๒๓
เรือราคะ
ข้าพเ้าจำมิได้แล้วว่าฝันในคืนวันที่เท่าไหร่ แต่ข้าพเ้าบอกได้ว่ามันอยู่กลางเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๗
ในฝันเื่นี้อยู่ในประเทศสมมติ ข้าพเ้าได้ล่องเรือไปยังทะเลของน่านน้ำเขตคามแห่งนี้ มันละม้ายคล้ายอ่าวไทยตอนล่างอย่างไรชอบกล ข้าพเ้ารู้สึกได้ เพราะภูมิประเทศของสถานที่ในฝันนี้คล้ายๆ กับด้ามขวานอย่างพิลึกนัก
ข้าพเ้าล่องเรือจากทิศเหนือของอ่าว เลียบชายฝั่งด้ามขวานไปเรื่อยๆ เรือสำเภาที่ตัวใบเรือเป็สีขาว ส่วนลำเรือนั้นทำด้วยไม้สัก มันทาด้วยสีน้ำมันสีทองอร่าม สภาพของเรือจัดว่าใหม่เอี่ยม คงยังมิได้ใช้การสักเท่าใดนัก
แลแล้วข้าพเ้าก็มาที่ปากน้ำของเมืองเมืองหนึ่ง ข้าพเ้าจึงหมุนพังงาหรือพวงมาลัยเรือซึ่งทำด้วยไม้ตะเคียน แล้วหันหัวเรือเลี้ยวขวาเข้าสู่แม่น้ำสายใหญ่ของเมือง แล่นเรือไปเรื่อยๆ ตามลำน้ำนี้
มันเป็เพลา ๗ โมงเศษ ข้าพเ้าเห็นพระสงฆ์รูปหนึ่งพร้อมเด็กวัดกำลังเดินเลียบแม่น้ำอยู่ ข้าพเ้าสันนิษฐานว่าพระรูปนี้พร้อมเด็กวัดคนนั้น คงเดินเท้ากลับจากการบิณฑบาต ข้าพเ้านึกสงสารเลยอยากจักพาพระรูปนั้นพร้อมเด็กวัดไปส่ง ณ ริมฝั่งน้ำที่ใกล้กับวัดที่สุดเท่าที่จักเป็ไปได้
ดังนั้นข้าพเ้าจึงแล่นเรือเลียบเคียงทั้งสอง แล้วจึงะโเรียกแบบไม่ค่อยสำรวมนัก
"หลวงพี่ๆๆ"
สงฆ์ผู้ห่มจีวรสีเหลืองแบบคลุมรูปนั้นหันมาหาข้าพเ้า ท่านเป็พระที่มีผิวขาว ใบหน้ากลม สวมแว่นสายตาสั้นกรอบสีดำ หน้าผากแคบ ใบหูเล็กแต่มีติ่งหูย้อย ลักษณะดวงตาเป็ดวงตาชั้นเดียว ตาเรียว จมูกสันเป็คม ลักษณะของจมูกเหมือนลูกชมพู่อวบอิ่ม ร่องจมูกตื้น ดั้งไม่หัก ไม่มีคิ้ว และเส้นผมเนื่องจากเป็พระสงฆ์ต้องโกนออก ริมฝีปากท่านบาง สีแดงระเรื่อ ท่านคงมิใช่คนสูบบุหรี่ อนึ่งรูปร่างท่านจัดว่าสมส่วน ท่านสูง ๑๖๕ เิเ น้ำหนัก ๕๕ กิโลกรัม
ส่วนเด็กวัดที่มากับท่านเป็เด็กหนุ่มซึ่งเมื่อพิศดูแล้วอายุอานามคงไม่ถึง ๑๘ปี ร่างสูงกว่าพระ แต่ผอม เด็กวัดผู้นี้สูงราว ๑๗๕ เิเ น้ำหนักพอๆ กับหลวงพี่ที่มาด้วยกัน ผมดำถูกตัดเป็ทรงนักเรียน มีผิวคล้ำ ใบหูกาง เป็คนไม่มีติ่งหู ลักษณะหูค่อนข้างเรียวยาว เป็คนที่มีหน้าตาแบบสี่เหลี่ยมคางหมู มีหน้าผากกว้าง คิ้วั ตาสองชั้น ดวงตากลมโต หางตาเชิดขึ้น จมูกแหมบ ดั้งจมูกหัก จมูกเป็ลักษณะเหมือนชมพู่ลูกเล็กๆ ริมฝีปากบนบาง ริมฝีปากล่างหนาและห้อยเล็กน้อย ริมฝีปากนั้นมีสีคล้ำตามผิว เด็กหนุ่มผู้นี้ใส่กางเกงวอร์มสีดำ กับเสื้อยืดสีน้ำเงินแลรองเท้าช้างดาว ในขณะที่พระรูปนั้นเดินเท้าเปล่า
เมื่อหลวงพี่แลเด็กวัดหันมามองต้นเสียง พระท่านก็เอ่ยขึ้นมาดังๆ ว่า
"มีอะไรเหรอโยม"
"ท่านกำลังเดินกลับวัดใช่ไหมครับ"
"ถูกแล้วโยม"
"อีกไกลไหมครับกว่าจะถึงวัดท่าน"
"๓ กิโลเห็นจะได้"
"โห... แล้ววัดท่านอยู่ริมแม่น้ำใช่ไหมครับ"
"ใช่"
"งั้นท่านขึ้นเรือผมมาเถอะครับ เดี๋ยวผมไปส่ง"
พระท่านพยักหน้าตอบ ข้าพเ้าจึงคลายบันไดเรือที่ถูกพับไว้ออกมา ไม่รู้ว่ามันเป็บาปกรรมหรือไม่ เพราะทั้งพระแลเด็กวัดทุลักทุเลอยู่พอสมควรในการปีนขึ้นบันได
ผ่านไปราวสองสามนาที เมื่อทั้งสองท่านขึ้นเรือมาแล้วนั้น ข้าพเ้าก็จัดแจงพับบันไดเก็บเข้าที่เดิม แล้วแล่นเรือต่อไปยังวัดของหลวงพี่
ริมตลิ่งสองข้างทางสลับกันระหว่างป่าคอนกรีตแลป่าไม้เขียวชอุ่ม เนื่องจากบาง่เป็ที่ดินรกร้าง ยังไม่มีใครมาจับจอง ขณะที่บริเวณซึ่งเป็ป่าคอนกรีตนั้นมีความเจริญเข้ามาแทนที่ มีตึกรามบ้านช่องอันแทบไม่ต่างอะไรกับบริเวณริมฝั่งน้ำเ้าพระยาของกรุงเทพมหานคร หากแต่น้ำในแม่น้ำนั้นมีความใสแลไม่มีกลิ่นเน่าเหม็นดังเ้าพระยาเป็อยู่ในปรัตยุบัน คงเป็เพราะว่าชาวเมืองในประเทศสมมติแห่งนี้ คงไม่ทิ้งขยะแลสิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำกระมัง
ในที่สุดเราก็เเล่นเรือมาที่วัดของพระสงฆ์ มันเป็วัดริมน้ำที่มีเจดีย์ตั้งตระหง่านอยู่ อารามนั้นค่อนข้างโบราณ สร้างก่อนพ.ศ. ๒๕๐๐ มีกำแพงวัดล้อมรอบ แลมีท่าน้ำให้เรือจอด เป็ศาลาสามเหลี่ยมหน้าจั่วทำด้วยไม้สังเคราะห์ ทาสีน้ำมันสีเขียว ข้าพเ้าจอดเรือ ณ ที่นั่น แล้วคลายบันไดลง เพื่อให้พระสงฆ์แลเด็กวัดได้กลับอาราม
"ขอบใจโยมมากนะ" พระเอ่ยขึ้น
"โชคดีนะครับหลวงพี่"
เด็กวัดยกมือไหว้ข้าพเ้า ข้าพเ้ายกมือไหว้รับ แล้วทั้งสองก็เดินทางถึงวัดโดยสวัสดิภาพ ข้าพเ้าพับเก็บบันไดขึ้น แล้วล่องเรือต่อไป
...
แม่น้ำมีระยะทางที่ยาวมาก ข้าพเ้าล่องเรือผ่านเมืองสองฝั่งลำน้ำมาจนถึงเพลา ๖ โมงเย็น แลแล้วปลายทางของข้าพเ้าก็มาถึง ข้าพเ้าจึงจอดเรือแล้วทิ้งสมอ
มันเป็ท่าน้ำของสถานีตำรวจแห่งหนึ่ง เมื่อข้าพเ้าทิ้งสมอเรือเสร็จแล้ว ข้าพเ้าก็เดินเข้าไปในสถานที่แห่งนั้น
ข้าพเ้าเข้าไปในอาคารชั้นเดียวขนาดยาว ณ ที่แห่งนี้ ข้าพเ้าไม่พบใครอื่นนอกจากตำรวจสองสามนาย ซึ่งแต่งกายไม่เรียบร้อย กล่าวคือพวกเขาใส่เพียงกางเกงขายาวสีกากี แลเสื้อซับในสีขาวที่มีตราของตำรวจเท่านั้น ส่วนเสื้อสีกากีอันเป็เครื่องแบบพวกเขาได้ถอดออก คงเพราะเพลา ๑๘ นาฬิกา มิใช่เพลาราชการกระมัง พวกเขาเลยทำตัวตามสบาย นอนดูโทรทัศน์อย่างบันเทิงใจ
เมื่อข้าพเ้าเดินเข้ามา พวกเขาจึงเอ่ยถามข้าพเ้าในลักษณาการสบายๆ เหมือนอยู่ที่บ้านของตนเอง
"ติดต่ออะไรครับ"
"ผมมาหาคิวครับ พอดีนัดคิวเอาไว้"
"อ๋อ...เดี๋ยวนั่งรอสักพักนะ จะไปตามมาให้"
"ครับ"
ข้าพเ้านั่งบนโซฟาหนังภายในสถานีตำรวจ ใกล้ๆ กับเก้าอี้เอนนอนที่พวกตำรวจกำลังนอนดูโทรทัศน์อยู่
รายการที่พวกตำรวจกำลังรับชมผ่านหน้าจอโทรทัศน์อยู่นั้น เป็รายการประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง ที่ผู้เข้าแข่งขันมักมีประวัติชีวิตอันอัตคัดแลขัดสน จึง้าเข้าประกวดร้องเพลงเพื่อเอาเงินรางวัลไปแก้ไขปัญหาชีวิตของตนเอง บ้างก็เพื่อซ่อมที่อยู่อาศัย บ้างก็เพื่อเป็ทุนการศึกษา บ้างก็เอาไปปลดหนี้ ฯลฯ แต่สำหรับข้าพเ้าแล้วนั้น ข้าพเ้าค่อนข้างเบื่อรายการรูปแบบดังกล่าว ผนวกกับข้าพเ้าไม่ชอบเพลงลูกทุ่งประเภทโชว์ลูกคอซึ่งบางครั้งพวกผู้เข้าประกวดก็ร้องโชว์ลูกคอเกินไปเมื่อเทียบกับศิลปินต้นฉบับเขาเคยร้องไว้ ทำให้ข้าพเ้ารู้สึกรำคาญเสียแทนที่จักเป็ความไพเราะ
ข้าพเ้านั่งดูรายการประกวดร้องเพลงราว ๆ ๑๐ นาทีเห็นจักได้ พลันปรากฏว่ามีเด็กหนุ่มอายุ ๑๕ ย่าง ๑๖ เดินมาที่บริเวณนั้น
เด็กคนนี้มีผมสีดำ แต่ตัดผมทรงสกินเฮดประหนึ่งพี่ต่อ ธนภพ ในซีรีย์ฮอร์โมน เขาสวมชุดนักเรียนสีขาวในลักษณะปล่อยชายเสื้อไว้นอกกางเกง ส่วนกางเกงที่สวมนั่นเป็กางเกงนักเรียนสีกากี สวมเข็มขัดสีน้ำตาลมีหัวเข็มขัดสี่เหลี่ยมสีทอง เดินเท้าเปล่ามาเพราะถอดถุงเท้าแลรองเท้านักเรียนไว้ที่ชั้นวางรองเท้าของบ้านพักตำรวจที่อยู่ด้านหลังสถานี เด็กคนนี้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่๔ ใบหน้ากลม หน้าผากสูงปานยอดดอย มีผิวขาว ใบหูแหลม ติ่งหูหนา คิ้วดกดำโดยที่ปลายคิ้วเชิดขึ้น ตาสองชั้น ดวงเนตรกลมโต เหมือนเม็ดบัวลอย จมูกโตเหมือนลูกชมพู่ที่อวบอ้วน ปีกจมูกกว้าง ดั้งหัก ริมฝีปากแดงระเรื่อ ลักษณะของริมฝีปากหนาทั้งบนแลล่าง ริมฝีปากล่างห้อย เป็คนที่สูงไม่มาก เพียง ๑๖๕ เิเ มีน้ำหนัก ๔๕ กิโลกรัม
เด็กคนนั้นคือคิวนั่นเอง คิวที่คุยกับข้าพเ้าผ่านทางแอพลิเคชันหาคนคุย เราคุยกันอย่างออกรสออกชาติ ก่อนที่คิวจักนัดข้าพเ้าเจอที่สถานีตำรวจแห่งนี้ แรกๆ ข้าพเ้าก็ใอยู่ไม่น้อยเทียวว่าทำไมเด็กหนุ่มถึงนัดเจอข้าพเ้า ณ โรงพัก แล้วข้าพเ้าก็ได้คำตอบ
"พ่อคิวเป็ตำรวจ คิวอยู่ที่บ้านพักตำรวจในโรงพักครับ"
คิวเดินไปหาพวกเ้าหน้าที่ตำรวจด้วยท่าทียิ้มแย้มแจ่มใส จนตำรวจที่นอนดูโทรทัศน์อยู่ต้องเอ่ยปากถาม
"ทำการบ้านรึยังคิว"
"ไม่มีการบ้านครับน้าหมาย"
"พี่คนนั้นเขามาหาเราน่ะ" แล้วนายตำรวจที่ชื่อหมายก็ชี้นิ้วมาที่ข้าพเ้า เด็กหนุ่มยิ้มจนเห็นฟันขาวก่อนจะพูดว่า
"ครับ"
จากนั้นคิวก็เดินมาหาข้าพเ้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เ้าตัวยกมือไหว้ข้าพเ้า ข้าพเ้าไหว้รับ แล้วคิวก็พูดขึ้นมาว่า
"รอนานมั้ยพี่"
"เกือบชั่วโมงเห็นจะได้" ข้าพเ้าตอบเด็กหนุ่ม
"พี่ชื่ออะไรแล้วนะ"
ข้าพเ้าอึ้งกับคำถามของเด็กหนุ่มไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยวิสัชนา
""จ๊ะ" ไง "
"อ้อ...พี่จ๊ะ" เด็กหนุ่มพูดพลางพยักหน้าจนข้าพเ้ารู้สึกมันเขี้ยวอยู่ในที
ไม่นานเด็กหนุ่มก็ถามคำถามหนึ่งขึ้นมา คำถามที่จักเปลี่ยนชีวิตข้าพเ้าไปตลอดกาลก็ว่าได้
"พี่มาหาผมด้วยจุดประสงค์อะไรเหรอ"
อีกครั้งที่ข้าพเ้าอึ้งไปชั่วขณะเพราะคำพูดของเด็กหนุ่ม ข้าพเ้าจึงยิ้มกลบเกลื่อนจุดประสงค์ที่แท้จริงของข้าพเ้า แล้วตอบคำถามเด็กหนุ่มไปแบบส่งเดช
"มาทักทายเราไง"
ตอบเสร็จข้าพเ้าก็ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวที่ไม่ค่อยขาวเพราะดื่มชากาแฟมากจนเกินไป
"เหรอ"
คิวตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงจริงจังและบ่งบอกว่าไม่เชื่อที่ข้าพเ้าวิสัชนาไปเมื่อครู่เด็กหนุ่มทำสีหน้าเคร่งเครียดเมื่อได้ยินคำตอบของข้าพเ้า ฉับพลันไม่กี่วินาทีเขาก็ยิ้มเห็นฟันขาวราวกับว่าเพิ่งจักคิดอะไรดีๆ ออก
ว่าแล้วเด็กหนุ่มก็ะโถามนายตำรวจชื่อหมายที่กำลังดูโทรทัศน์อยู่ขึ้นมา
"น้าหมาย"
นายตำรวจไม่ได้ยิน คิวจึงะโเสียงดังขึ้นอีก
"น้าหมาย!"
"อะไร!"
นายตำรวจละสายตาจากโทรทัศน์แล้วหันมามองต้นเสียง
"คิวขอกุญแจห้องทำงานพ่อหน่อย"
"มึงจะเอาไปทำไมวะไอ้คิว"
"ผมจะไปนั่งเล่น"
เด็กหนุ่มหยุดพูดไปสามวินาที เนื่องจากสมองคิดหาเหตุผลร้อยแปดมาอ้างไม่ทัน จากนั้นคิวจึงพูดต่อโดยไม่ทันคิด
"จะให้พี่จ๊ะเขาสอนการบ้านด้วย"
"อาว ไหนมึงบอกว่าไม่มีการบ้านไม่ใช่เรอะ?"
เด็กหนุ่มหน้าซีด อึ้งไปสามวินาทีก่อนจะพูดออกมาหลังจากที่สมองประมวลผลได้
"พอดี...คิวนึกขึ้นได้ว่ามีรายงานวิชาภาษาไทย...น่ะครับ ก็เลย...จะให้พี่เขาสอนหน่อย"
"เออๆ"
นายตำรวจที่ชื่อหมายก็เดินไปหยิบกุญแจห้องทำงานของบิดาคิว ซึ่งฝากไว้กับตน เนื่องจากผู้เป็บิดานั้นติดภารกิจที่ต่างเมือง
"เอานี่" ตำรวจเอ่ยขึ้น
เด็กหนุ่มเมื่อได้รับกุญแจก็พนมมือไหว้ขอบคุณตำรวจผู้ที่เขาเรียกว่าน้าหมาย
"ขอบคุณครับน้าหมาย"
"ตั้งใจทำการบ้านให้ดีล่ะ"
แล้วนายตำรวจก็เดินไปที่เก้าอี้เอนนอน แล้วก็นอนดูโทรทัศน์ต่อ
เมื่อคิวได้กุญแจจากน้าหมายแล้ว คิวก็บอกกับข้าพเ้าด้วยคำสามคำ
"ตามผมมา"
แล้วข้าพเ้าก็เดินตามหลังเด็กหนุ่มวัย๑๕ ผ่านทางเดินที่มีประตูกระจกกรอบไม้หลายๆ บานเรียงรายซ้ายขวา แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ขนาดยาวชนิด 36 วัตต์ มันสลัวไม่อร่ามเหมือนหลอดที่เพิ่งซื้อมาใหม่ คงเพราะอายุการใช้งานหลายพันชั่วโมงกระมัง หลอดจึงเสื่อมความสว่างแลสลัวแสดงให้เห็นจนอึมครึมเหมือนในภาพยนตร์สยองขวัญ
หลอดไฟบางหลอดไม่ได้มีปัญหาไฟกะพริบ แต่อายุการใช้งานของบัลลาสต์นั้นเสื่อมสภาพเต็มทีจนมีเสียง "หึ่งๆ"ดังขึ้นมา บางทีข้าพเ้าก็นึกสงสัยขึ้นมาว่า "เงินภาษีของประชาชน"ใน "ประเทศสมมติ" แห่งนี้ ได้ถูกจัดสรรปันส่วนให้มาปรับปรุงระบบไฟฟ้าของสถานีตำรวจบ้างหรือไม่
แลแล้วเราก็เดินมาอยู่หน้าประตูกระจกกรอบไม้บานหนึ่ง กรอบไม้ของประตูบานนี้มีสีน้ำตาล บริเวณกระจกนั้นมีมู่ลี่สีเทาปิดบังเพื่อมิให้เห็นข้างในของห้อง ประตูมีลูกบิดสีเงินซึ่งบัดนี้ถูกล็อกจากข้างใน ข้าพเ้ากวาดสายตาดูที่บริเวณส่วนบนของประตูนั้น มีป้ายชื่อพ่อของคิวพร้อมยศตำพันตำรวจโทและตำแหน่งที่เป็อักษรย่อจนข้าพเ้ายากที่จักเข้าใจ
" พตท. พยัคฆ์ ศุภะสัง
รอง ผกก.สส. บก. น. ๓"
เมื่อคิวใส่ลูกกุญแจสะเดาะกุญแจลูกบิดประตูแล้วนั้น คิวก็เชื้อเชิญให้ข้าพเ้าเข้ามายังห้องทำงานของผู้เป็บิดา
"เข้ามาสิพี่"
ข้าพเ้าทำหน้างุนงง แล้วเอ่ยขึ้นมาว่า
"จะดีเร้อ... มันเหมือนบุกรุกเลยนะเนี่ย"
"ดีสิพี่...เข้ามาเถอะ"
ข้าพเ้าฝืนใจเข้ามายังห้องทำงานของบิดาคิว ทันทีที่ข้าพเ้าก้าวผ่านประตูบานนั้น คิวก็ปิดประตูดัง "ปัง"! แล้วรีบลั่นกลอนในบัดดล ข้าพเ้าในขณะนั้นมีสีหน้าใเล็กน้อย
"แล้ว..." เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นมา
"การบ้านภาษาไทยเหรอ" ข้าพเ้าพาที
"อย่าทำไขสือหน่อยเลยพี่ พี่ก็รู้ว่าเรามาที่นี่ทำไม"
"เห็นเราบอกตำรวจคนนั้นว่าจะให้พี่สอนการบ้าน"
"พี่นี่ซื่อหรือว่าเซ่อกันแน่เนี่ย...ตอนคุยกันในแอพ ไม่เห็นพูดไรแบบนี้เลย"
"เหรอ แล้วพี่พูดว่าไงบ้าง"
เด็กหนุ่มทำสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อยแล้วจำนรรจ์ว่า
"ก็พูดว่าคิวชักว่าวรึยัง คิวเคยเยมั้ย kuay ของคิวกี่นิ้ว"
"ฮ่าๆๆๆ"
"ขอดูจู๋หน่อย" คิวเอ่ยขึ้นมา
"ก็มาถอดกางเกงพี่สิ"
เด็กหนุ่มยิ้มจนเห็นฟันขาว แล้วใช้มือปลดกางเกงสามส่วนของข้าพเ้าออก เผยให้เห็นกางเกงบ็อกเซอร์สีน้ำเงินลายหมากรุกของข้าพเ้า คิวก็ถอดมันออก แล้วจึงเผยให้เห็นกางเกงในสีน้ำตาลยี่ห้อ Noname แล้วเมื่อคิวถอดกางเกงในตัวนี้ออก มันก็เผยให้เห็นแท่ง์ที่มีต้นหญ้าสีนิลปกคลุมอยู่ แท่งอันนี้ยาว ๖.๕ นิ้วแลบัดนี้มันแข็งตัวชูชันต่อหน้าต่อตาของคิว
เด็กหนุ่มค่อยๆ ใช้ริมฝีปากละเลงลงบนดุ้นนั้น แล้วบรรจงใช้ลิ้นดูดมันประหนึ่งดูดไอศกรีมแท่งโปรด
"อ๊าาาาาส์" ข้าพเ้าร้องออกมาด้วยความเสียวเพราะโดนลิ้นของเด็กหนุ่มัั
คิวยังคงใช้ลิ้นตวัดแลดูดดุ้น์ของข้าพเ้าอย่างมิหยุดยั้ง ทว่าหัตถ์ของข้าพเ้าบัดนี้ดันอยู่ไม่สุขขึ้นมา จึงเกิดอาการ"มือบอน" ขึ้นฉับพลัน โดยหัตถ์ข้างขวาของข้าพเ้า ไปจับเป้ากางเกงนักเรียนสีกากีของคิว
คุณพระคุณเ้าช่วย!!! มือของข้าพเ้าไปโดนอะไรแข็งๆ นุ่มๆ ของคิว แลดูเป็สิ่งที่ลึกลับน่าค้นหาดีแท้ ช่างน่าสนเท่ห์ว่า สิ่งที่อยู่ภายใต้กางเกงนั้นจักมีลักษณะหน้าตาเป็เยี่ยงไร
ข้าพเ้าเอามือลูบคลำที่บริเวณเป้ากางเกงของคิว ในขณะที่เด็กหนุ่มนั้นกำลังเพลิดเพลินกับการอมดุ้น์ของข้าพเ้า บัดนี้ชายผู้แก่กว่าซึ่งกำลังถูกกระทำก็ขอขัดจังหวะเด็กหนุ่มชั่วคราว
"หยุดก่อนคิว"
คิวหยุดอมดุ้น์ เอามันออกจากปาก จากนั้นจึงจำนรรจ์กับข้าพเ้าว่า
"ทำไมเหรอพี่"
"ขอดูkuayของเราได้ไหม"
"ครับ"
เด็กหนุ่มค่อยๆ บรรจงรูดซิบแลปลดตะขอกางเกงนักเรียนสีกากีออก เผยให้เห็นกางเกงในสีขาวที่เ้าตัวใส่ มันเป็กางเกงในที่เป้าแลดูตุงผิดสังเกต และขณะที่เด็กหนุ่มจะถอดกางเกงในออก ณ บัดนั้น ข้าพเ้าก็พลันเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน
"เดี๋ยว"
เด็กหนุ่มหยุดกึก ข้าพเ้าจึงพูดต่อว่า
"ขอพี่ถอดเอง"
ข้าพเ้าใช้มือสองข้างค่อยๆ ถอดกางเกงในสีขาวของคิวออกมา เผยให้เห็นองคชาตของเด็กหนุ่มยาวประมาณ 5 นิ้วกว่าๆ หนังหุ้มปลายปิดสนิทขณะแข็งตัว กล่าวเป็ภาษาปากก็คือมันยังไม่ถอกนั่นเอง
"มีขี้เปียกปะเนี่ย" ข้าพเ้าถามขึ้น
"หึ ล้างตอนอาบน้ำทุกวัน" เด็กหนุ่มตอบ
"ถ้าใช้มือถอกจะเจ็บไหม" ข้าพเ้าถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
"ก็...นิดหน่อย"
ข้าพเ้าค่อยๆ รูดหนังหุ้มปลายของเด็กหนุ่มลงช้าๆ พลันปรากฏให้เห็นหัวองคชาตสีองุ่นแดง มันสวยมาก ไม่มีขี้เปียกเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว และด้วยเหตุนี้เอง ข้าพเ้าจึงอุตตริอะไรขึ้นมา
"อมได้ปะ"
"อมตอนไม่ถอกได้ปะ มันเจ็บ"
เด็กหนุ่มพูดพลางรูดหนังหุ้มปลายปิดหัวทรงองุ่นเช่นเดิม ข้าพเ้าตกปากรับคำ เราเลยผลัดกันอมในลักษณะท่วงท่า 69
อมไปได้ไม่นาน ข้าพเ้าก็อยากที่จะใช้ดุ้น์ของข้าพเ้าเปิดซิงเด็กวัยละอ่อนคนนี้
เราต่างช่วยกันถอดเสื้อผ้าของกันและกัน บัดนี้ต่างคนต่างก็เห็นร่างอันเปลือยเปล่าของฝ่ายตรงข้ามเต็มๆ สองตา องคชาตของทั้งสองชี้โด่มายังคนที่อยู่ตรงหน้า แล้วในที่สุดข้าพเ้าก็บอกคิวให้ทำสิ่งหนึ่ง
"คิวลองก้มแบบก้มเก็บสบู่ซิ"
เด็กหนุ่มจึงก้มให้ข้าพเ้าดู เผยให้เห็นก้นงอนๆ และรู์ของเขา
"คิวก้มท่านี้แล้วเอาตัวไปฟุบลงที่โต๊ะนะ"
เด็กหนุ่มจึงทำตามแล้วเอาตัวไปฟุบที่โต๊ะทำงานซึ่งเป็โต๊ะไม้อัดสีดำของบิดาคิว
ข้าพเ้าเห็นก้นงอนๆ ของคิวชัดเจน แต่รู์ยังไม่ชัดนัก ข้าพเ้าจึงถ่างขาของเด็กหนุ่มเล็กน้อย แลบัดนี้ รู์สีม่วงคล้ำของคิว ก็เป็ที่ประจักษ์แก่สายตาของข้าพเ้าแล้ว
ข้าพเ้าใช้เจลหล่อลื่นชโลมรู์ของเด็กหนุ่ม จากนั้นจึงใช้นิ้วชี้สอดเข้าไป
ข้าพเ้าถึงขั้นอุทานในใจว่า "โอ้ รู์นี้คับแน่นดีแท้"
"โอ๊ย"
เสียงคิวร้องครางขึ้นมา แล้วจึงถามข้าพเ้าหลังเสียงครางนั้นว่า
"เล็บพี่ยาวรึเปล่า"
"เปล่านะ แต่อย่างอื่นยาวใช่มะ"
"บ้า!!!"
ในที่สุดฉากเข้าพระเข้านาง ไม่สิ เข้าพระเข้านายก็เริ่มต้นขึ้น หลังจากที่ข้าพเ้าสวมถุงยางเบอร์ 52 เสร็จสิ้น ข้าพเ้าจึงค่อยๆ เอาเอ็นอุ่นๆ แหย่เข้าไปในรู์ของคิวอย่างบรรจงยิ่งกว่าการเสียบปลั๊กพัดลมในวันที่อากาศร้อนจัดเสียอีก
"โอ๊ย อ๊าส์ เจ็บ โอ๊ย"
เด็กหนุ่มร้องครางด้วยความเสียวระคนเ็ปจากการโดนของเเข็งเสียบเข้าทางหลัง
บัดนี้ร่างของข้าพเ้าและคิวต่างขยับเป็จังหวะยาวๆ คล้ายในเพลงของวง zolar ที่ข้าพเ้ายังนึกสงสัยว่า เนื้อหาในเพลงหมายถึงการ "เอากัน" ใช่หรือไม่
หลังจากเรามีความสุขกันในท่วงท่า mature lady สักพักเราก็จูบกันพักใหญ่ แล้วเปลี่ยนมาเล่นท่วงท่าบนเก้าอี้ทำงานสีดำของบิดาคิว
ท่านี้เรียกว่า chairman ข้าพเ้าจะนั่งบนเก้าอี้ จากนั้นคิวก็โก้งโค้งหันก้นมาทางข้าพเ้า เพื่อที่สองเราจะได้เป็หนึ่งเดียวกัน จังหวะที่ข้าพเ้าสอดแท่ง์เข้าไป ข้าพเ้าก็ยอมรับว่าข้าพเ้าเจ็บที่หัวองคชาต
"โอ๊ย" ข้าพเ้าร้องคราง
"อ๊าาาาาาาส์" คิวก็ร้องครางเมื่อแท่ง์เข้ามาที่รูเสียวของเด็กหนุ่ม
จากนั้นคิวยังคงร้องครางอยู่เรื่อยๆ เรามีอะไรกันจนข้าพเ้าหลั่งน้ำรักออกมาคารูเสียวของคิว แต่ความเสียวนั้นยังไม่จบ เมื่อคิวอยากไปดูเรือของข้าพเ้า และร่วมรักกันในครั้งที่สอง
ข้าพเ้าจึงพาคิวไปยังเรือของตน เปิดไฟในเรือให้สว่างโดยอาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่รถยนต์ก้อนใหญ่ บัดนี้แสงไฟสีวอร์มไวต์จากหลอด Led ก็พลันสว่างกระจ่างสายตาของชายสองคน
คิวชมความงามของสำเภาไม้นี่อยู่พักใหญ่ ก็รู้สึกมีความ้าทางเพศอีกครั้ง ข้าพเ้าจึงพาเด็กวัยมัธยมผู้นี้ ไปยังห้องนอนส่วนตัวของข้าพเ้าภายในเรือ ที่ซึ่งเตียงไม้สักโบราณตั้งตระหง่านอยู่ มีฟูกเตียงสีขาวคลุมด้วยผ้าปูที่นอนลายการ์ตูน สปอนจ์บ๊อบ แน่นอนเทียวว่าหมอนหนุนแลหมอนข้างก็ถูกปกคลุมด้วยปลอกหมอนลายการ์ตูนเื่เดียวกันนี้
ไม่ถึง5 นาที ข้าพเ้าเริ่มบรรเลงอินโทรของเพลงรักเพลงเสียวเพลงที่สองนี้ ด้วยการกอดจูบลูบคลำคิว พร้อมทั้งเอามือล้วงเข้าไปในกางเกงของคิว คิวก็เอามือล้วงกางเกงข้าพเ้าเช่นกัน ของสงวนของเราสองคนแฉะไปด้วยน้ำรัก จากนั้นต่างคนก็ช่วยกันถอดเสื้อผ้าของฝ่ายตรงข้ามจนเห็นร่างอันเปลือยเปล่าของทั้งคู่
ข้าพเ้าตระเตรียมเจลหล่อลื่นแลถุงยางเรียบร้อย เราเริ่มต้นกันด้วยท่า upstanding citizea หรือที่คนไทยมักเรียกว่าท่า "ลิงอุ้มแตง" เราสองคนขยับร่างกายยาวๆ ด้วยความเสียวซ่าน คิวร้องครางดัง "อ๊าส์..." ขึ้นมาอย่างดังสนั่น
ผ่านไปราว 2 นาที ข้าพเ้าก็เปลี่ยนท่วงท่าทำนอง มาเป็ท่า woman on top ซึ่งคิวเขย่าร่างบนข้าพเ้าอย่างสั่นไหว จนข้าพเ้าเกรงว่าข้าพเ้าจักเสร็จเร็วเกินไป ข้าพเ้าเลยบอกเด็กหนุ่มว่า
"ช้าๆ หน่อย เดี๋ยวแตก"
คิวเลยลดสปีดความเร็วลง จากนั้นเราอยู่ในท่วงท่าแห่งนี้ประมาณ 4 นาทีเห็นจักได้
แล้วเราก็ปิดฉากรักด้วยท่วงท่าสุดท้าย คือท่า Leg over shouder จากนั้นข้าพเ้าก็แตกใส่ตัวของคิว ส่วนคิวนั้นก็ชักว่าวจนตนเองแตกใส่ท้องในที่สุด
เื่ราวหลังจากนั้นเป็อย่างไรต่อ ข้าพเ้ามิอาจทราบได้ เพราะข้าพเ้าตื่นขึ้นมาในเช้าวันถัดไปของเดือนสิงหาคม ๒๕๖๗ นับว่านานเหลือเกินกว่าที่ข้าพเ้าจักเขียนเื่นี้เสร็จก็ปาเข้าไปวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๘ แล้ว
...................... (จบ) ..................