เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มแ่เบาอยู่ภายในห้องโดยสารของรถสปอร์ตคันหรูที่แล่นฝ่าความมืดไปบนถนนลาดยาง บรรยากาศอึดอัดจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อ ภาคิน ทนายความหนุ่มวัย 27 ปี ผู้ขึ้นชื่อเื่ความปากจัดและใจร้ายที่สุดในซอย ขบกรามจนเส้นเืขมับเต้นตุบ ชายหนุ่มปรายสายตาดุดันมองผ่านความมืด พลางหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่ยัยตัวแสบข้างกาย
แม้เขาจะเป็‘ทนายความจิตอาสา’ ที่คอยว่าความช่วยเหลือคนยากคนจนและดูแลกฎหมายคุ้มครองสัตว์จนได้รับความนับถือไปทั่ว แต่สำหรับยัยเด็กดื้อข้างบ้านคนนี้ เขากลับต้องสวมหน้ากากคนใจร้ายอยู่เสมอ
ทว่าในจังหวะที่แสงไฟทางสาดส่องเข้ามาในรถภาคินกลับต้องชะงักนิ่ง เมื่อเริ่มสังเกตเห็นรอยแผลถลอกยาวเป็ปื้นและรอยเืซิบตรงท้องแขนเรียวบางของพิมพ์นลินน้องสาวข้างบ้านสุดแก่นเซี้ยวบ้าบิ่นที่เขาโดนพ่อแม่บังคับให้มารับ เป็ร่องรอยาเ็จากแรงกระแทกตอนที่เธอฉวยโอกาสพุ่งตัวไปที่ท้ายรถสับกลอนเหล็กให้เปิดออกเพื่อช่วยน้องหมาที่ถูกจับ ภาพที่เห็นทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของภาคินกระตุกวูบอย่างประหลาด
ความรู้สึกสงสารห่วงใย แล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอจนเขาเกือบจะหลุดมุมอ่อนโยน เอ่ยถามเธอว่าเจ็บไหมอยู่แล้วทว่าทิฐิและหน้ากากคนใจร้ายกลับค้ำคอ ชายหนุ่มรีบสะบัดหน้า เปลี่ยนคำพูดปรับน้ำเสียงประชด พ่นคำพูดเหน็บแนมออกมาแทนทันทีเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหวที่เริ่มก่อตัว
"ดูสภาพตัวเองซะบ้างพิมพ์นลิน! แผลถลอกปอกเปิกเืซิบขนาดนี้ยังจะมานั่งหน้าบานเป็ดอกเห็ดอยู่อีก" ภาคินตวาดเสียงทุ้มต่ำ เย็นเยียบ
"เป็ผู้หญิงอะไรก็ไม่รู้ซนเหมือนเด็กไม่รู้จักโต บ้าบิ่นไร้สติรักหมาจนลืมรักชีวิตตัวเองรู้ไหมว่ากฎหมายคุ้มครองสัตว์เขามีไว้ให้ทนายอย่างฉันไปจัดการในศาล ไม่ใช่ให้ยัยเด็กกะโปโลอย่างเธอเอาตัวไปรับท่อนไม้ รับหมัดพวกมัน! ถ้าแขนหักขาขาดขึ้นมา จะไปกราบเท้าขอร้องให้ใครเขามาเลี้ยง!"
"โธ่เอ้ย...บ่นเป็คนแก่ไปได้ค่ะ พี่คิน!" พิมพ์นลินหันควับมาค้อนใส่เขา หญิงสาวแย้งกลับเสียงใสและเถียงไม่หยุดตามนิสัย
"นลินไม่ได้พิการซะหน่อย แค่แผลเท่ามดกัดแค่นี้เอง ไม่ต้องให้ใครมาเลี้ยงหรอกค่ะ” พิมพ์นลินพึมพำเบา ๆในลำคออย่างน้อยใจโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้ยินว่า
“ถึงพิการไป พี่คินก็คงไม่อยากเลี้ยงหรอก” ภาคินได้ยินไม่ถนัดทำตาดุหันหน้ากลับไปถามทันควัน
“หะ...ว่าอะไรนะ ไม่ได้ยิน”
“ไม่ได้ยินก็แล้วไป...นลิน..จะ..บอกว่า ถ้านลินไม่ใช้วิธีปล่อยลมยางกับเปิดไซเรนปลอมช่วยพวกมันเอาไว้ ป่านนี้ น้องหมาสี่ห้าตัวนั้นคงโดนส่งไปเชือดหมดแล้ว พี่คินเป็ทนายจิตอาสาภาษาอะไร ไม่มีจิตสาธารณะเอาซะเลย”
"จิตสาธารณะหรือจิตป่วยกันแน่!" ภาคินประชดกลับเสียงแข็ง
"ถ้าวันหลังเธอโดนโจรมันแทงไส้ไหลขึ้นมาอย่ามาร้องไห้โฮขอร้องให้ฉันช่วยลากส่งโรงพยาบาลก็แล้วกันนะ!"
"ไม่มีวัน! นลินเก่งและฉลาดจะตาย..นลินไม่โง่ให้..." "ตึ๊ง... ตึ๊ง..."
ยังไม่ทันที่พิมพ์นลินจะตั้งหน้าตั้งตาเถียงต่อเสียงสัญญาณโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่อกับหน้าจอคอนโซลรถก็ดังขึ้นขัดจังหวะหน้าจอโชว์ชื่อของ ‘พิมพิกา’ หรือ ‘พาย’ สาวแสนสวยผู้เรียบร้อย อ่อนหวาน ซึ่งเป็ผู้หญิงที่ภาคินแอบหลงรักมานาน
วินาทีนั้น...กลไกความใจร้ายของภาคิน เปลี่ยนไปราวกับคนละคน ชายหนุ่มหยุดสนใจพิมพ์นลินลงในพริบตาเขาเอื้อมมือหนาไปกดรับสายอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเผยรอยยิ้มระบายทั่วหน้า สายตาที่เคยดุดันกลับดูนุ่มนวลลง น้ำเสียงทุ้ม ออดอ้อนออเซาะน่าหมั่นไส้กรอกผ่านบลูทูธทันที
"สวัสดีครับพาย...ครับ... คินกำลังขับรถอยู่ครับ ไม่ยุ่งเลยครับสำหรับพาย คินว่างเสมอ..."
พิมพ์นลินนั่งนิ่งตัวแข็งทื่อราวก้อนหินรอยยิ้มร่าเริงบนใบหน้ามลายหายไปสิ้น หญิงสาวก้มหน้ามองรอยแผลบนแขนของตัวเอง ความเ็ปแล่นริ้วเข้าตัดขั้วหัวใจ เจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งใจ เมื่อต้องมานั่งฟังคนที่ตัวเองแอบรัก พูดคำหวานใส่คนอื่นต่อหน้าต่อตา หญิงสาวกัดริมฝีปากสูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่งจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นพยายามกลั้นหยาดน้ำตาที่มันเริ่มจะคลอเบ้าให้หดหายกลับเข้าไป ได้แต่นึกสมเพชชีวิตตัวเองอยู่ในใจด้วยความขมขื่น
หึ... ชื่อขึ้นต้นด้วย พิมพ์เหมือนกันแท้ ๆ ...แต่ทำไมชะตากรรมมัน ต่างกันขนาดนี้ว่ะ... คนหนึ่งพูดจาจ๊ะจ๋า พูดไปยิ้มไปหน้าบานเป็กระด้งเชียว...แต่อีกคน นั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ พูดเหมือนจะกัด เหมือนหมาบ้าเลย มีแต่ด่ากับด่า ชิ
เวลาผ่านไปเพียงครู่ ความเงียบปนความหมองมัวในใจของพิมพ์นลินยังคุกรุ่นอยู่แม้กระทั่งรถสปอร์ตคันหรู แล่นมาจอดเทียบที่หน้าประตูรั้วบ้านของพิมพ์นลินแล้วก็ตาม
ภาคินกดวางสายจากพิมพิกา ใบหน้าหล่อเหลากลับคืนสู่ความเฉยชา เขาพ่นลมหายใจยาว
"ถึงบ้านแล้ว ลงไปได้แล้วพิมพ์นลิน ยัยตัวภาระ" พิมพ์นลินข่มก้อนน้ำตาลงคอ แววตาส่องประกายเ้าเล่ห์วาดแผนการบางอย่างในใจขึ้นมาทันที สาวน้อยแกล้งโปรยยิ้มหวาน
"ค่ะ... ขอบคุณที่มาส่งนะคะพี่คิน เพื่อเป็การตอบแทนความใจดี... นลินมี น้ำดื่มสูตรพิเศษเพื่อสุขภาพ มาให้ค่ะ"
ก่อนที่ภาคินจะทันระวังตัว พิมพ์นลินซึ่งแอบล้วงมือหยิบขวดสเปรย์น้ำมะนาวคั้นสดผสมน้ำส้มสายชูที่เธอพกติดตัวไว้ใช้ฉีดบนพื้นเพื่อไล่ไม่ให้พวกหมามาอึมาฉี่เรี่ยราดมาถือไว้ขณะกำลังจะก้าวลงจากรถ
หญิงสาวจัดการ ฉีดพ่นละอองน้ำเข้าใส่ใบหน้าแสนดุและดวงตาใจร้ายของภาคินรวดเดียวฟอดใหญ่
"ฟู่! ฟู่! ฟู่!"
อ๊ากกก!...อื้อหือ!" เฮี้ยเอ๊ย...!! แสบตา! พิมพ์นลิน! ยัยตัวแสบ!" ภาคินสะดุ้งสุดตัว แหกปากร้องเสียงหลงด้วยความตื่นตระหนก มือหนารีบหยิบผ้ามาเช็ดหน้าเช็ดตาพัลวัน
อาศัยจังหวะที่ภาคินหลับตาเพราะแสบ หญิงสาวคว้าเอาแก้วกาแฟดำสุดเข้มของเขาบนคอนโซลมาแกล้ง เปิดฝาขวดเทน้ำมะนาวผสมน้ำส้มสายชูลงไปผสม
ภาคินเช็ดหน้าเสร็จหยิบแก้วกาแฟตั้งใจจะยกขึ้นดื่มเพราะเจ็บคอจากที่ะโด้วยความใเมื่อดวงตาของตัวเองโดนน้ำที่ทั้งแสบทั้งฉุนฉีดใส่ แต่กลิ่นกาแฟกลับเหม็นเปรี้ยวหึ่งขึ้นจมูกจนดื่มไม่ได้
ภาคินโกรธจัด หัวเสียะเิอารมณ์ลั่นรถ เมื่อพิมพ์นลินลงจากรถไปยืนบนพื้น
"ฮึ่มมม....ปัดโธ่เว้ย...ยัยตัวแสบ...เดี๋ยวเถอะ กลับมานี่เลย กลับมาเดี๋ยวนี้”
“แบร่...” พิมพ์นลินแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เขา เบ้ปากแล้วพูดยั่วโมโหใส่เขา
“บ๊ายบายค่ะ พี่คิน ฝันดีกับน้ำมะนาวรักษ์โลกนะคะ ฮ่าฮ่า ฮ่า..."
พิมพ์นลินหัวร่อสะใจ รีบเปิดประตูรั้วถลันตัววิ่งหน้าตั้งพุ่งเข้าบ้านของตัวเองแล้วล็อคประตูลงกลอนอย่างรวดเร็ว ทิ้งความเงียบและอาการหัวเสียอย่างที่สุดไว้ ทนายหนุ่มนั่งกำหมัดแน่นอยู่บนรถ ใบหน้าเต็มไปด้วยความบูดบึ้ง
++++++++++