เนื่องจากเฉินม่อไป๋หยุดเรียนไป่หนึ่งจึงทำให้เรียนไม่ทัน เมื่อถึงเวลาพักเที่ยงเลยหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านบทเรียนของวิชาต่อไปพร้อมกับกินข้าวกล่องไปด้วย เหมือนภาพนี้จะค่อนข้างเป็ที่คุ้นชินกันในห้อง ทุกคนจึงไม่ได้สนใจเฉินม่อไป๋นัก พวกเขาไปโรงอาหารหรือไม่ก็หยิบข้าวกล่องขึ้นจับกลุ่มกินตามปกติ
ขณะที่หญิงสาวกำลังทบทวนบทเรียนอย่างตั้งใจ เถาเป่ยถงก็พาเพื่อนนักเรียนชายร่างสูงมารุมล้อมเธอ
เฉินม่อไป๋ทำเพียงเบนสายตามองเขาแวบหนึ่งก่อนไม่สนใจอีก
เถาเป่ยถงก็โกรธจนควันแทบออกหู เขายื่นมือไปจับไหลเฉินม่อไป๋แต่กลับคว้าได้แค่อากาศเพราะจู่ ๆ ก็เหมือนถูกอะไรบางอย่างผลักจนล้มหงายหลัง
ทุกคนพลันเงียบเสียงในทันที พวกเขาเห็นเถาเป่ยถงล้มอีกครั้งก็พากันแอบหัวเราะขำ
"แย่จริง ตรงนี้น่าจะลื่นมาก เพื่อนนักเรียนเถาเลยล้มบ่อย ๆ " เฉินม่อไป๋กระตุกยิ้ม มือหนึ่งปิดหนังสือเรียนแล้วหยิบกล่องข้าวมาถือไว้ อีกมือก็หยิบตะเกียบคีบแครอทชิ้นหนึ่งใส่ปาก เธอมองสภาพน่าอนาถของเถาเป่ยถงราวกับดูเื่ตลก
หญิงสาวแอบชำเลืองมองอู๋หลิ่วถงที่หัวเราะภูมิใจข้าง ๆ เขาเป็คนขัดขาเถาเป่ยถงก่อนหน้านี้ รวมถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ด้วย ั้แ่เด็กชายติดตามเฉินม่อไป๋ ได้รับของเซ่นไหว้ทุกวัน พลังิญญาก็เพิ่มขึ้นไม่น้อย สามารถจับต้องสิ่งของหรือคนเป็ ๆ ได้แล้ว
"แก ไอ้..." เถาเป่ยถงชี้หน้าด่าเฉินม่อไป๋ แต่แล้วจู่ๆ ก็ััได้ไอเย็นจนขนลุก ไหล่ของเขาหนักอึ้งเหมือนมีใครมาเกาะอยู่ แน่นอนว่าเป็อู๋หลิ่วถงอีกนั่นแหละ
เฉินม่อไป๋วางกล่องข้าว เท้าคางมองเพื่อนนักเรียนของตนพร้อมกระตุกรอยยิ้มลึกลับชวนขนลุกแปลก ๆ
"่นี้จะทำอะไรก็ระวังหน่อยล่ะ อย่าไปลบหลู่อะไร...หรือใครเข้า"
เมื่อเถาเป่ยถงได้ยินคำพูดของเฉินม่อไป๋ก็หน้าซีดเซียว รู้สึกหนักไหล่เป็เท่าทวีอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เขาเคยได้ยินมาว่าไอ้ปัญญาอ่อนนี่สามารถมองเห็นผีได้ แต่ลองพาไปพิสูจน์หลังโรงเรียนที่ว่าผีดุก็แล้ว กลับต้องผิดหวังเพราะมันไม่มีปฏิกิริยาอะไรนอกจากตัวสั่นงก ๆ ตามปกติ เลยคิดว่าเป็เื่ที่แต่งขึ้นมาเรียกร้องความสนใจเท่านั้น
แต่พอมาตอนนี้...เขาเริ่มจะเชื่อขึ้นมาแล้วจริง ๆ
"ต้องขอบคุณเพื่อนนักเรียนเถาที่ผลักฉันจนศีรษะกระแทกในวันนั้น เพราะมันทำให้ฉันหายจากอาการทางสมองแล้ว...เพราะฉะนั้นหลังจากนี้ ถ้านายกล้าแกล้งใครอีก..." เฉินม่อไป๋ยื่นใบหน้าเข้าใกล้เถาเป่ยถงอย่างช้า ๆ พร้อมกับร่ายอาคมบางอย่างไปด้วย
"เชื่อเถอะว่าฉันมีวิธีร้อยแปดที่จะลงโทษนาย" เฉินม่อไป๋แสยะยิ้มเหี้ยม ทำเอาคนที่มองดูอยู่ถึงกับหวาดผวา
เถาเป่ยถงใกลัวจนถดตัวถอยหลัง ก่อนจะลุกขึ้นวิ่งหนีไปทิ้งให้นักเรียนชายที่ติดตามมามองหน้ากันอย่างสับสน
"ว้า หนีไปซะแล้ว ยังเล่นไม่หนำใจเลย" อู๋หลิ่วถงบ่นอุบ
ชายคนหนึ่งในกลุ่มที่ติดตามเถาเป่ยถงเหมือนจะจับประเด็นสำคัญบางอย่างได้จึงถามขึ้นเพื่อความแน่ใจ
"นายหายป่วยแล้ว? "
เฉินม่อไป๋เอนหลังพิงเก้าอี้พร้อมกับยิ้มสบาย ๆ "ใช่ หมอวินิจฉัยออกมาแล้ว"
เกิดเสียงฮือฮาขึ้นทันใด พวกเขามองหน้ากันอย่างไม่อยากจะเชื่อ โรคนี้ไม่มีทางรักษาไม่ใช่เหรอ จะหายแค่เพราะล้มหัวกระแทกได้ยังไง
ไม่กี่นาทีถัดมา เื่ของเฉินม่อไป๋ก็ถูกบอกต่อกันในกลุ่มแชต โดยเฉพาะท่าทางการข่มขู่เถาเป่ยถงที่แสนจะดุดัน ซึ่งค่อนข้างดูดีในสายตาสาว ๆ มากทีเดียว
หลายคนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ทั้งใและอยากรู้อยากเห็นจนถึงขนาดทิ้งอาหารกลางวันแล้วรีบกลับมาที่ห้องเรียนเพื่อพิสูจน์ความจริง เฉินม่อไป๋คิดไว้แล้วว่าจะเกิดเื่แบบนี้ขึ้น เธอไม่สนใจพวกเขาแล้วหันไปเปิดหนังสือเรียนออกมาพร้อมกับกินข้าวไปด้วยตามปกติ
"เฉินม่อไป๋ นายหายป่วยแล้วจริง ๆ เหรอ" เด็กสาวที่นั่งโต๊ะข้างหน้าเขาเอ่ยถามขึ้น เธอเองก็เป็คนหนึ่งที่รีบกลับมาห้องเรียนเพื่อพิสูจน์
"ใช่" เฉินม่อไป๋ตอบโดยไม่ได้หันมองผู้ถามเลยแม้แต่น้อย
ถึงแม้ท่าทางแบบนี้จะดูเย่อหยิ่งไปบ้าง แต่ก็โดนใจเด็กสาวในห้องหลายคน
เดิมทีหน้าตาของเฉินม่อไป๋ก็ดูดีมากอยู่แล้ว ทว่าเพราะเป็เด็กพิเศษจึงไม่มีใครอยากคบหาหรือเข้าใกล้เท่าไหร่นัก น่าขำที่บางคนอยู่ด้วยกันเกือบสามปีก็ยังไม่เคยคุยสักคำ แต่พอเขากลายเป็คนปกติกลับรีบเบียดเสียดกันเข้ามาทำความรู้จัก
จนกว่าจะเรียนจบจากที่นี่ เฉินม่อไป๋ไม่คิดจะทำความรู้จักกับใครทั้งนั้น เธอตวัดสายตาคมกริบไล่หญิงสาวมากมายที่รายล้อมโต๊ะออกไป "ไปให้พ้น"
พวกเธอใกับแววตาของเขา ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าถ้าไม่ทำตามจะเกิดเื่แย่ ๆ ขึ้น ดังนั้นจึงพากันหนีหายไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากรอบโต๊ะไม่มีเสียงโหวกเหวกโวยวายแล้ว เฉินม่อไป๋ก็มีสีหน้าผ่อนคลายขึ้น
เธอรีบกินข้าวให้เสร็จเพื่อมาทบทวนบทเรียนได้อย่างเต็มที่ แต่ทันใดนั้นเด็กสาวโต๊ะหน้าก็ค่อย ๆ วางสมุดเล่มหนึ่งไว้บนโต๊ะของเธอ
"นี่เป็สรุปทุกวิชาที่ฉันจดเอาไว้ของเดือนนี้ มี่ที่นายขาดเรียนด้วย ถ้าไม่รังเกียจก็ดูได้นะ นายก็รู้ว่าฉันสอบได้ที่หนึ่งมาตลอด" เด็กสาวพูดด้วยใบหน้าเขินอายแต่ก็แฝงได้ด้วยความภาคภูมิใจ ท่าทางแบบนี้ของเธอทำเอาเด็กสาวหลายคนในห้องทั้งโมโหและอิจฉา
เฉินม่อไป๋ปรายตามองเพียงแวบหนึ่งแล้วพูดขึ้น "เธอเก็บไปเถอะ"
ถูกปฏิเสธต่อหน้าคนอื่นแบบนี้ มีหรือที่เด็กสาวจะทนได้ เธออยากจะพูดอะไรต่อ แต่เมื่อเห็นความเฉยเมยบนใบหน้าของเฉินม่อไป๋ก็เม้มปากกลั้นน้ำตาแล้วเก็บสมุดกลับไปเงียบ ๆ สร้างความสะใจให้เด็กสาวในห้องไม่น้อย
หลังจากผ่านพักเที่ยงที่แสนวุ่นวายก็เริ่มชั้นเรียนใน่บ่ายทันที เฉินม่อไป๋ปิดกั้นตัวเองจากสายตาเพื่อนร่วมชั้นรอบด้าน เธอรับรู้เพียงคำพูดของคุณครูหนุ่มที่บรรยายบทเรียนอยู่หน้าชั้นเท่านั้น
การเรียนในยุคนี้ถือว่าเท่าเทียมมากทีเดียว ไม่ว่าจะมีฐานะหรือเพศใด รัฐบาลก็ให้เรียนฟรีจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่สาม หลังจากนั้นก็สามารถขอทุนเรียนต่อได้ แต่ต้องเป็คนที่มีฐานะทางบ้านไม่ดีและเรียนถึงเกณฑ์ที่กำหนดเท่านั้น
ซึ่งเด็กส่วนใหญ่จะเลือกเรียนโรงเรียนรัฐบาลที่มีค่าเทอมถูกแต่การแข่งขันสูงกว่า แต่ถ้ามีฐานะหน่อยก็เลือกเรียนโรงเรียนเอกชนที่แพงแต่การแข่งขันก็ลดน้อยลงมา ที่สำคัญคือยิ่งเรียนจบสูงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรับประกันอาชีพการงานมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะถ้าเลือกเรียนสาขาที่สามารถสมัครสอบราชการได้
มีคนมากมายที่สู้กับความลำบากในการเรียนเพื่อที่จะได้มีงานดี ๆ ฉุดรั้งชีวิตตัวเองออกมาจากความยากจน แต่ก็มีคนอีกหลายคนเช่นกันที่พยายามแล้วแต่ชีวิตก็ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวังเอาไว้
ถ้าถามว่าเพราะอะไร ก็คงเพราะ เส้นทางชีวิตของมนุษย์นั้นแตกต่างกันมาก ไม่ว่าจะเป็มันสมอง การเลี้ยงดู หรือสภาพแวดล้อมก็ตาม จะหวังให้คนทั้งหลายพันล้านคนเป็เหมือนกันคงไม่ได้ แน่นอนว่าต้องมีผู้ปกครองประเภทที่ว่า 'ทำไม่ลูกไม่เรียนเก่งอย่างคนนั้น' หรือ 'ทำไมลูกไม่ขยันเหมือนคนนี้' สร้างความกดดันให้บุตรหลานของตัวเองแทนที่จะเป็แรงผลักดันเสียอย่างนั้น ไม่ได้ตระหนักเลยว่าแต่ละคนก็มีความถนัดไม่เหมือนกัน
หลังจากเฉินม่อไป๋คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ชั้นเรียน่บ่ายก็จบลงแล้ว
ยังเหลือเวลาพักอีกสิบนาทีถึงจะเริ่มชั้นเรียนใน่เย็น เฉินม่อไป๋จึงคิดที่จะไปล้างหน้าล้างตาสักครู่ แต่แล้วจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจำนวนมากมุ่งหน้ามาทางนี้ เธอชะงักก่อนขมวดคิ้วเกิดลางสังหรณ์บางอย่างจึงตัดสินใจหันกลับไปนั่งที่ของตัวเองพร้อมเอนตัวลงไปซบหน้ากับโต๊ะ โดยที่ฝีเท้ามากมายเ่าั้หยุดลงตรงหน้าชั้นเรียนของเธออย่างพอดิบพอดี
"ไหน เทพบุตรของฉันอยู่ไหน"
"นั่นสิ เขาอยู่ห้องนี้แน่นะ"
"ใช่! ได้ยินว่าเขาพึ่งหายจากออทิสติก และคนที่เป็ออทิสติกในโรงเรียนเราก็มีแค่ห้องนี้นี่!"
"เขาเรียนดีมาก น่าจะนั่งอยู่แถวหน้า ๆ ชั้นเรียน..."
"นั่นไง! คนที่นอนแนบกับโต๊ะน่ะ!"
"จริงเหรอ! เทพบุตรเฉินช่วยเงยหน้าหน่อยค่า"
"เทพบุตรเฉิน! เทพบุตรเฉิน! เทพบุตรเฉิน!"
ในขณะที่นักเรียนด้านนอกกำลังส่งเสียงดัง คนในห้องก็ได้แต่นั่งบื้อใบ้อยู่กับที่
นะ...นี่มันบ้าอะไรเนี่ย!!
นักเรียนในชั้นเรียนของเฉินม่อไป๋กำลังสับสน แต่ก็มีบางคนที่ได้สติเร็วหน่อย เด็กสาวคนหนึ่งวิ่งไปคว้าโทรศัพท์มาจากกล่องใส่โทรศัพท์หน้าชั้นเรียนแล้วกดเข้าไปในแท็กเวยป๋อของโรงเรียนทันที
ทันใดนั้นเธอก็ได้เห็นรูปแอบถ่ายของเฉินม่อไป๋ที่เดินเข้าโรงเรียนเมื่อเช้ากำลังเป็กระแส!