แสงอรุณสีทองอ่อนๆ สาดส่องผ่านหน้าต่างกระดาษบางเบาของตำหนักใหญ่แห่งตระกูลไป๋ ทอประกายระยิบระยับบนผิวน้ำในสระกว้างที่อยู่ไม่ไกลนัก ภาพทิวทัศน์อันงดงามตระการตาของยอดเขาสูงตระหง่านค่อยๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายหมอกยามเช้าที่พริ้วไหวไปตามแรงลม ดอกไม้นานาพันธุ์ในสวนอันกว้างใหญ่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยล่องมาตามสายลมเย็น กลีบดอกบางเบาปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ ราวกับภาพวาดอันมีชีวิต สระน้ำใสราวกระจกเงาสะท้อนภาพท้องฟ้าสีครามอันกว้างใหญ่ไพศาล ประดับประดาด้วยก้อนเมฆสีขาวนวลที่ลอยเคว้งคว้างอยู่เบื้องบน
บรรยากาศอันสงบและงดงามราวกับภาพฝันเช่นนี้ควรจะเป็ภาพที่คุ้นตาของไป๋ หยูเซียน คุณหนูแห่งตระกูลไป๋ ผู้เติบโตมาท่ามกลางความหรูหราและสง่างามของตระกูลอันทรงเกียรติ แต่เช้าวันนี้กลับไม่เป็เช่นนั้น เมื่อเธอค่อยๆ ลืมตาขึ้นด้วยความงัวเงีย เพียงเพื่อพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในอ้อมกอดของใครบางคน ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง พร้อมกับกลิ่นกายอันคุ้นเคยที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก
"อะ...อะไรกัน!" หยูเซียนร้องเสียงหลงด้วยความใ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตระหนก เธอพยายามขยับตัวออกห่าง แต่กลับรู้สึกถึงแขนแกร่งที่โอบรัดเธอไว้แน่น ราวกับไม่้าให้เธอหลุดไป
"อืม... ยังไม่สว่างเลย นอนต่อดีกว่า" เสียงทุ้มห้าวดังขึ้นใกล้ๆ หู ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดต้นคอของเธอ ส่งความรู้สึกซ่านไปทั่วร่าง
หยูเซียนค่อยๆ หันไปมองอย่างหวาดๆ หัวใจเต้นรัวราวกับกลองศึก และต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาของจ้าว หยาง อสูรหมาป่าดำ อยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่นิ้ว เส้นผมสีดำสนิทของเขายุ่งเหยิงปรกใบหน้าที่หลับสนิท ริมฝีปากบางเผยอเล็กน้อยขณะหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ
"จ้าว หยาง! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!" หยูเซียนพยายามดิ้นรนหลุดจากอ้อมกอดของเขา ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธเคือง
จ้าว หยางค่อยๆ ลืมตา ดวงตาสีทองวาวโรจน์ฉายแววงุนงงเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความสงสัย "หืม? เ้าเป็อะไรไป ทำไมถึงได้ตื่นเต้นนัก... เดี๋ยวก่อน นี่เราอยู่ที่ไหนกัน?"
ทั้งคู่กวาดตามองไปรอบๆ ด้วยความสับสน สายตาของพวกเขาสำรวจสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยแต่กลับดูแปลกประหลาดในยามนี้ และแล้วพวกเขาก็ต้องใสุดขีดเมื่อพบว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ในยอดหุบเขาเงาไร้สิ้นสุดที่แสนเหน็บหนาว แต่เป็กลางห้องโถงใหญ่อันโอ่อ่าของตระกูลไป๋
รอบกายของพวกเขาคือบรรดาผู้าุโของตระกูลไป๋ที่ยืนล้อมวงอยู่ ใบหน้าของแต่ละคนฉายแววตกตะลึง บ้างก็แสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน สายตานับร้อยคู่จ้องมองมาที่พวกเขาด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ั้แ่ความประหลาดใจ ความสงสัย ไปจนถึงความโกรธเคือง บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่แทบจะััได้
"หยูเซียน! เ้ากำลังทำอะไรอยู่กับอสูรตนนี้!" เสียงคำรามของไป๋ เทียนหลง บิดาของหยูเซียนดังก้องไปทั่วห้องโถง ความโกรธแค้นและความผิดหวังฉายชัดในน้ำเสียงของเขา ทำให้บรรยากาศในห้องพลันเย็นเยียบราวกับถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง
ด้วยความใ ทั้งคู่รีบผละออกจากกันทันที ใบหน้าของหยูเซียนแดงก่ำด้วยความอับอายขณะที่เธอพยายามจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แต่แล้วจ้าว หยางก็ต้องชะงักเมื่อพบว่าเขายังติดคำสั่ง "นั่งหมอบ" ที่หยูเซียนสั่งไว้เมื่อคืน ร่างกายของเขาไม่ยอมขยับตามใจปรารถนา ทำให้เขารู้สึกอับอายและโมโหไม่น้อย
"เฮ้! คุณหนูตระกูลไป๋!" จ้าว หยางะโด้วยความหงุดหงิด สีหน้าบึ้งตึง "จะรออะไรอยู่อีก รีบปลดคำสั่งบ้าๆ นั่นซะที! ข้าไม่ใช่ลูกสมุนของเ้านะ!" เขาพยายามขยับตัวแต่ก็ทำได้เพียงกระตุกเล็กน้อยเท่านั้น
หยูเซียนรีบพูดออกมาอย่างลนลาน น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื่นตระหนก "จ้าว หยาง เ้าเป็อิสระแล้ว!" เธอเอ่ยคำปลดพร้อมกับโบกมือไปทางเขาอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่คำสั่งถูกปลด จ้าว หยางก็ลุกพรวดขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ราวกับถูกสปริงดีดตัว แต่ด้วยความรีบร้อนและการเคลื่อนไหวที่ฉับพลันเกินไป เขาจึงสะดุดขาโต๊ะที่อยู่ใกล้ๆ ร่างสูงใหญ่เซไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว มือของเขาพยายามคว้าหาสิ่งยึดเหนี่ยว แต่กลับปัดโดนถาดน้ำชาบนโต๊ะพอดี
"ระวัง!" หยูเซียนร้องเตือนด้วยความใ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว แต่คำเตือนของเธอมาสายไปเสียแล้ว
น้ำชาร้อนๆ พุ่งกระจายออกไปทั่วราวกับสายฝนกระเซ็น ละอองน้ำชาลอยวนในอากาศเป็ประกายระยิบระยับภายใต้แสงแดดยามเช้า และด้วยความซวยสุดๆ มันดันพุ่งใส่ไป๋ เทียนหลงเต็มๆ ราวกับมีใครจงใจกำกับทิศทาง
"โอ๊ย! ร้อน!" ไป๋ เทียนหลงะโโหยงพลางะโลั่น ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมบิดเบี้ยวด้วยความเ็ป เขาพยายามปัดน้ำชาออกจากเสื้อผ้าอันหรูหรา แต่ยิ่งทำก็ยิ่งทำให้ผ้าไหมเปียกชุ่มมากขึ้น
"ท่านพ่อ!" หยูเซียนรีบวิ่งเข้าไปช่วยบิดา ความกังวลและความรู้สึกผิดฉายชัดบนใบหน้าอันงดงามของเธอ มือเรียวบางคว้าผ้าเช็ดหน้าจากโต๊ะใกล้ๆ และพยายามซับน้ำชาออกจากเสื้อผ้าของบิดา
จ้าว หยางยืนนิ่งงันอยู่กับที่ สีหน้าเหวอสุดขีดราวกับเพิ่งเห็นผี เขากลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก "ข้า... ข้าขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจ..." เขาเหลือบมองไปรอบๆ ห้องอย่างหวาดระแวง ราวกับกำลังหาทางหนี แต่ก็รู้ดีว่าไม่มีทางรอดพ้นจากสถานการณ์อันน่าอึดอัดนี้ได้
ความเงียบอันน่าอึดอัดปกคลุมไปทั่วห้องโถงอันกว้างใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลหยู เสียงลมหายใจอันหนักหน่วงของพ่อของหยูเซียนดังก้องไปทั่ว สะท้อนกับผนังหินอ่อนสีขาวนวล ใบหน้าอันเคร่งขรึมของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธและความผิดหวัง ดวงตาคมกริบจับจ้องไปที่ลูกสาวคนเดียวของเขา ผู้ซึ่งกำลังยืนสั่นเทาอยู่ตรงหน้า
"หยูเซียน!" เสียงคำรามต่ำของพ่อดังขึ้น ทำให้แม้แต่เสาหินในห้องยังสั่นะเื "พ่อสั่งให้เ้าไปตามหาผลึกมาร สมบัติล้ำค่าที่จะช่วยปกป้องตระกูลของเราจากภัยอันตราย แล้วนี่อะไร? เ้ากลับเอาสิ่งชั่วร้าย สิ่งอัปมงคลแบบนี้มาไว้ในบ้านเรา!"
หยูเซียนกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ ความกลัวและความสับสนฉายชัดในดวงตากลมโตของเธอ เธอพยายามรวบรวมความกล้าเพื่อตอบพ่อ แต่คำพูดกลับติดอยู่ในลำคอ "ท่านพ่อ ข้า..." เธอเอ่ยเสียงแ่เบา แทบจะถูกกลืนหายไปในความเงียบอันน่าอึดอัด
พ่อของหยูเซียนไม่สนใจคำพูดของลูกสาว เขาก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ "สัตว์อสูรก็มีตั้งเยอะแยะ ทำไมถึงเลือกปีศาจตัวนี้มาเป็บริวารรับใช้!" เขาตวาดต่อ เสียงดังลั่นไปทั่วห้องโถง ก่อนจะหันไปทางจ้าว หยางด้วยดวงตาเปล่งประกายอำมหิตที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง "ข้าจะกำจัดเ้าเสีย อสูรร้าย!"
ท่านพ่อยกมือขึ้น พลังปราณสีทองเริ่มรวมตัวที่ปลายนิ้ว เป็ประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวยามค่ำคืน อากาศรอบๆ เริ่มหนักอึ้งด้วยพลังอำนาจที่แผ่ซ่านออกมา ทุกคนในห้องต่างรู้สึกถึงแรงกดดันอันน่าหวาดกลัวนี้
แต่ก่อนที่พลังนั้นจะถูกปลดปล่อยออกมา หยูเซียนก็พุ่งเข้ามากางแขนบังหน้าจ้าว หยาง ร่างบางของเธอสั่นเทา แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
"ท่านพ่อ! ห้ามทำร้ายเขาเด็ดขาด!" เสียงใสของหยูเซียนดังก้องไปทั่วห้อง เต็มไปด้วยความกล้าหาญที่แม้แต่ตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่ามีอยู่
ทุกคนในห้องโถงต่างตกตะลึง บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่แทบจะััได้ แม้แต่จ้าว หยางที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ยังอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีใครกล้าขัดขืนคำสั่งคนที่ดูจะมีอำนาจสูงสุดในสถานที่แห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อปกป้องปีศาจอย่างเขา
พ่อของหยูเซียนถึงกลับชะงักกึก ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวพลันเปลี่ยนเป็ความงุนงงสับสน ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างราวกับเพิ่งเห็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ ริมฝีปากสั่นระริกขณะที่พยายามเอ่ยคำ "หยู... หยูเซียน? ลูก... ลูกทำอะไร?" น้ำเสียงของเขาแ่เบาลงอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
หยูเซียนรู้สึกถึงความตึงเครียดที่แผ่ซ่านในอากาศ เธอพยายามควบคุมน้ำเสียงให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ "ท่านพ่อ ฟังข้าอธิบายก่อน..." แต่คำพูดของเธอถูกตัดบทด้วยเสียงสั่นเครือของบิดา
"หรือว่า... หรือว่าเ้า... กับมัน..." พ่อของเธอเอ่ยอย่างติดขัด สายตาเหลือบมองไปยังจ้าว หยาง ที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก
"อะไรนะท่านพ่อ?" หยูเซียนเลิกคิ้วสูง ความสงสัยปรากฏชัดบนใบหน้างดงามของเธอ
"หยูเซียน!" พ่อของเธออุทานเสียงดังลั่น ทำเอาทั้งสองสะดุ้งโหยง "หรือว่าเ้ากำลังตั้งท้องกับจ้าว หยางอยู่?!"
"หา?!" ทั้งหยูเซียนและจ้าว หยางอุทานพร้อมกัน เสียงของทั้งคู่ผสมผสานกันเป็เสียงเดียวที่แสดงถึงความใและไม่เชื่อหูตัวเอง
พ่อของหยูเซียนทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง มือกุมอกแน่น ใบหน้าซีดเผือดราวกับเืในกายถูกดูดออกไปจนหมด "โอ้ ์! ข้าทำบาปอะไรไว้ ถึงได้มีลูกสาวที่... ที่..." เขาพูดไม่ออก น้ำตาเอ่อคลอที่ขอบตา
"ท่านพ่อ! ไม่ใช่อย่างนั้น!" หยูเซียนรีบวิ่งเข้าไปประคองพ่อ ความใและความกังวลปรากฏชัดบนใบหน้าของเธอ "ข้าไม่ได้ท้อง! และข้าก็ไม่ได้มีอะไรกับเขา!"
จ้าว หยางที่ยืนงงอยู่ด้านหลังถึงกับสะดุ้ง ราวกับถูกสายฟ้าฟาด ก่อนจะพ่นคำพูดออกมาอย่างเสียดสีและดูถูก "ฮึ! ทำอะไรกับนางงั้นเหรอ? อย่าให้ข้าต้องหัวเราะเลย!" เขาเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งยโส "ข้าน่ะชอบผู้หญิงที่มีเสน่ห์ ไม่ใช่ไม้กระดานที่มีชีวิตแบบนี้ ถึงข้าจะเป็หมาป่า แต่ข้าก็ไม่กินเนื้อไม้หรอกนะ! ให้ตายเถอะ แค่มองยังปวดตา จะให้แตะต้องได้ยังไง!"
หยูเซียนหันไปมองจ้าว หยางด้วยสายตาดุดัน ดวงตาคู่สวยฉายแววโกรธเคือง ก่อนจะหันกลับมาหาพ่อด้วยสีหน้าอ่อนโยนลง "ท่านพ่อ ความจริงแล้วมันเป็เื่ยาวมาก..." เธอถอนหายใจยาว ก่อนจะเริ่มเล่าเื่ราวทั้งหมด
เธอเริ่มต้นด้วยการเล่าถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากตระกูล การเดินทางอันแสนยาวนานและอันตราย และการเผชิญหน้ากับปีศาจร้ายที่แทบจะพรากชีวิตของเธอไป หยูเซียนเล่าถึงการต่อสู้อันดุเดือดกับปีศาจตนนั้น และความจำเป็ที่ต้องทำพันธสัญญากับจ้าว หยาง เธอเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่างให้พ่อของเธอฟังอย่างครบถ้วน
หลังจากที่ความจริงทุกอย่างกระจ่างแจ้ง บรรยากาศในห้องโถงใหญ่ของสำนักไป๋ซานก็เริ่มผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ท่านประมุขไป๋ ผู้เป็บิดาของหยูเซียน ค่อยๆ เดินไปที่โต๊ะชาด้านข้าง หยิบถ้วยกระเบื้องเนื้อบางสีขาวขึ้นมา แล้วรินน้ำชาหอมกรุ่นลงไปอย่างช้าๆ ไอร้อนลอยขึ้นมาเป็สาย ก่อนที่ท่านจะยกขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์
ความกังวลที่เคยเกาะกุมจิตใจของท่านประมุขไป๋ค่อยๆ คลายลง เมื่อรู้ว่าลูกสาวสุดที่รักยังไม่ตกเป็ของอสูรไร้ยางอายตนนั้น แววตาของท่านที่เคยขุ่นมัวด้วยความโกรธและกังวลเริ่มกลับมาใสกระจ่างอีกครั้ง ท่านมองไปรอบๆ ห้อง สังเกตสีหน้าของเหล่าผู้าุโที่นั่งล้อมวงอยู่ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาก็เริ่มผ่อนคลายเช่นกัน บ้างก็กระซิบกระซาบคุยกันเบาๆ บ้างก็พยักหน้าให้กันอย่างเข้าใจ
แต่แล้วท่านประมุขไป๋ก็ทำสีหน้าที่ดูจริงจังขึ้นมาอีกครั้ง วางถ้วยชาลงบนโต๊ะเบาๆ ก่อนที่จะหันไปทางลูกสาวของท่าน ดวงตาคมกริบจ้องมองหยูเซียนอย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
"งั้นเ้าช่วยอธิบายให้พ่อฟังหน่อยสิ ว่าทำไมหมาป่าอสูรตัวนี้ถึงไม่เป็ภัยต่อยุทธภพ"
หยูเซียนยืนนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากของเธอจะยกขึ้นเป็รอยยิ้มบางๆ ดวงตากลมโตฉายแววมั่นใจ เธอหันไปมองจ้าว หยาง ที่ยืนกอดอกอย่างหงุดหงิดอยู่มุมห้อง ใบหน้าคมเข้มของเขาบูดบึ้ง ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธที่ถูกกล่าวหาว่าเป็อสูรร้าย
"ท่านพ่อขา ลูกจะพิสูจน์ให้ท่านเห็นเองนะเ้าคะว่า ลูกสามารถจัดการกับปีศาจอสูรร้ายตนนั้นได้" หยูเซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ แฝงด้วยรอยยิ้มอันสดใส
เธอค่อยๆ เดินเข้าไปหาจ้าว หยาง ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่ ทุกสายตาในห้องจับจ้องมาที่พวกเขาทั้งสอง บรรยากาศตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง ไม่มีใครรู้ว่าหญิงสาวตรงหน้าจะทำอะไร
"นั่งคุกเข่า!" หยูเซียนสั่งเสียงเข้ม สายตาจ้องมองจ้าว หยางไม่วางตา
จ้าว หยางขมวดคิ้วแน่น ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน เขาพยายามต่อต้านคำสั่งนั้นสุดความสามารถ กล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งเขม็ง สายเืในตัวเดือดพล่าน แต่ร่างกายของเขากลับไม่ยอมฟังเสียงสมอง ขาแข็งแรงทั้งสองข้างค่อยๆ อ่อนยวบ ทรุดตัวลงช้าๆ จนในที่สุดเข่าทั้งสองก็แตะพื้น เสียงครางต่ำๆ ด้วยความฝืนใจดังออกมาจากลำคอของเขา ใบหน้าบูดบึ้งราวกับเพิ่งกลืนยาขมลงคอ
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบห้อง เหล่าผู้าุโต่างมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ บ้างก็กระซิบกระซาบด้วยความตื่นเต้น ท่านประมุขไป๋เองก็ยกมือขึ้นลูบเคราอย่างครุ่นคิด ดวงตาฉายแววสนใจอย่างเห็นได้ชัด
"กระดิกหาง!" หยูเซียนออกคำสั่งต่อ รอยยิ้มซุกซนปรากฏบนใบหน้างดงามของเธอ
"เ้า...!" จ้าว หยางคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว ฟันขบกรอด ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความอับอายและโทสะ แต่หางยาวและฟูของเขากลับเริ่มกระดิกไปมาอย่างควบคุมไม่ได้ ท่าทางน่าขันนั้นทำให้ผู้าุโหลายคนอดขำไม่ได้ เสียงหัวเราะแ่เบาดังขึ้นประปรายรอบห้อง
"ร้องเหมียว!" หยูเซียนสั่งต่อ ดวงตาเป็ประกายวิบวับด้วยความสนุกสนาน
จ้าว หยางรีบยกมือทั้งสองข้างปิดปากแน่น พยายามกลั้นเสียงสุดความสามารถ แต่เสียงแหลมๆ ก็ยังคงดังลอดออกมาจากช่องว่างระหว่างนิ้ว "เห...เหมียว~"
ใบหน้าคมเข้มของเขาแดงก่ำด้วยความอับอาย ขณะที่เสียงหัวเราะดังกึกก้องไปทั่วห้องโถง แม้แต่ท่านประมุขไป๋เองก็ยังอดยิ้มไม่ได้ เมื่อเห็นชายหนุ่มร่างใหญ่ที่ดูน่าเกรงขามเมื่อครู่ กลับมาอยู่ในสภาพน่าขันเช่นนี้
"เต้นระบำ!" หยูเซียนออกคำสั่งอีกครั้ง เสียงใสกังวานไปทั่วห้อง
ร่างสูงใหญ่ของจ้าว หยางเริ่มขยับตัวอย่างงุ่มง่าม แขนขายาวๆ โบกสะบัดไปมาอย่างไร้ทิศทาง เขาเต้นไปรอบๆ อย่างไร้จังหวะจะโคน ดูตลกน่าขันจนแม้แต่ท่านประมุขไป๋ยังอดหัวเราะออกมาเสียงดังไม่ได้ เสียงหัวเราะครืนใหญ่ดังก้องไปทั่วห้องโถง
"พอได้แล้ว!" จ้าว หยางะโด้วยความโมโห เสียงทุ้มต่ำสั่นเครือด้วยความอับอาย "ข้าไม่ใช่ตัวตลกให้พวกเ้าหัวเราะเยาะ!"
จ้าว หยางยืนหอบหายใจ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโทสะที่พลุ่งพล่าน เขาจ้องมองทุกคนในห้องด้วยสายตาดุดันราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกขังในกรง แต่เมื่อสบตากับหยูเซียน เขาก็ชะงักไปชั่วขณะ หญิงสาวยิ้มอย่างซุกซน ดวงตากลมโตเป็ประกายวิบวับด้วยความขบขัน ราวกับกำลังคิดแผนร้ายอะไรบางอย่าง
"เ้าคิดว่าเท่านี้พอแล้วหรือ?" หยูเซียนเอ่ยถาม น้ำเสียงหวานแหลมแฝงความท้าทายอย่างชัดเจน "ข้าว่าเ้ายังพิสูจน์ตัวเองไม่พอ ยังไม่น่าเชื่อถือพอที่จะทำให้ทุกคนมั่นใจว่าเ้าไม่ใช่สัตว์ร้ายที่จะทำอันตรายใครๆ"
จ้าว หยางกัดฟันกรอด เสียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันดังกร๊อบแกร๊บ ดวงตาสีทองวาวโรจน์ด้วยความโกรธ "เ้าจะให้ข้าทำอะไรอีก หญิงแพศยา? ร้องเพลงรักหวานๆ ให้ฟังหรือไร? หรือจะให้ข้าเต้นระบำกลางวงเพื่อความบันเทิงของพวกเ้า?"
หยูเซียนหัวเราะคิกคัก เสียงใสกังวานราวกับระฆังแก้ว "ไม่หรอก ข้ามีอะไรที่ดีกว่านั้นเสียอีก" เธอหันไปมองบิดาที่ยืนอยู่ไม่ไกล สีหน้าผ่อนคลายลงแต่ยังมีแววกังวลอยู่บ้าง "ท่านพ่อ ข้าจะพิสูจน์ให้ท่านเห็นว่าจ้าว หยางไม่ใช่สัตว์อสูรที่ดุร้ายอย่างที่ท่านคิด เขาแค่ดูน่ากลัวเท่านั้นเอง แต่จิตใจภายในนั้นอ่อนโยนยิ่งกว่าลูกแกะเสียอีก"
บิดาของหยูเซียนเลิกคิ้วด้วยความสงสัย ริ้วรอยบนใบหน้าลึกขึ้นด้วยความกังวล "เ้าจะทำอย่างไรล่ะ ลูกรัก? อย่าทำอะไรบุ่มบ่ามเชียวนะ"
หยูเซียนยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความซุกซนและความมั่นใจ ก่อนจะหันไปสบตากับจ้าว หยางอีกครั้ง ดวงตาของเธอเป็ประกายวิบวับด้วยความขบขัน "กอดพ่อของข้า"
"อะไรนะ?!" จ้าว หยางอุทานด้วยความใ ใบหน้าของเขาซีดเผือดในชั่วพริบตา ก่อนจะกลายเป็สีแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธแค้น เขาพยายามต่อต้านสุดกำลัง กล้ามเนื้อทุกมัดบนร่างกายเกร็งแน่น เส้นเืปูดโปนที่ขมับ แต่ร่างของเขาก็เคลื่อนไหวอย่างควบคุมไม่ได้ ราวกับถูกชักใยด้วยเชือกที่มองไม่เห็น
เขาค่อยๆ เดินเข้าไปหาบิดาของหยูเซียนที่ยืนตัวแข็งด้วยความประหลาดใจ สีหน้าของชายชราเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความสับสน จ้าว หยางกัดฟันกรอด พยายามสุดความสามารถที่จะหยุดตัวเอง แต่แล้วเขาก็กระโจนเข้ากอดบิดาของหยูเซียนอย่างแรง จนทั้งคู่เซถลาล้มลงบนพื้นหินอ่อนที่เย็นเฉียบ โดยที่จ้าว หยางยังคงกอดแน่นไม่ยอมปล่อย ราวกับหมีตัวใหญ่ที่กำลังกอดต้นไม้
บิดาของหยูเซียนพยายามดิ้นหลุด แขนขาสั่นระริกด้วยความพยายามที่จะหลุดพ้นจากอ้อมกอดอันทรงพลังของจ้าว หยาง แต่ก็ทำได้เพียงร้องอุทานด้วยความใ เสียงแหบแห้งดังออกมาอย่างยากลำบาก "อุ๊บ! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ ปีศาจบ้า! เ้ากำลังบีบข้าให้แหลกละเอียด!"
จ้าว หยางแยกเขี้ยวใส่ด้วยความโมโห ดวงตาสีทองลุกวาวด้วยความโกรธแค้น แต่ก็ยังคงกอดไม่ปล่อย ราวกับร่างกายของเขาถูกควบคุมด้วยพลังลึกลับบางอย่าง "ข้าก็อยากปล่อยเหมือนกัน ท่านคิดว่าข้าชอบกอดคนแก่อย่างท่านหรือไง! กลิ่นของท่านทำให้ข้าคลื่นไส้!"
หยูเซียนหัวเราะคิกคัก เสียงหัวเราะใสกังวานไปทั่วห้อง ก่อนจะพูดกับบิดาของนางด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน "ท่านพ่อเห็นไหมเ้าคะ สัตว์เลี้ยงของลูกแสนเชื่องขนาดนี้ ไม่มีทางที่จะทำร้ายใครได้หรอกนะ ดูสิ มันรักท่านพ่อมากเลย ถึงขนาดไม่ยอมปล่อยเลยทีเดียว"
บิดาของหยูเซียนถอนหายใจเฮือกใหญ่ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและความโกรธ เขาพยายามแกะมือของจ้าว หยางออกอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ไม่เป็ผล "เชื่องอะไรกัน! เ้าปีศาจนี่มันจะบีบข้าให้แบนอยู่แล้ว! หยูเซียน เ้าหยุดเื่บ้าๆ นี่เดี๋ยวนี้!"
หลังจากที่ได้ยินคำสั่งของบิดา ริมฝีปากบางๆ ของหยูเซียนก็กระตุกยิ้มเล็กน้อย ดวงตาเป็ประกายด้วยความขบขัน แม้จะพยายามกลั้นหัวเราะ แต่เสียงคิกคักเบาๆ ก็ยังหลุดรอดออกมา ก่อนที่เธอจะสูดลมหายใจลึก ปรับสีหน้าให้จริงจัง แล้วเอ่ยคำสั่งด้วยน้ำเสียงใสกังวาน "จ้าว หยาง ปล่อยท่านพ่อของข้าเดี๋ยวนี้"
ทันทีที่ได้ยินคำสั่ง จ้าว หยางรีบคลายอ้อมกอดออกราวกับถูกไฟลวก ร่างของบิดาหยูเซียนล้มลงกับพื้นอย่างไม่สง่างาม อสูรหมาป่าดำหันมาถลึงตาใส่หยูเซียน ดวงตาสีเหลืองอำพันฉายแววโกรธเกรี้ยวและขุ่นเคือง "เ้านี่มัน..." เขาคำราม เสียงต่ำก้องในลำคอ "ข้าจะ..."
"จะอะไรหรือ?" หยูเซียนยกคิ้วท้าทาย รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้างดงามของเธอ "อย่าลืมสิว่าใครเป็นายของเ้า" น้ำเสียงของเธอเจือไปด้วยความมั่นใจและอำนาจที่แฝงอยู่
จ้าว หยางกัดฟันกรอด เสียงฟันกระทบกันดังกรอดๆ ในความเงียบ กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขากระตุกด้วยความโกรธ แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรมากไปกว่านั้น สายตาของเขาจับจ้องไปที่หยูเซียน เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและความอับอายที่ต้องยอมจำนน
บิดาของหยูเซียนลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล มือสั่นเทาขณะจัดการเสื้อผ้าของตนให้เรียบร้อย สายตาของท่านกวาดมองไปมาระหว่างลูกสาวและอสูรหมาป่าดำ ความประหลาดใจและความสงสัยฉายชัดบนใบหน้าที่มีริ้วรอยของท่าน "ลูกพ่อ..." ท่านเอ่ยเสียงแ่ ยังคงหอบหายใจเล็กน้อยจากเหตุการณ์ก่อนหน้า "เ้า... เ้าควบคุมมันได้จริงๆ หรือ?"
หยูเซียนพยักหน้า รอยยิ้มภูมิใจปรากฏบนใบหน้า ดวงตาของเธอเป็ประกายด้วยความสำเร็จ "ใช่แล้วเ้าค่ะ ท่านพ่อ" เธอตอบ น้ำเสียงมั่นคงและเปี่ยมด้วยความมั่นใจ "ลูกสาบานว่าจะไม่ให้เขาทำร้ายใครอีก ลูกจะควบคุมเขาไว้ และใช้พลังของเขาเพื่อปกป้องตระกูลของเรา"
บิดาของเธอถอนหายใจยาว สีหน้าอ่อนลง ความกังวลในดวงตาของท่านค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยความภาคภูมิใจอันเจือปนด้วยความกังวล "พ่อเห็นแล้ว..." ท่านพูดช้าๆ น้ำเสียงผสมผสานระหว่างความชื่นชมและความระมัดระวัง "แต่เ้าต้องระวังให้มากนะ หยูเซียน อย่าประมาท อสูรเช่นนี้มีพลังมหาศาล มันอาจหลอกใช้เ้าได้ทุกเมื่อ"
"ลูกทราบเ้าค่ะ" หยูเซียนตอบ น้ำเสียงของเธอแฝงไปด้วยความมุ่งมั่นและความเคารพ "ลูกจะ..." เธอหยุดกลางคัน ไอเบาๆ หลายครั้ง มือเรียวบางยกขึ้นปิดปาก
บิดาของเธอสังเกตเห็นอาการผิดปกตินั้นทันที ความกังวลปรากฏชัดบนใบหน้าของท่าน ท่านก้าวเข้ามาใกล้ลูกสาว มือหยาบกร้านยื่นออกไปแตะไหล่ของเธอเบาๆ "เ้าเป็อะไรหรือไม่ หยูเซียน?" ท่านถามเสียงสั่น ดวงตาของท่านกวาดมองร่างของลูกสาวอย่างพินิจพิเคราะห์ "ดูเหนื่อยมากเลยนะ สีหน้าของเ้าซีดเซียวผิดปกติ"
"ลูก... ลูกไม่เป็ไรหรอกเ้าค่ะ" หยูเซียนตอบเสียงสั่น พยายามฝืนยิ้มให้ดูเป็ปกติ แต่ความอ่อนล้าก็ยังปรากฏชัดในดวงตาของเธอ
"อย่าโกหกพ่อสิ" บิดาของเธอขมวดคิ้ว น้ำเสียงของท่านเข้มขึ้น แฝงไปด้วยความเป็ห่วง "การควบคุมปีศาจระดับสูงเช่นนี้ต้องใช้พลังมหาศาล เ้าต้องพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าฝืนตัวเองมากนัก" ท่านหยุดชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "พ่อภูมิใจในตัวเ้ามาก หยูเซียน แต่พ่อก็เป็ห่วงเ้าด้วย อย่าให้ความทะเยอทะยานบดบังสุขภาพของเ้าเลย"
หยูเซียนรู้สึกซาบซึ้งในความห่วงใยของบิดา น้ำตาเอ่อคลอเบ้า เธอพยักหน้าเบาๆ "ลูกจะระวังตัวเ้าค่ะ ท่านพ่อ" เธอตอบเสียงแ่ "ลูกสัญญาว่าจะดูแลตัวเองให้ดี และจะใช้พลังนี้เพื่อปกป้องครอบครัวและตระกูลของเรา"
แต่หลังจากนั้นไม่นานหยูเซียนก็เริ่มก้มหน้าลง น้ำตาใสๆ ในดวงตาของเธอเอ่อล้นออกมา ริมฝีปากบางสั่นระริกขณะที่เธอพยายามเอ่ยคำพูดออกมา เสียงแ่เบาราวกับสายลมอ่อน "ลูก... ลูกขอโทษที่ทำภารกิจไม่สำเร็จเ้าค่ะ ท่านพ่อ" เธอสูดหายใจลึกๆ พยายามข่มความรู้สึกผิดที่กำลังท่วมท้นในอก "แถมยัง... ยังทำให้ผู้ติดตามทั้งสามต้องเสียชีวิต... พวกเขาตายเพราะปกป้องลูก ทั้งๆ ที่ลูกควรจะเป็คนปกป้องพวกเขา..." น้ำตาเม็ดโตไหลอาบแก้มขาวนวลของเธอ
บิดาของหยูเซียนมองดูลูกสาวด้วยความเวทนา ดวงตาคู่คมฉายแววอ่อนโยน ท่านก้าวเข้ามาโอบกอดร่างบอบบางของลูกสาว มือใหญ่ลูบศีรษะเธอเบาๆ "ไม่เป็ไรหรอกลูก" น้ำเสียงทุ้มนุ่มของท่านเอ่ยปลอบ "มันเป็เหตุสุดวิสัย เ้าทำดีที่สุดแล้ว" ท่านเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ "พวกเขากล้าหาญมาก ยอมเสียสละเพื่อปกป้องเ้า นั่นคือหน้าที่อันสูงส่งที่พวกเขาภาคภูมิใจ ถ้าพ่ออยู่ตรงนั้น พ่อก็คงทำเช่นเดียวกัน ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าชีวิตของเ้า ลูกรัก"
หยูเซียนซบอกพ่อ ร้องไห้สะอึกสะอื้น ปล่อยให้ความเศร้าโศกที่เก็บกดไว้ไหลออกมา เสียงสะอื้นของเธอดังก้องในห้องโถงอันเงียบสงัด
จ้าว หยางยืนอยู่ไม่ไกล มองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกแปลกๆ ในใจ ดวงตาสีทองวาววับของเขาฉายแววสับสนปนความอิจฉาริษยาเล็กๆ เขาไม่เคยเห็นความรักความห่วงใยระหว่างพ่อลูกมาก่อน ไม่เคยมีใครโอบกอดปลอบโยนเขาเช่นนี้ ความรู้สึกขมขื่นผสมความโหยหาแล่นปราดในอกของปีศาจหนุ่ม
"เอาล่ะ" บิดาของหยูเซียนเอ่ยขึ้นหลังจากที่ปล่อยให้ลูกสาวระบายความรู้สึกจนพอใจ ท่านค่อยๆ ผละออกจากอ้อมกอด มองดูใบหน้าที่ยังมีคราบน้ำตาของลูกสาวด้วยความเอ็นดู "เ้าต้องไปพักผ่อนได้แล้ว หยูเซียน ร่างกายและจิตใจของเ้า้าการพักฟื้น"
เขาหันไปสั่งคนรับใช้ที่ยืนรออยู่ไม่ไกล น้ำเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย "จัดห้องพักให้ปีศาจตัวนี้ด้วย" ท่านพยักพเยิดไปทางจ้าว หยาง ก่อนจะเน้นย้ำ "แต่ต้องห่างจากห้องลูกสาวข้าให้มากที่สุด เข้าใจหรือไม่?"
จ้าว หยางทำหน้าบึ้ง ริมฝีปากเม้มแน่นด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าโวยวาย เขารู้ดีว่าตนเองอยู่ในสถานะที่ไม่อาจเรียกร้องอะไรได้
ก่อนจะแยกย้าย บิดาของหยูเซียนก็โน้มตัวลง กระซิบกับลูกสาวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใย "ระวังตัวให้ดีนะลูก อย่าไว้ใจปีศาจนั่นมากเกินไป พ่อไม่ไว้ใจเขาเลยสักนิด จำไว้ว่าปีศาจย่อมมีสันดานดิบ ไม่ว่าจะแสร้งทำตัวดีเพียงใด"
หยูเซียนพยักหน้า ดวงตาคู่สวยฉายแววมุ่งมั่น "ลูกทราบเ้าค่ะ ท่านพ่อ" เธอตอบเสียงแ่ "ลูกจะระมัดระวังตัว และไม่ประมาทเด็ดขาด ขอบพระคุณที่ท่านเป็ห่วงลูกนะเ้าคะ"
เมื่อได้ยินวาจาเช่นนั้น บิดาของหยูเซียนรู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก ดวงหทัยพองโตด้วยความภาคภูมิ ที่บุตรีอันเป็ที่รักยังคงยึดมั่นในคำสั่งสอน ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากสายธารแห่งคุณธรรมที่เคยหล่อเลี้ยงนางมาแต่เยาว์วัย แม้จิตใจยังอาลัยอาวรณ์ที่จะสนทนากับบุตรีต่อไป แต่หน้าที่ก็เรียกร้อง บิดาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล 'ลูกเอ๋ย บิดาต้องขอลาไปก่อน ยังมีภารกิจสำคัญรออยู่ ต้องไปประชุมกับคณะผู้าุโในไม่ช้า ขอให้เ้าจงรักษาตัวให้ดี บิดาจะรีบกลับมาหาเ้าในไม่ช้า'"