ชู่ว์... พระชายา ท่านซ่อนสิ่งใดไว้บนคาน! [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 6 ตอนที่ 173 จะตีเจ้าไปเพื่ออันใด!

        ฮวาเหยียนไม่รู้ว่าตกลงแล้วมู่ชิงอวิ้นต้องการทำสิ่งใดกันแน่ทว่าท่าทีเสแสร้งแกล้งทำเช่นนี้ไม่พึงใจนางเป็นอย่างยิ่ง!

        เมื่อมองไปยังท่าทางเยี่ยงวีรบุรุษช่วยสาวงามของเจียงจื่อเฮ่า ยิ่งเห็นได้ชัดว่าเขามีใจต่อมู่ชิงอวิ้น

        น่าเสียดายนักบุรุษที่สตรีผู้นี้ปรารถนาจะแต่งให้กลับเป็นองค์รัชทายาท!

        เฮอะ…

        นางเค้นเสียงเยาะเย้ย “ในเมื่อเจ้ารนหาเรื่องเอง หากข้าไม่สนองให้เป็นจริงก็คงเป็นการทรยศต่อความตั้งใจนี้ของเจ้า”

        สิ้นเสียง ฮวาเหยียนพลันพุ่งตัวมาทันที นางไม่พูดพร่ำทำเพลงหมัดซ้ายกระแทกเข้าเต็มใบหน้าของเจียงจื่อเฮ่า เจ็บจนคนกรีดร้องโหยหวน

        เวลาที่ฮวาเหยียนโกรธ หากในใจของนางโมโหมากเท่าไรใบหน้าของนางก็จะยิ่งนิ่งมากเท่านั้น วิถีลงมือก็ยิ่งเหี้ยมโหดมากขึ้นเช่นกัน“เจียงจื่อเฮ่า ข้าจะบอกเจ้าให้ ข้าผู้นี้รู้สึกว่าเจ้าเกะกะสายตาข้ามานานแล้วเจ้าไม่มีสมองก็ช่างเถิด ทว่ากลับกล้ายั่วโทสะข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าเจ้าคิดว่าข้าเป็นคนอารมณ์ดีเช่นนั้นหรือ?”

        ฮวาเหยียนยิ่งกระหน่ำชกแรงขึ้น จนเจียงจื่อเฮ่านอนทรุดอยู่บนพื้น จมูกและใบหน้าบวมช้ำ

        แท้จริงแล้วเสียงของการต่อสู้นั้นดังยิ่งพาให้คนทั้งจวนตระกูลมู่ตื่นตระหนก ลานเรือนรายล้อมไปด้วยผู้คนสีหน้าของพ่อบ้านลุงหวังตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง

        “ไอ้หยา คุณหนูใหญ่มีอันใดก็กล่าววาจากันดีๆ อย่าลงมือเลยขอรับ”

        “ท่านนี้คือคุณชายเจียงนะขอรับคุณหนูใหญ่โปรดระงับโทสะด้วยเถิด...”

        พ่อบ้านลุงหวังรีบพุ่งเข้ามา เอ่ยเตือนอย่างร้อนรน

        มู่ชิงอวิ้นเองก็สะอื้นไห้จนน้ำตาอาบแก้มอยู่ข้างๆ “พี่หญิงท่านรีบหยุดมือเถิด คงมิได้คิดจะตีคุณชายเจียงจนถึงตายหรอกนะเจ้าคะ?”

        ฮวาเหยียนปล่อยหมัดอีกครั้ง นางชกจนใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขาบวมเป่งในที่สุดฮวาเหยียนก็หยุดมือ เห็นเพียงนางเชิดคางขึ้นมองเจียงจื่อเฮ่า“เจียงจื่อเฮ่า ไม่มีผู้ใดเต็มใจให้เจ้ารั้งอยู่ที่จวนตระกูลมู่วันนี้เจ้าจงย้ายออกไปเสีย อย่าให้ข้าเห็นหน้าเจ้าอีก!”

        “ข้าไม่ไปเจ้าถือสิทธิ์อันใดมาไล่ข้า?พอเจ้าตีคนจนหนำใจ เจ้าก็มีเหตุผลขึ้นมาแล้วหรือ?”

        เจียงจื่อเฮ่ากระเด้งขึ้นจากพื้นร้องโวยวายทว่าเพราะฝืนใช้แรงมากเกินไปจึงล้มลงบนพื้นอีกครั้ง

        เขากอดขาตนเองพลางจ้องเขม็งไปทางฮวาเหยียนสายตาของเขาเปี่ยมด้วยความไม่ยอมใจ

        “ถือสิทธิ์อันใด? ก็ถือสิทธิ์ที่จวนนี้เป็นจวนของข้าอย่างไรเล่า!”

        ฮวาเหยียนพ่นลมหายใจเย็นชาก่อนจะเปิดปากตอบ

        เมื่อเห็นท่าทางอันน่าสังเวชของเจียงจื่อเฮ่า ในใจของนางพลันรู้สึกสบายใจขึ้นมา ที่แท้กำปั้นก็คือคำตอบที่ดีที่สุด “มู่อันเหยียนเจ้ามีสิทธิ์อันใดถึงได้เอาแต่ใจเช่นนี้? เฮอะ?ถึงคราแรกจะนับว่าข้าเข้าจวนตระกูลมู่เพราะท่านพ่อบีบบังคับ ทว่าตอนนี้ข้าเป็นถึงสหายของแม่นางชิงอวิ้นเจ้าไล่ข้า ข้าก็ต้องไปหรือ? เฮอะ! ข้าไม่ไป!”

        เจียงจื่อเฮ่าตะโกนอย่างไม่ยอมจำนน

        เมื่อถูกขานนามมู่ชิงอวิ้นก็รีบร้อนพุ่งเข้ามาขวาง “พี่หญิงท่านอย่าได้โกรธาไปเลยเจ้าค่ะเป็นความผิดของอวิ้นเอ๋อร์เองทั้งหมด”

        นางพูดเสียงสะอื้น น้ำตาไหลอาบ เจียงจื่อเฮ่ามิอาจทนมองไหว

        เขาพยายามลุกกะโผลกกะเผลกขึ้นจากพื้น สีหน้าเปี่ยมด้วยความขุ่นเคือง “มู่อันเหยียนเหตุใดเจ้าจึงเอาแต่ใจเช่นนี้? ไม่ใช่แค่เรื่องที่กินขนมของเจ้าเข้าไปไม่กี่ชิ้นเองหรือ?เจ้าตีข้าก็นับว่าช่างเถิด ทว่ากลับแสดงสีหน้าเย็นชาใส่น้องหญิงของเจ้าเช่นนี้ มิใช่ว่ารังแกกันเกินไปหรอกหรือ?”

        เสียงของเจียงจื่อเฮ่าดังยิ่งมันเปี่ยมด้วยโทสะและสะท้อนก้องไปทั่วทุกมุมเรือน

        เนื่องจากเสียงที่ฮวาเหยียนทุบตีเจียงจื่อเฮ่านั้นดังเกินไปเหล่าคนรับใช้ครึ่งหนึ่งในเรือนจึงกรูกันเข้ามาในตอนนี้พวกเขาทั้งหมดล้วนยืนฟังอยู่ใกล้ๆ เมื่อได้ยินคำพูดของเจียงจื่อเฮ่าสายตาของคนส่วนใหญ่ก็จดจ้องไปที่ฮวาเหยียนด้วยความอยากรู้อยากเห็น

        คุณหนูรองตระกูลมู่เป็นสตรีอ่อนแอบอบบาง เรื่องนี้ทุกคนในจวนตระกูลมู่ล้วนทราบดีเมื่อพวกเขาได้ยินคำพูดของเจียงจื่อเฮ่า ทุกคนจึงมองไปที่มู่ชิงอวิ้นโดยไม่รู้ตัวเห็นเพียงดวงตาของนางแดงก่ำ น้ำตาคลอเบ้า ท่าทางราวกับถูกกลั่นแกล้งรังแก

        มองกลับไปที่คุณหนูใหญ่ท่าทางของนางหยิ่งผยองเอาแต่ใจ

        คนที่ฉลาดเฉลียวสักหน่อยเห็นแค่นี้ก็ย่อมทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น เมื่อรวมเข้ากับคำพูดของเจียงจื่อเฮ่า พวกเขาต่างเข้าใจในทันทีว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะคุณหนูรองตระกูลมู่กับคุณชายเจียงจื่อเฮ่ากินขนมไม่กี่ชิ้นเข้าไปดังนั้นคุณหนูใหญ่ต้องบันดาลโทสะถึงขั้นนี้เชียวหรือ?

        ชั่วขณะนี้เองที่เหล่าคนรับใช้ในจวนล้วนมองฮวาเหยียนด้วยความขลาดกลัว

        เนื่องจากฮวาเหยียนเพิ่งกลับมาไม่นาน เหล่าข้ารับใช้ในจวนจึงรู้จักตัวตนของคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่จากคำบอกเล่าเท่านั้นมาวันนี้ได้ประจักษ์แก่ตาตนเอง กลับรู้สึกว่าข่าวลือดูท่าจะผิดเพี้ยน คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ช่างเอาแต่ใจเสียจริง

        ฮวาเหยียนกวาดตามอง ทำเพียงเท่านี้ก็ทราบว่าพวกเขาคิดอันใดอยู่

        สิ่งที่เรียกว่าข่าวลือล้วนทำร้ายคน วันพรุ่งเกรงว่าชื่อเสียงของนาง ข้อหารังแกคุณหนูรองคงแพร่กระจายไปทั่วจวน

        หากกล่าวไปแล้วนางมิได้สนใจชื่อเสียงของตนเลยสักนิด ทว่าก็มิอาจทนต่อการถูกใส่ร้ายได้เช่นกัน

        การนินทาว่าร้ายที่ออกมาจากจวนของตนเองนั้นอย่างไรก็ไม่น่าฟัง

        เมื่อต้องเผชิญกับใบหน้าก้าวร้าวของเจียงจื่อเฮ่า และสายตาที่มิอาจสงบนิ่งน่าสงสารของมู่ชิงอวิ้นในใจของฮวาเหยียนลอบหัวเราะเสียงเย็น อ่อนแอบอบบางหรือ มีผู้ใดบ้างที่ทำไม่เป็น?นางสามารถเป็นได้ทั้งคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ผู้เย่อหยิ่งจองหอง และคุณหนูในห้องหอที่งดงามอ่อนโยนขึ้นอยู่กับอารมณ์ของนาง

        “มู่อันเหยียนเหตุใดเจ้าถึงไม่พูดอันใดบ้างเล่า มิใช่ว่ารู้สึกผิดหรอกนะ ข้าจะบอกเจ้าให้เจ้าตีข้าจนเป็นเช่นนี้ ข้าย่อมไม่ยอมจบโดยง่ายแน่!”

        เมื่อเห็นว่าฮวาเหยียนมิเอ่ยคำใดอยู่เป็นนานเจียงจื่อเฮ่าก็ตะโกนเสียงดัง

        เห็นคนในจวนมุงดูเยอะเช่นนี้ ทำให้เขามีความมั่นใจมากทีเดียว

        “คุณชายเจียงท่าน ท่านกล่าววาจาน้อยลงสักนิดเถิด อย่าทำให้พี่หญิงโกรธเลยเจ้าค่ะ”

        เป็นตอนนี้เองที่มู่ชิงอวิ้นพลันพูดขึ้น เพียงเห็นนางบิดนิ้วของตนไปมาท่าทางอ่อนแอน่าทะนุถนอมยิ่ง

        หลังเอ่ยวาจาเช่นนี้ ฟังแล้วคล้ายว่านางเป็นน้องสาวที่เชื่อฟังยิ่งทว่าอันที่จริงกลับเป็นการผลักนางให้อยู่ปากเหว

        มู่ชิงอวิ้นผู้นี้ กำลังใช้เล่ห์กับนางใช่หรือไม่?

        นัยน์ตาของฮวาเหยียนมีแววขบคิดวาบผ่าน

        “เจ้าคิดว่าเหตุใดจึงไม่จบเล่า?”

        ฮวาเหยียนยกแขนกอดอกเงยหน้าขึ้นมองเจียงจื่อเฮ่า พลางเปล่งเสียงถามอย่างเย็นชา

        ไม่รอให้เขาตอบฮวาเหยียนก็เปิดปากกล่าวต่อว่า “ขนมในตะกร้านี้ เป็นขนมที่พี่หญิงมู่เฉิงอินมอบให้พี่ใหญ่ของข้าขนมบนจานรูปหัวใจทั้งสองจานเปี่ยมล้นด้วยความรัก ผลสุดท้ายพี่ใหญ่ของข้าแม้แต่ขนมสักชิ้นก็ยังมิทันได้เห็นกลับถูกพวกเจ้าสองคนกินจนเรียบ

        คุณชายเจียงได้รับการสอนสั่งมาอย่างไร ข้าไม่อยากทราบเพียงแต่ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าคุณหนูรองตระกูลข้าก็เป็นพวกตะกละโลภมากกับเขาด้วยเช่นกัน?”

        ดวงตาของฮวาเหยียนเหลือบมองมู่ชิงอวิ้น

        ทันทีที่คำพูดนี้กล่าวจบ สีหน้าของมู่ชิงอวิ้นพลันแปรเปลี่ยน ใบหน้าของนางขาวซีด

        นางไม่นึกว่าฮวาเหยียนจะเล็งหอกพุ่งมาหานางโดยตรง หากลองคิดตามวาจาเมื่อครู่ให้ดี ยามนี้นางยังมิได้ออกเรือน หากชื่อเสียงเรื่องที่นางตะกละโลภมากถูกเผยแพร่ออกไปจะเป็นเช่นไร?พริบตานั้นนางพลันร้อนรนจนเหงื่อไหลซึมบนหน้าผาก

        เจียงจื่อเฮ่าก็ตกตะลึงไปพักหนึ่งเช่นกันเขาไม่นึกว่าขนมในตะกร้าจะมิใช่ขนมที่โรงครัวตระกูลมู่เป็นคนทำแต่กลับเป็นของที่คุณหนูใหญ่มู่เฉิงอินมอบให้คู่หมั้นของนางชั่วขณะนั้นภายในใจเขาพลันปรากฏความขุ่นเคือง

        "เจียงจื่อเฮ่าขนมนี้ถูกส่งมอบถึงมือข้า ทว่าข้ากลับมิได้ปกป้องมันให้ดี เรื่องนี้เป็นข้าบกพร่องในหน้าที่ ทว่าการที่ข้าสั่งสอนเจ้านั้นผิดด้วยหรือ?น้องรองของข้าตะกละกินเข้าไปข้ายังนับว่าช่างเถิดผู้ใดใช้ให้นางเป็นคุณหนูรองตระกูลมู่เล่า? แต่เจ้ามีสิทธิ์อันใด?คุณชายตระกูลเจียงเช่นเจ้าวิ่งโร่มาพึ่งพิงตระกูลมู่ของข้า ดื่มกินอย่างสุขสบาย และยังกระทำตัวกำเริบเสิบสานเช่นนี้ หากข้าไม่สั่งสอนเจ้า เจ้าคิดจริงหรือว่าคนในใต้หล้าจะปล่อยเจ้าไป”

        เสียงก้องของฮวาเหยียนดังขึ้น

        แม้จะเป็นการต่อว่าเจียงจื่อเฮ่ามิได้มุ่งเป้าไปที่มู่ชิงอวิ้นสักนิด ทว่าคำหนึ่งก็ตะกละอีกคำก็โลภมาก นั่นทำให้สีหน้าของมู่ชิงอวิ้นเปลี่ยนไปจนไม่น่ามอง

        เจียงจื่อเฮ่าบ่นอุบอิบว่า “ก็ข้าไม่รู้นี่ว่านั่นคือขนมที่คุณหนูใหญ่มู่เฉิงอินมอบให้พี่ใหญ่ของเจ้า”

คล้ายกับเรื่องชู่ว์... พระชายา ท่านซ่อนสิ่งใดไว้บนคาน! [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน