เคนจิไม่เคยเป็นายแบบมาก่อน ไม่แม้แต่จะอยากเป็ด้วยซ้ำ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนายแบบวาดภาพ เพราะงั้นในตอนที่เขาต้องมาทำหน้าที่แบบในการฝึกวาดร่างกายผู้ชายให้คาร์ล เคนจิจึงรู้สึกว่าตัวเองอยู่ผิดที่ผิดทางสุด ๆ
นี่ยังไม่นับรวมเื่ที่เขาต้องถูกรุ่นพี่ตัวดีจ้องมองตลอดระยะเวลากว่าสามชั่วโมง
...นี่มันน่าอายสุด ๆ ไปเลย...
เมื่อคาร์ลวาดเสร็จ เคนจิก็สังเกตเห็นว่าใบหน้าของรุ่นพี่บึ้งตึง ถึงแม้จะกำลังเก๊กท่าทางราวกับศิลปินนักวาดที่หลุดออกมาจากภาพยนตร์ แต่เคนจิก็พอจะััได้ว่าคาร์ลกำลังไม่พอใจกับผลงานของตัวเอง
เคนจิลุกจากเก้าอี้ รู้สึกปวดเมื่อยเล็กน้อยที่ต้องนั่งอยู่ท่าเดิมเป็เวลานาน เขายืดแขนทั้งสองข้างเพื่อคลายกล้ามเนื้อขณะที่เดินตรงเข้าไปหาคาร์ล
"เป็ยังไงบ้างครับ วาดผมออกมาดูดีหรือเปล่า?"
ภาพวาดที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอแท็บเล็ต เป็ภาพสเก็ตช์ของผู้ชายก็จริง แต่มีหลายจุดที่ยังดูนิ่มเกินไป ทำให้คนในรูปดูไม่แข็งแรงอย่างที่ควร
คิ้วของผมขมวดเข้าหากัน
"นี่ผมดูอ่อนปวกเปียกขนาดนี้เลยอย่างนั้นหรือครับ?"
"สำหรับฉัน เคนจังเป็สิ่งมีชีวิตที่เปราะบางและก็อ่อนแอ เหมือนกับสไลม์อายุสามวันยังไงล่ะ"
คาร์ลพูดเสียงใส ใบหน้าชื่นบานยังคงไม่รับรู้ว่าตนได้พูดคำต้องห้ามออกมาเสียแล้ว
"รุ่นพี่"
"จ๋าจ้ะ?"
เคนจิเผยรอยยิ้มอันตราย ทำเอาคาร์ลเริ่มเหงื่อตก เพราะไม่รู้ว่าตนทำอะไรผิดพลาดไป
"ถ้ารุ่นพี่ยังอยากให้ผมเป็ผู้ช่วยในการทำงาน จากนี้ไป ก็กรุณาอย่าพูดว่าผมอ่อนแออีกนะครับ"
"คือ คือฉันแค่หมายความว่า..."
"ผมเกลียด...คนที่พูดว่าผมอ่อนแอที่สุดเลย"
"คะ ครับ" คาร์ลตอบด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเซื่องซึม
อันที่จริงเคนจิก็ไม่ได้อยากใส่อารมณ์กับคำพูดของคาร์ลหรอก เพียงแต่การถูกล้อเื่ร่างกายที่อ่อนแอ มันเป็ปมในใจของเคนจิมาั้แ่เด็ก และเขาคิดว่าควรจะพูดให้ชัดเจน ยิ่งกับคนใกล้ตัว ดีกว่าเก็บเอาไปคิดเองเออเอง แล้วทำให้บรรยากาศในการทำงานของพวกเขาทั้งสองคนอึดอัด โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ที่มาที่ไป
เคนจิเป็ลูกคนที่สอง พี่ชายของเขาเป็เด็กที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ผิดกับเคนจิที่ร่างกายอ่อนปวกเปียก แค่สภาพอากาศเปลี่ยนเคนจิก็ต้องหยุดเรียนไปสามวัน นั่นทำให้เขามักจะเรียนตามเพื่อนไม่ทันมาั้แ่สมัยก่อน อีกทั้งเด็กหลาย ๆ คนยังชอบล้อเื่ที่เขาถูกประคบประหงมเหมือนไข่ในหินอีกด้วย
ในตอนที่เด็กคนอื่น ๆ ได้เล่นสนุกและใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า เคนจิกลับต้องใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตในการเข้าออกโรงพยาบาล สิ่งเดียวที่พอจะช่วยให้รู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่ได้น่าเบื่อ ก็คือการอ่านการ์ตูนบนเว็บไซต์ขณะที่พักรักษาตัวที่โรงพยาบาล
เพราะงั้นตอนที่เคนจิได้รู้ว่าคาร์ลกำลังวาดการ์ตูนเผยแพร่อยู่บนโลกออนไลน์ เคนจิถึงได้เสนอตัวจะเป็ผู้ช่วยให้เขาเพื่อหาประสบการณ์ และทำในสิ่งที่ชอบ
เมื่อได้ฟังเื่ราวของเคนจิอย่างละเอียด คาร์ลก้มหน้าลงเล็กน้อย
ตอนแรกเคนจินึกว่าคาร์ลจะร้องไห้เสียแล้ว แต่เขาเพียงทำหน้าเศร้าและพูดเสียงเบา
"ขอโทษนะเคนจัง ฉันไม่ได้จะ..."
"ไม่เป็ไรครับ" เคนจิรีบสวนกลับไปทันที "รุ่นพี่ไม่รู้ก็ไม่ผิด แต่ตอนนี้รู้แล้ว เพราะงั้นผมหวังว่าจะไม่ได้ยินคำคำนั้นอีกนะครับ"
คาร์ลพยักหน้างึก ๆ เชื่อฟังเป็อย่างดี
เคนจิกลับมาส่งยิ้มอย่างเป็มิตรให้คาร์ลอีกครั้ง แม้ภาพที่รุ่นพี่วาดออกมาจะยังมีตำหนิอยู่บ้าง แต่ครั้งนี้เคนจิตัดสินใจจะปล่อยไว้ก่อน
"พวกเราพักกันสักเดี๋ยวเถอะครับ ผมจะแวะออกไปซื้อมื้อเที่ยงสักหน่อย รุ่นพี่จะได้มีเวลาไปเขียนตอนที่สามยังไงล่ะ"
"อึก! เคนจังโหดสุด ๆ เป็จอมมารจริง ๆ ด้วย"
"นี่ก็แค่การจัดสรรเวลาเท่านั้นครับ"
เคนจิอธิบายขณะเดินไปหยิบกระเป๋าเป้ออกมาจากตู้ล็อกเกอร์
"รุ่นพี่จะเอาอะไรหรือเปล่าครับ ผมจะซื้อมื้อเย็นขึ้นมาเผื่อเลย จะได้ไม่เสียเวลาทำงาน"
"ทาโกะยากิ!" รุ่นพี่หนุ่มโพล่งขึ้นมา ใบหน้าดูมีความสุขทุกครั้งที่พูดถึงของกิน
"ครับ ๆ " ก่อนที่เคนจิจะเดินออกจากห้อง ก็หันกลับไปย้ำเตือนรุ่นพี่ตัวดีไม่ให้แอบอู้ "ตั้งใจทำงานนะครับ"
ก่อนปิดประตูเคนจิยังได้ยินเสียงบ่นอุบอิบของคาร์ลดังไล่หลังมาอยู่เลย
เคนจิเดินลงจากบันได ตลอดสองข้างทางในตัวอาคารเต็มไปด้วยฝุ่นเขรอะและใยแมงมุม
เดิมทีอาคารนี้เป็ห้องเช่าราคาถูก คาร์ลเช่าห้องหนึ่งในนั้นเพื่อใช้เป็สถานที่ในการทำงาน ถึงมันจะเก่าไปบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่ายิ่งอยู่ไกลจากสถานที่ชุกชุมผู้คนมากเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งมีสมาธิในการทำงานมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อเคนจิเดินออกมาก็พบกับซอยทางเดินขนาดเล็ก มันกว้างพอสำหรับรถจักรยานยนต์สองคนเท่านั้นเอง บรรยากาศข้างทางดูเป็ซอยที่เปลี่ยวและค่อนข้างมืด
โชคดีที่ทุกวันหลังเลิกงาน คาร์ลจะเดินออกมาพร้อมกับเคนจิ ด้วยรูปร่างสูงของคาร์ล เมื่อสวมเสื้อฮู้ดตัวใหญ่ ก็ทำให้เขาดูน่ากลัวจนแทบไม่มีคนนิสัยเสียที่ไหนกล้าเข้ามายุ่งวุ่นวาย
เคนจิใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการเลือกซื้ออาหารทั้งของตัวเองและคาร์ล
เคนจิฮัมเพลงไปด้วยขณะที่เดินทางกลับมายังอาคารที่ทำงาน ถึงกระนั้นในหัวก็ยังคงนึกถึงปัญหาที่คาร์ลต้องเจอในการทำงาน พยายามคิดหาวิธีที่จะช่วยให้รุ่นพี่สามารถทำงานได้อย่างราบรื่น
ถ้าการที่เขาเป็นายแบบวาดรูปให้แล้วมันยังไม่เวิร์ค หรือบางที...เคนจิควรจะศึกษาเื่การเป็นายแบบวาดรูปให้มากกว่านี้กันนะ
ระหว่างที่กำลังคิดทบทวนอยู่นั้นเอง ด้วยความที่ไม่ได้มองทางเดินข้างหน้าให้ดี ทำให้คนตัวเล็กเดินชนเข้ากับอะไรบางอย่างที่แข็งแกร่งราวกับเสาไฟฟ้าขนาดใหญ่
เมื่อเงยหน้าขึ้น เคนจิก็พบว่าวัตถุที่เขาชนไปนั้น คือหน้าท้องของชายหนุ่มร่างกายสูงกำยำคนหนึ่ง
ชายคนนั้นสวมเสื้อกล้ามสีดำและกางเกงคาร์โก้ลายทหาร กล้ามแขนของเขาแน่นอย่างกับนักเพาะกายมืออาชีพ
ใบหน้าเหลี่ยมและดวงตาที่ดุร้ายของชายแปลกหน้าทำให้ภาพลักษณ์ของเขาดูน่ากลัว
บนศีรษะของเขาไม่มีผมเลยสักเส้น รอยแผลเป็ที่กรีดยาวบริเวณเปลือกตาบวกกับผิวสีแทน ยิ่งทำให้เขาดูอันตรายมากกว่าเดิมหลายร้อยเท่า
"ขอโทษครับ" เคนจิรีบกล่าวขอโทษตามมารยาท
เงาสูงใหญ่ที่สะท้อนอยู่บนพื้นขยับเข้ามาใกล้ เมื่อเงยหน้าขึ้น เคนจิก็พบว่าชายคนนั้นยืนอยู่ในระยะประชิด นอกจากนี้ที่ด้านหลังยังมีผู้ชายอีกสองคนที่ตัวใหญ่พอ ๆ กัน เดินออกมารวมกลุ่มด้วย
...แบบนี้ไม่ดีแล้วสิ...
เคนจิััได้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา เริ่มมั่นใจแล้วว่าคนพวกนี้ไม่ได้มาอย่างเป็มิตร และสิ่งที่พวกเขา้าคงไม่ใช่แค่คำขอโทษ
เคนจิพยายามจะหนี ครั้นจะเดินหนีเข้าไปในอาคารที่ทำงานก็คงจะไม่ได้ เพราะแค่ร่างของชายตัวโตคนนั้นก็แทบจะเต็มพื้นที่ของซอยแล้ว
ดังนั้นเคนจิจึงตัดสินใจที่จะถอยไปด้านหลังเพื่อตั้งหลัก แล้วค่อยเรียกให้คาร์ลลงมารับ
นั่นน่าจะเป็ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้
ทว่าก่อนที่เคนจิจะทันได้ถอยออกไป ชายตัวสูงหน้าบากคนเมื่อครู่ก็คว้าเอาข้อมือของเขาเอาไว้
"เฮ้ย ไอ้หนู! แกคือคนที่สนิทกับไอ้คาร์ลใช่หรือเปล่า?"
เนื้อเสียงที่ใหญ่พอ ๆ กับขนาดตัว บวกกับแรงกระชากจากกำลังแขนบึกบึนของชายหน้าบาก ทำเอาร่างกายผอมแห้งของเคนจิลอยละล่อง ราวกับเศษผ้าที่ปลิวไปตามแรงลม
"จำคนผิดหรือเปล่าครับ ผมแค่มาส่งของเท่านั้นเอง" เคนจิยิ้ม พยายามไม่ตื่นตระหนกกับสถานการณ์ตรงหน้า
ยังไงเสีย นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาถูกหาเื่
"อย่ามาโกหก! พวกเราจับตาดูอยู่ แกเพิ่งจะเดินออกมาจากตึกเก่า ๆ นั่น" ลูกน้องของชายหน้าบากพูดเสริม
...เฮ้อ...หูตาไวเสียจริง...
ระหว่างที่กำลังคิดทบทวนว่าคนพวกนี้มีความสัมพันธ์อย่างไรกับคาร์ล จู่ ๆ ร่างกายของเคนจิก็ถูกยกลอยจากพื้น
ชายหน้าบากเหวี่ยงร่างเล็กไปด้านหลัง จนแผ่นหลังของเคนจิกระแทกเข้ากับกล่องลังที่กองอยู่ข้างถังขยะ
สองลูกกระจ๊อกของชายหน้าบากพากันหัวเราะคิกคัก
มาถึงจุดนี้ เส้นความอดทนของเคนจิได้หมดลงแล้ว
เคนจิใช้แขนเสื้อเช็ดคราบฝุ่นที่เปรอะเปื้อนบนใบหน้า อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าเคนจินั้นเกลียดคนที่ชอบคิดว่าเขาอ่อนแอที่สุด
ใช่...ถึงแม้ร่างกายของเขาจะไม่แข็งแรง...แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่สู้คน
"ไม่รู้หรอกนะว่าพวกนายมีเื่อะไรกับคาร์ล...แต่ในเมื่ออยากจะมีเื่"
...งั้นก็จัดไป!...
เคนจิกำหมัดแน่น ในตอนที่กำลังจะส่งหมัดขวาเสยคางชายหน้าบาก เคนจิก็ได้ยินเสียงกู่ร้องดังลั่นสนั่นซอย ตามด้วยเสียงของคาร์ล
รุ่นพี่หนุ่มวิ่งเข้ามาพร้อมกับหนังสือนิยายปกแข็ง
โป๊ก!
"เอาไปกินซะพวกปีศาจ!"
"อ๊ากกก!!"
คาร์ลฟาดสันหนังสือตีเข้ากลางกระบาลของหนึ่งในลูกกระจ๊อก แล้วผลักชายหน้าบากออกไป ก่อนจะพุ่งตรงเข้ามาหาเคนจิ
แขนแข็งแกร่งของคาร์ลช้อนตัวคนตัวเล็กขึ้นพาดบ่าราวกับถุงปุ๋ย ก่อนสับขาวิ่งหนีออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้