แต่แล้วไม่ทันที่ธาราจะวิ่งเข้าไปหา เขาต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็นเบื้องหน้า
“คุณชาคริต คุณยังโหนบาร์ค้างอีกร้อยสามสิบเจ็ดครั้งไม่ใช่เหรอ” เสียงเย็นเยียบของผู้หญิงกระซิบข้างหูของชาคริต ทันใดนั้นสายตาเขากลายเป็เลื่อนลอยไร้ประกาย พยักหน้ารับคำอย่างเซื่องๆว่า “จริงด้วย ข้าโหนบาร์ค้างไว้”
อีกครั้งที่ธาราไม่เข้าใจ ผู้หญิงคนนั้นมายืนข้างชาคริตั้แ่เมื่อไหร่!!
ผู้หญิงลูกครึ่งฝรั่งคนเดียวกับที่เจอบนยอดเขา มือที่แตะแขนของชาคริตอยู่นั้นก็คล้ายแผ่พลังบางอย่างออกมาครอบงำอีกฝ่ายไว้ ชาคริตเดินกะเผลกช้าๆอย่างคนไร้สติผ่านธาราและธันยาไปโดยไม่หันมามอง เพื่อกลับไปโหนบาร์ต่อ
ชายร่างั์นั่งคล่อมร่างของชายชราแล้วทิ้งหมัดสุดท้ายลงมาเพื่อดับชีวิตของอีกฝ่ายได้สำเร็จ ส่วนหญิงสาวลูกครึ่งเดินเข้ามาหาทั้งคู่อย่างช้าๆ
“เจอกันอีกแล้วนะคะน้อง” หญิงสาวเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มจางๆไร้อารมณ์
ธันยาที่อยู่ในอ้อมอกเขาออกอาการสั่นแรงขึ้นเรื่อยๆ ธาราเดาได้ว่าคงเป็อิทธิพลคุกคามมาจากหญิงสาวคนนี้ เขาสบสายตาเผชิญหน้ากับหญิงสาวผู้นั้นอย่างไม่หวาดหวั่น
“พวกพี่สองคนเป็ใคร” ธาราถาม
อลิสามองเด็กหนุ่มหัวจรดเท้าด้วยสายตาคล้ายประเมินอะไรบางอย่าง “เธอสินะ ธารา ลูกชายของเทพวารี ที่พวกมัน้าตัว” เธอพูดขึ้นจากนั้นส่ายศีรษะ “น่าผิดหวังจริงๆที่เกิดมาเป็คนนอก”
ธาราประหลาดใจที่อีกฝ่ายดูคล้ายรู้จักตนเอง ไม่ทราบว่า เทพวารี ที่ว่าหมายถึงใคร แต่เขาก็ลองหยั่งเชิงถามออกไปก่อนว่า “้าอะไรจากเรา”
“ไม่้าเลย” หญิงสาวลูกครึ่งส่ายหน้ายิ้มๆ ก้าวเท้าเข้ามาหาอย่างช้าๆ ธันยาเริ่มส่งเสียงร้องไห้ออกมา ผู้คนที่เดินออกกำลังกายในสวนเริ่มเดินผ่านมาทางเกาะกลางน้ำราวกับว่าเมื่อครู่ไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้น บางคนหอบถุงอาหารเม็ดมาโยนให้นกพิราบต่อ ไม่มีใครสนใจพวกเขาที่ยืนประจันหน้า หรือสามศพที่นอนจมกองเือยู่กับพื้นเลย ผู้หญิงคนที่กรีดร้องขอความช่วยเหลือเมื่อครู่เดินด้วยสีหน้าเคลิ้มสุขผ่านธาราไป เขางุนงงว่านี่มันเื่อะไรกัน
ธารายังไม่เข้าใจเหตุการณ์ใดๆทั้งสิ้น เขารู้เพียงว่าต้องปกป้องธันยาจากหญิงสาวลึกลับคนนี้ ทว่าตอนนี้เองธันยากลับสลัดตัวเองหลุดจากอ้อมกอดของเขา แล้วมายืนขวางหน้าหญิงสาวลูกครึ่งไว้คล้ายจะปกป้องแฟนหนุ่ม
“เขาเป็พวกเดียวกับหนูค่ะ” ธันยาลำล่ำละลักอธิบาย
“อย่าโกหกเลย เขาเป็แค่คนนอก” หญิงสาวพูดด้วยเสียงราบเรียบ “น้องต้องเข้าใจว่า่นี้คือวิกฤติการณ์ไคโยเต้ คนนอกที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรง โดยเฉพาะเขาคนนี้” หญิงสาวหันไปมองที่ธารา “จะต้องโดนจัดเก็บเพื่อไม่ให้พวกมันใช้เขาเป็ประโยชน์ได้”
“ไม่ๆๆ หนูขอร้อง” ธันยาวิงวอนด้วยเสียงสั่นเครือ
“สถานะเขาล่อแหลมเกินไป พี่จำเป็ต้องทำ พี่เชื่อว่าถ้าองค์กรของเธอรู้ข่าววงในแบบพวกพี่ก็คงทำแบบเดียวกัน ไม่ต้องห่วงหรอก เขาจะเสียสติไป่หนึ่ง มีชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชสองสามปี เพื่อที่อีกฝ่ายจะใช้ประโยชน์จากเขาไม่ได้ แต่จะกลับมาจำเธอกับคุณอาได้หลังจากนั้น พี่ไม่ฆ่าเขาหรอก”
ธาราคาดเดาว่า ด้วยอำนาจลึกลับหรืออะไรบางอย่าง อีกฝ่าย้าทำให้เขาเสียสติและลบความทรงจำ
“หนูยอมไม่ได้ค่ะ”ธันยากัดฟันพูด เริ่มเปลี่ยนความกลัวเป็การลุกขึ้นสู้ ธันยาจ้องหน้าอีกฝ่าย พลังบางอย่างแผ่เข้าไปหา
สาวลูกครึ่งยิ้มให้อย่างเอ็นดู ก่อนจะพูดว่า “ไม่มีทางที่ดีไซน์เนอร์จะเอาชนะนักหลอนประสาทในการเผชิญหน้าได้หรอกจ้ะ เหมือนแกะพยายามสู้กับเสือนั่นแหละ”
แล้วจู่ๆธันยาก็ทรุดเข่าลง ก่อนจะขดตัวนอนหนาวสั่นกับพื้นปานใจจะขาด ธารารีบก้มลงไปดูอาการเธอด้วยความเป็ห่วง เมื่อแตะผิวของเธอก็ต้องสะดุ้งเพราะว่ามันเย็นเยียบดุจผิวกายของคนตาย เขาเงยหน้าขึ้นมากล่าวกับหญิงสาวลูกครึ่ง
“ปล่อยเธอซะ!”
“ปล่อยแน่ แต่หลังจากจัดเก็บเธอเรียบร้อยแล้ว” หญิงสาวตอบอย่างสุภาพ
ธาราััถึงคลื่นพลังรุนแรงแผ่พุ่งเข้ามาหา อึดอัดบีบคั้นที่หัวใจ ความเย็นะเืแผ่กระจายไปทั่วร่างจนฟันในปากสั่นกระทบกัน เริ่มเสียความเป็เ้าของจิตใจลงไปทีละน้อย ทั้งที่อีกฝ่ายเพียงแค่ยืนจ้องมองเขาอย่างนิ่งๆ เขารู้สึกว่าสติจวนจะหลุดออกจากร่างปานจะขาดใจ ความทรงจำที่มีต่อธันยาเริ่มเลือนลางไปจากใจจนเขาหวาดผวา พยายามย้ำเตือนในสติตัวเองอย่างลนลานว่าแฟนสาวของเขาคือใคร สายตาของธาราเริ่มมองไปรอบตัวเพื่อหาทางรอด
เขามองเห็นผิวน้ำของสระกลางสวนสาธารณะ
อีกครั้งที่เงาสะท้อนจากผิวน้ำในสระดึงจิตของเขาพุ่งเข้าไปหา ก่อนที่จะสะท้อนกลับมาปะทะกับคลื่นพลังที่หญิงสาวลูกครึ่งแผ่ออกมาคุกคาม แรงปะทะหนักหน่วงจนภาพรอบข้างดูคล้ายบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ หญิงสาวอุทานดัง “เอ๊ะ!” อย่างประหลาดใจ แต่จิตของธาราไม่ได้หยุดยั้งแค่นั้น ยังพุ่งเข้าไปต่อหมายจะทะลวงเข้าไปในจิตใจของอีกฝ่าย ทว่าพลังไร้ตัวตนก่อกำแพงกางกั้นสกัดไว้ ขณะที่ตัวเขาถูกพลังของอีกฝ่ายสะกดไว้จนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ หญิงสาวรีบเดินรี่เข้ามาใช้มือััที่แขนของธารา พลังที่ส่งผ่านการััรุนแรงกว่าผ่านการส่งสายตาหลายเท่าตัวนัก เกินกว่าที่ธาราจะรับมือไหวทรุดเข่าลงกับพื้น กอดอกออกอาการหนาวสั่นจนทั้งร่างเกร็งอย่างควบคุมไม่ได้
“ขออภัยที่ล่วงเกิน” สาวลูกครึ่งคลายพลังที่ก่อกำแพงทั้งหมดของตน ก่อนจะััตัวธารากับธันยาเพียง่สั้นๆอีกครั้งเพื่อส่งคลื่นความอบอุ่นเข้ามาสลายความหนาวเหน็บเมื่อครู่ แล้วถอยห่างออกไปอย่างดูเชิง ทั้งธันยากับธารารู้สึกงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชั่วขณะราวกับถูกฟาดจนมึนด้วยค้อน ความเหน็บหนาวบรรเทาลงจนหายไปเป็ปลิดทิ้ง ธาราช่วยพยุงธันยาให้ค่อยๆลุกขึ้น
“ไม่ยักกะรู้ว่าเธอก็เป็นักลวงจิต” สาวลูกครึ่งพูดกับธารา “ปกปิดไว้ซะมิดเลยนะ ขนาดนักแกะรอยของพี่ยังดมกลิ่นไม่เจอ”
ธาราพยักหน้าไปอย่างนั้น ยังไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูด แต่ถ้าอีกฝ่ายยอมปล่อยตนกับแฟนสาวก็ถือว่าเป็เื่ดี
“พี่คงไม่มีธุระอะไรกับพวกเธอแล้ว ที่เหลือนี้พวกพี่จัดการเอง” หล่อนบุ้ยปากไปยังสามศพที่นอนกองกันอยู่ ขณะนั้นชายร่างั์ที่แวบหายไปเมื่อครู่ก็กลับมาโดยหิ้วร่างของชายคนหนึ่งที่ไม่ได้สติมาด้วย ชายวัยกลางคนศีรษะล้านในชุดแจ๊กเก็ตสีดำถูกยกหิ้วราวกับสัมภาระน้ำหนักเบาชิ้นหนึ่ง
“สมุนไคโยเต้น่ะ มันปล่อยเหยื่อเงามาเบี่ยงเบนความสนใจ ฮ่าๆ นึกว่าจะหนีข้าพ้นเรอะ” ชายร่างั์รายงานผล
“แต่น้องคนนี้หนีพ้นนะพี่ขาล” สาวลูกครึ่งบุ้ยปากไปยังธารา “เขาเป็นักลวงจิต พลังไม่ธรรมดาทีเดียว”
“อำพี่แล้ว อลิสา!” ชายร่างั์ชื่อขาลร้องอย่างฉุนเฉียว วางร่างที่สลบไสลลงกับพื้นเดินเข้าไปสูดจมูกฟุดฟิดใกล้กับธาราอย่างถือวิสาสะ ธาราได้แต่เพียงยืนนิ่งไม่ตอบโต้อะไร เพราะรู้ว่าจะเป็การหาเื่ใส่ตนเปล่าๆ
“ไม่ได้กลิ่นพลังอะไรสักอย่างเลย อำพี่แล้ว! พี่ไม่เคยพลาด”
“หนูก็ไม่รู้ว่าเขาซ่อนพลังอย่างไร แต่แเีมาก เพิ่งปะทะกันเมื่อครู่นี่เอง” สาวลูกครึ่งชื่ออลิสาตอบ
ขาลหันไปมองยังธารา แสยะยิ้มกล่าวว่า “เด็กที่ไหนจะมาต้านพลังเธอได้กันเล่า ไหน แสดงพลังให้ข้าเห็นทีซิไอ้หนู”
“พอแล้วพี่ขาล! อย่าเสียมารยาท” อลิสาสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “เราต้องให้เกียรติเขาในฐานะพันธมิตร ถึงจะแค่ชั่วคราวก็เถอะ”
รังสีอำมหิตกระหายเืของขาลหายไปในทันใด กลายเป็ชายร่างใหญ่สุภาพเรียบร้อยและดูใจดี เขาเรียนรู้ที่จะทำตามคำสั่งของอลิสาอย่างทันทีทันควัน (คราวแล้วที่ขัดขืนอาจจะโดนสั่งสอนอะไรหลังกลับไป) ผงกศีรษะเป็การขออภัยธาราก่อนถอยห่างออกมายืนข้างหลังอลิสา
“ส่วนน้องก็ไม่ต้องกลัวพี่นะ” อลิสาหันไปพูดกับธันยาอย่างอ่อนโยน “ตักตวง่เวลาที่เรายังเป็มิตรนี้ให้เต็มที่กันดีกว่า”
อลิสาเว้นวรรคพูด่หนึ่ง ก่อนที่หน้าอ่อนโยนจะแปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มเหี้ยมเกรียม “ไว้พ้นจากวิกฤติไคโยเต้เมื่อไหร่ ค่อยมาฆ่ากัน”
ฉับพลันทันใด อลิสากับขาลหายวับไปราวกับไม่เคยอยู่ตรงนั้นมาก่อน ธาราขยี้ตาอย่างไม่เชื่อภาพที่เห็น ศพสามศพที่นอนจมกองเืก็ไม่อยู่แล้ว ราวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเมื่อครู่เป็เพียงความฝันสั้นๆยามที่เผลอหลับ แต่ธารามั่นใจว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจริงๆ ยืนยันความมั่นใจได้จากธันยาที่ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะคว้าร่างของเขามากอดไว้ ร่ำร้องปานจะร่ำไห้ว่า
“นึกว่าจะต้องเสียเธอไปแล้ว”
ธารากอดเธอตอบ ลูบศีรษะอย่างปลอบประโลม ก่อนจะพูดว่า “เธอคงต้องเล่าให้ฉันฟังแล้ว ว่าทั้งหมดนี่มันเื่อะไรกัน”
ธันยาถอนตัวออกมาจากอ้อมกอด สบตาของชายหนุ่มนิ่งก่อนจะพยักหน้ารัวๆ “ฉันจะเล่าให้ฟังทุกอย่าง แบบค่อยเป็ค่อยไปนะ แต่ฉันเหนื่อยมาก เรากลับกันก่อนเถอะ”
ธาราพยักหน้า เดินจูงมือธันยากลับทางเดิม ร่ำลาชาคริตที่โหนบาร์ต่อให้ครบตาที่อลิสาสั่งไว้โดยไม่รับรู้กับสิ่งใดๆรอบข้าง (ธันยาบอกว่าเมื่อโหนครบจำนวน พี่ชาคริตก็จะกลับมาเป็ปรกติ แต่จะจำเหตุการณ์ที่เกาะกลางน้ำไม่ได้) ก่อนจะเดินออกจากประตูหน้าสวนสาธารณะ ธาราก็เห็นชายคนที่เขาช่วยไว้เมื่อครู่ ถอดเสื้อมาซับเืปฐมพยาบาลไหล่ตัวเองที่โดนกรงเล็บชายชราเจาะอย่างทุลักทุเล เืเริ่มไหลน้อยลงแล้ว พลเมืองดีสี่ห้าคนบริเวณนั้นมุงกันช่วยคนละไม้คนละมือ
“เรียกรถพยาบาลดีกว่าค่ะ แผลลึกและเืออกเยอะขนาดนี้” หญิงสาวคนหนึ่งออกความเห็น “ว่าแต่โดนอะไรมาคะเนี่ย”
“น่าจะตอนเล่นเครื่องเล่นอะไรบางอย่างน่ะครับ ใจลอยไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว เผลอโดนชิ้นส่วนแหลมๆยื่นๆของเครื่องเล่นแทงเข้าให้ แต่ไม่เป็ไรครับ ไกลหัวใจ” ชายผู้าเ็ตอบพร้อมกับรอยยิ้มสงบเยือกเย็น
ธาราเห็นอาการที่จำอะไรไม่ได้ของชายผู้นี้แล้วรู้สึกขนลุกซู่