ในเวลาเดียวกันนั้น ที่พื้นที่โล่งหน้าปากถ้ำกงหยางอวี้ช่เม็ดยาขึ้นในแสงไฟ หมุนมันไปมาระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลาง
"ท่านพี่ ท่านพี่ ดูนี่สิ เม็ดยาขั้นห้า!"
กงหยางฮ่าวยืนกอดอกอยู่ด้านหลัง สายตาจับอยู่ที่เม็ดยาในมือน้องชาย ไม่ได้มองด้วยความตื่นเต้น หากมองอย่างคนที่เห็นของที่ยังตีค่าไม่ได้
"เ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าเป็ขั้นห้า"
"ข้านั้นเคยตามหาซื้อที่โรงประม่ลมานักต่อนัก" กงหยางอวี้พูดเร็ว "รูปร่างและกลิ่นบ่งบอกว่ามันคือโอสถขั้นห้าอย่างแน่นอน"
"แล้วเ้าแน่ใจหรือว่ามันจะไม่ใช่ยาพิษ" กงหยางฮ่าวถามช้าๆ "เ้าเด็กนั่นดูเฉลียวฉลาดจากที่ข้าสังเกต"
กงหยางอวีสู้ำยมือ "หากมันเป็ยาพิษจริง ตันเถียนของข้าคงไม่สั่นขนาดนี้หรอกท่านพี่"
กงหยางฮ่าวส่ายหัว "ข้าเพียงสงสัย... เด็กตัวเล็กแบบนั้น เหตุใดถึงได้รับโอสถจากปรมาจารย์กู่"
"อาจจะมีเหตุผลหรือไม่มีก็ได้" กงหยางอวี้ยักไหล่ แล้วก็ยกมือนำเม็ดยาเข้าปาก
ปราณะเิออกจากกงหยางฮ่าวก่อนที่นิ้วจะถึงริมฝีปาก แรงลมแผ่ออกเป็วงเบาๆ ทว่าหนักพอให้เด็กที่ยืนอยู่รอบข้างกระเด็นล้มไปสองสามคนกงหยางอวี้หยุดมือค้างไว้กลางอากาศ หันมามองพี่ชายด้วยสีหน้าที่อยู่ระหว่างความงุนงงกับความขัดใจ
"ท่านพี่อิจฉาข้าอย่างนั้นรึ"
"ระดับของเ้าและข้าตอนนี้ เพียงพอจะชนะไป๋หมางหกในสิบส่วนอยู่แล้ว"
กงหยางฮ่าวพูดเรียบ สายตายังจับอยู่ที่เม็ดยา "อย่าหาเื่ใส่ตัว"
"เห็นได้ชัดว่าท่านอิจฉาข้า" กงหยางอวี้ยกนิ้วชี้ขึ้น"ตอนนี้ข้าอยู่ในขั้นรวมลมปราณขั้นเก้า ท่านอยู่หลอมรวมปราณขั้นสอง ท่านกลัวข้าจะตามทันรึ"
กงหยางฮ่าวไม่ตอบ สายตากวาดไปที่เม็ดยาอีกครั้งแล้วหันออกไปทางปากถ้ำ เด็กที่กระเด็นล้มพยุงตัวขึ้นด้วยสีหน้าใ ไม่มีใครกล้าพูดอะไร
"ข้าจะกิน" กงหยางอวี้พูดเน้นเสียงหนัก แล้วกลืนมันลงไปทันทีกงหยางฮ่าวไม่ขยับ ไม่หันมอง มีเพียงกรามที่เกร็งขึ้นเล็กน้อยก่อนจะคลายออก
กงหยางอวี้หยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่งหลังกลืนลงไป มือกดลงที่หน้าท้องโดยไม่รู้ตัวปราณในร่างกายเริ่มขยับผิดจังหวะไปจากที่ควรเป็ มันร้อนพลุ่งขึ้นที่จุดตันเถียนแล้ววิ่งไปทางซ้ายแทนที่จะขึ้นตามเส้นปกติเขาขมวดคิ้วเบาๆ ก่อนจะยิ้มปัดมันทิ้ง
"ดีขึ้นแล้ว"
กงหยางฮ่าวมองแผ่นหลังของน้องชายโดยไม่พูดอะไรแสงคบเพลิงสองดวงส่องออกไปได้ไม่ถึงสิบก้าว ความมืดที่เหลืออยู่ข้างหน้าหนาแน่นกว่าความมืดปกติ ผนังถ้ำ เปียกและเย็น เสียงน้ำหยดดังเป็จังหวะสม่ำเสมออยู่เสียงเดียว
จดหมายที่ฝากไว้กับทหารยาม เม็ดยาที่วางทับบนตำรา หากกู่เหวยเห็นมันและเข้าใจ เขาจะมา
หลินเย่กำมีดในเสื้อแน่นขึ้นครู่หนึ่งแล้วก็ปล่อยออกและหากกู่เหวยไม่มา
เขากลืนน้ำลายลงคอ แล้วเดินต่อ
รอยขีดข่วนยาวพาดผ่านผนังหินเป็ระยะ ลึกและกว้างกว่าที่เล็บสัตว์ทั่วไปจะทำได้ บางรอยสูงจากพื้นเกินหัวคนยืน
หลินเย่หยุดที่รอยชุดแรก ช่คบเพลิงขึ้นดู นิ้วแตะขอบรอยเบาๆ แล้วถอนออก
ขอบรอยยังแหลมคม ไม่ได้ถูกน้ำกัดกร่อนจนมนไปตามเวลา ถ้ำ นี้ถูกใช้งานอยู่เป็ประจำ
เสียงมีดครูดผนังหินดังขึ้นเป็ระยะ หลินจ้าวเดินตามหลัง สายตากวาดจากมีดในมือหลินเย่ไปที่รอยขีดบนผนัง
"เหตุใดเ้าถึงกรีดมีดใส่ผนังหินเช่นนี้กัน"
"ระบุเส้นทางที่ผ่านมา" หลินเย่ไม่หันหลัง มีดขีดลงไปอีกครั้งที่ทางแยกด้านซ้าย "หากต้องวิ่งออกมาในความมืด จะได้รู้ว่าเดินมาจากไหน"
หลินจ้าวมองรอยขีดบนผนัง แล้วมองย้อนไปที่รอยตรงทางแยกก่อนหน้า มันเป็ระบบ ไม่ใช่รอยที่ขีดสุ่มๆ
"เ้าละเอียดถึงเพียงนี้เชียวหรือ"
"อืม"
สักครู่หลินจ้าวก็ถามขึ้นอีกครั้งเสียงต่ำลง "แล้วเหตุใดถึงทำเช่นนั้น"
"อะไร"
"โอสถเม็ดนั้น" หลินจ้าวพูดตรงๆ "หากเ้าเข้ามากินในนี้ข้าก็ไม่ได้คิดจะแย่งเ้าหรอก เหตุใดเ้าถึงต้องแกล้งทำให้พวกเขาเห็นด้วย"
หลินเย่เดินต่อไปสามก้าวโดยไม่ตอบ มีดขีดผนังอีกครั้งที่ทางเลี้ยว มือที่ถือมีดค้างอยู่ชั่วอึดใจหนึ่งก่อนจะขีดลง
"ข้าไม่รู้ว่ามันคืออะไร"
"อะไรที่ไม่รู้"
"โอสถนั้น" หลินเย่พูดเรียบ "กู่เหวยให้มา แต่ไม่บอกว่าทำจากอะไร ส่งผลอย่างไร มีราคาแบบไหน สิ่งที่ไม่รู้ต้องหาคำตอบก่อนกิน"
เขาหยุดที่ทางแยก ช่คบเพลิงขึ้นดูสองทาง แล้วเลือกเดินซ้าย
"กงหยางอวี้รู้เื่โอสถมากกว่าข้า เขาจะทดสอบมันให้โดยไม่รู้ตัว"
หลินจ้าวเดินตามมา เงียบไปครู่หนึ่ง "แล้วหากมันมีพิษล่ะ"
"ข้าก็จะรู้ว่ามันมีพิษ"
"เ้าพูดเหมือนมันไม่ใช่เื่ใหญ่"
"มันคือข้อมูล ข้อมูลทุกอย่างมีค่า"
ทั้งสองเดินต่อไปในความเงียบที่มีเพียงเสียงน้ำหยดกับเสียงฝีเท้ายิ่งเดินเข้าลึก เสียงน้ำหยดยิ่งเปลี่ยนจังหวะ ช้าลงและหนักขึ้นอากาศเย็นลงทีละน้อยจนรู้สึกได้ที่หลังมือ กลิ่นสาบของสัตว์เลื้อยคลานเข้มข้นขึ้นทุกก้าวจนเริ่มแสบที่หลังจมูก
และความมืดที่อยู่เกินแสงคบเพลิงออกไปนั้นไม่ได้อยู่นิ่ง มันขยับเล็กน้อยตามเปลวไฟ ราวกับถอยร่นแต่ไม่ได้หนีไปไหน แค่รอให้ไฟเล็กลงเสียก่อนหลินจ้าวถามขึ้นอีกครั้งเสียงต่ำกว่าเดิม "จากที่เ้าสังเกตพวกเขา เ้าคิดว่าอย่างไร"
"พวกเขามั่นใจไม่ห้าก็เจ็ดส่วนในการเอาชนะไป๋หมาง"
"เหตุใดถึงคิดเช่นนั้น"
หลินเย่ควักยันต์สองใบออกมาจากเสื้อ ช่ขึ้นในแสงคบเพลิง
"ระหว่างทางเดินเข้ามา เ้าเห็นทหารแปะกระดาษแบบนี้ไว้ตามต้นไม้ไหม"
หลินจ้าวขมวดคิ้ว"ข้าเห็นเขาหยุดอยู่สองสามครั้งแต่นึกว่าทำเครื่องหมายบอกทาง"
"เจ็ดต้น" หลินเย่พูด "ระยะห่างเท่ากันทุก่ และแปะไว้เฉพาะบนต้นไม้ที่เรียงตามทางที่พวกเราเดินเข้ามา ไม่ใช่ทางอื่น"
หลินจ้าวมองยันต์ในมือนั้น แล้วมองกลับไปทางที่มา ในความมืดของถ้ำ ข้างหลังไม่มีอะไรให้เห็น
"หรือว่า..."
"คนที่หยิบยันต์ะเิสองใบโยนให้เด็กที่จะตายอยู่แล้วโดยไม่คิดเสียดายย่อมมีอีกไม่ต่ำกว่าสิบใบอยู่กับตัว" หลินเย่พูดเรียบ "และเจ็ดใบนั้นไม่ได้แปะไว้สู้มันแปะไว้ถอย"
"หากจวนตัว พวกเขาจะจุดยันต์ที่แปะไว้เพื่อดึงความสนใจของไป๋หมางไปตามแนวนั้น แล้วเปิดทางถอยให้ตนเอง"
"แล้วเด็กๆ พวกนั้นล่ะ"
"คงกลายเป็ของเซ่นไหว้ให้งูของหุบเขานี้"
เสียงของหลินเย่ออกมาเรียบ ไม่เพิ่ม ไม่ลด ไม่มีอะไรในนั้นที่บอกว่าเขากำลังพูดถึงคนที่นั่งกินขนมปังอยู่ข้างกองไฟเดียวกับเขาเมื่อครู่น้ำหยดลงบนหินก้อนหนึ่ง ซ้ำ ๆ และสม่ำเสมอหลินจ้าวหยุดเดิน "แล้วเ้ามีแผนอะไร"
หลินเย่หันมามอง ใบหน้ายังเรียบอย่างที่หลินจ้าวคุ้นเคย ทว่าในสายตานั้นมีบางอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ใช่ความกลัว ไม่ใช่ความโกรธ หากเป็ความชัดเจนของคนที่คิดจบไปหมดแล้วก่อนที่ปากจะเปิด
"สองทางที่ข้าคิด หากโอสถส่งผลด้านดี พลังของกงหยางอวี้จะเพิ่มขึ้นโอกาสชนะไป๋หมางมากขึ้นพวกเราก็จะรอดกลับไป"
มีดขีดผนังอีกครั้งเสียงครูดดังก้องในความเงียบ
"หากมันส่งผลเสีย ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจะเปิดช่องให้พวกเ้าหนี" เขาหยุดครู่หนึ่ง "ตอนที่เดินผ่านค่ายกล เ้าสังเกตทิศตะวันตกไหม"
"ไม่ได้สังเกต"
"มีช่องว่างระหว่างเส้นแสงสองเส้น ไม่มีทหารยืนตรงนั้น หากต้องวิ่ง ให้วิ่งทางนั้น"
หลินจ้าวนิ่งไปครู่หนึ่ง เสียงฝีเท้าของทั้งสองหยุดพร้อมกัน ในความเงียบนั้นได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกันชัดกว่าปกติ
"แล้วเ้าล่ะ"
"ข้าจะเป็ตัวจุดชนวน ดึงความสนใจทุกอย่างออกมา ไป๋หมาง กงหยางพี่น้อง ทุกอย่างจะวุ่นวายพร้อมกัน ในความวุ่นวายนั้น พวกเ้ามีเวลาพอที่จะออกไปได้ ข้าจะหาทางของข้าเอง"
คำตอบนั้นสั้นไม่ได้สัญญาว่าจะรอด ไม่ได้บอกว่าจะตายมีเพียงเสียงน้ำหยดที่ตอบแทน
หลินจ้าวอ้าปากค้าง ยังไม่ทันได้เปล่งเสียงอะไรออกมา
"หากหนีพร้อมกัน ทุกคนวิ่งด้วยกัน ทุกคนโดนตามด้วยกัน" หลินเย่พูดช้าๆ
"ข้าเป็หมากที่พลิกกระดานได้ดีที่สุดหากอยู่คนเดียว"
หลินจ้าวเงียบไปนาน
เขามองแผ่นหลังของเด็กที่เดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่รอให้ใครตัดสินใจ อายุน้อยกว่าเขาสองปี ตัวเล็กกว่าครึ่งหัว ทว่ายืนอยู่ในถ้ำ มืดและพูดถึงแผนที่อาจทำให้ตัวเองตายด้วยน้ำเสียงเดียวกับที่บอกทางไปเก็บหญ้าชิงเหอ ไม่สั่น ไม่หวั่นไม่ขอให้ใครเห็นใจ
และที่หนักกว่านั้นคือมันสมเหตุสมผลจนเถียงไม่ออกสักคำเขาถอนหายใจออกเบาๆ กำคบเพลิงให้แน่นขึ้นแล้วก็คลายออก
"ตกลง" เสียงแน่วแน่กว่าตอนที่ก้าวออกมาจากกองไฟ "ข้ารับปากเ้า... ข้าจะพาเด็กพวกนั้นหนีรอดออกไปให้ได้"
หลินเย่หยุดเดิน แล้วหันมา
รอยยิ้มนั้นเล็กมาก ไม่กว้าง ไม่เต็ม เป็แค่มุมปากที่ขยับขึ้นเล็กน้อยในแสงคบเพลิง รอยยิ้มของคนที่โยนเหรียญลงไปแล้ว และเห็นอีกฝ่ายยื่นมือออกมารับ
"ข้าเชื่อใจเ้า"
เขาหันหน้ากลับไปทางปลายถ้ำ มีดขีดผนังอีกครั้งเสียงครูดดังในความมืดที่ลึกกว่าเดิม หลินจ้าวเดินตามมา ฝีเท้าช้าลงกว่าตอนขาเข้าเล็กน้อย ไม่พูดอะไรอีก
จุดตันเถียนของหลินเย่เริ่มกระตุกเบาๆ อย่างที่เคยเป็ในคืนที่ลอบฟัง ทว่าหนักกว่าคืนนั้นหลายเท่า สิ่งที่อยู่ข้างหน้าใหญ่กว่าทุกอย่างที่เคยทำให้มันตอบสนองมาก่อน
เขากดมันลงด้วยลมหายใจ คราวนี้มันกลับไม่ยอมนิ่งสนิท ยังสั่นค้างอยู่เบาๆกลิ่นสาบหนาขึ้นอีกจนแสบหลังจมูก หลินเย่เปลี่ยนไปหายใจทางปากทางเดินข้างหน้าเริ่มกว้างออก เพดานถ้ำ ส่งขึ้นจนแสงคบเพลิงส่องไปไม่ถึงและเสียงน้ำหยดที่ดังนำมาตลอดทางก็เงียบหายไปเฉยๆ ในจังหวะเดียว