Thursday - วันพฤหัสบดี
วันที่ห้าพฤหัสโบราณบอก
ไม่อยากเจอผีหลอกให้หลีกหนี
อย่าจ้องมองที่บันไดยามราตรี
อเวจียืนกวักมือคือความตาย!
“ทางออกเลี้ยวขวาค่ะ...โรงภาพยนตร์มาสเตอร์เธียร์เตอร์ขอขอบคุณทุกท่านที่ใช้บริการ โอกาสหน้าเชิญใหม่ค่ะ”
หญิงสาวรวบผมตึงในชุดยูนิฟอร์มสีเทาเข้มของโรงภาพยนตร์มาสเตอร์เธียร์เตอร์ยืนก้มตัวอยู่ตรงทางออกประตูด้านล่างของโรงภาพยนตร์ ผู้ชมราวสิบคนค่อยๆ เดินออกไปโดยไม่ได้สนใจในสิ่งที่หญิงสาวพูดมากนัก ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ ‘อรอรินทร์’ พนักงานสาวคุ้นชินเสียเหลือเกิน
เมื่อผู้ชมคนสุดท้ายเดินออกจากโรงภาพยนตร์ไปเรียบร้อยแล้ว พนักงานสาวจึงเดินไปเปิดไฟในโรงภาพยนตร์ให้สว่างขึ้น ภายในไม่มีใครคนอื่นอีกนอกจากเธอ เสียงเพลงจาก End credit1 ดังจนอรอรินทร์แทบจะร้องตามได้แล้ว เธอฟังเพลงนี้มาตลอดทั้งอาทิตย์ที่หนังเข้าฉาย มันเป็เพลงภาษาอังกฤษช้าๆ ทำนองโหยหวนชวนขวัญผวาสมกับหน้าหนังที่มีใบปิดติดอยู่ทั่วทั้งโรงภาพยนตร์มาสเตอร์เธียร์เตอร์
หญิงสาวกวาดตามองไปจนทั่วภายในโรงภาพยนตร์ที่เจ็ด มีร่องรอยอารยธรรมที่คนไทยฝากไว้ให้ดูต่างหน้าจนน่าเอือมระอา เศษป็อบคอร์นที่กระเด็นเซ็นซ่านราวกับว่าไม่ได้ใช้มือหยิบมากิน แก้วน้ำอัดลมที่ยังคงวางไว้ตรงพนักวางแขนแทนที่จะหยิบมันไปทิ้งลงถังเมื่อหนังจบ รวมไปถึงใบปลิวที่แจกตอนซื้อตั๋วภาพยนตร์ที่ถูกทิ้งไว้บนพรมสีสวย
นี่แหละนะ...ฝรั่งเขาถึงว่าประเทศไทยไม่เจริญเสียที!
“แนป2 ว23 ?” อรอรินทร์หยิบวิทยุสื่อสารที่เอวขึ้นมาแล้วกดเรียกปลายสาย แล้วเพียงอึดใจเดียวก็มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งตอบกลับมา
“แนป ว2 จ้า”
“ว154 ที่โรง 7 หน่อยค่ะ ลูกค้าออกไปหมดแล้ว” หญิงสาวทำหน้ามุ่ยขณะสนทนากับปลายทาง นี่ก็ดึกมากแล้ว เธออยากกลับไปนอนพักผ่อนที่อพาร์ตเมนต์เสียเต็มแก่ เมื่อยขาจนแทบไม่รู้สึกว่ามีมันเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายแล้ว
“ว35 ค่ะ”
เสียงปลายสายดังอู้อี้อาจเพราะด้วยสัญญาณไม่ดี อรอรินทร์จึงเดินออกไปอีกทางแล้วทวนประโยคเก่าอีกครั้งด้วยความหงุดหงิดเสียเต็มประดา
“ว 15 ที่โรงเจ็ดหน่อยค่ะ ว 15 ที่โรงเจ็ดค่ะว2!”
“แนป ว2 ว86 จ้า...ว617 จ้า”
“ว61 เช่นกันค่ะ” อรอรินทร์เก็บวิทยุสื่อสารไว้ที่เอวอย่างเดิมแล้วแอบนั่งเอนหลังที่เก้าอี้ชมภาพยนตร์ กำลังเคลิ้มได้ที่...อยู่ๆก็มีมืออันเย็นเฉียบของใครคนหนึ่งมาจับที่ไหล่ หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะหันไปมองเห็นแม่บ้านอายุน่าจะร่วมสี่สิบปียืนถืออุปกรณ์ทำความสะอาดยิ้มแฉ่งอยู่
“มาแล้วจ้ะ มัวแต่ไปยืนเม้าท์ดาราที่แอบพากิ๊กมาดูหนังรอบดึกเมื่อกี้น่ะ น้องอรอรินทร์เห็นหรือเปล่า ดาราที่ชื่อซินดี้ รัศมีน่ะ ตัวจริงส๊วย...สวย แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็คนขี้โม้เนอะ เมื่อเช้ายังดูรายการเม้าท์เผาขนอยู่เลย เห็นข่าวบอกปฏิเสธว่าไม่รู้จักกับน้องอั้ม อติเดช อยู่แท้ๆ ไหงแอบควงกันมาดูหนังซะได้”
แม่บ้านเล่าอย่างออกรสออกชาติ โดยที่ไม่ได้ดูหน้าของคนฟังเลยว่าอยากจะร่วมสนทนาด้วยไหม อรอรินทร์ทำได้เพียงยิ้มน้อยๆ ตอบกลับ เธอไม่มีอารมณ์จะฟังเื่อะไรทั้งนั้น ในเวลานี้อยากนอนและนอนอย่างเดียว พรุ่งนี้เธอมีภาระกิจค้างคาที่ต้องทำอีก
“เดี๋ยวหนูขอตัวไปเปลี่ยนชุดก่อนนะป้า จะรีบกลับห้องแล้ว เพลียชะมัด ป้าทำความสะอาดคนเดียวก็รีบๆ ทำเข้าล่ะ เค้าว่ากันว่าโรง 7 น่ะผีเฮี้ยน เจอกันมานักต่อนักแล้ว” อรอรินทร์ทิ้งะเิลูกโตไว้ก่อนจะเดินออกไปจากโรงหนัง ทิ้งให้แม่บ้านที่ต้องรับผิดชอบทำความสะอาดโรงเจ็ดทำหน้าเลิ่กลั่ก มองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง...เื่ผีเข้าใครออกใครที่ไหนกัน!
อรอรินทร์เดินหาวหวอดๆ ไปตามทางเดินแคบๆ สำหรับพนักงานที่จะตรงไปสู่ห้องล็อคเกอร์ที่เงียบจนน่าวังเวง พนักงานแผนกอื่นอาจจะยังเคลียร์งานไม่เสร็จ หรือไม่ก็เคลียร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว น่าอิจฉาพวกแผนกบ๊อก8 เสียจริง วันๆ ได้แต่นั่งสบายใจ แถมได้กลับบ้านเร็ว ส่วนแผนกฟอร์9 หรือจะเรียกเก๋ๆ ว่า ‘Costomer service’ อย่างอรอรินทร์นั้น ต้องยืนรับตั๋วทั้งวันจนเส้นเืที่ขาขอดจนหมดความสวย นี่ถ้าไม่ได้ถุงน่องสีนวลสวมเพื่ออำพราง คาดว่ามันคงขึ้นริ้วเป็ลายแทงสมบัติไปแล้วเวลานี้
เสียงรองเท้าส้นเตี้ยดังกระทบกับพื้นซีเมนต์ขัดมันดังก๊อก...ก๊อก สะท้อนไปทั่วบริเวณ หญิงสาวเดินผ่านหน้าห้องล็อคเกอร์ของพนักงานชายที่ยังเปิดไฟสว่างจ้า บานประตูนั้นถูกแง้มออกเล็กน้อยเผยให้เห็นว่าภายในมีเงาดำของมนุษย์เดินไปเดินมาอยู่ นั่นทำให้อรอรินทร์อุ่นใจว่าอย่างน้อยเธอก็ไม่ได้อยู่คนเดียว คงมีพนักงานคนอื่นกำลังเก็บข้าวของกลับบ้านเหมือนกัน
อรอรินทร์เดินเลยไปที่ห้องล็อคเกอร์ของพนักงานหญิง เป็ไปตามคาด ไม่มีใครอยู่ในนั้นแล้ว แหงล่ะ...เกือบจะตีสองอย่างนี้ พนักงานหญิงคนอื่นๆ คงหาเื่อ้างกับผู้จัดการขอกลับบ้านกลับช่องกันไปหมดแล้ว คงมีเพียงแต่เธอนี่แหละ ที่ยังคงทำงานอย่างเต็มกำลัง
ว่าแต่...ฉันจะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรล่ะ ไม่ได้มีรางวัลพนักงานยอดเยี่ยมแจกนี่นา แต่เอาเถอะ...อย่างน้อยก็จะได้ภูมิใจว่าได้ทำงานคุ้มค่าแรงชั่วโมงละ26 บาทจากนายทุนชาวต่างชาติก็แล้วกัน!
อรอรินทร์เดินตรงไปที่ตู้ล็อคเกอร์ของตัวเอง ก่อนจะล้วงกุญแจดอกน้อยที่แขวนไว้ตรงหูกางเกงแสลคขึ้นมาไขเพื่อเปิดมันออก ภายในตู้นั้นมีข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็ เช่น กระเป๋าสตางค์ โทรศัทพ์มือถือ กระจกแต่งหน้า เครื่องสำอาง และเสื้อผ้าที่จะใส่กลับบ้านแขวนอยู่ในนั้น ข้าวของที่วางไว้ดูระเกะระกะไม่เป็ระเบียบนัก สิ่งแรกที่อรอรินทร์ทำนั่นคือเปิดโทรศัพท์มือถือเพื่อเช็คข้อความจากศูนย์ว่ามีใครโทรมาหาเธอหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็รายชื่อบุคคลสำคัญอย่างคนในครอบครัว เธอจะได้รีบโทรกลับเผื่อว่ามีเหตุด่วนเหตุร้ายอะไร
ในขณะที่หญิงสาวกำลังรอสัญญาณโทรศัทพ์ให้เริ่มทำงาน เธอกลับรู้สึกเหมือนมีใครสักคนจ้องมองเธออยู่ภายในห้องนี้ ครั้นพอหันไปมองดูกลับพบเพียงแต่ความว่างเปล่า ภายในห้องที่กว้างขวางเรียงรายไปด้วยตู้ล็อคเกอร์นั้นเงียบจนขนลุก แสงไฟสีส้มสลัวยิ่งทำให้บรรยากาศน่ากลัวไปกันใหญ่ นี่ถ้านึกถึงเื่ราวในหนังผีที่เพิ่งฉายจบไปเมื่อสักครู่ด้วยล่ะก็...มันยิ่งทวีความหลอนเข้าไปอีก
อรอรินทร์สะบัดศีรษะเพื่อสะบัดความฟุ้งซ่านออกจากความคิด ถ้ามัวแต่เพ้อเจ้ออยู่อย่างนี้ มีหวังไม่ได้กลับบ้านกลับช่องกันพอดี หญิงสาวคว้ากระเป๋าถือของตัวเองออกมาพร้อมกับชุดที่จะเปลี่ยน กำลังจะถอดชุดพนักงานออก แต่แล้วหญิงสาวก็ต้องหยุดชะงัก เมื่ออยู่ๆ ไฟในห้องล็อคเกอร์ก็ดับวูบขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
“บ้าเอ๊ย! มาดับอะไรตอนนี้เนี่ย!” หญิงสาวสบถออกมาอย่างหัวเสีย หันไปมองทางด้านประตูทางออกที่เป็กระจกฝ้า ทำไมไฟดับแต่ข้างในนี้ ทั้งๆ ที่ภายนอกแสงไฟยังสว่างจ้า
หรือว่าจะมีใครแกล้ง ?
อรอรินทร์กำลังจะเดินออกไปจากห้องล็อคเกอร์ แต่แล้วเสียงเปิดประตูเข้ามาก็ดังขึ้นเสียก่อน ร่างของใครคนหนึ่งยืนจังก้าอยู่ตรงนั้น หญิงสาวมองไม่เห็นว่าเขาเป็ใคร แต่คาดว่าคงเป็เพื่อนพนักงานคนใดคนหนึ่ง
“นี่เธอ...ทำไมไฟในนี้ดับรู้ไหม?” อรอรินทร์เอ่ยถาม ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าคู่สนทนาเป็ใคร ไม่มีเสียงตอบจากอีกฝ่าย นอกจากเสียงลมหายใจฟืดฟาดคล้ายคนที่กำลังตื่นกลัวหรือกำลังหอบเหนื่อย
อรอรินทร์เริ่มรู้สึกแปลกๆ หรือว่าใครคนนั้นจะไม่ใช่เพื่อนพนักงานของเธอ ซึ่งถ้าไม่ใช่ ก็อาจเป็...ผู้ร้าย!
“ใครน่ะ ?” เสียงที่สั่นเทาของหญิงสาวเอ่ยถามไปยังเงาสีดำทะมึนที่ยืนอยู่ไม่ห่างกันนัก อรอรินทร์เดินถอยหลังอย่างหวาดกลัว มือกำกระเป๋าถือของตัวเองแน่น หวังว่าของที่รกอยู่ข้างในนั้นคงจะพอมีน้ำหนักให้ฟาดใครคนนั้นได้หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน “ฉันถามว่าใคร ? ถ้าไม่บอก ฉันจะะโให้คนช่วยนะ”
“ฮึ...ฮึ”
เสียงหัวเราะต่ำๆ ภายในลำคอเป็คำตอบเดียวที่ได้มา อรอรินทร์รู้แน่ว่าตัวเองกำลังจะตกเป็เหยื่อของใครคนนั้นเสียแล้วจึงตั้งท่าจะแหกปากร้องขอความช่วยเหลือ แต่อีกฝ่ายไม่ยอมให้เสียงนั้นได้ดังออกไปง่ายๆ เขาพุ่งตรงเข้ามาพร้อมทั้งบีบคอของอรอรินทร์อย่างแรงจนหญิงสาวตาเหลือก ดิ้นทุรนทุราย มือทั้งสองข้างพยายามทุบตีอีกฝ่ายอย่างสุดแรงเกิด เท้าที่สวมรองเท้านั้นสะบัดไปมาจนรองเท้าหลุดกระเด็นออกไปคนละทิศคนละทาง มือกระชากเอาหมวกไอ้โม่งที่อีกฝ่ายสวมอยู่ออก วูบหนึ่งของสายตาที่กำลังเบิกโพลงนั้นจ้องหน้าผู้ร้ายที่กำลังคร่อมตัวของเธออยู่ แสงไฟจากภายนอกอันน้อยนิดทำให้อรอรินทร์เห็นใบหน้าของ ‘ใครคนนั้น’ ได้อย่างชัดเจน
และนั่นทำให้อรอรินทร์ตาค้าง…ปากพยายามจะเอ่ยชื่อของฆาตกรใจโหด แต่ยังไม่ได้ทำสมใจ ร่างกายของหญิงสาวก็กระตุกถี่ๆ ก่อนจะสิ้นใจไปในที่สุด
หากใครได้เห็นสายตาของอรอรินทร์ก่อนตาย คงจะเกิดคำถามไม่ต่างกันว่า เหตุใดเธอจึงมีสีหน้าใแบบนั้น!
เชิงอรรถ
(1) End credit คือข้อมูลของภาพยนตร์ เช่น ชื่อนักแสดงหลัก นักแสดงตัวประกอบ ผู้กำกับภาพ ผู้กำกับศิลป์ ผู้อำนวยการสร้าง สถานที่ถ่ายทำ ฯลฯ ซึ่งมักจะขึ้นมาหลังจากภาพยนตร์จบ แต่ปัจจุบันมีการสับเปลี่ยนให้ขึ้นมาั้แ่ก่อนภาพยนตร์จะฉายในส่วนหนึ่ง เพื่อให้เกียรติแก่ผู้ทำภาพยนตร์
(2) แนป หรือ N.A.P แทนสรรพนามที่เรียกแทนตัวแม่บ้านทำความสะอาด มีหน้าที่เก็บขยะ เช็ด กวาดในโรงภาพยนตร์
(3) .ว2 แปลว่า ได้ยินหรือไม่ ? / รับทราบ
(4) .ว15 แปลว่า มาพบกันที่.../ ให้มาพบที่...
(5) .ว3 แปลว่า กรุณาทวนข้อความอีกครั้ง
(6) .ว2ว8 (หรือ ว28) แปลว่า ได้ยินข้อความแล้ว
(7) .ว61 แปลว่า ขอบคุณ
(8) แผนกบ๊อก เรียกย่อๆ มาจาก Box office หรือเรียกอีกอย่างได้ว่า ทิกเก็ต(Ticket) ซึ่งหมายถึงพนักงานขายตั๋วภาพยนตร์นั่นเอง
(9) แผนกฟอร์ (Floor) หรือ Costomer service คือ พนักงานเดินตั๋ว พนักงานเดินบัตรตามโรงภาพยนตร์นั่นเอง