที่สุดและยังทำให้ผนึกส่องแสงได้สว่างที่สุดด้วยและที่ทำให้ทุกคนใมากที่สุดก็คือการที่เขาไปเป็ศิษย์ของสองผู้าุโฝ่ายสังเกตการณ์อย่างถงเทียนและถงหลาง.....
“คาราวะท่านผู้นำตระกูลและก็ท่านผู้าุโใหญ่!!”หลังจากที่มาถึงทั้งสองก็ประสานมือคาราวะผู้นำตระกูลและเล่าชู่ที่เป็ผ้าุโใหญ่.....
อือ!!
ผู้นำตระกูลตอบเพียงสั้นๆเท่านั้นก่อนหน้านี้เขาเพียงแค่มาดูลูกสาวเขาแต่เมื่อเจิ้งฟู่ปรากฏตัวขึ้นและทำเื่น่าตื่นตาตื่นใจมันถึงกับพยายามมองไปที่ตัวของเขาพร้อมกับยิ้มเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้นเพราะมันไม่คิดว่าจะมีใครที่ความสามารถในรุ่นนี้เท่ากับลูกสาวของตน.......
ส่วนเล่าชู่นั้นมันไม่ได้ตอบเพียงแต่นั่งกัดฟันด้วยความโกรธและโมโหที่มันรู้สึกเสียหน้ากับเื่นี้อย่างมากเพราะมันพูดดูถูกไว้เยอะเสียด้วยและรวมทั้งผู้าุโคนอื่นที่นั่งข้างๆและคอยพูดประจบประแจกก่อนหน้านี้ด้วย.......
“คาราวะท่านคงซือ” หลังจากนั้นทั้งสองก็หันมาทางคงซือและคาราวะทักทายคงซืออย่างสุภาพอละเคารพซึ่งแตกต่างจากเล่าชู่อย่างมากเพราะว่าทั้งสองรู้สึกคงซือดีว่าเป็คนเช่นใดและทำประโยชน์ให้กับตระกูลมากเพียงใด......
“โอ้ววว!! คาราวะท่านผู้าุโฝ่ายสังเกตการณ์ทั้งสองเช่นกันเมื่อกี่พวกท่านพูดว่าลูกข้าเป็ศิษย์ของท่านอย่างนั้นรึ?”คงซือเองก็ทักทายกลับไปเช่นกันพร้อมกับถามเกี่ยวกับคำพูดก่อนหน้าของทั้งสองด้วยว่าจริงหรือไม่.......
“ถูกแล้วเขาเป็ศิษย์ของเราแต่ก็เพียงแค่อาทิตย์เดียวเท่านั้นแหละ” ถงหลางกล่าวตอบทันทีเมื่อคงซือถามเขาตอบอย่างยิ้มๆและเขินอาย.....
อาทิตย์เดียว!!?
“ขอบคุณท่านมากที่ช่วยชี้แนะลูกชายของข้า”
“ไม่เลยพวกเราเพียงแค่แนะนำเขานิดหน่อยเท่านั้นไม่ได้มากมายอะไรยังน่าเสียดายที่เรามาเจอกับเขาช้าไปไม่เช่นนั้นรับรองได้เลยว่าเขาต้องเก่งกว่านี้แน่ๆฮ่า ฮ่า ฮ่า” ถงหลางกล่าวพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง......
“ใช่ ใช่ เด็กอัจฉริยะแบบนี้แล คือความหวังใหม่ของตระกูลเรา”ถงเทียนที่อยู่ข้างๆก็กล่าวเสริมขึ้นมาเช่นกัน.....
หึ!!
“เด็กคนนี้คือความหวังของตระกูลเรา เชอะ!! จะไปได้สักกี่น้ำกัน”เล่าชู่พูดอยู่ในลำคอของตัวเองเพราะมันยังไม่เชื่อหรอกว่าเด็กที่พึ่งเริ่มฝึกอย่างเจิ้งฟู่จะทำอะไรได้ถึงแม้จะมีระดับพลังสู้ขึ้นรวดเร็วอย่างน่าผิดปกติก็ตาม.....
“ไม่ไหวอย่าฝืนเดียวกลืนไม่ลงนะจ่ะ!!!”ถึงแม้จะพูดเสียงเบาในลำคอแต่ทว่าถงหลางเองก็ยังได้ยินเขาจึงแกล้งทำเป็พูดลอยๆขึ้นแต่จริงๆแล้วก็เพราะ้าที่จะพูดจากแดกดันเล่าชู่ต่อคำพูดของมันเมื่อครู่นี้.....
“ไม่เพียงแค่นั้นเขายังมีความสามารถแฝงเป็จิติญญาธาตุไร้ลักษณ์ด้วย!!”กรรมการเมื่อหลุดปากพูดระดับไปแล้วเขาจึงได้พูดต่อถึงความสามารุแฝงของเจิ้งฟู่ทันที....
จิติญญาธาตุไร้ลักษณ์!?
“มันคือธาตุอะไรกัน ข้าไม่เห็นจะเคยได้ยินเลย?”
“ข้าเองก็เช่นกันมันอร่อยไหมอะ?”
“ไอ้สึดมันไม่ใช่ของกินโว้ย!! มันเป็พลังแฝงชนิดหนึ่ง”
อ๋อ!!!
“จิติญญาธาตุไร้ลักษณ์? เป็ไปได้ยังไงกัน?น้อยคนนักที่จะมีโอกาสเป็ธาตุนี้”หม้อจือ(ผู้นำตระกูล)จากที่มันเพียงแค่นั่งอยู่เฉยมันถึงกับลุกขึ้นยื่นตัวสั่นเล็กน้อยและจ้องมองไปที่เจิ้งฟู่ที่อยู่บนเวทีทดสอบก่อนจะพูดขึ้นเบาๆเมื่อได้ยินถึงพลังความสามารถแฝงของเจิ้งฟู่และสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ก็ทำให้ผู้คนในตระกูลถึงกับต้องหันไปมองเพราะต่างก็ไม่เคยเห็นหม้อจือแสดงท่าทางตื่นเต้นแบบนี้มาหลายปีแล้ว......
บัดซบ!!
ส่วนเล่าชู่มันได้แต่แอบด่าทอสาปแช่งอยู่ในใจของมันเพราะมันเองรู้ว่าจิติญญาธาตุไร้ลักษณ์นั้นเป็เช่นใดแต่เพียงไม่นานมันก็ยิ้มออกมาอีกครั้งเมื่อมันคิดอะไรอย่างหนึ่งได้....
[[คำอธิบาย]]
ความสามารถจิติญญาแฝงนั้นแบ่งออกเป็ดินน้ำ ลม ไฟ สายห้า แสง และความมืดส่วนไร้ลักษณ์นั้นเป็ธาตุที่หาได้ยากมากแต่ก็ฝึกฝนและใช้งานยากเช่นกันเพราะคนพวกนี้จะไม่มีธาตุเป็ของตัวเองแต่ก็สามารถใช้ได้ทุกธาตุเช่นกันแต่จะไม่เต็มที่เหมือนธาตุจำเพราะ
“จะใกันไปทำไมก็แค่จิติญญาธาตุไร้ลักษณ์ตระกูลของเราั้แ่ก่อตั้งมาพวกเรามีแต่คนที่มีจิติญญาไฟและลมเท่านั้นซึ่งมันก็แน่ชัดว่าตระกูลเรามีแนวทางในการฝึกเพียงแค่สองธาตุนี้ส่วนธาตุไร้ลักษณ์หึ!” เล่าชู่พูดออกมาด้วยท่าทางไม่สนใจเพราะว่าในตระกูลไม่ได้มีความรู้และหลักในการฝึกธาตุไร้ลักษณ์เลยและเมื่อทุกคนได้ยินแบบนั้นก็คิดตามจากนั้นเสียงพูดเงียบลงเพราะเมื่อมาคิดดูแล้วมันก็จริงอย่างที่เล่าชู่บอก........
“มันก็จริงนะถึงจะเป็จิติญญาธาตุที่หายากก็เถอะแต่ถ้าไม่มีแนวทางในการฝึกมันมันก็ไม่ต่างอะไรกับของไร้ค่านะสิถึงจะฝึกธาตุใดก็ได้แต่มันก็ใช่ว่าจะทำได้เต็มร้อย”
ลูกเจิ้ง!!
สีหน้าของคงซือดูเศร้าหมองมากที่สุดเพราะตัวมันเองรู้ดีถึงเื่นี้มันไม่คิดว่าเขาจะมีจิติญญาธาตุไร้ลักษณ์แทนที่จะเป็ไฟหรืออื่นๆเพราะอย่างน้อยธาตุทั่วไปก็ยังพาหาฝึกได้บ้างแต่ธาตุไร้ลักษณ์นี้สิหนึ่งในล้านคนเลยก็ว่าได้ถึงจะมีธาตุนี้…….
“ท่านพี่คงซืออย่าคิดมากเลยพวกเราต้องมีทางออกสิโลกภายนอกต้องมีแนวทางในการฝึกแน่เราส่งเขาไปโรงเรียนเทวะ์ที่หุบเขาเซียนไหม?ที่นั้นอาจจะมีตำราฝึกมันก็ได้ไม่ก็ส่งเขาไม่สำนักที่อยู่ในเมืองหลวงเพื่อ......”
“แต่เกณฑ์การเข้าโรงเรียนมันทรหนมากเลยนะข้ากลัวว่าเขาจะเข้าไม่ได้นะสิส่วนพวกสำนักใหญ่ๆในเมืองหลวงก็ใช่ว่าจะเข้ากันได้ง่ายๆสะเมื่อไหร่”
“มันก็จริงอย่างที่ท่านว่าโรงเรียนเทวะ์นั้นผู้ที่จะเข้าเรียนได้ต้องอายุไม่เกินสิบห้าปีและต้องมีพลังอย่างน้อยอยู่ในระดับก่อเกิดขั้นหนึ่งขึ้นไปถึงจะสามารถเข้าเรียนได้แต่ตอนนี้หลานเจิ้งเองก็แปดขวบแล้วอีกเพียงสองปีเท่านั้นกับอีกสีขั้นถึงจะเป็ระดับก่อเกิดได้และการที่จะเลื่อนเป็ระดับก่อเกิดนั้นก็ไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆสะด้วย”
ทั้งคู่ต่างก็ทำหน้าเศร้าเสียใจและพยายามที่จะคิดหาหนทางออกสำหรับเื่นี้แต่ตอนนี้สิ่งที่พวกเขากังวลคือตัวของเจิ้งฟู่เองว่าเขาจะคิดเห็นเช่นใดเมื่อรู้ถึงเื่นี้......
“คนต่อไป!!”
การทดสอบยังคงดำเนินไปเรื่อยๆจนถึงคนสุดท้าย คนที่ต่อจากเจิ้งฟู่นั้นต่างก็แค่ระดับทั่วไปและผลึกก็ไม่ส่องแสงขึ้นอีกเลยจนจบการทดสอบ.....
“ในด่านแรกนั้นทุกคนผ่านทั้งหมดถือว่าพวกเ้ามีความสามารถมากแต่สำหรับด่านต่อไปนี้คือการทดสอบจิตใจพวกเ้าจะได้ลูกแก้วทดสอบคนละลูกถ้าคิดว่าไม่ไหวให้บีบมันสะใครที่สามารถทนได้ครึ่งชั่วยามก็ถือว่าผ่านการทดสอบสำหรับคนที่ทนไม่ได้หึ!! อ่อนแอก็แพ้ไป”