1
ท่านหญิงซู่ซู่ผู้ร่านรัก
ร่างบางที่นอนอยู่บนพื้นไม้แข็งๆขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกแปลกใจ ก่อนจะรู้สึกถึงความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับร่างกายของตนก่อนจะค่อยๆ ลืมตาได้สติขึ้นมา
สิ่งแรกที่ั์ตากลมโตคู่สวยเห็นก็คือเพดานสีทะมึนและผนังแคบๆส่วนตรงหน้านางคือประตูลูกกรงเหล็กขนาดใหญ่ที่มองออกไปเห็นแต่ท้องฟ้ากับผืนทรายสีเหลืองอร่ามกว้างสุดลูกหูลูกตา
ที่นี่...คือที่ใดกัน!?
ไม่ใช่ตำหนักซูฟางของข้านี่!
‘ซู่ซู่’คิดก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อสำรวจร่างกายตนเองว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง
กริ๊ก~~ ตึง!
ทว่าบางอย่างที่รั้งอยู่ตรงข้อเท้าทั้งสองข้างกลับฉุดให้ร่างบอบบางล้มลงอีกครั้งเมื่อมองไปยังต้นตอก็พบว่า...
ตอนนี้ข้อเท้าขาวผ่องทั้งสองข้างของตนเองถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ตรวนสีดำ!
โซ่!?
เกิดอะไรขึ้นกับข้า!?
นางจำได้ว่าตัวเองกำลังนอนหลับสบายอยู่ในตำหนักซูฟางแล้วจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน?
“ส่งคนไปบอกท่านแม่ทัพด้วย ว่านักโทษฟื้นแล้ว”บุรุษในเครื่องแบบสีกากีที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องขังแคบๆเอ่ยกับบุรุษอีกคนที่สวมใส่อาภรณ์แบบเดียวกัน
นักโทษอย่างนั้นหรือ!?
หือ…ชุดสีเช่นนี้มัน...
ปะ...เป็ไปไม่ได้!
หรือว่า...
แกร๊ก! สักพักประตูลูกกรงเหล็กที่กั้นขวางระหว่างนางกับโลกภายนอกก็ถูกเปิดออกก่อนที่บุรุษในเครื่องแบบสีกากีสองคนจะตรงเข้ามาจับแขนของนางไว้แน่น
“พวกเ้าเป็ใครกัน!?จะพาข้าไปไหน!?” เมื่อเห็นทั้งคู่ไม่ตอบซู่ซู่จึงพยายามขืนตัวไว้สุดแรง แต่ก็สู้ไม่ได้
“ข้าไม่ไปๆ ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!!” ร่างบางร้องโวยวายตลอดทาง แต่ทั้งคู่ก็หาได้ยี่หระไม่กระทั่งพานางเข้ามาถึงที่หมาย ซู่ซู่ก็ถูกจับให้คุกเข่าลงตรงหน้าผู้มีอำนาจสูงสุดในที่แห่งนี้
ตุบ!!
“นำตัวมาแล้วขอรับท่านแม่ทัพ” ทหารทั้งสองนายเอ่ยกับผู้เป็นายของตน
“ชินอ๋อง...”เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ยิ่งกว่าคุ้นตา ร่างบางก็เอ่ยเสียงเบาพลางแค่นยิ้มแล้วพูดต่อ
“ที่ที่หม่อมฉันอยู่ก็คือตำหนักชายแดนกลางทะเลทรายของพระองค์สินะเพคะ”
“เช่นนั้นเ้าก็คงรู้แล้วสินะ ว่าชะตากรรมของตัวเองจะเป็อย่างไร”บุรุษที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ที่ถูกยกระดับให้สูงขึ้นและตกแต่งด้วยสัญลักษณ์รูปนกอินทรีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า
"หม่อมฉันก็แค่ทำในสิ่งที่สมควรผิดอะไรหรือเพคะ!?"
"สิ่งที่สมควรงั้นหรือ!?" เ้าของใบหน้าขาวมนดั่งหยกเนื้อดี รับกับเรือนผมสีดำขลับดุจน้ำหมึก รวมถึงรูปร่างล่ำสันในอาภรณ์งามสง่าสีกรมท่ากล่าว
ดวงตาเรียวสีน้ำตาลเข้มที่ในยามปกติดูเรียบเฉยไร้อารมณ์จ้องเขม็งไปยังใบหน้างามซึ่งยังคงเชิดรั้นขึ้นอย่างอวดดีพลางฉายแววเกลียดชังออกมาชัดเจน
"เพคะ นางสมควรตายแล้ว"ซู่ซู่เอ่ยเสียงเรียบ ั์ตากลมโตสีนิลมองตอบอย่างไม่เกรงกลัว
ก่อนหน้านั้นนางได้ทำสิ่งใดลงไปงั้นหรือ!ก็ลงมือสังหารสตรีผู้หนึ่งที่เป็ไส้ศึกของแคว้นซึ่งแฝงตัวเข้ามาอย่างไรเล่า!เพราะบุรุษโง่เขลาตรงหน้าหลงรักอีกฝ่ายหัวปักหัวปำจนไม่ยอมทำเองนางถึงต้องเป็คนทำเพื่อแคว้น!
นี่สินะ...ที่เรียกว่าเนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่งกลับต้องเอากระดูกมาแขวนคอ...
เพียะ!ฝ่ามือหนาตวัดลงไปยังแก้มขาวเนียนของนางจนร่างบางหน้าหันไปตามแรงตบ ก่อนที่สักพักจะมีรอยสีแดงจางๆปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าเนียน
"คนที่สมควรตายที่สุดก็คือเ้า!!ไม่ใช่นาง!!"
ชินอ๋อง นามจริงคือ ‘ฉินซิ่นซื่อ’หรือที่ทุกคนเรียกว่าท่านแม่ทัพตวาดใส่อีกฝ่ายด้วยความโกรธแค้นพลางนึกถึงใบหน้างามของ ‘ม่านชิงเซียน’สตรีที่เขากำลังจะแต่งงานด้วย
วันก่อนเขากับนางกำลังเดินชมเมืองหลวงด้วยกันอย่างมีความสุข
แต่อยู่ๆ ก็มีธนูพุ่งเข้ามาปักศีรษะของนางตายคาที่ด้วยน้ำมือของ ‘ท่านหญิงซู่ซู่’
ดรุณีน้อยที่กำพร้าบิดาเพราะมารดาเป็เพียงนางคณิกาที่พลาดพลั้งตั้งครรภ์ขึ้นมากระนั้นก็เป็คนในสกุลสายรองของ ‘ม่ายไทเฮา’ หรือเสด็จย่าของเขาเสด็จย่าจึงอุปการะเข้ามาเลี้ยงดูในวังพร้อมทั้งขอพระราชทานยศท่านหญิงจากเสด็จพ่อให้นาง…
พอนางเติบใหญ่ขึ้นมา เสด็จพ่อของเขาตและเสด็จพี่ขึ้นครองราชย์ต่อสตรีตรงหน้าก็เริ่มทำตัววางอำนาจไปทั่วจนแม้แต่บรรดาพระสนมของเสด็จพี่ยังต้องเกรงใจ!
ตอนที่เขาตามไปเอาเื่ทวงความยุติธรรมให้คนรักนอกจากนางจะไม่ยอมรับแล้ว ยังหันไปขอความช่วยเหลือจากเสด็จพี่อีกซึ่งแน่นอนว่าท่านพี่ฉินชงเฉินไม่เชื่อว่าเป็ฝีมือของซู่ซู่ด้วยเหตุผลที่ว่านางดูอ่อนแอเกินกว่าที่จะทำเช่นนั้นได้ ทั้งตอนเกิดเหตุซู่ซู่ก็นอนป่วยอยู่ที่ตำหนักของตัวเอง
…และสำหรับการตายของม่านชิงเซียนนั้น หลังจากมีการสืบความอยู่หลายวันก็ให้ประกาศออกไปว่าเป็การลอบโจมตีของกลุ่มฏทั้งที่ฉินซิ่นซื่อเห็นกับตาว่าเป็ฝีมือของซู่ซู่ทำให้ร่างสูงได้แต่เก็บความแค้นเหล่านี้ไว้ในใจรอวันที่จะชำระสะสางรวมกับดอกเบี้ยในกาลก่อนที่คราแรกเขาคิดว่าจะปล่อยผ่าน แต่เห็นทีคงไม่ได้เสียแล้ว!
หลังฝังศพสตรีในดวงใจเสร็จชินอ๋องก็ขอยกทัพกลับมาประจำการยังตำหนักที่ชายแดนทะเลทรายทางทิศบูรพาของแคว้นทันทีแต่คิดหรือว่าเขาจะยอมกลับมามือเปล่าปล่อยให้ผู้ที่ลงมือก่อเหตุนั้นอยู่อย่างสุขสบาย
ในเมื่อเสด็จพี่ไม่มีความยุติธรรมให้แก่เขาตัวเขาก็จะขอเป็คนสร้างมันขึ้นมาเอง!
ด้วยเหตุนี้ฉินซิ่นซื่อจึงลอบเข้าตำหนักซูฟางแล้วลักพาตัวซู่ซู่กลับมาด้วย
กระนั้นบนใบหน้าหวานของซู่ซู่ก็ยังคงประดับไว้ด้วยรอยยิ้มบางๆ
“หรือทรงยอมรับความจริงไม่ได้เพคะ...ความจริงที่ว่าองค์หญิงแคว้นหลางผู้นั้นเป็ไส้ศึกที่เข้ามาเพื่อล้วงความลับแคว้นฉินและหาโอกาสลอบปลงพระชนม์เสด็จพี่ท่านอ๋องเพคะ...แม้ปากของพระองค์จะเอ่ยเช่นนี้แต่ในพระทัยกำลังนึกขอบคุณหม่อมฉันต่างหากที่ช่วยกำจัดสตรีผู้นั้นออกไปเพราะพระองค์ใจไม่แข็งพอที่จะทำมันด้วยตัวเองสิ่งที่หม่อมฉันควรจะได้รับคือการสรรเสริญที่ทำทุกอย่างเพื่อแคว้นฉินของเราเพื่อฝ่าา มิใช่การปฏิบัติเช่นนี้!!”
“เ้าอย่ามากล่าววาจาเหลวไหลว่าร้ายผู้ที่ตายไปแล้วเ้าก็แค่ไม่พอใจที่เห็นข้าตัดใจจากเ้าได้ ทนเห็นข้ามีความสุขมิได้” ยิ่งมองใบหน้าของสตรีตรงหน้าที่เชิดขึ้นอย่างอวดดีโทสะในใจของฉินซิ่นซื่อก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น ในขณะที่ซู่ซู่นึกสมเพชอีกฝ่ายในใจ
เสียแรงที่คนตรงหน้าเป็ถึงเชื้อพระวงศ์หลักฐานก็มีอยู่ทนโท่ ทว่าแสร้งทำเป็ไม่รู้ไม่เห็น ถูกความรักบังตาเห็นผิดเป็ถูกแต่จะเรียกว่าความรักได้หรือเปล่า!?
เพิ่งพบหน้ากันเพียงแค่ไม่ถึงสัปดาห์ก็ขอสมรสพระราชทาน...นี่มันใช่หรือ!?
นางคิดถูกจริงๆ ที่ไม่ได้ตอบรับความรักของเขาในตอนนั้นมิเช่นนั้นคงต้องแต่งงานกับบุรุษสติปัญญาต่ำผู้นี้
อา...
แต่จะว่าไปในเมื่อเขาเป็คนเริ่มต้นจุดประกายหากนางจะเติมเชื้อไฟสักหน่อยคงไม่เป็ไร
“ไม่เกี่ยวเลยเพคะ จะทรงรักกับผู้ใดก็เป็เื่ของพระองค์แม้อยากจะคว้านางคณิกาในหอโคมเขียวมาแต่งเป็พระชายา หม่อมฉันก็ไม่สนใจหากมิติดว่ามันเกี่ยวพันกับแคว้นของเรา...และตัวของท่านพี่ชงเฉิน”แล้วซู่ซู่ก็พูดต่อพร้อมกับส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มที่มีเจตนากวนประสาทให้ชินอ๋อง
“ปากดีนัก ต่อหน้าเสด็จพี่เหตุใดไม่พูดเช่นนี้บ้าง!?”
นี่จึงเป็เหตุผลที่ฉินซิ่นซื่อไม่นึกโกรธเคืองเสด็จพี่ของตนเพราะต่อหน้าฉินชงเฉิน สตรีตรงหน้ามักจะทำตัวบอบบางอ่อนแอน่าสงสารเสมอเสด็จพี่เองวันทั้งวันก็ยุ่งกับราชกิจแทบตาย ไม่มีเวลามาจับผิดนางหรอก
“ก็เพราะท่านพี่ชงเฉินมีค่าให้หม่อมฉันทำตัวเรียบร้อยใส่อย่างไรเล่าเพคะ”แล้วซู่ซู่ก็พูดต่อ
“ทรงยอมรับเถอะเพคะว่าพระองค์ยังรักหม่อมฉันอยู่แต่เสียใจด้วยที่ในใจของหม่อมฉันมีเพียงฝ่าาคนเดียวแม้ฝ่าาจะรับหม่อมฉันเป็พระสนมไม่ได้ก็ตามและพระองค์ก็ทรงใช้เื่ม่านชิงเซียนมาเป็ข้ออ้างสำหรับตัวเองในการลักพาตัวหม่อมฉันมา..."
"เห็นทีเ้าจะหลงตัวเองมากเกินไปแล้วกระมัง"
เมื่อเห็นสายตาโกรธแค้นที่มองมายังตนเอง นางก็หัวเราะเบาๆแล้วพูดต่อ
"พระองค์บอกหม่อมฉันสมควรตาย...เช่นนั้นก็ฆ่าหม่อมฉันเลยเพคะหากทำมิได้ก็ยอมรับเถิด..."
"หึ..."มุมปากของผู้ที่ถูกท้าทายกระตุกขึ้นเบาๆก่อนที่มือหนาจะเอื้อมมาจับปลายคางของนางให้เงยขึ้นมาแล้วออกแรงบีบแน่น
"ผิดแล้วล่ะที่ข้าเอาตัวเ้ามาเพราะข้าจะทำให้เ้าได้รู้...ว่าสิ่งที่ทรมานกว่าความตายเป็เช่นไร"ฉินซิ่นซื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
ถึงจะรู้สึกเจ็บแค่ไหนแต่ซู่ซู่ก็ยังสงวนท่าทีเรียบเฉยไว้ได้ดวงตาคู่สวยจ้องมองไปที่แววตาเรียวสีน้ำตาลเข้มของอีกฝ่ายแล้วเอ่ยวาจาโต้ตอบอย่างไม่เกรงกลัว
"น่าสนใจนะเพคะหม่อมฉันก็อยากรู้เหมือนกัน!"
ฉินซิ่นซื่อไม่พูดอะไรนอกจากสะบัดมือกลับอย่างรวดเร็วทำให้ใบหน้าเรียวเล็กของซู่ซู่สะบัดไปตามแรงทว่าก็ไม่มีแม้แต่เสียงร้องหลุดออกมาจากลำคอของนางก่อนจะหันไปสั่งคนของตนด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจว่า
"ทหาร!!มาเอาตัวนักโทษผู้นี้ไปก่อกำแพงอิฐฝั่งตะวันตก!!!!"
ขืนให้สตรีผู้นี้ลอยหน้าลอยตากวนประสาทเขาต่อไปมีหวังคงได้ฆ่านางตายคามือก่อนได้รับบทลงโทษเป็แน่แท้ คำสั่งของฉินซิ่นซื่อทำให้ซู่ซู่ใจนเผลออุทานออกมา
“ก่อกำแพง!?”
“ขอรับ!” คนของฉินซิ่นซื่อรับคำอย่างแข็งขันพลางรีบตรงเข้ามาคุมตัวซู่ซู่
"กล้าดีอย่างไรมาแตะต้องตัวข้า? ข้าเป็ท่านหญิงนะลืมไปแล้วหรือ!!? "
ร่างบางตวาดพร้อมกับพยายามสะบัดตัวให้หลุดพ้นจากฝ่ามือสากๆของทหารสองนายที่จับลงมาบนข้อมือขาวเนียนของนาง
"ท่านหญิงตัวจริงตอนนี้อยู่ในวัง...ส่วนเ้าเป็เพียงนักโทษ..."ร่างสูงพูดพลางยิ้มเยาะเมื่อนึกถึงคนที่เขาจัดหาให้ไปทำหน้าที่แทนสตรีที่เขาจับตัวมา
มันจะไปยากอะไรเพียงแค่หาคนมาเลียนแบบหน้าตาท่าทางกิริยาก็ใช้ได้แล้วมิใช่หรือ!?
“ทหารที่นี่ฟังแต่คำสั่งของแม่ทัพเช่นข้าเพียงผู้เดียวแม้ฝ่าาของเ้าจะมายืนอยู่ตรงนี้ก็ช่วยอะไรเ้าไม่ได้!!"
"อีกไม่นาน...ฝ่าาจะต้องรู้เื่นี้!!และพระองค์จะต้องส่งคนมาช่วยหม่อมฉันแน่!!!” ซู่ซู่ะโใส่ฉินซิ่นซื่อด้วยความมั่นใจขณะที่พยายามขืนตัวไว้ แม้รู้ว่าสุดท้ายจะสู้แรงของบุรุษสองคนไม่ได้แต่เื่อะไรนางต้องยอมจำนนให้ถูกลากไปไหนมาไหนได้ง่ายๆ เล่า
เมื่อได้ยินคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของนางฉินซิ่นซื่อก็หัวเราะออกมาเสียงดังลั่น พลางโต้กลับ
“ฝันหวานไปเถิด!คนอย่างเสด็จพี่มีราชกิจต้องทำมากมายเขาไม่เสียเวลามาสนใจสตรีไร้ยางอายที่ตามเกี้ยวพานขอความรักแต่เขาไม่เอาเช่นเ้าหรอก!”
แม้จะมิมีผู้ใดพูดออกมาตามตรงแต่ทุกคนทั่วทั้งวังหลวงต่างก็รู้ว่าท่านหญิงซู่ซู่แอบชอบฮ่องเต้ฉินชงเฉินถึงขนาดที่ว่าต้องหาข้ออ้างขอเข้าเฝ้าทุกวันเพื่อให้ได้พูดคุยกันตามลำพังมาตลอดั้แ่ฉินชงเฉินยังเป็ไท่จื่อ[1]ด้วยซ้ำ!
เสด็จพี่ของเขาคงจะอึดอัดน่าดู...
กระนั้นคราหนึ่งเขาก็เคยพลาดท่าไปรู้สึกดีกับนาง...จนตัวเองต้องเจ็บเจียนตาย!
“ชินอ๋อง! จำคำของหม่อมฉันไว้นะเพคะ!! สิ่งที่ทรง้าพระองค์จะไม่มีวันได้สมใจ...ไม่มีวัน!!”ซู่ซู่ะโทิ้งท้าย ก่อนจะโดนลากตัวออกไปจนพ้นประตู
“เดี๋ยวเราก็ได้รู้กันข้าจะทำให้เ้าทรมานจนต้องคุกเข่าร้องขอความเมตตาจากข้า!” ฉินซิ่นซื่อะโไล่หลัง
ไม่ต้องห่วง
นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น...
ยังมีบทลงโทษอื่นอีกมากมายที่ข้าได้เตรียมไว้ให้เ้าโดยเฉพาะ
ข้าอยากจะเห็นเหลือเกิน ว่ายามที่ท่านหญิงซู่ซู่ผู้ร่านรักและหยิ่งผยองแห่งวังหลวงต้องก้มหัวร้องขอความเมตตากรุณาจากผู้อื่นนั้นเป็เยี่ยงไร!
[1] ไท่จื่อ = ตำแหน่งรัชทายาท เรียกเต็มยศว่า ‘หวงไท่จื่อ’