“ในเมื่อเ้ามีความคิดอันกว้างไกลเช่นนี้... เช่นนั้นเจิ้นก็มีคนที่เหมาะสมอย่างยิ่งอยู่คนหนึ่ง!”
บรรยากาศภายในตำหนักพลันหยุดหมุน ลมหายใจของทุกคนถูกสะกดไว้ด้วยความลุ้นระทึก จ้าวิเต๋อกวักมือเรียกจางกงกงเข้ามาใกล้ๆ แล้วป้องปากกระซิบกระซาบเสียงเบา
จางกงกงพยักหน้ารับคำสั่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบหมุนตัววิ่งหายออกไปจากตำหนัก
เวลาผ่านไปเพียงชั่วครู่... ประตูตำหนักหลงเฉวียนก็ถูกเปิดกว้างอีกครั้ง แสงแดดยามเช้าอันอบอุ่นสาดสะท้อนเงาร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งที่กำลังก้าวผ่านประตูเข้ามา
นางสวมอาภรณ์เนื้อดีสีฟ้าคราม ปักลวดลายเมฆาด้วยเส้นด้ายเงินระยิบระยับยามต้องแสง ท่วงท่าการเยื้องกรายงดงามหมดจดดุจหงส์เหิน เส้นผมดกดำเงางามถูกจัดแต่งอย่างประณีต ประดับด้วยปิ่นหยกขาวสลักลวดลายอ่อนช้อย ใบหน้าเรียวรูปไข่สะอาดหมดจด คิ้วโก่งดังคันศร ดวงตากลมโตส่องประกายคมกล้าทว่าแฝงไว้ด้วยความเฉลียวฉลาด
ข้าราชบริพารโดยรอบต่างก้มหน้าลงด้วยความเคารพ ยามที่องค์หญิงหกจ้าวหนิงเซียนปรากฏกายขึ้น!
ลู่เฟยเหยียนยืนอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า หัวใจของชายหนุ่มเต้นระทึกดังสนั่นอยู่ในอก!
แม่เ้า! นี่มันนางงามระดับซูเปอร์สตาร์ชัดๆ! ความงามระดับนี้ นางเอกซีรีส์เกาหลีที่เขาเคยคลั่งไคล้ในโลกก่อน ยังเทียบไม่ได้เลยแม้แต่ปลายเล็บ!
ชายหนุ่มกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่ ร้องครางในใจด้วยความฟินระดับสิบกะรัต
‘์มีตา! นี่แหละ... นี่แหละคือนางเอกซีรีส์ของข้า!’
จ้าวหนิงเซียนก้าวเท้าเข้ามาหยุดยืนกลางตำหนัก มองเห็นใบหน้าโดดเด่นของลู่เฟยเหยียนที่กำลังถลึงตาจ้องมองตนอยู่เป็คนแรก
นางจำชายหนุ่มผู้นี้ได้ดี เมื่อหลายเดือนก่อนยามเห็นเขาเข้าสอบ คุณชายลู่ดูมีเนื้อมีหนังมากกว่านี้ ยามนี้แม้จะผอมซูบลงไปบ้าง แต่ก็ยังคงความหล่อเหลาได้ไม่เปลี่ยน
ได้ยินว่าบัดนี้เสด็จพ่อแต่งตั้งเขาเป็ถึงผู้ตรวจการพิเศษ นางก็อดรู้สึกยินดีลึกๆ มิได้ เพราะนางเชื่อมาตลอดว่าลู่เฟยเหยียนคือผู้บริสุทธิ์ที่ฝ่าฟันด่านสอบมาด้วยฝีมือและความสามารถของตนเองจริงๆ ผิดกับเว่ยอวี่ชวนที่วันๆ เอาแต่ลอยหน้าลอยตาเกี้ยวพาสตรีสูงศักดิ์ หวังเกาะชะตาร่มเงาอำนาจตระกูลฝั่งเมียเพื่อไต่เต้า!
หญิงสาวมองเลยไปยังโต๊ะทรงอักษร แล้วเห็นม้วนภาพวาดสาวงามมากมายวางกองอยู่เต็มไปหมด ใบหน้าหมดจดพลันฉายร่องรอยความเหนื่อยหน่ายใจออกมาอย่างปิดไม่มิด
"เสด็จพ่อเรียกลูกมาในยามนี้ คิดจะให้หม่อมฉันช่วยคัดเลือกพระสนมคนใหม่เข้าวังหรือเพคะ?"
แต่ยังไม่ทันที่ฮ่องเต้จะตอบ นางก็นึกขึ้นได้ว่าผู้ตรวจการลู่ยังยืนอยู่ตรงนี้ด้วย หากเสด็จพ่อจะคัดเลือกสตรีเข้าถวายตัว เหตุใดถึงให้ขุนนางหนุ่มภายนอกเข้ามามีส่วนร่วม?
“หรือว่า... เสด็จพ่อคิดจะหาฮูหยินตบแต่งให้ผู้ตรวจการลู่?”
"เพ้ย! ไม่ใช่! ไม่ใช่เช่นนั้นเลยหนิงเอ๋อร์!" จ้าวิเต๋อรีบยกมือปฏิเสธพัลวันก่อนที่เื่จะบานปลายไปกันใหญ่
"เ้าสำนักซูกับผู้ตรวจการลู่มาขอความช่วยเหลือจากเ้าต่างหากเล่า"
จ้าวหนิงเซียนเบนสายตาตามมือของเสด็จพ่อ ก่อนจะชะงักไปอีกหนเมื่อพบว่าบุคคลที่ยืนอยู่ตรงนั้นคืออดีตราชครูซูเหวินฉัง! หญิงสาวรีบย่อกายน้อมคารวะอย่างนอบน้อม กิริยางดงามไร้ที่ติ
"คารวะท่านราชครูซู...ไม่สิยามนี้ต้องเรียกว่าเ้าสำนักซูแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะได้พบท่านที่นี่ ท่านสบายดีหรือไม่เ้าคะ?" นางเอ่ยถามด้วยความเคารพจากใจจริง ก่อนจะหันกลับมามองฮ่องเต้ด้วยความประหลาดใจ
"แล้ว... มีสิ่งใดที่สตรีเช่นหม่อมฉันพอจะช่วยเ้าสำนักซูได้หรือเพคะ?"
"สำนักเจิ้นอู่เพิ่งจัดตั้ง ยามนี้ขาดแคลนคนทำงานอย่างหนัก ข้าคิดว่าเ้ามีความเหมาะสมที่สุด!" ฮ่องเต้เอ่ยตอบทันควัน
ในขณะที่บทสนทนากำลังดำเนินไป ลู่เฟยเหยียนก็ลอบใช้สายตาสแกนองค์หญิงหกั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า
‘รูปร่างบอบบาง อ้อนแอ้นอรชรขนาดนี้ มองจากดาวอังคารก็รู้ว่าไม่มีฝีมือการต่อสู้แน่ๆ สายกำลังคงต้องตัดทิ้งไป’ ชายหนุ่มวิเคราะห์ในใจอย่างรวดเร็ว
‘แต่ดูจากสายตาและรังสีความกดดันแบบลูกคุณหนูตัวแม่... นางอาจจะเป็ขุนพลฝ่ายกุนซือ คอยวางแผนการ หรือเป็มันสมองให้สำนักเราได้!’
และที่สำคัญที่สุด... ลู่เฟยเหยียนคิดต่อในใจพลางยิ้มกริ่ม
‘แค่มีนางมานั่งจุ้มปุ้กอยู่ในสำนักเจิ้นอู่ อย่างน้อยที่สุดฝ่าาก็ต้องให้พ่อครัวจากวังหลวงส่งอาหารชั้นเลิศมาให้ไม่ขาดเป็แน่! แถมนางยังสวยระดับดารา นั่งตรงไหนก็เจริญหูเจริญตา เป็หน้าเป็ตาให้สำนักสุดๆ!’
เมื่อคำนวณผลได้ผลเสียในหัวเสร็จสรรพเรียบร้อย ลู่เฟยเหยียนก็ส่งยิ้มการเมืองอันเปี่ยมด้วยความจริงใจให้องค์หญิงหก และไม่มีความคิดที่จะเอ่ยปากขัดขวางการมาร่วมทีมของนางเลยแม้แต่คำเดียว!
จ้าวหนิงเซียนยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง
“เข้าใจแล้วเพคะ” นางตอบด้วยสีหน้าราบเรียบ ก่อนจะสะบัดชายผ้าหมุนกายเดินออกจากตำหนักไปทันที
ภาพที่เห็นทำเอาลู่เฟยเหยียนใจหายไม่น้อย แต่พอมาคิดดูอีกทีก็คงไม่แปลก นางเป็ถึงองค์หญิงหกผู้สูงศักดิ์ แต่กลับถูกฝ่าาสั่งให้ไปช่วยงานในสำนักที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นมาใหม่ๆ นางไม่อาละวาดโวยวายก็บุญเท่าไหร่แล้ว!
ชายหนุ่มถอนหายใจด้วยความเสียดาย ก่อนจะหันกลับมามองซูเหวินฉัง และพบว่ายามนี้ชายชราตกอยู่ในสภาพ เครื่องค้างไปเรียบร้อยแล้ว
ในหัวของเ้าสำนักคนใหม่ขาวโพลนไปหมด!
เขาเคยเป็ราชครูอยู่ในวังหลวงมานานหลายสิบปี สั่งสอนและรู้จักนิสัยใจคอของพระโอรสและพระธิดาของจ้าวิเต๋อดีทุกพระองค์ โดยเฉพาะองค์หญิงหกผู้นี้!
ชายชราจินตนาการไม่ออกเลยจริงๆ ว่า หากองค์หญิงหกยอมรับปากและเข้าร่วมกับสำนักเจิ้นอู่จริงๆ ความฉิบหายวายป่วงมันจะรุนแรงขนาดไหน!
ลู่เฟยเหยียนเห็นอาการโหลดนานผิดปกติของเ้าสำนักก็รีบยื่นมือไปสะกิดแขนเบาๆ พลางกระซิบเตือน
“ท่านเ้าสำนัก...อย่าเสียมารยาทต่อหน้าฝ่าาสิ! วันนี้ฝ่าาน่าจะต้องเตรียมตัวเข้าประชุมสภาขุนนางในท้องพระโรงอีก พวกเราควรรีบกราบถวายบังคมลากลับกันก่อนดีกว่ากระมัง ส่วนเื่คัดเลือกคน... เดี๋ยวข้ากลับไปคิดหาทางดูอีกที”
ซูเหวินฉังค่อยๆ หันหน้ามาทางชายหนุ่มอย่างช้าๆ ดวงตาเหี่ยวย่นดูล่องลอยว่างเปล่าไร้จุดหมายสิ้นดี ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายกำลังตกอยู่ในห้วงฝัน “เ้าไม่ต้องห่วงหรอก... วันนี้เ้าได้คนกลับไปแน่”
“หืม? ท่านหมายความว่า...”
ลู่เฟยเหยียนยังงงกับคำพูดนั้นได้ไม่ทันไร ประตูตำหนักหลงเฉวียนก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง!
จ้าวหนิงเซียนเดินกลับเข้ามาด้วยท่วงท่ามั่นใจเกินร้อย ด้านหลังของนางมีสาวใช้ร่างใหญ่บึกบึนราวกับนักมวยค่ายดังอีกสองสามคน กำลังหอบหิ้วหีบผ้าผ่อนและข้าวของเครื่องใช้กองโตตามเข้ามา!
หญิงสาวก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าจ้าวิเต๋อ ก่อนจะประสานมือเอ่ยกับฮ่องเต้อย่างฉะฉาน
“งานที่เสด็จพ่อมอบหมายให้ หม่อมฉันจะตั้งใจทำให้ดีที่สุดเพคะ!”
พูดจบ นางก็ไม่รอให้ผู้ใดได้ทันตั้งตัว หมุนกายเดินตรงเข้ามาฉุดแขนของซูเหวินฉังให้ลุกขึ้นทันที “ท่านอาจารย์ พวกเรากลับสำนักกันเถิดเ้าค่ะ!”
ลู่เฟยเหยียนยืนตะลึงงัน!
ที่แท้เมื่อครู่นี้นางก็ไม่ได้โมโหจนเดินหนีไป! แต่นางกลับไปหอบผ้าหอบผ่อนและเตรียมตัวย้ายออกจากวังหลวง เพื่อไปพำนักประจำอยู่ที่สำนักเจิ้นอู่ทันทีเลยต่างหาก!
ชายหนุ่มรีบถวายบังคมลาฮ่องเต้อย่างรวดเร็ว แล้ววิ่งตามแผ่นหลังขององค์หญิงหกและขบวนสาวใช้สายถึกที่หิ้วปีกซูเหวินฉังออกจากตำหนักไปอย่างกล้าหาญ
แต่ก้าวออกจากตำหนักมายังไม่ถึงสิบก้าว อยู่ดีๆ หญิงสาวก็หยุดเดินเอาดื้อๆ
“ข้าว่า...พวกเราอย่าเพิ่งกลับสำนักกันดีกว่าเ้าค่ะ”
นางหันไปสั่งการสาวใช้ร่างใหญ่ทั้งสามคนทันที “พวกเ้านำข้าวของพวกนี้ไปเก็บไว้ที่สำนักเจิ้นอู่ก่อน แล้วรอข้าอยู่ที่นั่น เราสามคนมีธุระต้องทำตอนนี้”
ซูเหวินฉังขมวดคิ้ว สีหน้าเริ่มฉายแววไม่ไว้วางใจ รีบเอ่ยถามทันที “องค์หญิงหก... เ้าคิดจะไปที่ใดกัน?”