ตอนที่ 4 ชีวิตที่เรียบง่าย
นางเชื่อว่าเขาเองก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน นางช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้สามีขยันทำงาน ทั้งยังดูแลเอาใจใส่นางอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ขอเพียงเป็เื่ที่เกี่ยวกับนาง เขามักจะไม่ปล่อยผ่านและจัดการเื่ราวเ่าั้ให้ก่อน เสมือนกับว่านางเป็สิ่งที่สำคัญอันดับแรกในชีวิต
เขาทะนุถนอมนางเอาไว้ราวกับไข่ในหินก็มิปาน เพราะอย่างนี้นางถึงรู้สึกซาบซึ้งใจในตัวเขามาก
ที่น่าภาคภูมิใจไปกว่านั้นก็คือสามีของนางเป็คนเดียวในหมู่บ้านที่รู้หนังสือ ทั้งยังทำงานรวดเร็วและละเอียดรอบคอบ เขามีความรู้กว้างขวาง ดังนั้นคนในหมู่บ้านไม่ว่าเด็กหรือคนชราต่างก็มาหาเขาในยามที่มีปัญหาทั้งนั้น ไม่ว่าเื่ที่ขอจะยากเย็นแสนเข็ญมากเพียงไร ขอเพียงมอบหมายให้เขาทำ เขาย่อมสามารถคลี่คลายปัญหาเ่าั้ได้อย่างรวดเร็ว
ด้วยเหตุที่เขาเป็คนที่พึ่งพาได้ทุกเื่นางจึงรู้สึกศรัทธาและเชื่อมั่นในตัวสามีของนางยิ่งนัก ขอเพียงมีเขาอยู่นางก็ไม่จำเป็ต้องกังวลสิ่งใดแล้ว
ยามนี้นางมีครอบครัวใหญ่อย่างที่ใฝ่ฝันเอาไว้ มีพ่อแม่สามีที่รักและตามใจนาง ทั้งยังมีพี่ชายสามีและพี่สะใภ้ รวมถึงหลานน้อยทั้งสองคอยเป็เพื่อนคุยคลายเหงา จากที่เคยใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง ยามนี้กลับไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป แต่ถ้าได้มีลูกชายหรือลูกสาวตัวน้อยๆ สักสองสามคนคอยวิ่งเล่นอยู่ในบ้าน ก็คงจะดีมากกว่านี้...
ในขณะที่นางกำลังจมดิ่งอยู่กับความคิดเพ้อฝันอยู่นั้น เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนก็ดังขึ้นว่า “คิดอะไรอยู่”
ลู่จิวสะดุ้งตัวเล็กน้อย ก่อนจะพบว่าสามีวางสัมภาระที่สะพายอยู่บนหลังลงบนโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่นางกำลังอมยิ้มอย่างโง่เขลาอยู่ข้างๆ เขาตั้งนาน
เมื่อได้สติกลับคืนมาแล้ว ลู่จิวก็รีบฉีกยิ้มสดใสให้สามีทันที “เปล่านะ ท่านเดินทางมาเหนื่อยๆ คงหิวแย่แล้วสิ มาเถอะ ข้าเตรียมของโปรดไว้ให้ท่านแล้ว”
พอสิ้นเสียงพูด ลู่จิวก็กุมมือเขาเดินไปที่โต๊ะอาหาร ก่อนจะช่วยถอดเสื้อนอกออกให้เขา จากนั้นดันตัวชายหนุ่มให้นั่งลงและพับเสื้อคลุมให้เขาอย่างเป็ระเบียบ ตามด้วยใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดฝ่ามือใหญ่อย่างนุ่มนวล
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็เื่ที่นางได้เรียนรู้จากเขา พอเปลี่ยนสถานะเป็สามีภรรยากันแล้ว ความคิดและจิตใจของนางก็เฝ้าจดจ่ออยู่เพียงแค่เขา นางรับรู้ได้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเขานั้นเ้าระเบียบและมาตรฐานสูงมาก วิถีชีวิตของเขาช่างต่างจากนางลิบลับ เพราะฉะนั้นนางจึงดูแลทุกสิ่งอย่างโดยไม่ให้ขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่นิดเดียว
ดวงตาสีดำสงบนิ่งมองดูใบหน้าดวงเล็กที่มีคราบเขม่าสีดำติดอยู่ ก่อนจะเคลื่อนสายตาขึ้นไปมองดูปอยผมที่ถูกไฟเผาไหม้จนแหว่งไปเล็กน้อยด้วยความขบขัน “วันนี้เ้าผัดผักบุ้งรึ?”
“ท่านรู้ได้อย่างไร” ลู่จิวเบิกตาโตและจ้องมองสามีด้วยแววตาที่เหลือเชื่อ
เฮ่าตู๋ส่ายหน้าอย่างยิ้มๆ ก่อนจะดึงผ้าในมือภรรยาไปชุบน้ำใหม่ แล้วเช็ดคราบเขม่าบนใบหน้าของนาง พลางปัดเศษปลายผมที่ถูกสะเก็ดไฟนั้นและเอ่ยว่า “ผมเ้าไหม้น่ะ”
“เอ๋...” ดวงตากลมโตของลู่จิวเหลือบมองดูผมหน้าม้าที่ถูกไฟไหม้ของตัวเองเล็กน้อย ก่อนที่จะยิ้มอย่างโง่งมว่า “ก็เพราะอย่างนี้ไง ข้าถึงผัดผักบุ้งให้ท่านแค่เดือนละหน เพื่อสามีแล้ว ต่อให้ผมไหม้หมดทั้งหัว ข้าก็ยอม”
พอพูดจบแล้วลู่จิวก็ยิ้มทะเล้นให้สามี ท่าทางของนางดูไม่คล้ายกับสตรีที่รักสวยรักงามเลยแม้แต่น้อย แม้จะดูแตกต่างไม่เหมือนใคร แต่ความแตกต่างนั้นก็ได้ทำให้หัวใจของชายหนุ่มรู้สึกดี ทั้งยังรู้สึกว่าสตรีที่อยู่ตรงหน้านี้ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก
“เ้านี่มันโง่งมจริงๆ” เฮ่าตู๋ใช้ข้อนิ้วเรียวยาวเคาะลงบนหน้าผากของภรรยาด้วยความเอ็นดู
ตรงกันข้ามลู่จิวกลับพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วยกับคำพูดเขา นางเคาะหัวตัวเองเบาๆ และเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่ภาคภูมิใจว่า “ใช่แล้วๆ ข้านี่มันโง่งมจริงๆ แต่คนโง่อย่างข้าโชคดีที่ได้สามีสุดหล่อทั้งยังฉลาดหลักแหลมเช่นท่าน!”
“โชคดีขนาดนั้นเชียวรึ?” เฮ่าตู๋เลิกคิ้วมองดูหญิงสาวตรงหน้าเล็กน้อย
“มากๆ เลยล่ะ” ลู่จิวยิ้มจนดวงตากลมโตคู่นั้นก็โค้งขึ้นเป็รูปพระจันทร์อย่างน่ารัก ก่อนจะมองดูใบหน้าหล่อเหลาที่ประดับรอยยิ้มไว้ที่มุมปากตรงหน้าด้วยความเคลิบเคลิ้ม
สามีของนางมีรอยยิ้มที่น่าหลงใหลอย่าบอกใคร แค่เขายิ้มเพียงนิดเดียวนางก็แทบจะหลอมละลายกลายเป็ของเหลวกองอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว นางอยากจะเก็บรอยยิ้มของเขาเอาไว้เชยชมเพียงผู้เดียวจริงๆ เลย
ยามนี้ลู่จิวยับก้นเล็กๆ เข้าไปใกล้เขา แล้วดึงแขนเสื้อตัวยาวสีขาวบริสุทธิ์ของเขาด้วยท่าทางราวกับสุนัขขี้ประจบพลางพูดจาออดอ้อนไปว่า
“สามี ท่านเดินทางไปคราวนี้ก็เกือบหนึ่งเดือนเลยนะ ท่านคิดถึงข้าบ้างหรือเปล่า ข้าคิดถึงท่านนะ ดูสิข้าเตรียมของโปรดให้ท่านเยอะแยะเลย ท่านจะไม่ให้รางวัลข้าหน่อยรึ...” ดวงตากลมโตกระจ่างใสคู่นั้นจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาตรงหน้าด้วยความหวัง
เฮ่าตู๋มองดูใบหน้าดวงเล็กที่ส่งยิ้มให้เขาอย่างโง่งมแวบหนึ่ง ฉับพลันนั้นดวงตาที่สงบนิ่งเป็นิจก็พลันอ่อนโยนลงไม่น้อย “ข้าต้องคิดอยู่แล้ว คิดว่าเด็กโง่อย่างเ้าจะอยู่อย่างไร จะทำไฟไหม้บ้านรึเปล่า ก็เท่านั้น…”
เมื่อได้ยินสามีพูดอย่างนี้ ลู่จิวก็ย่นจมูกใส่เขา ก่อนจะใช้มือกอดอกแล้วหันไปอีกทางอย่างแง่งอน “คนใจร้าย บอกคิดถึงกันหน่อยก็ไม่ได้ รางวัลก็ไม่ให้ คนอะไรขี้งกจริงๆ”
เฮ่าตู๋มองดูท่าทางแง่งอนของนาง ก่อนจะใช้มือโยกหัวนางเบาๆ แล้วเอ่ยว่า “ใครว่าไม่มี ข้าเอาของฝากมาให้เ้าเยอะแยะเลย เ้าจะต้องชอบแน่ แต่ว่าตอนนี้พวกเรากินข้าวกันก่อนเถอะ ข้าเริ่มจะหิวแล้วล่ะ”
ถึงแม้จะอยากงอนเขาอยู่ แต่พอได้ยินว่าสามีหิวแล้วมือเล็กก็ไม่รอช้าและเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วทันที นางตักข้าวใส่ในชามให้สามี ตามด้วยเลาะกระดูกไก่ออกให้อย่างชำนาญ แล้ววางใส่ลงในชามให้เขาด้วยความตั้งใจ จากนั้นก็บอกเล่าถึงเื่ราวที่ได้พบเจอมาหลายวันนี้ ทว่าทุกอย่างล้วนเป็เื่จุกจิกอย่างเช่น บ้านไหนคลอดลูก บ้านไหนไก่หาย บ้านไหนทะเลาะกันบ้าง ทุกอย่างล้วนเป็เื่หยุมหยิมไม่ควรค่าที่จะใส่ใจ
ก็ช่วยไม่ได้นี่นา นางอยู่แต่ในหมู่บ้านไม่เคยได้ออกไปพบเห็นโลกภายนอกเลยสักครั้ง เฮ่าตู๋มักจะบอกนางเสมอว่าโลกภายนอกนั้นไม่ได้มีอะไรน่าสนใจ มีแต่คนชั่วช้าอยู่เต็มไปหมด นางจึงไม่เคยคิดที่จะออกไปเลยสักครั้ง สิ่งบันเทิงใจเพียงอย่างเดียวในหมู่บ้านนี้ก็คือการซุบซิบนินทาเื่ของคนอื่น
ลู่จิวพูดไปพลางหัวเราะไปพลาง แต่พอเห็นว่ามีแค่ตัวเองที่นั่งหัวเราะอยู่เพียงผู้เดียว ส่วนชายหนุ่มที่อยู่ข้างกายกลับนั่งเหม่อลอยอยู่ ฉับพลันนั้นนางก็โบกมือตรงหน้าสามีและเอ่ยถามว่า “ท่านฟังที่ข้าพูดอยู่รึเปล่า”
เสียงเอ่ยถามนั้นทำให้เฮ่าตู๋ได้สติกลับคืนมา แล้วพยักหน้าอย่างแ่เบา เมื่อเห็นอย่างนี้ลู่จิวจึงเล่าต่อไปอย่างสนุกสนาน โดยหารู้ไม่ว่าชายหนุ่มที่อยู่ข้างกายนั้นไม่ได้สนใจเื่จุกจิกที่นางเล่าเลยสักนิดเดียว สิ่งเดียวที่เขาสนใจมีเพียงเื่ที่เกี่ยวข้องกับตัวเองเท่านั้น
จวบจนกระทั่งทั้งคู่กินข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ลู่จิวจึงได้ก้มหน้าลงเพื่อปิดบังใบหน้าที่ดูเขินอายของตัวเองแล้วเอ่ยเสียงแ่เบาไปว่า “สามี ยามนี้ท่านคงจะรู้สึกเหนื่อยมาก ข้าเตรียมน้ำอุ่นเอาไว้ให้ท่านเรียบร้อยแล้ว รีบเข้าไปอาบน้ำกันก่อนดีกว่า...”
เมื่อเอ่ยคำพูดนี้จบ ใบหน้าของหญิงสาวก็พลันแปรเปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่อขึ้นมาทันที
นางอดนึกถึงคำแนะนำที่น่าละอายของพี่สาวข้างบ้านไม่ได้ หากเ้าอยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ แล้วจัดการรวบหัวรวบหางพ่อเสือตัวนั้นซะ!
นะ นี่มันช่าง...
อ๊าย น่าอายยิ่งนัก!
นางกับสามีร่วมอยู่กินกันมานานถึงสามปีแล้ว แต่ทว่าทั้งสองกลับไม่เคยทำเื่ลึกซึ้งอย่างที่พี่สาวผู้นั้นบอกเลยสักครั้ง นางเองก็เขินอายเกินกว่าจะเป็ฝ่ายเอ่ยกับเขา ส่วนสามีของนางก็เป็บัณฑิตคงแก่เรียนอย่างแท้จริง วันทั้งวันเขาเอาแต่ตั้งใจสอนหนังสือทั้งในและนอกหมู่บ้าน เมื่อได้เงินมาแล้วก็มักจะนำไปซื้อตำรากลับมานั่งอ่าน หรือไม่ก็หมกตัวทำอะไรสักอย่างอยู่ในห้องทั้งวัน พอตกกลางคืนทั้งคู่ถึงจะได้ใช้เวลาร่วมกันบนเตียง
เดิมทีนางคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็เื่ปกติของชีวิตสามีภรรยา ดังนั้นหลังจากที่แต่งกับเขา นางจึงปล่อยให้เป็ไปตามนั้น ทว่าไม่นานมานี้เพื่อนบ้านในวัยไล่เลี่ยที่เพิ่งแต่งงานได้ไม่นานต่างก็เริ่มตั้งครรภ์กันหมดแล้ว ตรงกันข้ามกับนางที่แต่งงานมานานกว่าแต่หน้าท้องยังคงแบนราบอยู่เหมือนเดิม ทั้งที่นางเองก็นอนกับสามีทุกค่ำคืน แต่กลับไร้วี่แววของทายาทเสียได้
ภายหลังจากที่บากหน้าไปสอบถามมาแล้ว นางจึงรู้ว่าพวกนางสองสามีภรรยานอนด้วยกันผิดวิธี! มันยังมีขั้นตอนซับซ้อนที่พวกนางยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติอยู่ ดังนั้นตอนนี้นางจึงคิดที่จะเป็ฝ่ายเริ่มทำทุกอย่างให้มันถูกต้องสักที
เมื่อคิดอย่างนี้แล้ว หญิงสาวก็ค่อยๆ เอามือที่ปิดบังใบหน้าเขินอายของตัวเองออก จากนั้นก็เอ่ยความ้าของตัวเองออกมาอย่างตรงไปตรงมา “สามี...พวกเรามาทำลูกด้วยกันเถอะ!”
อ๊าย ในที่สุดก็พูดออกไปแล้ว!
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใบหน้าของนางในเวลานี้คงจะแดงก่ำราวกับถูกน้ำร้อนลวกแล้วเป็แน่ ช่างน่าอายยิ่งนัก
“…”
ลู่จิวเขินอายจนบิดม้วนอยู่นานแต่กลับไม่ได้ยินเสียงใดๆ นางจึงอดเงยหน้าขึ้นมาดูไม่ได้ ปรากฏว่าเบื้องหน้าของนางไร้ซึ่งเงาร่างสูงโปร่งของผู้เป็สามี ฉับพลันนั้นใบหูเล็กก็ได้ยินเสียงน้ำในอ่างที่กระเด็นลงกระทบบนพื้นหินแว่วดังลอยมาจากทางห้องน้ำ
นี่เขาเข้าไปอาบน้ำั้แ่เมื่อไหร่กัน...
ลู่จิวส่ายหัวเพื่อขับไล่ความเขินอายที่มีอยู่ออกไป ก่อนจะใช้มือตบลงบนอกเพื่อเรียกกำลังใจตัวเอง แล้วเดินเข้าห้องอาบน้ำไปอย่างกล้าหาญ
สามี คืนนี้ท่านเสร็จข้าแน่!
เมื่อเข้ามาข้างในแล้ว นางก็ต้องตกตะลึงกับแผงอกแข็งแกร่งที่เปลือยเปล่าลอยเด่นเป็สง่าอยู่เหนือผิวน้ำ ฉับพลันนั้นราวกับมีอะไรบางอย่างะเิขึ้นในหัวน้อยๆ ของนาง
จู่ๆ ลู่จิวก็เกิดอาการทึ่มทื่อขึ้นมา นางยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่รู้ว่าควรพาตัวเองไปอยู่ตรงส่วนไหนของห้องอาบน้ำดี แผนการที่วาดฝันเอาไว้ในหัวก็พลันดับสูญสลายหายไปจนหมดสิ้น มือเล็กกำเข้าหากันแน่นเนื่องด้วยความประหม่าที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
ฉับพลันนั้นราวกับมีสายตาร้อนระอุคู่หนึ่งจ้องมองมาที่นาง ลู่จิวนึกอะไรไม่ออกจึงได้คว้าเอากะละมังที่อยู่ใกล้มือมาบังหน้าตัวเองไว้ ก่อนจะรีบเดินไปหลบอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องน้ำ จากนั้นกระวีกระวาดคว้ากระบวยไม้ขึ้นมาตักน้ำเติมลงในอ่างด้วยท่าทีที่ลนลาน วินาทีนี้นางรู้แค่เพียงว่าต้องทำตัวให้ดูยุ่งเข้าไว้ สามีจึงจะได้ไม่สงสัยว่านางเข้ามาทำอะไรในนี้
ข้าไม่ได้มีพิรุธเลยนะ ไม่มีจริงๆ
พอคิดอย่างนั้นแล้วลู่จิวก็อดชำเลืองมองไปทางอ่างอาบน้ำด้านข้างไม่ได้ ก่อนจะพบว่าสามีกำลังจ้องมองนางอยู่จริงๆ หนำซ้ำมุมปากของเขายังโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มอีกด้วย ยามนี้เขากำลังเท้าแขนเข้ากับอ่างน้ำและมองมาที่นางด้วยสีหน้าที่นิ่งเฉย ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับแฝงไปด้วยความขบขันอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาที่สงบนิ่งล้ำลึกราวกับมองทะลุความจริงภายในใจตรงหน้านี้แล้ว ลู่จิวก็รีบหลุบตาลงอย่างร้อนตัว แต่ทว่าดวงตาไม่รักดีคู่นี้กลับไปจดจ่ออยู่บนแผงอกขาวผ่องนั้นแทน สามีของนางมีผิวพรรณที่ขาวสะอาดตาชวนมอง เขาไม่ใช่คนตัวใหญ่เทอะทะ แต่ก็ไม่ใช่คนผอมแห้งเสียทีเดียว สำหรับนางแล้วทุกอย่างที่เป็เขามันดูลงตัวไปหมด
ดวงตากลมโตซุกซนคู่นั้นมองตามหยดน้ำเม็ดเล็กใสแวววาวที่ไหลผ่านลาดไหล่สมบูรณ์แบบของเขา ก่อนจะหายลับลงไปในอ่าง เมื่อจินตนาการถึงสิ่งที่นอนนิ่งอยู่เบื้องล่างนั้นแล้ว ใบหน้าดวงเล็กเห่อร้อนขึ้นมาอย่างควบคุมไว้ไม่อยู่