เย่ชิงชิงประคองผลไม้ในน้ำเชื่อมที่ตนทำเองนางแย้มยิ้มพลางเอ่ยว่า “เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆคงต้องรอเวลาพิสูจน์เสียก่อนเจ้าค่ะ”
น่าเสียดายที่นางไร้ความสามารถไม่อาจสร้างแก้วขึ้นมาได้มิเช่นนั้นในยุคโบราณเช่นนี้คงร่ำรวยมหาศาลไปแล้ว!หากใช้ภาชนะแก้วบรรจุแยมและผลไม้ในน้ำเชื่อม สีสันคงงดงามจับตายิ่งนัก~
“กล้ากล่าวว่ายังไม่ผ่านการพิสูจน์อย่างนั้นหรือ?” นางซูแย้มยิ้มแล้วส่ายหน้านางให้สัญญา “หากพวกมันผ่านการพิสูจน์แล้วแม่จะเชิญครูสอนดนตรีมาให้เจ้า”
เย่ชิงชิงสะดุ้งเล็กน้อย“อย่าเลยเจ้าค่ะ ข้ามิได้สนใจเกี่ยวกับดนตรี หมากกระดาน อักษรวิจิตรหรือวาดภาพเลยแม้แต่น้อย”
ใครเล่าจะรู้ว่าวิญญาณของนางนั้น‘มีอายุพอสมควร’ แล้วการปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่ๆ จึงเป็นไปอย่างเชื่องช้าการเรียนรู้เป็นเรื่องยากยิ่ง! อีกทั้งการเล่นดนตรียังต้องใช้สมาธิมิใช่เพียงแค่ท่องจำเท่านั้น
“เจ้าจะไม่ใส่ใจไม่ได้นะ” นางซูหั่นสาลี่ไปด้วยมืออีกข้างก็หยิบชิ้นผลไม้เข้าปาก แล้วพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “อืม หวานยิ่งนัก!”
“ท่านแม่ ชาวบ้านอย่างพวกเราควรทำไร่ไถนา ขี่ม้าไปตามท้องทุ่งสิ่งที่หรูหราเหล่านั้นไม่เหมาะกับพวกเราหรอกเจ้าค่ะ” เย่ชิงชิงกะพริบตาแล้วเกลี้ยกล่อมเมื่อไม่นานมานี้ เรื่องงานเย็บปักถักร้อยก็เพียงพอให้นางต้องอดทนอย่างหนักแล้ว
หยางหลิ่วได้ยินดังนั้นนางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงดัง “ชิงชิงควรเกิดในภาคเหนือเสียจริงอาหลัวเล่าว่าเขาเคยไปเที่ยวทางเหนือ หญิงสาวที่นั่นมักจะขี่ม้ากันบุตรีตระกูลผู้ดีมีชุดขี่ม้ากันด้วยนะ!”
“บุตรีตระกูลผู้ดีก็ขี่ม้าด้วยหรือ?” นางซูเบิกตากว้างในทางใต้แห่งนี้ แม้จะไม่ถึงกับห้ามก้าวออกจากบ้านแต่บุตรีตระกูลผู้ดีควรจะมีความสงบเสงี่ยมเป็นหลัก
เย่ชิงชิงยักไหล่นางไม่ใส่ใจนัก “แค่ตามใจตัวเองก็พอแล้วนี่เจ้าคะ~”
ไม่คิดเลยว่านางซูจะทำหน้าเคร่งเครียดนางกล่าวว่า “เหลวไหล! ตอนนี้ฐานะทางบ้านดีขึ้นแล้วเจ้าจำเป็นต้องเรียนรู้เอาไว้”
โธ่เอ๊ย...เพื่อหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในความทุกข์ระทมในภายภาคหน้าเย่ชิงชิงจึงตัดสินใจนำภัยไปให้ผู้อื่น “ท่านพี่ไม่เคยเข้าสำนักศึกษาเลยท่านแม่ควรนำเงินก้อนนี้ไปจ้างอาจารย์มาสอนท่านพี่จะดีกว่านะเจ้าคะ!”
นางซูค่อยๆเปิดฝาหม้อนึ่งอย่างระมัดระวัง ไอน้ำบางๆ ลอยพวยพุ่งขึ้นมาสาลี่ในน้ำเชื่อมอีกหม้อหนึ่งใกล้สำเร็จแล้ว
นางไม่แม้แต่เงยหน้าขึ้นมาแล้วกล่าวว่า“ท่านพี่ของเจ้าความจำดีนัก ตัวอักษรที่ข้าสอน เขาจำได้เกือบหมดแล้วเขาก็ไม่ได้ไปสอบขุนนางเสียหน่อย จะเชิญอาจารย์มาทำสิ่งใดเล่า!”
“ข้ายุ่งนัก ไม่มีเวลาเจ้าค่ะ” เย่ชิงชิงทิ้งคำพูดนี้ไว้เบื้องหลังแล้วกอดสาลี่ในน้ำเชื่อมสองไหเดินจากไป
นางไม่ปรารถนาบ่มเพาะจิตใจให้บริสุทธิ์ผุดผ่องและไม่มีเวลาว่างพอที่จะชื่นชมธรรมชาติ หรือดื่มด่ำกับศิลปะอันงดงามสิ่งที่เรียกว่าดนตรี หมากกระดาน อักษรวิจิตร วาดภาพนั้นสำหรับนางแล้วคือสิ่งไร้ประโยชน์ หากนางซูยังคงยืนกรานให้นางเรียนรู้นางก็ไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไรดี ช่างน่าปวดหัวนัก
นางถือไหดินเดินเรื่อยๆ ไปยังบ้านผู้ใหญ่บ้าน อวี๋ต้ากุ้ยและนางหลี่ไม่ชอบกินของหวานสาลี่ในน้ำเชื่อมนี้เป็นเพียงการให้พวกเขาได้ลิ้มลองรสชาติใหม่ๆเพื่อแสดงความมีน้ำใจเท่านั้น
เดินมาได้ครึ่งทางก็เห็นกำแพงเรือนสีขาวของบ้านผู้ใหญ่บ้านอยู่ไกลๆแต่กลับเห็นป้าหวังและเถี่ยจู้กำลังมุงดูอะไรบางอย่างอยู่ข้างถนน
“ป้าหวัง กำลังดูอะไรอยู่หรือเจ้าคะ?” เย่ชิงชิงทักทายด้วยรอยยิ้มก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ปรากฏว่าหูหลิ่วหมิงกำลังนั่งอยู่บนพื้นเขากำลังจัดการกับสัตว์ตัวหนึ่ง
ป้าหวังได้ยินเสียงก็หันกลับมาแย้มยิ้ม“ไอ๊หยา ชิงชิงนี่เอง! มาดูเจ้าตัวที่หลิ่วหมิงล่ามาได้สิ!หายากยิ่งนัก!”
“จริงหรือเจ้าคะ?” เย่ชิงชิงเดินเข้าไปดูด้วยความสงสัยสัตว์ตัวนั้นมีหูใหญ่ตั้งตรง หัวเล็ก ลำตัวใหญ่ “นี่มันลูกกวางหรือเจ้าคะ?”
“เจ้ารู้จักกวางหรือ? เคยเห็นมาแล้วหรือ?” หูหลิ่วหมิงหันกลับมา ดวงตาสีดำสดใสของเขาเมื่อเปรียบเทียบกับดวงตาของเจ้าตัวนี้ ช่างคล้ายกันยิ่งนัก
เย่ชิงชิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ“ดวงตาของท่านเหมือนกับมันเลยเจ้าค่ะ เพียงแต่แววตาไม่เหมือนกัน”
หูหลิ่วหมิงชะงักไปครู่หนึ่งเขามองนางแวบหนึ่งแล้วหันกลับไป “นี่คือเก้ง มิใช่กวาง”
“ใช่แล้ว มันไม่มีเขานี่นา” ป้าหวังยื่นมือไปลูบขาหลังของมัน“เจ้าตัวนี้คงแลกเงินมาได้ไม่น้อยเลยกระมัง? พวกมันมักจะอยู่ในป่าลึกไม่ค่อยออกมาแถวชายป่าหรอก”
เถี่ยจู้ก็หัวเราะพลางยื่นมือไปลูบ“คุณชายหูเก่งกาจยิ่งนัก”
หูหลิ่วหมิงส่ายหน้า“คาดว่ามันคงหลงทางออกมา และติดกับดัก”
“ท่านจะฆ่ามันเอาเนื้อไปขายหรือ?” เย่ชิงชิงถามนางค่อนข้างสงสัยเกี่ยวกับสัตว์ป่าเหล่านี้
ยังดีที่สมัยโบราณผู้คนไม่หนาแน่นมนุษย์จึงยังไม่ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่าเหล่านี้กฎธรรมชาติคือผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่อยู่รอด เมื่ออยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารหากไม่ทำลายสมดุลทางธรรมชาติ จะมีกฎหมายกฎระเบียบมากมายมาจากไหนกัน กฎเกณฑ์บางอย่างล้วนเป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์เองทั้งสิ้น
“เอาไปแบ่งขายในหมู่บ้านเถิด ข้าก็อยากได้สักหนึ่งชั่งกลับไปลองชิมดู”ป้าหวังกล่าวเสริม
ปกติแล้วเมื่อมีคนในหมู่บ้านล่าสัตว์ได้ก็จะจัดการเช่นนี้หากเป็นสัตว์ตัวใหญ่หรือสัตว์หายากก็จะนำไปขายในเมืองเพื่อราคาที่สูงขึ้น
เห็นได้ชัดว่าหูหลิ่วหมิงก็คิดเช่นเดียวกันเขาพยักหน้าแล้วลุกขึ้นยืนพลางกล่าวว่า “ช่วงบ่ายป้าหวังค่อยมาก็ได้ขอรับ”
เก้งตัวนี้ตกหลุมพรางและได้รับบาดเจ็บที่ท้องหากไม่ฆ่าก็ยากที่จะรอดชีวิตในคืนนี้อยู่ดี
“เช่นนั้นเก็บไว้ให้ข้าอีกสองชั่งนะ” เถี่ยจู้บอกเขาก่อนจะแบกจอบเดินจากไป
ขณะนั้นหูหยางหมิงก็วิ่งมาหา อดีตเด็กอ้วนผู้นั้นผอมลงมากเสียจนเย่ชิงชิงแทบจำไม่ได้หรือว่าเขาโดนรังแกมากันนะ?
“พี่ชาย ไม่เห็นท่านกลับมาครึ่งวัน ข้าเดาว่าท่านคงจับสัตว์ได้อีกแล้ว!”หูหยางหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
เดิมทีหูหลิ่วหมิงบอกว่าจะเข้าป่าเขาก็อยากตามมาด้วย แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมให้ติดตาม เขาก็ไม่มีทางเลือกจึงรออยู่ที่บ้าน เมื่อนานแล้วยังไม่เห็นใครกลับมาในที่สุดก็ทนไม่ไหวและวิ่งออกมาหา
“มาได้จังหวะพอดี ช่วยกันแบกมันกลับไปกันเถอะ”
หูหลิ่วหมิงใช้ให้น้องชายทำงานอย่างเป็นธรรมชาติแล้วหันกลับมาทางเย่ชิงชิงพลางเอ่ยว่า “เจ้าก็ต้องการเนื้อเก้งด้วยหรือ?”