ลวี่เอ๋อร์สังเกตเห็นความผิดปกติของเสิ่นจื่อโยวทว่าบ่าวไพร่เ่าั้ไม่เห็นพวกเขาจู่โจมเข้าไปพร้อมกระบองสองท่อนโดยปราศจากความยั้งคิด
ริมฝีปากของเสิ่นจื่อโยวยกหยักนางหยิบแผ่นยันต์ที่อยู่ข้างมือขึ้นมาก่อนสะบัดไปยังร่างของพวกเขา
ปั้ง!
ปั้ง!
ปั้ง!
สิ้นเสียงที่ดังติดต่อกันหลายครั้ง บ่าวไพร่ท่าทางดุดันเ่าั้ก็ล้มกองอยู่บนพื้นบนร่างปรากฏาแชุ่มเืหลายแห่งจากการะเิของแผ่นยันต์
บรรยากาศพลันแปรเปลี่ยนเป็เงียบสงัดดุจป่าช้า
ไม่นานหลังจากนั้นลวี่เอ๋อร์จึงตระหนักได้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นนางส่งเสียงกรีดร้องชี้ไปที่เสิ่นจื่อโยว สบถด่าด้วยความตื่นตระหนก ทั้งโกรธเกรี้ยวระคนหวาดกลัว“เ้าทำอะไร เ้าทำสิ่งใดกัน!”
เสิ่นจื่อโยวหยิบพู่กันขึ้นมาตวัดปลายพู่กันแ่เบาเพื่อวาดยันต์เส้นสุดท้ายก่อนจะหยิบแผ่นยันต์ขึ้นมาแล้วเป่าเบาๆ
“ข้าทำอะไรเมื่อครู่เ้าก็เห็นแล้วมิใช่หรือ หรือว่าเ้ายังเห็นไม่ชัดอยากจะลองลิ้มด้วยตนเอง?”
เสิ่นจื่อโยวเดินอ้อมจากหลังโต๊ะย่างเท้าเข้าหาลวี่เอ๋อร์ไม่ช้าไม่เร็ว
ลวี่เอ๋อร์รับรู้ถึงอันตรายบางอย่างที่กำลังคืบคลานเข้าใกล้นางหมายจะหมุนตัววิ่งหนีทว่าเท้าราวกับถูกตรึงไว้ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้แม้เพียงเศษเสี้ยว
“เ้า! อย่าเข้ามา!หากเ้ากล้าทำร้ายข้า คุณหนูรองต้องไม่ปล่อยเ้าไว้เป็แน่!”ลวี่เอ๋อร์กรีดร้องเสียงแหลม
“คุณหนูรอง...”ลวี่เอ๋อร์ย่อมหมายถึงเสิ่นเชียนซี “อ่า ก็เพียงบ่าวไพร่ที่ตาไร้แววคนหนึ่ง”
เสิ่นจื่อโยวแค่นเสียงหยันก่อนจะแปะแผ่นยันต์ลงบนร่างของลวี่เอ๋อร์
ชั่วขณะถัดมา เสียงะเิที่รุนแรงกว่าคราก่อนก็ดังก้องบริเวณลานกว้างก่อนจะตามด้วยเสียงกระดูกแตกเป็เสี่ยงๆทรวงอกของลวี่เอ๋อร์เกิดเป็รูโบ๋ขนาดใหญ่ ร่างล้มพับอยู่ที่พื้น ลมหายใจรวยริน
เทียบกับพวกบ่าวไพร่ที่ปฏิบัติตามคำสั่งเ่าั้แล้วเสิ่นจื่อโยวรู้สึกรังเกียจคนเช่นลวี่เอ๋อร์ที่อาศัยบารมีเ้านายรังแกผู้อื่นยิ่งกว่าในความทรงจำของเ้าของร่างนี้ ลวี่เอ๋อร์มักอาศัยว่าตนเป็สาวใช้ใหญ่ของเสิ่นเชียนซีรังแกเสิ่นจื่อโยวคุณหนูใหญ่ผู้นี้อยู่เป็นิจด้านเสิ่นเชียนซีแต่ไรมานางก็ทำเป็หลับตาข้างลืมตาข้าง
ดังนั้นเสิ่นจื่อโยวจึงต้องมอบ ‘ของขวัญพบหน้า’ ชิ้นที่สำคัญที่สุดให้แก่ลวี่เอ๋อร์
เสิ่นจื่อโยวเดินนวยนาดออกไปจากลานกว้างเล็กๆ แห่งนี้ ทิ้งบ่าวไพร่สาวใช้เ่าั้ไว้เื้ั
นางไม่ต้องให้คนเหล่านี้จับตัวนางไปที่ห้องลงทัณฑ์
นาง้า-ไป-ด้วย-ตนเอง!
ในห้องลงทัณฑ์ เสิ่นอี้กวงนั่งหน้าดำคล้ำอยู่ตรงตำแหน่งประมุขข้างกายเป็พันไป๋เหอมารดาของเสิ่นเชียนซี
พันไป๋เหอถือผ้าเช็ดหน้าของตนแสร้งทำท่าทางซับ ‘รอยชื้น’ บริเวณหางตาและกล่าวว่า“จื่อโยวถือเป็เด็กที่น่าเวทนาคนหนึ่งั้แ่เล็กก็ประสบเคราะห์กรรมทุกข์ทรมานนานัปการ นางสับสนมึนงงไม่ประสีประสาบางทีนางอาจไม่รู้ว่ามุกเม็ดนั้นคืออะไร เพียงรู้สึกว่าไข่มุกงามนักจึงได้หยิบไปก็เท่านั้นนายท่านอย่าได้เข้มงวดเกินไป หากทำให้นางใย่อมไม่เป็การดี”
เสิ่นอี้กวงโมโหจนตบโต๊ะดังปังก่อนจะตวาด“ถึงจะไม่ประสีประสา แต่จะขโมยข้าวของของน้องสาวไปได้อย่างไร บนโลกนี้มีคนสติวิปลาสมากมายเหตุใดจึงไม่เห็นผู้อื่นริอาจเป็ขโมย?! น่าโมโหนักเหมือนแม่ของมันไม่มีผิด อัปมงคลจริงๆ!”
“อย่าได้โมโหไปเลยเ้าค่ะสุขภาพของนายท่านเป็สิ่งสำคัญ อีกครู่ก็พูดคุยกันดีๆ มุกยังสามารถนำกลับคืนมาได้”พันไป๋เหอลูบทรวงอกของเสิ่นอี้กวงเบาๆพลางปลอบประโลมทว่ามุมปากกลับลอบยกหยักอย่างย่ามใจ
“ท่านแม่ ท่านใจดีเกินไปแล้วถึงขั้นนี้แล้วยังจะอ้อนวอนแทนเ้าเด็กสติวิปลาสนั่นอีก”เสิ่นเฉี่ยวเหลียนที่ยืนอยู่ด้านข้างกล่าวกับพันไป๋เหอด้วยท่าทีนอบน้อมพะเน้าเอาใจเป็อย่างยิ่ง
เสิ่นเฉี่ยวเหลียนไม่ใช่บุตรสาวโดยสายเืของพันไป๋เหอแต่เป็บุตรสาวที่ถือกำเนิดขึ้นจากสาวใช้ที่เสิ่นอี้กวงไปร่วมเสพสมด้วยหลังเมามายจากสุราอุปนิสัยของนางดุจหญ้าข้างกำแพง[1]เชี่ยวชาญการแล่นเรือไปตามแรงลมมากที่สุดหลังจากที่พันไป๋เหอถูกเลื่อนขั้นเป็ห้องหลัก สิ่งแรกที่นางทำก็คือการสรรหาเครื่องประดับสวยงามมากมายไปพะเน้าเอาใจพันไป๋เหอเรียกขานอีกฝ่ายว่าท่านแม่ได้ลื่นไหลอย่างยิ่งยวด กระทั่งละทิ้งมารดาแท้ ๆ ของตนไว้ด้านข้าง
“เหอะ ดูเหมือนว่าตัวข้ายังมาไม่ถึงพวกท่านก็รีบร้อนกำหนดบทลงโทษให้ข้าแล้ว”
เสียงใสกังวานระคนแววเหยียดหยันเข้มข้นเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านนอกห้องลงทัณฑ์มันดังเข้าสู่โสตประสาทของทุกคน ทั้งยังกระแทกเข้าไปในหัวใจของพวกเขาอย่างแรง
พวกเขาหันมองตรงประตูโดยพร้อมเพรียงกันเพียงปราดตามองก็พบกับเสิ่นจื่อโยวที่เดินเข้ามาด้วยตนเอง
สายตาของเสิ่นจื่อโยวกวาดมองทุกคนปราดหนึ่งก่อนจะตกลงบนร่างของเสิ่นเฉี่ยวเหลียน
หัวใจของเสิ่นเฉี่ยวเหลียนกระตุกโดยพลัน
นี่ใช่แววตาที่คนสติวิปลาสพึงมีหรือ เหตุใดจึงสุกสกาวเช่นนี้เพียงนางปราดมองมาก็ราวกับถูกมองทะลุถึงความโสมมในส่วนลึกของจิตใจ
ไม่เพียงแต่เสิ่นเฉี่ยวเหลียนที่รู้สึกฉงนผู้อื่นต่างก็ตกตะลึงเช่นเดียวกัน
แต่ไรมาเสิ่นจื่อโยวมักให้ภาพจำแก่ผู้อื่นว่ามีอุปนิสัยตื่นตระหนกขลาดเขลาเคยมีท่าทางไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใดเช่นนี้ที่ใด ผู้ที่มีท่าทางเช่นนี้จะมีสติวิปลาสได้อย่างไร
มุมปากของเสิ่นจื่อโยวยกหยักพลางกล่าว“อย่างไรกัน ก่อนข้าจะมาพวกท่านต่างเอาแต่ผรุสวาทอยากให้ข้ารีบมามิใช่หรือกระทั่งยังส่งบ่าวไพร่หลายคนไป ‘เชิญ’ ข้ามา บัดนี้ข้ามาแล้วเหตุใดจึงเปลี่ยนเป็คนใบ้กันหมดแล้วเล่า”
เยี่ยมยอดในที่สุดก็สามารถยืนยันได้แล้วว่าคนเบื้องหน้าผู้นี้มิใช่คนสติวิปลาสอีกต่อไป
คนสติวิปลาสไม่มีทางกล่าวถ้อยคำเช่นนี้ออกมา
“บังอาจ! คุกเข่าลงเสีย!”เสิ่นอี้กวงตบที่วางแขนตวาดกร้าว เขาไม่สนว่าเสิ่นจื่อโยวจะมีสติสมประดีหรือไม่แต่ในเมื่อนางเป็ลูกของเขาก็ต้องเชื่อฟังเขา
“ท่านสั่งให้ข้าคุกเข่า ข้าก็ต้องคุกเข่า? ก่อนสั่งลงโทษผู้อื่นก็ควรมีสาเหตุก่อนกระมัง?”เสิ่นจื่อโยวกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่ช้าไม่เร็วนางสบสายตาเสิ่นอี้กวงอย่างไร้ความเกรงกลัว
“เ้าขโมยไข่มุกบรรลัยกัลป์ของเชียนซีไปแล้วข้าจะสั่งลงโทษเ้าไม่ได้หรือ?!”
เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้ว“กล่าวว่าข้าขโมยมุกบรรลัยกัลป์ หลักฐานเล่า?”
“หลักฐานก็คือลวี่เอ๋อร์เห็นเ้าทำท่าลับๆ ล่อ ๆ อยู่หน้าห้องของข้า” เสิ่นเชียนซีกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า
“‘งั้นหรือ? เช่นนั้นข้าเองก็อยากบอกว่าข้าเคยเห็นน้องเฉี่ยวเหลียนทำท่าลับๆ ล่อ ๆ อยู่หน้าห้องของน้องรองเช่นเดียวกัน” เสิ่นจื่อโยวกล่าวกลั้วรอยยิ้มั์ตาดำขลับจ้องไปยังเสิ่นเฉี่ยวเหลียน
เหงื่อเย็นชื้นพลันผุดท่วมแผ่นหลังของเสิ่นเฉี่ยวเหลียน
“เสิ่นจื่อโยวเ้าอย่าได้พ่นวาจาให้ร้ายผู้อื่น! หากเ้ายังรู้จักสำนึกก็รีบสารภาพเสียจะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานมาก!”เพราะอารามร้อนตัวเสิ่นเฉี่ยวเหลียนจึงตวาดออกมาด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดประโยคสุดท้ายนั้นฟังชัดว่าเป็คำขู่
ยามที่เสิ่นจื่อโยวยังเป็เพียงคนสติวิปลาสเสิ่นเฉี่ยวเหลียนเคยรังแกนางอยู่เป็นิจเสิ่นเฉี่ยวเหลียนเริ่มฝึกฝนบำเพ็ญเพียรั้แ่วัยเยาว์มายามนี้นางถึงขั้นบำเพ็ญกายระดับหกแล้วการจัดการเสิ่นจื่อโยวผู้ซึ่งเป็เพียงคนสติวิปลาสที่ไม่เคยผ่านการบำเพ็ญเพียรคนหนึ่งถือเป็เื่ที่ง่ายดายยิ่งนัก
เพียงแต่น่าเสียดายที่เสิ่นจื่อโยวไม่ใช่คนเดิมในวันวานแล้วยามนี้นางเกลียดชังการข่มขู่จากผู้อื่นอย่างที่สุด!
ทันใดนั้นเสิ่นจื่อโยวก็พุ่งตัวไปหาเสิ่นเฉี่ยวเหลียนโดยยังไม่ทันรอให้เสิ่นเฉี่ยวเหลียนตอบสนองก็จับข้อมือของนางไว้
“เสิ่นเฉี่ยวเหลียน เ้ารู้หรือไม่ ผู้ที่หยิบมุกบรรลัยกัลป์ด้วยมือเปล่าภายในสามวันห้ามััน้ำอุ่นมิเช่นนั้นิัจะต้องแตกพุพองประหนึ่งถูกไฟเผาไหม้”
เสิ่นจื่อโยวกล่าวจบก็จับมือของเสิ่นเฉี่ยวเหลียนจุ่มลงไปในถ้วยน้ำชาที่ยังไม่เย็น
“กรี๊ด...!”เสิ่นเฉี่ยวเหลียนกรีดร้องอย่างเ็ป
[1] สำนวนจีน มีความหมายว่าหญ้าที่พลิ้วไหวไปตามลมเหมือนอุปนิสัยของคนที่เปลี่ยนแปลงไปมาหรือคล้อยตามผู้อื่นง่าย ๆ