ยูโตะ…...ยูโตะ…...ยูโตะ!
“...อะ…..อือ…...”
ยูโตะได้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจากห่วงแห่งนิทราเพราะเสียงเรียกของเด็กสาวที่ได้ดังก้องกังวานอยู่ภายในหัวของตัวเขา
“...เสียงนี่….อีกแล้วงั้นเหรอ?....”
ยูโตะที่จำเสียงที่คุ้นเคยนี้ได้จึงได้ลืมตาขึ้นมาด้วยความสะลึมสะลือ พบว่าในตอนนี้ตัวเขานั้นได้กลับมาอยู่ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยความมืดมิดที่ไร้ซึ่งขอบเขตและแสงสว่างส่องผ่านเข้ามาไม่ถึงอีกครั้งหนึ่งแล้ว
“เฮ้อ~ให้ตายสิ! อีกแล้วเหรอเนี่ย...”
ยูโตะที่ได้บ่นออกมาหลังจากที่ลืมตานั้นได้ลุกขึ้นแล้วมองไปที่รอบๆบริเวณที่มืดสนิทแห่งนี้ เพื่อที่จะมองหาเธอคนนั้นที่อยู่ที่ไหนสักแห่งแถวๆนี้อย่างแน่นอน
“ยูโตะ....ยูโตะ...ยูโตะ!”
“อยู่ตรงนั้นเองสินะ!...”
ยูโตะที่หันไปยังต้นทางของเสียงเรียกนั้นได้พบเข้ากับเด็กสาวคนเดินเพิ่มเติมคือเธอนั้นกำลังลอยอยู่ตรงหน้าของตัวเขาเช่นเดิมเหมือนกันกับครั้งก่อน เธอนั้นได้ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาแล้วยื่นมือคู่นั้นออกไปเข้าหายูโตะที่ยืนอยู่ตรงหน้า ทำท่าทางราวกับว่าอยากที่จะโผล่เข้ามากอดตัวเขาเอาไว้...แต่ในขณะที่มือนั้นกำลังจะััเข้ากับตัวของยูโตะนั้นมันก็ได้หยุดลงเสียก่อน...เธอนั้นที่นิ่งไปคู่หนึ่ง ก่อนที่จะส่งเสียงเรียกตัวเขาซ้ำไปมาเรื่อยๆเช่นเดิม
“ยูโตะ...ยูโตะ….ยูโตะ...”
“จ้ะๆยูโตะเองจ๊ะ! เจอกันอีกแล้วสินะ ครั้งนี้เธอไม่เล่นตัวเหมือนกันกับครั้งที่แล้วงั้นเหรอ?”
“......”
เด็กสาวได้นิ่งไปโดยที่ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา
“ไม่ตอบงั้นสินะ...เอาเถอะ ตัวข้าก็ไม่ค่อยจะมีเวลามาเล่นเป็เพื่อนแก้เหงาให้กับเธอนักหรอกนะ เพราะฉะนั้นครั้งนี้ขอแบบเร็วๆด้วยล่ะ เข้าใจนะ!”
ยูโตะได้พูดออกมาด้วยท่าทางที่ค่อนข้างที่จะกวนตีนใส่เด็กสาวพร้อมกับได้ชี้นิ้วไปยังใบหน้าของเธออีกต่างหาก เธอที่เห็นแบบนั้นจึงได้โน้มตัวลงมาเข้าใกล้นิ้วของยูโตะที่กำลังชี้ไปที่ใบหน้าของเธออยู่จากนั้นก็….
จุ๊บ! อยู่ดีๆเด็กสาวก็ได้จุมพิตลงไปบนปลายนิ้วของยูโตะที่ชี้มายังใบหน้าของเธอไปหนึ่งทีแบบเต็มๆ
“!!?? ยะ....อยู่ๆทำอะไรของเธอเนี่ย!?...”
ยูโตะที่แสดงอาการใออกมาอย่างชัดเจนได้ชักมือกับมาในทันที
“ทะ...ทำบ้าอะไรของเธอเนี่ย...ยะ...อยู่ดีๆก็เข้ามา....จูบกันเฉยเลยเนี่ย...”
“หึหึหึ!....”
เด็กสาวที่เห็นยูโตะกำลังทำท่าทางที่ลนลานแบบนั้น เธอจึงได้เผลอตอบกลับมาด้วยเสียงขำเบาๆที่เจือปนไปด้วยความสุขที่หลบซ่อนอยู่ภายใต้เสียงหัวนั้น
(หือ~~หัวเราะเป็ด้วยสินะ…)
ยูโตะที่เห็นแบบนั้นได้หน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อยก่อนที่จะเข้าเื่แล้วถามเธอออกไปอีกครั้ง
“ตกลงแล้วเธอเป็ใครแล้วที่พาตัวข้ามายังที่แห่งนี้นั้นเพื่ออะไรกันแน่ล่ะ หือ?”
“ยูโตะ...ทางนี้...ทางนี้...”
เธอนั้นไม่ได้ตอบอะไรกับมาเลย แต่สิ่งที่เธอทำนั้นเพียงแค่ลอยไปทางด้านหน้าของยูโตะพร้อมกับส่งเสียงเรียกให้ตัวเขานั้นตามเธอไปด้วย
“เฮ้อ~~ให้ตายสิ….เมินกันเลยงั้นเหรอเนี่ย...”
ยูโตะที่บ่นออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะเดินตามเธอไปแบบเงียบๆ
ทั้งคู่ได้ผ่านเส้นทางที่มืดมิดมาได้สักพักหนึ่งก่อนที่เด็กสาวนั้นจะหยุดลงแล้วชี้นิ้วไปยังความมืดมิดที่อยู่ตรงหน้าพร้อมทั้งส่งเสียงพูดขึ้นมาว่า...
“ตรงนี้...ที่นี่แหละ...”
“ตรงนี้งั้นเหรอ? ที่ๆเธออยากจะนำทางตัวข้ามาน่ะ...”
ยูโตะได้มองไปรอบๆสถานที่แห่งนี้ แต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากความมืดมิดที่อยู่รอบๆเหมือนกันกับที่อื่นๆที่พวกเขาทั้งคู่นั้นเดินผ่านมา ยูโตะที่เห็นแบบนั้นจึงได้ถามออกมาด้วยความรู้สึกสงสัย
“มันก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลยไม่ใช้เหรอ มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความมืดมิดทั้งนั้น ใช้ที่นี่แน่งั้นเหรอ?”
“เป็ที่นี่ไม่ผิดแน่...เป็ที่นี่....แต่ก็ไม่ใช้ที่นี่ด้วยเช่นกัน...”
“ฮะ!อะไรของเธอล่ะนั่น? เธอหมายความว่ายังไง ตัวข้ายิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกงงมากขึ้นยิ่งกว่าเดิมสะอีกนะ!...”
“....”
คลืน---!
เด็กสาวที่ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาได้ลอยเข้ามาใกล้ๆกับยูโตะ ก่อนที่จะโน้มตัวลงมายื่นหน้าของเธอเข้ามาใกล้กับใบหน้าของยูโตะ จนทั้งสองฝ่ายนั้นสามารถััได้ถึงลมหายใจของกันและกันได้อย่างชัดเจน
“อะ...อะไรของเธออีกล่ะเนี่ย?...”
ยูโตะได้ถามออกมาโดยที่คอยระวังไม่ให้ปากของตัวเขานั้นเผลอไปััเข้ากับปากของตัวเธอที่อยู่ใกล้กับปากของตัวเขาเอามากๆเลยในตอนนี้
“ที่นี่แหละ...สถานที่ที่จะนำไปสู่ที่แห่งนั้นที่เธอคนนั้นหลับไหลอยู่...”
“เธอคนนั้นงั้นเหรอ?...”
“เ้าหญิงที่หลับไหล...ยูโตะนายจะต้องหาตัวเธอให้พบนะ...”
เด็กสาวได้ลอยขึ้นไปพร้อมกับได้ส่องแสงสว่างสีรุ่งออกมาเหมือนกันกับครั้งที่แล้ว
“ดะ...เดี่ยวก่อนสิ ยังคุยกันไม่จบเลยนะ!...”
ยูโตะที่พยายามจะคว้าจับตัวเธอเอาไว้ แต่ก็พลาดไป เด็กสาวได้ลอยขึ้นไปจนแทบจะลับตาไป
“ยูโตะ! นายจะต้องผ่านเื่นี้ไปให้ได้นะ…...”
หลังจากสิ้นสุดเสียงของเด็กสาวแสงสว่างสีรุ้งก็ได้กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างโดยรอบเข้าไปอีกครั้งเช่นเดียวกันกับครั้งก่อน…..หลังจากนั้นยูโตะก็จะลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งกลับคืนสู่โลกแห่งความเป็แท้จริงที่กำลังรอคอยตัวเขาอยู่….
……….
…………….
…………………..
“ยูโตะ! ยูโตะ! ยูโตะ!”
“ยูโตะคุง! ยูโตะคุง! ยูโตะคุง!”
(เสียง…นี่มัน….มันเป็เสียงที่ฟังดูคุ้นเคยเป็เสียงที่ไม่ใช้เสียงที่ฟังออกยากเหมือนกันกับเมื่อคู่นี้….)
“อะ….อือ…ที่นี่คือ?...”
“ในที่สุดนายก็ฟื้นแล้วสินะ!”
“อื่ม! ดีจริงๆที่ยูโตะคุงนั้นยังปลอดภัยดีอยู่น่ะ”
ยูโตะที่ได้ลืมตาตื่นขึ้นมาได้พบว่าตัวเขานั้นกำลังนอนอยู่บนพื้นโดยที่มีเซกล่ากับลาโน่นั้นนั่งอยู่ข้างๆด้วยใบหน้าที่กำลังดีใจขึ้นมาหลังจากที่ได้เห็นตัวขานั้นลืมตาขึ้นมา
“ฉันนั้นนึกว่านายจะไม่รอดแล้วนะ ดีจริงๆที่นายยังปลอดภัยดีอยู่น่ะ!”
เซกล่าที่แสดงความดีใจออกมาอย่างชัดเจนได้ะโเข้ามาโผล่เข้ากอดยูโตะเอาไว้แน่นด้วยความดีใจ
“อื่อ...ไม่เอาน่าเซกล่าทำอะไรของเธอเนี่ย...”
“ปล่อยเธอไปสักพักเถอะครับ ตอนที่คุณหมดสติไปเธอนั้นเป็ห่วงคุณเอามากๆก็เลยอยู่ข้างๆคุณตลอดเวลาเลยล่ะครับ เพราะฉะนั้นในตอนนี้ปล่อยให้เธอได้ปลดปล่อยบ้างเถอะนะครับ”
ลาโน่ที่อยู่ใกล้ๆได้พูดออกมาด้วยความรู้สึกดีใจเช่นกัน
“ทำไมต้องเป็ห่วงกันถึงขนาดนั้นด้วยล่ะ นี่ตัวข้านอนตื่นสายถึงขนาดนั้นเลยงั้นเหรอ?”
ยูโตะได้ถามออกมาด้วยความสงสัย เซกล่าที่กอดตัวเขาอยู่นั้นพอได้ยินแบบนั้นเธอจึงได้ผลักตัวเขาออกมาจากอ้อมกอดของเธอแล้วถามออกมาด้วยความสงสัย
“พูดอะไรของนายเนี่ย! นี่ไม่รู้ตัวเลยจริงๆงั้นเหรอว่าทำอะไรลงไปน่ะ หรือว่ายังไม่ตื่นดีกันแน่เนี่ย”
เซกล่าที่พูดออกมาแบบนั้นได้เขย่าตัวของยูโตะไปมาเพื่อปลุกให้ตัวเขานั้นตื่น
“อะไรเล่า...ตกลงแล้วตัวข้าทำอะไรลงไปงั้นเหรอ!?...”
“ก็เมื่อตอนเช้านี้ตอนที่ฉันนั้นเป็เวรเฝ้ายามอยู่ จู่ๆนายก็ลุกขึ้นมาแล้วเดินออกมาจากแคมป์ไฟแล้วหายไปเฉยเลยน่ะ”
“เดินออกมา? ตัวข้าเนี่ยนะ!”
ยูโตะได้ถามออกมาด้วยความสงสัยยิ้งกว่าเดิม
“ใช้แล้วล่ะ! ทีแรกฉันนั้นคิดว่านายแค่จะไปทำธุระส่วนตัวซะอีกก็เลยไม่ได้ทักอะไร แต่พอเวลาผ่านไปนานเกือบ1ชั้วโมงแต่นายก็ยังไม่กลับมา ฉันนั้นที่เป็ห่วงนายจึงได้ไปปลุกลาโน่ที่นอนอยู่ให้ตื่นขึ้นมา หลังจากนั้นพวกเราทั้งสองคนก็ออกตามหาตัวนายที่หายตัวไป จนกระทั้งมาเจอตัวนายที่นอนหมดสติอยู่ที่กลางป่าที่ตรงนี้เนี่ยแหละ”
“จริงดิ! ตัวข้าจู่ๆก็เดินออกมาจนถึงที่ตรงนี้เลยงั้นเหรอ?”
ยูโตะที่ได้ฟังเื่ทั้งหมดจากเซกล่ามานั้นตัวเขายังไม่อยากที่เชื่อเลยได้ลองถามออกมาอีกรอบด้วยความสงสัย
“มันเป็เื่จริงครับ! ในตอนที่พวกเราพบตัวยูโตะคุงนอนอยู่กลางป่าพวกเรานั้นต่างพากันเป็ห่วงตัวคุณเอามากๆเลยครับ พวกเราที่มาถึงตัวคุณได้ใช้เวทย์มนต์ในการตรวจสอบดูอาการความผิดปกติในตัวคุณแต่ก็ไม่พบความผิดปกติอะไรเลย แต่ถึงกระนั้นยูโตะคุงก็ยังคงไม่ตื่นขึ้นมาอยู่ดี พวกเราจึงได้พยายามลองปลุกคุณดูหลายวิธี แต่ไม่ว่าจะทำยังไงคุณก็ไม่ลืมตาตื่นขึ้นมาเลย จนกระทั้งเกือบครึ่งชั่วโมงผ่านไปอยู่ดีๆยูโตะคุงก็เริ่มขยับตัวขึ้นมา พวกเราที่เห็นแบบนั้นจึงได้พยายามส่งเสียงเรียกปลุกตัวคุณอีกครั้ง จนในที่สุดยูโตะคุงนั้นก็ได้ลืมตาตื่นขึ้นมาจนได้ครับ”
“เป็แบบนั้นเองเหรอ...”
เซกล่ากับลาโน่ได้พยักหน้าตอบกลับมา
“ต้องขอขอบคุณทั้งสองคนมากเลย ที่ค่อยดูแลตัวข้าในระหว่างที่ตัวข้านั้นกำลังหมดสติอยู่น่ะ”
ยูโตะที่ยังคงสะลึมสะลืออยู่ได้พูดขอบคุณทั้งสองคนออกมาจากใจจริง
“อะไรกันเล่า! ไม่เป็ไรหรอกน่าเื่แค่นี้เอง”
“ใช้แล้วครับ! พวกเรานั้นเป็พวกพ้องกันแล้วนะ การช่วยเหลือกันนั้นเป็เื่ปกติอยู่แล้วครับ”
ทั้งสองคนได้ตอบกับมาด้วยใบหน้าที่ปรากฎรอยยิ้มให้เห็นอย่างเด่นชัด
“งั้นเหรอ...แต่ไม่ว่ายังไงก็ต้องขอขอบคุณจริงๆนั่นแหละ”
(ใช้แล้วล่ะต้องขอขอบคุณจริงๆ ตัวข้าที่เคยพบกับผู้คนมาแล้วมากมายนั้นสามารถบอกได้เต็มปากเลยว่าพวกเขาทั้งคู่นั้นเป็คนดีจริงๆอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ดีจนแทบจะไม่น่าเชื่อเลยนะว่าที่อาร์คนั้นยังมีคนดีๆแบบนี้หลงเหลืออยู่น่ะ)
“จะว่าไปแล้ว....ในตอนนี้พวกเรามาอยู่กันที่ไหนแล้วล่ะเนี่ย?”
ยูโตะที่เริ่มตั้งสติได้นั้น ได้ถามออกมาด้วยความสงสัย
“เื่นั้นน่ะนะ...”
เซกล่าที่พูดออกมาพร้อมกับได้เหลียวหลังหันไปมองที่ด้านหลังของตนเอง ยูโตะที่เห็นแบบนั้นจึงได้หันตามไปมองในทิศทางที่เธอนั้นหันไปและสิ่งที่ปรากฎออกมาต่อหน้าต่อตาตัวเขานั้นก็คือ…ก้อนหินสีดำขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ที่ตรงหน้าของพวกเขาทั้งสามคน
มันเป็ก้อนหินศิลาสีดำขนาดใหญ่ที่ใหญ่ประมาณครึ่งหนึ่งของต้นไม้ที่ตั้งอยู่โดยรอบบริเวณนี้ที่มีความสูงประมาณตึกสองชั้น และที่บนตัวศิลานั้นยังมีสิ่งที่ดูคล้ายๆกับตัวอักษรอะไรบางอย่างสลักเอาไว้อยู่ที่บนนั้นอีกด้วย มันเป็ตัวอักษรขนาดใหญ่ที่ไม่เป็รูปเป็ร่างที่เขียนสลักเอาไว้ที่้าสุดไปจนถึงด้านล่างสุดของตัวก้อนหินศิลาขนาดมหึมานั่น
“อะ...ไอ้ก้อนหินขนาดมหึมานี่มันอะไรกัน!....”
(ไอ้ก่อนหินนี้มัน...หรือว่าจะเป็ศิลาดำเหมือนกับที่เธอคนนั้นบอกมางั้นเหรอ.....งั้นก็แปลว่าสิ่งที่เธอคนนั้นที่ปรากฎตัวขึ้นมาในความฝันพูดออกมาทั้งหมดนั้นอาจจะเป็เื่จริงก็ได้งั้นเหรอ….)
“งั้นแปลว่าแถวๆนี้นั้นอาจจะมีเมืองอยู่ที่ใกล้ๆรึป่าวนะ...”
ยูโตะที่เห็นสิ่งนั้นได้พูดออกมาด้วยความความสงสัย
“ใช้แล้วครับข้านั้นก็สงสัยเช่นนั้น แต่ก็ไม่มีวี่แววเลยว่าจะมีเมืองอยู่ที่ใกล้ๆนี่เลย แถมยังมีกลิ่นอายที่ไม่ชอบมาพากลปล่อยออกมาจากตัวศิลานั่นอีกต่างหาก...”
ลาโน่ได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่จริงจังมากขึ้นกว่าเดิม
“กลิ่นงั้นเหรอ?...”
“อื่อ!มันมีกลิ่นอายที่ดูแปลกๆถูกส่งออกมาจากภายในศิลาก้อนนั้น มันเป็กลิ่นแบบเดียวกันกับกลิ่นของมานา...แต่ว่าทรงพลังยิ้งกว่ามานาไหนๆที่ฉันนั้นเคยได้กลิ่นมาเลยล่ะ...”
เซกล่าที่พูดออกมาแบบนั้นด้วยสีหน้าที่ดูเป็กังวงพร้อมกับเหงื่อที่กำลังไหลออกมาบนใบหน้าของเธอเล็กน้อย
“แปลว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งกับมันหรือป่าวนะ?”
“ก็น่าจะเป็แบบนั้นอยู่หรอกครับ แต่ว่า…”
ลาโน่ได้ทำท่าทางเหมือนกับว่ากำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่
“มีอะไรติดใจอยู่งั้นเหรอ”
ยูโตะที่เห็นแบบนั้นได้ถามออกมา
“อื่อ...คือว่าข้านั้นกำลังสงสัยอยู่ว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกับพลังที่พวกเรานั้นกำลังตามหาอยู่ก็ได้นะครับ...”
ลาโน่ได้ตอบกลับมาด้วยความลังเล
“อื่อ...ก็อาจจะมีความเป็ไปได้ล่ะนะ…”
(ใช้แล้วล่ะ...มันมีความเป็ไปได้ที่หินก้อนนี้นั้นจะมีความเกี่ยวข้องกับพลังที่พวกเรานั้นกำลังตามหาอยู่ก็เป็ได้...หรือว่าเ้าหญิงที่หลับไหลที่เธอคนนั้นบอกมาจะมีความเกี่ยวข้องกับพลังนั่นกันนะ...ถ้าหากหาเธอเจอก็อาจจะพบพลังนั่นด้วยก็ได้งั้นสินะ...)
“ถ้างั้นพวกเราลองตรวจสอบมันดูหน่อยดีมั้ย? ไม่แน่มันอาจจะนำทางไปสู่พลังนั่นจริงๆก็ได้นะ”
“อื่อ...ก็อาจจะดีก็ได้นะครับ...แต่ก็ยังดูน่าสงสัยอยู่ดี อาจจะมีกับดักซ่อนอยู่ก็ได้แบบนั้นอาจจะอันตราย….”
ลาโน่ได้พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่เต็มไปด้วยความลังเล
“ไม่เป็ไรหรอกน่า! เดี่ยวฉันนั้นจะเป็คนค่อยคุ้มกันให้เอง”
เซกล่าที่ยืนฟังอยู่ได้เสนอตัวขึ้นมา
“คุ้มกันงั้นเหรอ? ด้วยวิธีไหนกันล่ะ”
“การดมกลิ่นยังไงล่ะ”
“ดมกลิ่งงั้นเหรอ?”
“ใช้แล้วล่ะ ทุกๆการเคลื่อนไหวของทุกๆสิ่งนั้นลวนแล้วแต่ส่งผลกระทบกับมานาที่อยู่ภายใน เดี่ยวฉันนั้นจะดมกลิ่นของมานาที่อยู่ภายในนั้นแล้วคาดการณ์การเคลื่อนไหวต่างๆจากมานาพวกนั้นให้เอง ถ้าเกิดว่ามีกับดักที่เริ่มทำงานขึ้นมาแล้วล่ะก็ฉันนั้นจะเป็คนเตือนพวกนายก่อนที่จะเกิดอันตรายขึ้นมาเอง เพราะฉะนั้นไม่ต้องเป็ห่วงแล้วเชิญตรวจสอบกันได้ตามสบายเลยนะ!”
เซกล่าที่พูดออกมาด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความมั่นใจนั้นได้ชูสองนิ้วรูปตัววีให้กับทั้งสองคนด้วยรอยยิ้ม
“อื่อ...ถ้าเป็แบบนั้นก็น่าจะดีเหมือนกันนะครับ!”
“อื่ม! ถ้างั้นก็ขอฝากด้วยล่ะเซกล่า!”
“โอ๋! ไว้ใจได้เลย เดี่ยวฉันนั้นจะค่อยคุ้มกันให้เอง เพราะฉะไม่ต้องห่วงแล้วเชิญตรวจสอบกันได้ตามสบายเลยนะ!”
“อื่ม! ไว้ใจได้เลยเนอะลาโน่”
“แน่นอนครับ! ไว้ใจพวกเราได้เลยครับ”
ทั้งสองคนที่พูดออกมาอย่างมั่นใจได้เริ่มทำการเดินเข้าไปตรวจสอยศิลาดำที่อยู่ตรงหน้าโดยมีเซกล่านั้นค่อยระหว่างให้อยู่ที่ด้านหลังของพวกเขา
หลังจากที่พวกเขาทำการตรวจสอบที่ศิลาหินมหึมาก้อนนั้นอยู่ได้สักพักหนึ่ง แต่ก็ยังคงไม่พบเบาะแสอะไรเลยแม้แต่นิดเดียวเช่นเดิม
“เฮ้อ~!ให้ตายสิไม่เจออะไรเลยนะ! ทั้งๆที่ลองตรวจสอบดูทุกซอกทุกมุมแล้วแท้ๆเลยนะ!...”
ยูโตะที่พูดขึ้นมาด้วยนํ้าเสียงที่หงุดหงิดได้ทิ้งตัวลงไปนอนกับพื้น
“เฮ้อ~~!นั่นสิ ดมกลิ่นซะจนเริ่มรู้สึกเหนื่อยขึ้นมาซะแล้วสิ”
เซกล่าที่ดูเหนื่อยยิ้งกว่ายูโตะนั้นก็ได้ทิ้งตัวลงไปนอนที่ข้างๆกับยูโตะพร้อมกับหลับตาลงราวกับว่าจะหลับไปได้ตลอดเวลา แต่ก็ยังคงตื่นอยู่แถมเธอยังไม่หยุดที่จะใช้จมูลของเธอนั้นดมกลิ่นต่อไปอีกต่างหาก ส่วนสาเหตุก็เพราะว่า...
“สุดยอดไปเลยนะหมอนั่นน่ะ...”
ยูโตะที่นอนอยู่ได้หันไปยังศิลาดำก้อนนั้น ที่ลาโน่นั้นก็ยังคงตรวจสอบมันอยู่ด้วยความกระตือรือร้นและใบหน้าที่ราวกับว่ากำลังสนุดอยู่ไม่มีผิดเลย
“หมอนั่นเขาไปเอาแรงขนาดนั้นมาจากไหนกันเนี่ย ดูยังไงก็ไม่มีวี่แววว่าจะเหนื่อยเลยแม้แต่นิดเดียวซะด้วยสิ”
“ปล่อยเขาไปเหอะ หมอนั่นก็เป็แบบนั้นแหละ พอมีเื่ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับเวทย์มนต์ทีไรก็มักจะเป็แบบนี้ซะทุกทีนั่นแหละ เฮ้อ~~แต่คนที่ต้องเหนื่อยมาคอยดูแลหมอนั่นอยู่ทุกครั้งก็คือฉันนั้นแหละนะ”
เซกล่าได้ลืมตาขึ้นมาแล้วหันไปทางลาโน่ด้วยแววตาที่มีความเป็ห่วงอยู่ภายใน
“ถ้าไม่มีฉันนั้นอยู่ด้วยล่ะก็...หมอนั่นจะเป็ยังไงบ้าง...ไม่อยากที่จะคิดเลยนะ...”
เซกล่าที่มองลาโน่อยู่ได้บ่นออกมาพร้อมกับจมูกที่ยังคงขยับดมกลิ่นต่อไปเรื่อยๆเพื่อที่จะคอยระวังให้กับตัวเขานั้นอยู่ตลอดเวลา
(พอได้เห็นแววตาของเธอแล้วก็รู้ได้ทันทีเลยว่าพวกเขานั้นสนิทกันมากแค่ไหนน่ะ)
“เฮ้อ~~ตัวข้าก็คงโม่ยแต่พักอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้วสินะ!...”
ยูโตะที่พูดออกมาแบบนั้นได้ดันตัวเองขึ้นมาจากพื้นแล้วใช้มือปัดพวกเศษใบไม้ที่ติดอยู่บนชุดของตัวเขาออกไป
“หือ! พักพอแล้วงั้นเหรอ?”
“ก็นะ...พอได้เห็นแบบนั้นแล้ว จะปล่อยให้หมอนั้นตรวจสอบอยู่คนเดียวมันก็ยังไงอยู่นะ แล้วที่สำคัญ…”
ยูโตะได้หันไปหาเซกล่าที่นอนอยู่ที่พื้นที่ได้มองกลับมาที่ตัวเขาด้วยเช่นกัน
“ถ้าทำกันสองคนก็น่าจะเสร็จเร็วกว่าเดิมนะ...แล้วถ้าเสร็จเร็วเธอก็จะได้พักแบบจริงๆสักทีด้วยล่ะนะ...”
“หือ~~เป็ห่วงกันถึงขนาดนี้เลยหรอ...ก็น่าดีใจอยู่นิดหน่อยนะ...”
เซกล่าที่นอนอยู่บนพื้นได้พูดออกมาพร้อมกับแก้มที่เริ่มแดงขึ้นมานิดหน่อย...หลังจากนั้นเธอนั้นก็เริ่มขยับตัวเปลี่ยนจากท่านอนมาเป็ท่านั่งแทน
“ถ้างั้นฉันนั้นจะดมกลิ่นให้เต็มที่เลย เื่ตรวจสอบต่อขอฝากด้วยล่ะ”
“ฮึ! ไม่ต้องให้เธอมาบอกหรอกน่า”
ยูโตะได้หันไปยังศิลาดำแล้วเดินเข้าไปหามันพร้อมทั้งพูดออกมาด้วยท่าทางที่จริงจังว่า...
“เื่นั้นน่ะมันก็แน่นอนอยู่แล่วไม่ใช้เหรอ”
ยูโตะที่พูดออกมาแบบนั้นได้เดินเข้าไปหาลาโน่ที่กำลังทำการตรวจสอบหินศิลาดำก้อนนั้นอยู่อย่างจริงจัง
ยิ้งยูโตะเข้าใกล้มากขึ้นเท่าไหรตัวเขาก็ยิ้งได้ยินเสียงของลาโน่ที่บ่นพึมพำออกมาอย่างชักเจนมากขึ้นเท่านั้น
“ไม่พบเจอปฎิกิริยาพลังเวทย์..ไม่มีวงจรเวทย์อยู่ที่ไหนเลย...และสิ่งที่ดูคล้ายกับตัวอักษรที่สลักเอาไว้บนศิลานั้น….นี่มัน...ไม่ใช้ตัวอักษรของโซโลมอน...หรือว่าตัวอักษรรูนก็ไม่น่าจะใช้เช่นกัน...มันเป็ตัวอักษรที่ขัานั้นไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ทั้งๆที่ศึกษาเื่เวทย์มนต์มามากมายหลากหลายแขนงแล้วแท้ๆ น่าสนใจ! สิ่งนี้มันน่าสนใจ!จริงๆ อยากรู้จังเลยว่าจะมีเวทย์มนต์แบบไหนถูกซ้อนเอาไว้กันนะ อา~ยิ้งอยากรู้มากขึ้นเรื่อยๆซะแล้วสิ!”
ลาโน่ที่รู้สึกตื่นเต้นจนแทบจะทนไม่ไหวได้เผลอปล่อยรอยยิ้มที่ช่วนหน้าขนลุกออกมาจนยูโตะที่มาถึงนั้นลังเลที่จะเข้าไปหาตัวเขา
(เห็นแบบนี้แล้ว...ตัวข้าควรที่จะเข้าไปแทรกดีรึป่าวนะ...)
ยูโตะที่หยุดยืนอยู่ตรงหน้าของศิลาดำได้ลังเลที่จะเข้าไปรวมวงกับลาโน่ที่กำลังเพลิดเพลินอย่างร่าเริงอยู่แบบนั้น
(แต่ถ้าไม่เข้าไปรวมด้วยล่ะก็มีหวังเซกล่าคงจะต้องเหนื่อยอีกนานเลยล่ะนะ...)
“ไง!ตรวจสอบไปถึงไหนแล้วล่ะ”
ยูโตะที่ตัดสินใจได้เช่นนั้นได้ส่งเสียงเรียกออกมา ลาโน่ที่กำลังมีสมาธิอยู่กับการตรวจสอบพอได้ยินเสียงเรียกจากยูโตะนั้น ตัวเขาได้สะดุ้งใเล็กน้อยแล้วได้หันมาหายูโตะด้วยใบหน้าที่ยังคงใอยู่แบบนั้น
“อ้าวยูโตะคุงเองเหรอครับ อย่าทำให้ใสิครับ”
“ขอโทษด้วยก็แล้วกัน แล้วการตรวจสอบไปถึงไหนแล้วล่ะ”
ยูโตะได้ถามออกไปเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศให้ลาโน่นั้นใจเย็นลง
“อ่อเื่นั้น ถึงข้านั้นจะลองตรวจสอบดูหลายๆอย่างแล้ว แต่ก็ยังคงไม่พบเบาะแสอะไรเลยครับ”
“งั้นเหรอ...ถ้างั้นเลิกตรวจสอบเลยดีมั้ยล่ะ มันอาจจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พวกเรากำลังตามหาอยู่ก็ได้นะ”
“ไม่ครับ!”
อยู่ๆลาโน่ก็พูดเสียงแข็งขึ้นมา
“ข้านั้นคิดว่ามันน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่บ้างไม่มากก็น้อยเพราะฉะนั้นพวกเราควรที่จะตรวจสอบมันต่อไปครับ!”
ลาโน่ที่พูดออกมาแบบนันได้จ้องเขม็งมาที่ยูโตะด้วยแววตาที่แนวแน่มากกว่าปกติ ยูโตะที่เห็นแบบนั้นจึงได้จ้องมองตัวเขากลับไปด้วยแววตาที่ดุดันพยายามที่จะให้ตัวเขานั้นยอมแพ้ไปซะ แต่ลาโน่นั้นกลับไม่สะทบสะท้านต่อแววตาของตัวเขาเลยแม้แต่น้อย
“เฮ้อ~~เข้าใจแล้ว ถ้างั้นพอจะมีอะไรที่อาจจะเป็เบาะแสได้บ้างล่ะ”
ยูโตะที่ยอมให้กับความแน่นแน่ของลาโน่นั้นได้พูดขึ้นมา
“ครับ! จากที่ข้านั้นตรวจสอบดูทุกซอกทุกมุมแล้ว จุดที่พอจะเป็เบาะแสได้นั้นคือสิ่งนี้ครับ!”
“สิ่งนี้?...”
ยูโตะได้มองไปยังทิศทางที่ลาโน่ที่พูดออกมาอย่างดีใจนั้นชี้ไป ที่แห่งนั้นคือบนตัวของศิลาดำขนาดมหึมาที่มีตัวอักษรบางอย่างสลักเอาไว้อยู่ที่บนนั้น…
มันเป็ตัวอักษรขนาดใหญ่ที่ยึกยือไม่เป็รูปเป็ร่าง ที่สลักเอาไว้บนศิลาก้อนนั้นเรียงกันลงมาประมาณ5บรรทัด มันเป็ตัวอักษรที่ไม่คล้ายครึ่งกับตัวอักษรใดๆที่ยูโตะนั้นเคยเห็นมาก่อนเลย
“แล้วนายคิดว่ามันเขียนเอาไว้ว่าอะไรล่ะ”
“โดยส่วนตัวข้านั้นคิดว่ามันน่าจะเขียนวิธีการเปิดใช้งานเวทย์มนต์อะไรบ้างอย่างล่ะมั้งครับ”
“เปิดทำงานเวทย์มนต์งั้นเหรอ ทำไมนายถึงมั่นใจเช่นนั้นล่ะ”
“นั่นก็เพราะว่าถึงแม้รูปร่างของตัวอักษรจะไม่ใช้ก็ตาม แต่วิธีการจัดเรียงของพวกมันนั้นดูคล้ายคลึ่งกันกับเวทย์มนต์ที่สลักเอาไว้ในโบราณสถานแห่งหนึ่งที่ผมเคยไปมาก่อนในอดีตครับ มันเป็โบราณสถานของผู้ใช้เวทย์มนต์โบราณที่ล่มสลายไปเมื่อหลายหมื่นปีก่อนน่ะครับ”
“ถ้าสิ่งที่นายพูดมาเป็จริงแล้วล่ะก็หมายความว่าพวกเราจะต้องหาวิธีเปิดมันให้ได้งั้นสินะ”
“ครับก็น่าจะประมาณนั้น แต่ถึงจะเปิดการทำงานได้ก็ตามพวกเราก็ไม่รู้เลยว่าจะมีเวทย์มนต์แบบไหนถูกปลดปล่อยออกมาสิครับ”
“อื่อ...นั่นสินะ...”
ยูโตะที่พูดออกมาแบบนั้นได้ยืนมือขวาของตนเองเข้าไปลูบที่ศิลาดำที่อยู่ตรงหน้า
“อะ!”
แต่ด้วยความที่ไม่ระวังทำให้มือของเขานั้นถูกศิลานั้นบาดเข้าไปที่นิ้วโป้ง จนมีเืไหลออกมาเล็กน้อย
“ยูโตะคุงไม่เป็อะไรใช้มั้ยครับ! ละ...เืนั่น...เป็สีดำงั้นเหรอ..”
ลาโน่ที่เห็นเืที่ไหล่ออกมาของยูโตะนั้นเป็สีดำตัวเขาได้หยุดชะงักไปคู่หนึ่ง
“สีแบบนั้น...ไม่เป็อะไรใช้มั้ยครับ! หรือว่าจะติดพิษหรือป่าวครับ!”
“ใจเย็นๆน่า ไม่ใช้เื่ใหญ่อะไรหรอก แล้วก็ไม่ได้ติดพิษด้วย เืของตัวข้านั้นมันก็เป็สีแบบนี้มาั้แ่แรกอยู่แล้วล่ะ”
“ั้แ่เเรกงั้นเหรอครับ?”
“ใช้แล้วล่ะมันเป็แบบนี้มาั้แ่เกิดแล้วล่ะ”
(ไม่แปลกหรอกที่หมอนั่นจะใ นั่นก็เพราะว่าปกติแล้วเผ่าพันธุ์รูปร่างมนุษย์นั้นมักจะมีเืเป็สีแดงเป็หลัก แต่ถึงกระนั้นก็มีบางเผ่าพันธ์ุที่มีสีที่แตกต่างกันออกไปเช่นสีฟ้า,เขียวหรือแม้แต่จะเป็สีเหลืองก็ตาม เช่นเดียวกันกับตัวข้าที่เป็สีดำ แต่ถึงจะเป็แบบนั้นก็ตามแต่สีดำนั้นก็ยังถือว่าหายากอยู่ดี อยากในแบบที่ว่าขนาดศูนย์พยาบาลใหญ่ของอาร์คแลนก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ถึงขนาดที่ว่าพวกเขานั้นได้เก็บตัวอย่างเืของตัวข้าไปเพื่อการค้นคว้าเลยล่ะนะ)
“หือ...แต่ก็ถือว่าดีนะครับที่คุณนั้นไม่ได้ติดพิษน่ะ”
“ไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอกน่าตัวข้านั้นไม่ติดพิษง่ายๆแบบนั้นหรอก”
ยูโตะได้พูดออกมาพร้อมกับยักไหล่เล็กน้อย
“ทั้งสองคนออกห่างจากตรงนั้นสะ!”
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่นั่นเอง จู่ๆเซกล่าก็ได้ะโขึ้นมาด้วยเสียงที่ตื่นตระหนกบอกให้พวกเขานั้นถอยออกห่างจากที่ตรงนั้นพร้อมกับได้กระโจนเข้ามาทางนี้อย่างรวดเร็ว
คลืน---------------!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
พื้นดินทั่วทั้งบริเวณได้เริ่มสั่นะเืแรงขึ้นเรื่อยๆจนเรียกได้ว่าแผ่นดินไหวระดับสิบริดเตินนั้นกลายเป็เื่เด็กๆไปเลยเมื่อเทียบกับในตอนนี้
“นะ..นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย! อยู่ดีๆทำมั้ยถึงเกิดแผนดินไหว่ขึ้นมาได้กันล่ะ...”
“ฉันนั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน! อยู่ดีๆกลิ่นของมานาที่อยู่ด้านในของศิลามันก็เกิดะเิออกมาจากภายใน แล้วมันก็เริ่มที่จะกระจายออกไปในพื้นดินอย่างรวจเร็วจนกลายมาเป็แผนดินไหวแบบนี้เนี่ยแหละ”
เซกล่าได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีนักใส่พวกเขาที่ได้มายืนรวมกลุ่มกันที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่อยู่แถวๆนั้น
“ดูนั่นสิครับ!”
ลาโน่ได้ะโออกมาพร้อมกับได้ชี้นิ้วไปยังศิลาดำที่กำลังเรืองแสงสว่างสีต่างๆมากมายออกมาอยู่
“ข้านั้นคิดว่าเวทย์มนต์ที่อยู่ภายในนั้นเริ่มที่จะทำงานขึ้นมาแล้วล่ะครับ ส่วนสาเหตุนั้นก็อาจจะเป็เพราะ...”
ลาโน่ได้มองมาที่นิ้วของยูโตะที่มีเืสีดำไหล่ออกมา
“นายจะบอกว่าเป็เพราะเืของตัวข้างั้นหรอ! ”
“ก็คิดเป็อย่างอื่นไม่ได้แล้วนิครับ!”
“ทั้งสองคนหาที่จับเอาไว้ซะ!”
ไม่ทันที่พวกเขาจะได้ทำตามที่เซกล่าบอก พื้นดินก็ได้เริ่มแตกออกทั่วทั้งดวงดาว จนทำให้ทั้งสามคนนั้นตกลงไปที่เบื้องล่าง
คลืน---------------!!!!!!!!!!!!!!!!!!
“อ่า----!!!”
ทั้งสามคนได้ตกลงไปยังความมืดมิดของหุบเหวลึกที่เกิดขึ้นมาจากพื้นดินที่แตกราวอย่างรวจเร็ว จนในที่สุดเเล้วร่างกายของทั้งสามนั้นก็ได้หายลับตาไปในความมืดมิดที่อยู่ด้านใต้นั้นในที่สุด ตึ้ง!!!.................
ผ่านไป30นาทีหลังจากแผนดินไหวครั้งใหญ่ได้หยุดลง ณ ที่ไหนสักแห่งด้านล่างของหุบเหวลึกที่มืดมิด
ในที่แห่งนี้นั้นคือก้นบึ้งของหุบเหวลึกที่แสงสว่างนั้นสาดส่องลงมาไม่ถึง ที่ซึ่งเกิดขึ้นมาหลังจากแรงสั่นะเืครั้งใหญ่เมื่อคู่นี้
ณ จุดหนึ่งของพื้นดินและหินที่เต็มไปด้วยร่างอันไร้ซึ่งชีวิตมากมายที่นอนกองทับถมกันอยู่ที่ตรงนั้นได้มีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่เริ่มขยับขึ้นมา
“อือ...อือ...นี่มัน...เกิดอะไรขึ้นน่ะ…”
ลาน่าที่ได้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาพบว่าตนเองนั้นอยู่ในความมืดที่มืดสนิทจนแทบจะไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้เลย
“ที่นี่คือ?...”
ลาน่าที่นอนอยู่ได้ลุกขึ้นมานั่งแล้วส่ายหัวไปมาอย่างมึนงงและสงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้
“เมื่อคู่นี้มันเกิดอะไรขึ้นกัน...รู้สึกว่าจู่ๆก็เกิดแผ่นดินไหว่ขึ้น...แล้วพวกเราก็ตกลงมาที่ด้านล่าง...ทุกคนปลอดภัยดีรึป่าวนะ!”
ลาน่าที่คิดขึ้นมาได้จึงได้หันไปมามองดูรอบๆเพื่อมองหาทุกคนที่น่าจะตกลงมาพร้อมกันกับตัวเธอ แต่สิ่งที่เธอเห็นนั้นมีเพียงแค่ความมืดมิดของก้นบึ้งแห่งหุบเหวลึกแห่งนี้เท่านั้น
“มองแทบจะไม่เห็นอะไรเลย...”
ลาน่าได้พยายามเพ่งสายตาจ้องมองไปรอบๆอีกครั้ง ในครั้งนี้นั้นดวงตาของเธอเริ่มปรับเข้ากับความมืดได้แล้วจึงเริ่มที่จะมองเห็นขึ้นมาบ้างเล็กน้อย เธอนั้นเห็นเศษศากของก้อนหินต้นไม้ต่างมากมายที่ตกลงมาพร้อมกันกับตัวเธอกองเกลื่อนกลาดอยู่ตามพื้นและที่ใกล้ๆนั้นยังมีร่างที่ซึ่งชีวิตของทหารอาร์คผู้โชคร้ายมากมายกองอยู่ด้วยเช่นกัน
“ดูจากสภาพแล้วคง….ยังพอมีคนที่รอดอยู่รึป่าวนะ...”
ลาน่าได้พยายามมองหาผู้รอดชีวิตอีกครั้ง...จนในที่สุดแล้วสายตาของเธอก็ได้ไปหยุดลงเพราะได้พบเข้ากับร่างที่คุ้นเคยอยู่ในท่ามกลางเศษซากเ่าั้
“อลิชา!”
ลาน่าที่ได้ะโออกมาด้วยนํ้าเสียงที่สั่นกลัวได้ลุกขึ้นวิ่งเข้าไปหาร่างของอลิชาที่เธอพบอย่างรวดเร็วในทันที
“อลิชาไม่เป็อะไรใช้มั้ย!”
ลาน่าที่มาถึงตัวเธอได้พยายามส่งเสียงเรียกอลิชาที่นอนอยู่บนพื้นพร้อมกับเริ่มตรวจสอบดูอาการของอลิชาที่อยู่ตรงหน้าในทันที
“เฮ้อ~~ดูเหมือนว่าจะยังมีชีวิตอยู่นะ ถึงจะมีาแอยู่มากก็จริง แต่ก็ดูเหมื่อนว่าจะไม่ได้ส่งผลสาหัสถึงชีวิตนะ...”
ลาน่าที่พูดออกมาด้วยความโล่งใจที่ได้รู้ว่าอลิชานั้นยังคงปลอกภัยดีอยู่
“ไม่ได้การแล้ว! จะต้องรีบรักษาาแก่อน”
ลาน่าที่คิดได้เช่นนั้นได้หยิบผ้าก๊อซที่เธอเอามาจากแคมป์ออกมาจากกระเป๋าชุดของเธอแล้วใช้มันทำแผลให้กับอลิชาในทันที
“โชคดีนะที่เมื่อเช้าตอนตื่นนอนหยิบของพวกนี้ติดไม้ติดมือมาด้วยน่ะ...หวังว่าทุกคนจะปลอดภัยดีนะ…”
ลาน่าที่กำลังพันแผลให้กับอลิชาอยู่นั้นได้คิดหวังขอให้ทุกคนนั้นปลอดภัย
ในเวลาเดียวกันที่อีกด้านหนึ่งของก้นบึ้งแห่งหุบเหวลึกที่ไร้ซึ่งแสงสว่างใดๆ
ในท่ามกลางความมืดมิดนั้นได้มีแสงไฟเล็กๆส่องสว่างขึ้นมา มันคือแสงสว่างจากคบเพลิงที่ถูกจุดขึ้นมาโดยกลุ่มคนสามคนที่กำลังเดินสำรวจก้นบึ้งของหุบเหวลึกแห่งนี้อยู่
“เฮ้อ~~ไม่เจอใครเลยแฮะ”
บีสที่ไร้ซึ่งาแใดๆได้พูดออกมา พร้อมกับได้แกว่งคบเพลิงในมือไปรอบๆเพื่อมองหาผู้ที่อาจจะรอดชีวิตเหมื่อนกันกับพวกเขา
“หลังว่าลาน่ากับอลิชาจะปลอดภัยดีนะ...”
วีวแลนที่เดินตามบีสมาได้พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่เหนื่อยล้าพร้อมกับบนใบหน้าที่แสดงอาการร้อนรนออกมาอย่างเด่นชัด
“ไม่เป็ไรหรอกน่าเ้าหนู! ถ้าเป็ใยหนูนั่นล่ะก็ถึงจะอยู่ในสถานะการแบบนี้ก็ตามก็คงไม่เป็อะไรหรอก! เพราะงั้นไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอกน่า”
ลุงแซมที่เดินรั้งท้ายคอยระวังหลังให้กับพวกเขาทุกคนอยู่ได้พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่เต็มไปด้วยพลังและความเชื่อมั่นอันแรงกล้า
“พอได้ยินจากปากของลุงแซมแล้ว ก็พอจะรู้สึกสบายใจขึ้นมาแล้วล่ะครับ”
วีวแลนที่ได้ฟังแบบนั้นทำให้ตัวเขานั้นเริ่มรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อยแล้ว
“หือ! พวกเ้าหนูระวังหลัง!”
ในขณะที่พวกเขากำลังเดินสำรวดกันอยู่ จู่ๆลุงแซมที่รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่กำลังใกล้เข้ามาจากทางด้านหลัง ได้ะโขึ้นมาบอกให้ทั้งสองคนนั้นหลบการจู่โจมที่กำลังพุ่งเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว
“หือ!!”
ตึ้ง! ลุงแซมได้ใช้แขนขวาที่เป็แขนจักรกลรับการโจนตีของตัวอะไรบางอย่างที่พุ่งเข้ามาจากทางด้านหลังเอาไว้ได้ แล้วใช้แรงของแขนจักรกลนั้นผลักมันให้กระเด็นลอยออกไปกลับเข้าสู่ความมือที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขา
“ซ๊าล-------!!!”
เสียงกลีดร้องของตัวอะไรบางอย่างได้ดังออกมาจากภายในความมืดมิดที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขา
“เอานี่ไปกินซะ!”
ลุงแซมได้สะบัดมือขวาเปลี่ยนรูปร่างของแขนจักรกลที่ติดอยู่กับแขนขวาของตนจากโหมดปกติให้กลายมาเป็โหมดสำหรับใช้ในการโจมตีในทันที
แขนจักรกลได้เปลี่ยนมาอยู่ในรูปร่างที่ใหญ่ขึ้นและหนาขึ้นมีปากกระบอกปืนสามอันงอกออกมาที่้าของแขนจักรกลนั้น
ลุงแซมได้ยื่นแขนจักรกลที่เปลี่ยนเป็โหมดโจมตีแล้วไปยังทิศทางที่เ้าตัวนั้นอยู่ ปากกระบอกปืนทั้งสามได้มีประกายไฟเกิดขึ้มมาแล้วกลายมาเป็เปลวเพลิงขนาดใหญ่พุ่งออกไปเข้าใส่ความมืดมิดที่อยู่เบื้องหน้า
“ซ๊าล-------!!!”
เปลวเพลิงที่พุ่งออกไปได้แผดเผาบางสิ่งที่อยู่ภายในความมืดมิดนั่นจนมันนั้นกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บป่วด
ร่างกายของมันที่กำลังลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงอยู่นั้น ได้กระเด็นเข้าไปโดนเข้ากับเศษซากของต้นไม้ที่อยู่รอบๆจนติดไฟขึ้นมา เกิดเป็แสงสว่างขึ้นมาในก้นบึ้งของหุบเหวลึกที่มืดมิดแห่งนี้ แสงสว่างนั้นเผยให้พวกเขาทั้งสามได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของสิ่งนั้นที่เข้ามาโจมตีพวกเขา
“นะ...นั่นมันแมงป่องงั้นเหรอ?แถมยังมีร่างกายเป็หินอีกต่างหากด้วยเหรอ...”
วีวแลนที่ได้เห็นสิ่งนั้นได้พูดออกมาด้วยท่าทางที่กำลังใ
มันเป็แมงป่องขนาดั์เท่ากับรถโกคาสและมีิัเป็หินผาที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้าซะอีก
“ดูเหมือนว่าจะมีเ้าตัวยุ่งยากโผล่ออกมาแล้วสินะ แถมยังเป็สัตว์ที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนอีกแล้วด้วยสิ”
บีสที่แสดงท่าทางหงุดหงิดออกมาอย่างชัดเจนได้พูดขึ้นมาด้วยเสียงที่ทรงพลัง
ไอ้เ้าแมงป่องที่โดนไฟแผดเผาอยู่นั้นได้เดินออกมาจากกองไฟด้วยท่าทางที่ราวกับว่าความเจ็บป่วดที่มันมีมาก่อนหน้านี้นั้นสลายหายไปจนหมดสิ้นแล้ว
“ซ๊าล-------!!!”
แมงป่องต้นนั้นได้ส่งเสียงกรีดร้องที่ดังกึกก้องออกมา
คลืน-------!!!!!!
เสียงฝีเท้าจำนวนมากของอะไรบางอย่างที่กำลังใกล้เข้ามาทางนี้เรื่อยๆ ด้านหลังของแสงเปลวเพลิงที่ลุกโชนนั้นได้ปรากฎร่างของฝูงแมงป่องหินผาจำนวนมากนับสิบๆตัวที่กำลังวิ้งเข้ามาหาทั้งสามคนด้วยความเร็ว
“ซ๊าล-------!!! ซ๊าล-------!!! ซ๊าล-------!!!”
พวกมันได้กรีดร้องคำรามออกมาพร้อมกับได้พุ่งเข้ามาจู่โจมทั้งสามคนในทันที
“พวกเ้าหนูทั้งหลายเตรียมตัวรับมือซะ!”
“โอ๋!”
“ครับ!”
ทั้งสามคนได้ตั้งท่าเตรียมพร้อมรับมือกับพวกแมงป่องที่กำลังกูเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“ซ๊าล-------!!! ซ๊าล-------!!! ซ๊าล-------!!!”
พวกมันได้ยกหางขึ้นมาแล้วใช้มันพุ่งเข้าโจมตีใส่ทั้งสามคนอย่างรวดเร็ว ในแบบที่ว่าถ้าเป็คนปกติแล้วล่ะก็คงหลบไม่พ้นอย่างแน่นอน แต่กับทั้งสามคนนั้นไม่ใช้ ทั้งสามได้หลบหางพวกนั้นที่มีปลายเป็เหล็กในขนาดใหญ่ที่อาจจะมีพิษติดอยู่นั้นได้อย่างง่ายด้าย
“เฮ้ย!เหล็กในของพวกมันน่าจะมีพิษติดอยู่ด้วย ระวังอย่าไปโดนมันแท่งเข้าเฉียวนะ!”
บีสได้ะโออกมาบอกให้ลุงแซมกับวีวแลนระวังเอาไว้ให้ดีพร้อมกับได้หลบการโจมตีของพวกมันไปพร้อมกันกับกำหมัดชกมันกับไปด้วย ตึ้ง! หมัดของบีสได้ชกทะลุผ่านร่างของพวกมันไปจัดการลงได้หนึ่งตัวอย่างง่ายด้าย
“ครับ! จะระวังครับ!”
วีวแลนได้ขานรับคำของบีสพร้อมกับหลบการโจมตีของพวกมันไปพร้อมกันด้วยความเร็วที่เหนือกว่า ตัวเขาที่หลบการโจมตีพวกนั้นมาได้อย่างง่ายด้าย ได้ตั้งท่าชาร์จหมัดแล้วชกออกไปใส่พวกมันแบบรัวๆ ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง! ด้วยการปล่อยหมัดรัวๆของวีวแลนไปที่จุดๆเดียวนั้นทำให้เปลือกหินผาที่หนายิ่งกว่าเหล็กกล้าของพวกมันแตกออก วีวแลนได้ใช้จังหวะนั้นชกหมัดเข้าไปที่จุดที่ไร้ซึ้งการป้องกันทำให้ร่างของมันนั้นทะลุแล้วจัดการมันไปได้อีกหนึ่งตัวด้วยเช่นกัน
“เฮ้อ~~!จำนวนมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเลย ถ้าเป็แบบนี้ต่อไปล่ะก็แย่แน่ จะต้องหาทางทำอะไรสักอย่างแล้ว...เฮ้ย!ไอ้พวกเ้าหนูทั้งหลายมายืนรวมตัวกันที่ตรงนี้ซะ!”
ลุงแซมได้ะโออกมาบอกให้วีวแลนกับบีสมารวมตัวกันที่ตัวเขา พร้อมกับได้ใช้แขนจักรกลของเขายิงะุพลังงานความร้อนสูงออกไปเข้าใส่ไอ้พวกแมงป่องที่กำลังกูเข้ามาจนทะลุจัดการลงไปได้ภายในนัดเดียวเปิดทางให้ทั้งสองคนวิ้งเข้ามาหาตัวเขาง่ายขึ้นกว่าเดิม
“ครับ!”
“เอ้อ!เข้าใจแล้ว!”
ทั้งสองได้ขานรับเสียงของลุงแซมแล้ววิ่งเข้าไปหาตัวเขาไปพร้อมกันกับหลบการโจมตีของพวกแมงป่องที่กูกันเข้ามาไปพร้อมกันด้วย
“โอเค! อยู่ข้างหลังข้าไว้ แล้วเตรียมพร้อมวิ้งให้ดีล่ะ!”
“ครับ!”
“โอ้!”
ลุงแซมที่พูดออกมาได้ยื่นมือขวาจักรกลของเขาออกไปที่ด้านหน้าแล้วสะบัดมือเปลี่ยนโหมดเป็โหมดทำลายล้าง แขนจักรกลได้เปลี่ยนรูปร่างเป็กระบอกปืนขนาดใหญ่ที่มีท่อส่งพลังงานติดอยู่โดยรอบของมัน ที่ปลายของปากกระบอกปืนนั้นได้มีประกายไฟเกิดขึ้นมา ท่อส่งพลังงานมากมายได้เรืองแสงออกมาพร้อมๆกัน ปืนใหญ่พลังงานความร้อนสูงได้ชาร์จพลังเสร็จสิ้นเตรียมพร้อมที่จะยิงได้ทุกเมื่อ
“การชาร์จพลังงานโอเค...ล็อคเป้าหมาย...เตรียมตัวพร้อมยิง...ปืนใหญ่พลังงานความร้อนสูงยิงได้!”
หลังสิ้นสุดเสียงของลุงแซมลำแสงพลังงานความร้อนสูงก็ได้ถูกยิงออกไปผ่านปากกระบอกปืนนั่นแล้วแผดเผาและหลอมละลายทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในเส้นทางของมันรวมถึงแมงป่องหินผาพวกนั้นด้วย
“ตอนนี้แหละ! วิ้งไปซะ!”
หลังจากสิ้นเสียงของลุงแซมพวกเขาทั้งสามคนก็ได้วิ่งออกไปตามเส้นทางที่มืดมิดที่เปิดออกนั่น
“สุดยอดไปเลยลุงแซม! คราวหน้าทำไอ้แบบนั้นให้ผมบ้างสิครับ!”
วีวแลนที่วิ่งอยู่ข้างๆลุงแซมได้พูดออกมาด้วยความตื่นเต้น
“ไอ้เ้าบ้า! ไอ้นี่มันไม่ใช้ของเล่นนะเฮ้ย! พอยิงไปแล้วครั้งนึงมันจะเครื่องร้องซะจนไม่สามารถใช้แขนจักรกลได้อีกสักพักเลยนะเฮ้ย!”
ลุงแซมที่วิ่งนำอยู่ได้พูดออกมาใส่วีวแลนที่ทำท่าทางดูราวกับว่ากำลังสนุกอยู่
“ฮ่าฮะฮ่าฮะฮ่าฮะ! พลังที่รุนแรงมาพร้อมกับผลเสียที่ต้องแลกมางั้นสินะ!”
บีสที่วิ่งรั้งท้ายอยู่ได้หัวเราะออกมาพร้อมกับคอยระวังด้านหลังให้กับทั้งสองคน
“ไม่ต้องมาหัวเราะเลยนะ ไอ้เ้าบ้า!”
ลุงแซมได้ะโตอบกับบีสไป
“ซ๊าล-------!”
ในขณะที่พวกเขากำลังวิ่งหนีพวกแมงป่องที่ไล่ตามมาอย่างรวดเร็วอยู่นั้น จู่ๆก็ได้มีพวกแมงป่องอีกกลุ่มหนึ่งโผล่ออกมาจากพื้นดินในเส้นทางที่พวกเขากำลังวิ้งไป
“แย่ล่ะสิ! ถ้าเป็แบบนี้โดนพวกมันล้อมแน่...”
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับลุงแซม เดียวผมจักการเองครับ!”
วีวแลนที่ะโออกมาได้วิ่งนำทุกคนไปเพื่อที่จะไปกำจัดกับพวกแมงป่องที่อยู่ทางด้านหน้า
“อย่ารีบไปคนเดียวนะ!”
“ไอ้เ้าพวกบ้า! รับหมัดนี่ไปซะ!”
วีวแลนได้ะโออกมาพร้อมกับง้างหมัดของตนชกรัวๆเข้าไปใส่พวกแมงป่องที่อยู่ตรงหน้าจนพวกมันนั้นกระเด็นลงไปนอนกองอยู่กับพื้นตัวแล้วตัวเล่าจนไม่เหลือเลยแม้แต่ตัวเดียว
“ไงล่ะลุงแซม! ผมจัดการเปิดทางเอาไว้ให้แล้วนะครับ!”
วีวแลนที่จัดการกับพวกมันจนหมดได้หันมาหาลุงแซมกับบีสที่กำลังรีบวิ่งเข้ามาหาตัวเขา
“ไอ้เ้าบ้าระวัง! ระวัง้า!”
จู่ๆก็มีแมงป่องตัวหนึ่งงอกออกมาจากกำแพงหุบเหวลึกแล้วกระโจนลงมาพุ่งเข้าโจมตีใส่วีวแลนอย่างรวดเร็ว
“อะไรกัน!”
วีวแลนที่หันไปมองที่้าได้ใกับสิ่งที่เห็น ตัวเขาพยายามจะะโหลบการโจมตีของแมงป้องตัวนั้นแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทันเสียแล้ว แมงป่องได้ง้างหางของมันขึ้นมาแล้วพุ่งมันเข้าหาวีวแลนในทันที….
จึก! เหล็กในของมันได้แทงทะลุผ่านร่างกายของเขาไป แต่ทว่าร่างกายนั้นกลับไม่ใช้ร่างกายของชายหนุ่มแต่กลับเป็ร่างกายของคุณลุงไว้กลางคนที่แขนขวานั้นเป็แขนจักรกลแทน
“ลุงแซม!”
วีวแลนได้ะโออกมาด้วยความตกตะลึงในสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ลุงแซมที่ได้วิ่งเข้ามาได้ใช้ร่างกายของตัวเขาเข้ามารับการโจมตีด้วยเหล็กในของแมงป่องตัวนั้นเอาไว้แทนวีวแลน
โดยปกติแล้วเขามักจะใช้แขนจักรกลรับการโจมตีต่างๆได้อย่างง่ายด้าย แต่เป็เพราะว่าเขาพึ่งจะใช้แขนนั้นยิงปืนใหญ่พลังงานความร้อนสูงออกไป ทำให้แขนจักรกลในตอนนี้นั้นใช้การไม่ได้ ทำให้ลุงแซมต้องตัดสินใจใช้ตัวเองเข้ามาแลกรับเหล็กในนั้นเอาไว้แทนวีวแลนในวินาทีสุดท้าย จนทำให้เหล็กในนั้นแทงทะลุตัวเขาเข้าไปจนกลายเป็รูโหว่ขึ้นตรงกลางลำตัวของลุงแก
“อ่ะ!”
“หน่อยแนะแก!”
บีสที่มาถึงได้ใช้หมัดของเขาชกเข้าไปที่หางของแมงป่องจนขาดออก แล้วใช้เท้าเตะมันให้กระเด็นลอยออกไปชนเข้ากับกำแพงเหวตายในทันที
“เฮ้ยลุง! ตั้งสติเอาไว้ก่อน! อย่าพึ่งหลับนะ!”
บีสที่พูดออกมาพร้อมกับได้ตรวจดูาแของลุงแซมไปพร้อมกันด้วย
(าแนี่มันสาหัสเอามากๆเลย...แบบนี้คง…)
“ลุงแซมไม่เป็อะไรนะครับ!”
วีวแลนที่วิ่งเข้ามาดูอาการของลุงแซมที่นอนอยู่บนพื้น สภาพของลุงแซมในตอนนี้นั้นมีเืท่วมไปทั้งตัว แถมยังมีหางของแมงป่องตัวนั้นยังเสียบคาอยู่ที่ตรงกลางลำตัวอีกต่างหาก เมื่อวีวแลนได้เห็นสภาพของลุงแซมในตอนนี้แล้วตัวเขานั้นได้ทรุดตัวลงไปกับพื้นด้วยความรู้สึกผิด
“เป็เพราะผมลุงถึงเป็แบบนี้...ถ้าผมไม่ประมาทแล้วล่ะก็...เื่แบบนี้คงไม่เกิดขึ้นหรอก!…”
วีวแลนที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นได้พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่สั่นกลัวและอ่อนล้าดูไร้ซึ้งพลังอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน บ่งบอกถึงความรู้สึกผิดออกมาอย่างชัดเจน
ลุงแซมที่เห็นแบบนั้นจึงพยายามจะพูดออกมาด้วยพลังทั้งหมดที่ตัวเขานั้นเหลืออยู่….
“เฮ้อ~ไอ้เ้าบ้า...คนเรามันก็ต้องมีอะไรที่ผิดพลาดกันบ้างแหละ...ไม่ต้องคิดมากไปหรอกนะ…”
ลุงแซมได้กระสืกกระสนลุกขึ้นมา
“เอ้าไปกันได้แล้ว...ถ้ายังอยู่ตรงที่นี่มีหวังพวกแกไม่รอดแน่...อ่ะ!”
ลุงแซมได้กระอักเืออกมา จนเืสีแดงนั้นไหลนองอยู่เต็มตัวของเขาเลย
“ไม่ครับ! ผมจะไม่ไปไหนทั้งนั้น! ผมจะไม่ทิ้งลุงแซมเอาไว้หรอกครับ!”
วีวแลนได้ลุกขึ้นตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้
“พวกเราจะต้องรอดไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน เดี๋ยวผมจะเป็คนต่อสู้เองส่วนหัวหน้าบีสจะทำการรักษาาแของลุงแซม แล้วหลังจากนั้นพวกเราทั้งสามคนก็จะหนีไปจากที่นี่ด้วยกันครับ! ใช้มั้ยล่ะครับหัวหน้าบีส!”
“....”
วีวแลนได้หันไปหาบีส แต่เขานั้นกลับไม่ตอบอะไรกลับมาเลย สิ่งที่ตัวเขาทำนั้นมีเพียงแค่จ้องมองไปที่ดวงตาของลุงแซมที่กำลังจะหรับลงได้ทุกเมื่อเท่านั้น
“ไอ้หนู...แกคงรู้สินะ...ว่าสิ่งที่ควรทำนั้นคืออะไรน่ะ…”
“อา!...รู้อยู่แล้วล่ะ….”
บีสได้ก้าวเดินออกไปจากตรงนั้น
“ใช้แล้วครับ! รู้อยู่แล้วเื่แบบนั้นน่ะ มันก็ต้องเป็การที่พวกเราจะต้องรอดไปด้วยกันยังไงล่ะครับลุงแซม! เพราะฉะนั้นอดทนรออีกแค่นิด…”
วีวแลนที่พูดไม่ทันจบได้ถูกบีสที่เดินเข้ามาแบกตัวเขาขึ้นหลังของตนไป
“จะทำอะไรน่ะ! หัวหน้าบีส!”
“ถ้างั้นข้าขอตัวไปก่อนล่ะ…”
“อืม…ระวังตัวด้วยนะ...”
หลังจากที่สิ้นสุดเสียงตอบกลับของลุงแซมแล้ว บีสก็ได้เริ่มวิ่งออกไปจากที่ตรงนั้นในทันที โดยที่ไม่คิดที่จะหันหลังกลับมามองเลยแม้แต่น้อย
“ดะ...เดี๋ยวสิ! ทำอะไรของคุณน่ะ! ลุงแซมยังอยู่ตรงนั้นนะ! หยุดน่ะ! หยุดสิ! หยุดสิ! ขอร้องล่ะหยุดทีสิ! ลุงแซม------!”
วีวแลนที่ดิ้นไปมาพยายามที่จะหลุดออกไปจากหลังของบีสให้ได้ แต่ว่าด้วยพลังที่แตกต่างกันมากเกินไปทำให้ตัวเขานั้นไม่สามารถหลุดออกมาจากหลังของบีสได้ นั่นก็เพราะว่าบีสนั้นได้ใช้มือทั้งสองข้างจับตัวของวีวแลนเอาไว้อย่างแน่ด้วยเรียวแรงทั้งหมดที่ตัวเขานั้นมียังไงล่ะ!
“ไม่ต้องเศร้าไปหรอกนะ...เ้าบ้าเอ้ย~...ถึงในวันนี้ตัวเ้าจะไม่เข้าใจถึงการกระทำนี้ก็ตาม...แต่สักวันหนึ่งตัวเ้าจะต้องเข้าใจมันได้อย่างแน่...เฮ้อ~~ข้าคงจะไม่ได้อยู่ดูจนถึงวันนั้นแล้วสินะ…”
ลุงแซมได้ใช้แรงทั้งหมดที่เหลืออยู่เพื่อยื่นมือซ้ายเข้าไปหาแขนขวาจักรกลแล้วทำอะไรบางอย่างกับมันจนถึงวินาทีสุดท้ายก่อนที่แมงป่องพวกนั้นจะเข้ามาถึงตรงหน้าของเขา
“เอ้า!...เข้ามาเลยไอ้พวกกร๊วกทั้งหลายเอ๊ย!...ข้าจะแสดงพลังของสุดยอดช่างกลไกลในตำนานคนนี้ให้พวกแกได้เห็นเป็ที่ประจักษ์เอง!”
ตึ้ง! ลุงแซมได้ทุบลงไปบนปุ่มที่อยู่บนแขนจักรกลของเขาเข้าอย่างแรง
แขนจักรกลนั้นได้เรืองแสงออกมาพร้อมกับเผยให้เห็นเตาปฏิกรณ์พลังงานที่อยู่ด้านในที่ถูกเร่งจนเกินขีดจำกัดจนมันนั้นทนไม่ไหวอีกต่อไปจนะเิออกมา
ตู้ม--------! คลืน------------!!!!!!!!!
แรงะเิอันรุนแรงของเตาปฏิกรณ์พลังงานขนาดเล็กที่ติดเอาไว้ในแขนจักรกลของลุงแซมนั้น ได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างโดยรอบจนหมดสิ้นภายในพริบตาเดียว ทั้งแมงป่องที่วิ่งกูกันเข้ามา ทั้งกำแพงเหวที่อยู่รอบๆ ถูกทำลายจนหมดสิ้นรวมไปถึงร่างกายของลุงแซมเองก็เช่นกัน ได้แหลกสลายหายไปกลายเป็ผุยผงภายในพริบตา….
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นถูกจับจ้องมองอยู่ตลอดเวลาโดยสายตาของชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่ในตอนนี้นั้นเต็มไปด้วยนํ้าตาที่ไหล่ออกมามากมายเหลือเกิน
“ลุงแซม--------------! อ่า-----------------!!!!”
วีวแลนได้กรีดร้องออกมาอย่างเจ็บป่วดและโศกเศร้าเข้าใส่แสงสว่างสุดท้ายของช่างกลไกลในตำนานที่ได้ล่วงลับไป
“........”
บีสที่ไร้ซึ่งคำพูดใดๆได้วิ่งต่อไปในเส้นทางที่มืดมิดเบื้องหน้าโดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าภายใต้ความมืดนั้นใบหน้าของตัวเขาในตอนนี้นั้นจะทำสีหน้าเช่นไรอยู่กันแน่...