ภายในค่ายกลหมอกพิษห้วงนิทรา ณ จุดศูนย์กลางของป่า ปิงหยุน ตงห่าว เสี่ยวฟ่านและลู่หาน พวกเขาเริ่มได้สติคืนกลับมา ไม่มีผู้ใดได้รับผลกระทบจากค่ายกล เพราะโม่เฟิงให้ทุกคนกินยาต้านพิษเข้าไปก่อนที่จะเข้าปะทะกับเหล่าวานรพวกนี้
หลังทุกคนฟื้นตัว พวกเขาจึงได้เห็นโม่เฟิงกำลังเปิดใช้งานค่ายกลหมอกพิษห้วงนิทรา โดยมีเศษซากศพของวานรเถ้าธุลีกระจะจัดกระจายเกลื่อนกราดอยู่บนพื้น แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาใยิ่งกว่านั้น ก็คือซากศพของวานรเถ้าศิลา ใบหน้าพวกเขาเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ ่ที่พวกเขาสลบไปนั้นเกิดอะไรขึ้นกระนั้นหรือ วานรเถ้าศิลาที่ตัวออกจะใหญ่โตและแข็งแรงปานนั้นทำไมถึงได้ตายลง
เมื่อเห็นเหล่าสหายฟื้นขึ้นมาและไม่มีผู้ใดาเ็ร้ายแรง โม่เฟิงจึงมอบหน้าที่ให้กับทุกคน “ตงห่าว เ้าช่วยนำร่างของทุกคนที่าเ็ออกไปรักษา ส่วนพวกเ้าที่เหลือ ออกไปล่าสัตว์อสูรและนำดวงจิตของพวกมันกลับมา”
สิ้นเสียงสั่งการของโม่เฟิง แม้ว่าร่างกายของพวกเขาจะยังไม่ฟื้นตัวดี แต่ทุกคนต่างปฏิบัติตามโดยไม่ปริปากบ่น
ตงห่าวนำร่างทุกคนที่าเ็ออกไปส่งที่บริเวณทางเข้าป่า คนที่ได้รับาเ็มีจำนวนไม่น้อย จำต้องต้องเทียวส่งไปมาอยู่หลายรอบ จึงสามารถนำร่างของทุกคนออกไปไว้ที่ทางเข้าป่าจิตอสูรได้สำเร็จ
“ดูนั่น มีคนกำลังแบกร่างผู้ที่าเ็ออกมาอีกแล้ว” เด็กหลายคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างชี้นิ้วไปยังเงาของตงห่าว ซึ่งกำลังพาผู้ที่ได้รับาเ็ออกมาส่ง แต่ละคนพยายามเพ่งสายตาไปที่เ้าของร่าง แต่ทั่วทั้งผืนป่ายังคงเต็มไปด้วยควันพิษ จึงไม่มีใครมองออกว่าเ้าของร่างนั้นคือใครกันแน่
เห็นเงาดังกล่าวกำลังจะเดินกลับเข้าไปในป่า ฝูิที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก รีบยื่นแขนของตนเข้าไปคว้าร่างของอีกฝ่ายไว้ “เ้าจะรีบไปไหน มาบอกสถานการณ์ด้านในให้ข้าฟังก่อน”
ท่อนแขนของฝูิทะลวงผ่านหมอกพิษห้วงนิทราเข้ามาคว้าร่างของตงห่าวเอาไว้ พลันรู้สึกว่ามือที่จับเริ่มหมดเรี่ยวแรง จึงรีบผละออกและดึงแขนของตนกลับ “เ้าพิษบ้านี่ ทำให้ข้าอ่อนแรงได้ถึงเพียงนี้เชียวรึ!”
หลี่ผิงเห็นทุกอย่างอยู่ในสายตา แม้กระทั่งฝูิผู้มีพลังอยู่ในขอบเขตดวงจิตระดับสอง ยังถูกพิษของค่ายกลทำให้อ่อนแรงลงในเวลาเพียงแค่เสี้ยวลมหายใจ แต่เ้าของเงาร่างนั้นกลับเดินไปเดินมาในค่ายกลนี้ได้อย่างอิสระ หลี่ผิงจึงเดาเอาว่า เงาร่างนี้น่าจะเป็เ้าของค่ายกลหมอกพิษห้วงนิทราเป็แน่แท้!
หลี่ผิงรีบสั่งให้ทุกคนเข้าไปตรวจดูอาการของเด็กที่าเ็ บรรดาผู้คนที่ถูกช่วยออกมานั้นมี หลันหลัน เฉียนเป่ย รวมถึงทุกคนในกลุ่มของพวกเขาทั้งสอง ขณะที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจกับหลันหลันอยู่นั้นเอง ก็ปรากฏร่างของัเีเดินอยู่ท่ามกลางหมอกพิษของค่ายกล เขาพยายามหอบสังขารที่ดูแล้วเหมือนคนกำลังหมดเรี่ยวแรงเดินโซซัดโซเซออกมาจากป่า
ตลอดระยะเวลาที่เขาออกตามหาหลันหลัน แม้จะถูกหมอกพิษเข้าเล่นงาน แต่ัเียังคงฝืนออกตระเวนตามหาไปทั่วป่า จนกระทั่งไปเห็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังแบกร่างของหลันหลันเดินอยู่ท่ามกลางหมอกพิษ ัเีจึงไม่รอช้าใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีไล่ตามอีกฝ่ายจนออกมาถึงที่นี่
ัเีเห็นหลานสาวนอนแน่นิ่งเช่นนั้นจึงรีบวิ่งเข้าไปหา กอดร่างของอีกฝ่ายเอาไว้อย่างทะนุถนอม “หลันหลัน เ้าเป็ยังไงบ้าง?”
ภายใต้อ้อมกอดของัเีหลันหลันเริ่มได้สติ นางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “ท่านตา! ข้าไม่เป็ไร”
เมื่อเห็นว่าหลานสาวไม่ได้รับาเ็ถึงขั้นเืตกยางออก ัเีจึงรู้สึกโล่งใจเป็ที่สุด “ดีแล้ว ดีแล้ว เ้าไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว”
ทางด้านเฉียนเป่ยและพรรคพวก หลังถูกพาตัวออกมาจากค่ายกลหมอกพิษห้วงนิทราต่างเริ่มกลับมามีสติอีกครั้ง พวกเขาไม่รู้ว่าตนเองมีชีวิตรอดมาจากฝูงวานรเ่าั้ได้อย่างไร แต่ไม่ว่าจะเป็เช่นไร การที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ย่อมเป็เื่ที่น่ายินดีสำหรับพวกเขามากแล้ว
เฉียนเป่ยหันมองไปรอบ ๆ เมื่อไม่เห็นกลุ่มของโม่เฟิง เขาจึงมองกลับไปที่ป่าจิตอสูรพร้อมกับรำพึงออกมาด้วยน้ำเสียงแ่เบา “ข้าขอภาวนาให้พวกเ้าปลอดภัย”
เหลือเวลาอีกไม่ถึงสองชั่วยาม (1 ชั่วยามเท่ากับ 2 ชม.) งานล่าจิตอสูรก็จะสิ้นสุดลง เฉียนเป่ยจึงนำดวงจิตของสัตว์อสูรที่หามาได้ ใส่ลงในกระถางทองเหลืองเพื่อรับผลคะแนน
ตุบ ตุบ ฟิ้งงงงง!
เสียงดวงจิตหล่นลงไปในกระถาง ลำแสงสีเหลืองเจิดจ้าทอประกายออกมา ลูกแก้วสีเหลือง และสีแดงส้มเปล่งประกายแวววาวอยู่รอบกระถางทองเหลือง ทุกคนต่างลุ้นไปด้วยกันว่าอีกฝ่ายจะได้คะแนนมากน้อยขนาดไหน
สีของลูกแก้วสามารถบอกได้ว่าเป็ลูกแก้วดวงจิตของสัตว์อสูรระดับและขอบเขตไหน สีเหลืองอ่อนเป็ของสัตว์อสูรที่ต่ำกว่าระดับห้าในขอบเขตกำเนิดลมปราณ สีเหลืองเข้มเป็ของสัตว์อสูรที่อยู่ั้แ่ระดับห้าไปจนถึงระดับสิบของขอบเขตกำเนิดลมปราณ ส่วนสีส้มเป็ของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายา
หลี่ผิงนับจำนวนและสีของลูกแก้วที่ปรากฏอยู่ภายในกระถางทองเหลือง ก่อนจะขานคะแนนที่กลุ่มของเฉียนเป่ยได้ออกมา “ดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับต่ำจำนวน 23 ดวงจิต ระดับสูงอีกอีก 16 ดวงจิต และขอบเขตหลอมกายาอีก 2 ดวงจิต รวมทั้งสิ้น 38,300 คะแนน”
กลุ่มคนที่เฝ้าจับตาดูกลุ่มของเฉียนเป่ย ต่างรู้สึกผิดหวังกับผลคะแนนที่พวกเขาได้ เพราะแต่ละปีนั้นคะแนนที่แต่ละกลุ่มทำได้ จะอยู่ราว ๆ 20,000 ถึง 100,000 คะแนน และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผลคะแนนของเฉียนเป่ยแล้ว ผลคะแนนของเฉียนเป่ยจึงถือว่าต่ำมาก
ถัดจากกลุ่มของเฉียนเป่ยคือกลุ่มของหลันหลัน เธอนำดวงจิตทั้งหมดเทลงไปในกระถางทองเหลืองเช่นกัน
ตุบ ตุบ ฟิ้งงงง!
“ดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบกำเนิดลมปราณระดับต่ำจำนวน 15 ดวงจิต ระดับสูงอีก 21 ดวงจิต และขอบเขตหลอมกายาอีก 3 ดวงจิต รวมทั้งสิ้น 52,500 คะแนน”
ถึงแม้กลุ่มของหลันหลันจะได้คะแนนมากกว่ากลุ่มของเฉียนเป่ย แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้ทุกคนต้องร่วมแสดงความยินดีด้วย
หลังจากที่หลี่ผิงได้ประกาศคะแนนของทั้งสองกลุ่มเรียบร้อยแล้ว ตัวอักขระที่เรืองแสงอยู่รอบป่าจิตอสูรก็ได้ดับแสงลง เป็สัญญาณบอกว่าค่ายกลหมอกพิษห้วงนิทรานั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว
เมื่อหมอกพิษภายในป่าจิตอสูรได้สลายหายไป เด็กหลายกลุ่มที่ติดอยู่ในป่าต่างทยอยพากันเดินออกมาด้วยสีหน้าที่อ่อนระโหยโรยแรง พวกเขาต่างนำดวงจิตของสัตว์อสูรที่หามาได้ใส่ลงไปในกระถางทองเหลือง
12,100 คะแนน! 11,800 คะแนน! 10,700 คะแนน!
ผลคะแนนที่ได้ช่างดูต่ำเตี้ยนัก ดังนั้นเด็ก ๆ หลายกลุ่มจึงรู้สึกผิดหวังเป็อันมาก ทุกคนต่างมีความคิดเห็นเป็อันหนึ่งอันเดียวกันว่า หากพวกเขาไม่โดนหมอกพิษจนสลบ ไม่มีทางที่พวกเขาจะทำคะแนนได้น่าอดสูถึงเพียงนี้
ในขณะที่เด็กหลายคนกำลังผิดหวังกับผลคะแนนที่ได้ กลุ่มของฮัวหนานก็เดินออกมาจากป่า นำดวงจิตที่สะสมมาได้ใส่ลงไปในกระถางทองเหลืองด้วยสีหน้าที่มั่นอกมั่นใจ
ตุบ ตุบ ตุบ ตุบ ฟิ้งงงง!
จำนวนของลูกแก้วที่ลอยวนเวียนอยู่ภายในกระถางทองเหลือง ทำให้ทุกคนที่เห็นถึงกับประหลาดใจ
“ดูจำนวนของลูกแก้วดวงจิตที่กลุ่มของฮัวหนานหามาได้สิ ทำไมถึงมากมายเช่นนั้น!”
ท่ามกลางความตื่นตาตื่นใจของทุกคน หลี่ผิงประกาศผลคะแนนของพวกเขาออกมา “ดวงจิตของสัตว์อสูรในขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับต่ำจำนวน 34 ดวงจิต ระดับสูงอีกอีก 48 ดวงจิต และขอบเขตหลอมกายาอีก 7 ดวงจิต รวมทั้งสิ้น 121,400 คะแนน”
“สะ แสน แสนสองหมื่น!”
ด้วยผลคะแนนที่มากกว่ากลุ่มของหลันหลันเป็เท่าตัว ใครหลายคนถึงกับเผลออุทานออกมาอย่างประหลาดใจ ทั้งยังมีคำถามมากมายปรากฏขึ้นในหัว
“ทำไมพวกเขาได้คะแนนมากถึงเพียงนี้?”
“นี่พวกเขาไม่ได้รับผลกระทบจากหมอกพิษเลยรึยังไงกัน!”
เมื่อเห็นสีหน้าที่ตกตะลึงของทุกคน ฮัวหนานเอามือกอดอก มุมปากยกหยักยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ “หึหึ”
่เวลาที่หมอกพิษกระจายไปทั่วป่า กลุ่มพวกเขาได้เข้าไปหลบอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งเป็ถิ่นที่อยู่อาศัยของค้างคาวปีกเขียว
พวกเขาใช้ยันอักขระรูปแบบป้องกันที่นำติดตัวมา สร้างเป็ม่านลมปราณปิดปากถ้ำ ป้องกันหมอกพิษที่กระจายตัวอยู่เต็มป่า แล้วใช้่เวลาระหว่างที่รอให้หมอกพิษจางลง ออกล่าค้างคาวปีกเขียวที่อาศัยอยู่ในถ้ำ นับว่าเป็โชคของพวกเขาเพราะภายในถ้ำ มีค้างคาวปีกเขียวมากกว่า 70 ตัว และ 4 ตัวในนั้นยังเป็ค้างคาวปีกเขียวในขอบเขตหลอมกายาอีกด้วย
ถัดจากกลุ่มของฮัวหนานคือกลุ่มของเจียงฮุ่ยที่เพิ่งเดินทางออกมาจากป่าจิตอสูรด้วยสภาพที่ดูแล้วช่างทุลักทุเล
หลังจากพวกเขาตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลจึงเร่งพากันออกล่าสัตว์อสูรอย่างบ้าคลั่งเป็การทดแทน่เวลาที่เสียไป
87,900 คะแนน!
เมื่อได้ยินคะแนนที่กลุ่มของเจียงฮุ่ยทำได้ จิ่วซาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่พึงพอใจเป็อย่างมาก “ไม่เลว ไม่เลว”
ถึงแม้ผลคะแนนของเจียงฮุ่ยจะไม่อาจเทียบได้กับกลุ่มของฮัวหนาน แต่เมื่อได้มากกว่าคนของตระกูลหลินที่เป็คู่แค้นกันมาเนิ่นนาน สำหรับจิ่วซา มันไม่มีอะไรน่าที่น่ายินดีไปมากกว่านี้แล้ว
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
กลุ่มของฮัวหนานได้คะแนนเยอะเชียว กลุ่มของพี่โม่เราจะได้เท่าไหร่กันน้า....รอตอนถัดไปครับ 5555+
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเื่นี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ