บทที่21
ความลับของกำไลหยก
เซี่ยอันอวี่ใช้นิ้วเรียวของตนเองชี้ไปยังกำไลหยกหลากสีที่ประดับอยู่บนข้อมือดวงตาของนางจับจ้องไปที่เม็ดหยกหลากสีซึ่งเรียงรายอยู่โดยรอบ ไม่ใช่เพียงหยกกลมสีเขียวเพียงเม็ดเดียวของมู่ซานเท่านั้นแต่ยังมีหยกสีฟ้า สีม่วง สีแดง สีทอง และสีอื่นๆ อีกหลายเม็ดประดับอยู่
เพียงแค่เ้ามนุษย์จิ๋วอย่างมู่ซานผู้เดียวก็สามารถทำให้พืชผักเจริญเติบโตในดินแดนแห้งแล้งเช่นนี้ได้...ถ้าหากว่าหยกเม็ดอื่นๆ ล้วนมีสิ่งมีชีวิตเช่นนี้สถิตอยู่แล้วแต่ละตนมีความสามารถแตกต่างกันออกไป นางไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าตัวเองจะ"โกงชีวิต" ได้ขนาดไหน!
‘ถ้าพวกเ้าตื่นขึ้นมาทั้งหมด...ข้าคงได้เสวยสุขแน่นอน!’ เซี่ยอันอวี่คิดในใจดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้า
นางหันไปจ้องมองมู่ซานที่ลอยตัวอยู่ข้างๆอย่างคาดหวัง ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงจริงจังปนตื่นเต้น
“เ้ารู้หรือไม่...ว่าต้องทำอย่างไรพวกเขาถึงจะตื่นขึ้นมา?”
มู่ซานกระพริบตาปริบๆสีหน้าเต็มไปด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์ ก่อนจะส่ายหัวช้า ๆ “ไม่รู้หรอกขอรับ”
คำตอบสั้น ๆแต่เล่นเอาเซี่ยอันอวี่ถึงกับชะงัก นางขมวดคิ้วทันทีแล้วถามสวนกลับอย่างรวดเร็ว “ไม่รู้? แล้วเ้าล่ะ... เ้าตื่นมาได้อย่างไร?”
มู่ซานที่โดนถามแบบไม่ทันตั้งตัวก็ยิ้มแหยๆ พลางยกมือเล็ก ๆ เกาหลังศีรษะ “ตัวข้าหรือขอรับ?”
“ใช่! เ้าก็นั่นแหละ!”เซี่ยอันอวี่ขึ้นเสียงอย่างอดไม่ได้
มู่ซานหัวเราะแห้ง ๆก่อนจะตอบกลับไปตามตรง
“ไม่รู้ขอรับ... ข้าตื่นมาก็เห็นนายหญิงแล้ว”
เซี่ยอันอวี่ถึงกับยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเองเบาๆ ด้วยความปวดกบาล นางถอนหายใจออกมายาวเหยียด ก่อนจะพึมพำเสียงเบา “นี่มันอะไรกันเนี่ย... ได้ภูติมาแต่ดันความจำสั้นหรือเปล่า”
แต่ถึงอย่างไรนางก็ยังไม่ยอมแพ้เซี่ยอันอวี่สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหันกลับมาถามต่อด้วยความหวังสุดท้าย
“เอาเถอะอย่างน้อยเ้าก็บอกข้ามาสิ... ในบรรดาพวกเ้าแต่ละคนในกำไลนี่มีความสามารถแบบไหนกันบ้าง เ้ารู้หรือเปล่า?”
มู่ซานได้ยินเช่นนั้นก็หยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าดูจริงจังขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ พยักหน้า “เื่นี้... ข้าพอรู้บ้างขอรับ”
เซี่ยอันอวี่รีบโน้มตัวเข้าไปใกล้ดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับราวกับเด็กน้อยที่กำลังจะได้ฟังเื่เล่าในตำนาน
“ว่ามาเลย!”
“บอกไม่ได้ขอรับ”มู่ซานส่ายหน้าด้วยท่าทางจริงจังแต่แววตากลับเป็ประกายเหมือนเด็กซนที่กำลังปิดบังความลับอะไรบางอย่าง
เซี่ยอันอวี่ขมวดคิ้วทันทีพลางเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ “เหตุใดถึงบอกไม่ได้? เป็กฎอะไรหรือ?”
มู่ซานรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที “ไม่ใช่กฎขอรับ”
คำตอบนี้ยิ่งทำให้เซี่ยอันอวี่สงสัยมากขึ้นนางเลิกคิ้วแล้วถามต่อ “ไม่ใช่กฎ แล้วเพราะอะไรเ้าถึงไม่บอก?”
มู่ซานฉีกยิ้มกว้างดวงตาเต็มไปด้วยความขบขัน ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงทะเล้น “คือว่า... ถ้าบอกไปแล้ว มันจะไม่ตื่นเต้นขอรับ”
ทันทีที่ได้ยินคำตอบ เซี่ยอันอวี่ถึงกับมุมปากกระตุกดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความคาดหวังเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็แววตาเรียบนิ่งเ็านางหรี่ตาลงพลางจ้องเขม็งไปที่เ้ามนุษย์จิ๋วตรงหน้า
‘เ้ากวนโอ๊ยเกินไปแล้ว!’นางกัดฟันกรอดในใจความรู้สึกอยากจะจับเ้าตัวเล็กนี่มายัดใส่มือแล้วบีบเล่นมันพลุ่งพล่านขึ้นมาในทันที
เพียงแต่ว่า...ยังไม่ทันที่เซี่ยอันอวี่จะได้ขยับมือทำอะไรมู่ซานก็เหมือนจะรับรู้ถึงคลื่นอารมณ์อันตรายนั้นได้ มันหัวเราะแห้ง ๆพลางรีบแปลงร่างกลายเป็แสงสีเขียววาบ พุ่งกลับเข้าไปซ่อนตัวในกำไลหยกอย่างรวดเร็วราวกับจะหนีตายจากเงื้อมมือของนายหญิง
เซี่ยอันอวี่มองดูแสงสุดท้ายที่หายวับไปก่อนจะถอนหายใจออกมาแรง ๆ นางสูดลมหายใจเข้าลึกพยายามข่มความหงุดหงิดภายในใจให้สงบลง
“เฮ้อ...จะไปจริงจังกับเ้าตัวแสบทำไมกันนะ...” นางบ่นพึมพำกับตนเองเบาๆ
เมื่อเรียกสติกลับคืนมาได้แล้ว เซี่ยอันอวี่ก็ส่ายหน้าช้าๆ พลางยกมือขึ้นกดขมับอย่างเหนื่อยใจก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไปในเรือนไม้ของตนเอง
แสงแดดอ่อนยามเช้าสาดส่องลอดผ่านรั้วไม้เก่าๆ เข้ามา แต่สำหรับเซี่ยอันอวี่แล้ว ตอนนี้สิ่งที่นาง้ามีเพียงแค่...การพักผ่อนสักครู่เพื่อคลายความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจจากการรับมือกับเ้ามนุษย์จิ๋วสุดป่วนผู้นั้น
ร่างบางก้าวผ่านประตูเรือนอย่างเชื่องช้าบรรยากาศภายในเรือนไม้เงียบสงบ มีเพียงเสียงลมทะเลทรายที่พัดเอื่อยผ่านผนังไม้เป็จังหวะกล่อมให้นางได้หย่อนใจชั่วคราว
‘เอาเถอะ...อย่างน้อยพรุ่งนี้ก็จะมีพืชผักไว้กินอีกแล้ว ถือว่าชีวิตยังพอมีหวัง’ เซี่ยอันอวี่คิดในใจ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างผ่อนคลายปล่อยให้เวลาผ่านไปช้า ๆ ท่ามกลางแดดอุ่นยามเช้าของดินแดนฮั่วโจวที่แสนโหดร้าย
ที่จริงแล้วเซี่ยอันอวี่มีความคิดอยากออกไปสำรวจเมืองกู่หลิงซาแห่งนี้อยู่ไม่น้อยนางใคร่รู้ว่าสถานที่ที่แห้งแล้งและรกร้างกลางทะเลทรายเช่นนี้ยังพอมีสิ่งใดที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์เพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์อันยากลำบากนี้ได้บ้างหรือไม่
แต่สุดท้ายนางก็ได้เพียงแค่คิดเท่านั้น...ความกล้าในการก้าวออกไปยังโลกภายนอกด้วยตัวคนเดียวไม่มีอยู่เลยแม้แต่น้อย
สาเหตุนั้นง่ายดายเพราะเมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังอดอยากเซี่ยอันอวี่เคยดูหนังแนวโลกาวินาศอยู่บ่อยครั้งภาพของผู้คนที่หิวโหยจนไร้ความเป็มนุษย์ยอมฆ่าฟันกันเพื่อแย่งชิงแม้เพียงเศษอาหารหรือแม้กระทั่ง...กินเนืุ้์ด้วยกันเอง มันยังคงติดอยู่ในหัวของนาง
‘ถ้าออกไปเดินเล่นข้างนอกแล้วเจอพวกนั้นรุมสังหารแล้วจับข้ากินขึ้นมาจะทำอย่างไรล่ะ!’ เพียงแค่คิด นางก็ขนลุกซู่แล้ว
ดังนั้นเซี่ยอันอวี่จึงเลือกที่จะอดกลั้นความสงสัยของตนเองเอาไว้ก่อนรอให้ได้ขอความเห็นจากหนานกงจิ่นอวี่เสียก่อนค่อยว่ากัน นางจึงจำต้องขังตัวเองอยู่ในเรือนไม้แห่งนี้ต่อไปอย่างช่วยไม่ได้
เวลาค่อย ๆเคลื่อนผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็ม…
จนกระทั่งยามเย็นมาเยือนแสงอาทิตย์ยามอัสดงย้อมขอบฟ้าเป็สีส้มแดงดังเช่นทุกวัน และเช่นเคย เงาร่างของหนานกงจิ่นอวี่ก็ก้าวเข้ามาในอาณาเขตจวนเ้าเมือง ตรงตามเวลาแทบไม่คลาดเคลื่อน
เซี่ยอันอวี่ที่นั่งรออยู่ภายในเรือนลอบถอนหายใจเบาๆ พลางพึมพำกับตนเอง “นี่เ้าจะเป็นาฬิกาชีวิตหรืออย่างไรกันกลับมาเวลาเดิมทุกวันโดยไม่มีนาฬิกาสักเรือน…”
แม้จะอดแซวในใจไม่ได้แต่สายตาของเซี่ยอันอวี่ก็จับจ้องไปที่ร่างสูงสง่าผู้เป็สามีอย่างเคยชิน ทว่าในวินาทีถัดมา แววตาของนางพลันเปลี่ยนไปทันที เมื่อมองเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติ!
สายตาคมสวยจับจ้องไปยังฝ่ามือข้างหนึ่งของหนานกงจิ่นอวี่ เืสีแดงสดกำลังไหลซึมออกจากปลายนิ้วเปื้อนหยดลงบนพื้นไม้เป็ทาง!
หัวใจของเซี่ยอันอวี่กระตุกวูบนางรีบลุกพรวดขึ้นโดยไม่รู้ตัว “เดี๋ยวก่อน!มือของท่าน... เืนั่นมันอะไรกัน!?” เซี่ยอันอวี่รีบวิ่งเข้าไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับดูาแของอีกฝ่าย
เมื่อสังเกตใกล้ ๆนางก็พบว่าต้นเหตุของโลหิตที่ไหลลงมาถึงฝ่ามือ ไม่ใช่าแเล็กน้อยแต่กลับเป็าแลึกพอสมควรที่บริเวณต้นแขน่บน!เืสีแดงเข้มยังคงซึมออกจากแผลรินไหลเป็ทางตามแนวแขนขาวผ่องของอีกฝ่ายจนหยดลงพื้นเป็จุด ๆ
หนานกงจิ่นอวี่ยังคงมีสีหน้าเ็าเช่นเดิมเขาเพียงปรายตามองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“มันก็แค่แผลเล็กน้อย”
เซี่ยอันอวี่ขมวดคิ้วแน่นดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกนางรีบยกแขนของหนานกงจิ่นอวี่ขึ้นตรวจดูอย่างละเอียดริมฝีปากเอ่ยถามเสียงเคร่งเครียด
“แผลลึกขนาดนี้ ยังจะบอกว่าไม่มีอันใดอีกหรือ?” คำพูดราวกับไม่เห็นาแเป็เื่ใหญ่ยิ่งทำให้เซี่ยอันอวี่รู้สึกโมโหปนเป็ห่วง นางกัดริมฝีปากแน่นสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อย่าบอกแค่ว่าไม่เป็ไรบอกข้ามา เกิดอันใดขึ้นกันแน่?”