เจียนั่วบอกกล่าวคนทั้งสองก่อนเดินไปทางห้องน้ำบริเวณมุมหนึ่งของร้านอาหารเช่นกัน ลาถีเท่อพยายามดันเก๋อจือที่กำลังส่งเสียงกรนเอาไว้พลางคลุมเสื้อคลุมลงบนกายของอีกฝ่าย ทันทีที่เจียนั่วกลับมา โม่เจ๋อเอ่อร์ก็จะไปหาเก๋อเหลยเกอหลี่เพื่อบอกลา
“นึกมิถึงว่าเจ้าจะมาที่นี่แล้วจริงๆ?!”
โม่จ้านกำลังศึกษากระดูกน่องแกะที่เหลืออยู่บนจานอย่างตั้งอกตั้งใจ ทันใดนั้นพลันถูกน้ำเสียงราวกับสายฟ้าฟาดที่ดังขึ้นกะทันหันทำเอาสะดุ้งโหยงเสียแล้ว ไม่เพียงแต่โม่จ้าน กระทั่งลาถีเท่อยังตกใจเสียจนกายสั่นสะท้าน จากนั้นจึงเงยหน้าไปมองบุรุษร่างใหญ่กำยำล่ำสันข้างโต๊ะด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“...ใช่ ได้พบกันอีกแล้ว ท่านเจี๋ยหลัว”
โม่จ้านกุมหัวใจที่เอาแต่เต้นตุบๆ ไม่หยุดพลางฝืนฉีกยิ้มออกมา นับตั้งแต่ตนทะลุมิติมายังโลกต่างมิติแห่งนี้ นี่นับเป็น ‘เรื่องที่ทำให้โม่จ้านตกใจมากที่สุด’ เป็นลำดับที่สอง รองลงมาจากการถูกตาเฒ่าบางคนลวนลามเมื่อยามถูกขังหลังจากเพิ่งมายังโลกแห่งนี้
“ข้าได้ยินว่าหนึ่งในสามกลุ่มทหารรับจ้างที่คุ้มกันการขนย้ายมีสมาชิกเพียงสี่คนจึงมาดูด้วยความสนใจ นึกมิถึงว่าจะเป็นเจ้า”
เจี๋ยหลัวตบบ่าของโม่จ้านดัง ‘ปักๆๆ’ โม่จ้านเจ็บจนต้องขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ทว่าใบหน้ายังคงยกยิ้มรับ
“ยามนั้นข้าก็รู้แล้วว่าฝีมือเจ้าไม่เลว เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าจะเป็นหัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้าง ฮ่าๆๆๆ”
หากมิใช่เพราะรู้ว่าเจ้ามิได้มีเจตนาร้าย ข้าคงจะซัดหนึ่งหมัดหนักๆ ใส่หน้าเจ้าสักทีให้จงได้...
โม่จ้านกุมไหล่ที่แสบร้อนของตนทว่าปากกำลังหัวเราะฮ่าๆ หางตาลอบชำเลืองมองไปยังขวานที่เผยออกมาจากทางด้านหลังของอีกฝ่าย
ยามอยู่ตำบลลมฝุ่น ตนเคยรู้สึกประทับใจกับการเรืองแสงแปลกประหลาดอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโลหะเล่นแร่แปรธาตุ ครั้นดูจากยามนี้ ขวานใหญ่เล่มนั้นที่ซีนั่วนำไปซ่อมในร้านอาวุธบนตำบลลมฝุ่นคือด้ามที่เจี๋ยหลัวกำลังแบกอยู่จริงๆ เพียงแต่รูปแกะสลักลายนูนลักษณะเขาสัตว์บนด้ามขวานคล้ายกับถูกซ่อนไว้โดยการตกแต่งด้วยเชือกเสียแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของผู้ใดกัน
“ข้าเองก็แปลกใจมากเช่นกัน นึกมิถึงว่าท่านเจี๋ยหลัวจะเป็นหนึ่งในผู้ดูแลตรอกขี้เถ้า”
“เจ้ารู้ได้อย่าง--- เอ่อ เอาเถิด ข้าเป็นจริงๆ”
ประโยคย้อนถามถูกแววตาอมยิ้มคล้ายไม่ยิ้มของโม่จ้านขัดจังหวะ เจี๋ยหลัวหัวเราะอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออกก่อนจะพยักหน้ารับเสียแล้ว
“ท่านผู้นี้ การหลอกถามคนซื่อดูจะไร้มารยาทเกินไปกระมัง”
น้ำเสียงเบาหวิวดังมาจากข้างกาย โม่จ้านกายสั่นสะท้านก่อนจะเขยิบไปด้านข้าง --- ด้วยเพราะตนเคยได้เห็นความลึกลับซับซ้อนของภูตความมืดนามอามู่มาแล้ว
“...เจ้าก็คือโม่เจ๋อเอ่อร์?” ชายหนุ่มร่างเล็กเงยหน้าขึ้นมองพิจารณาโม่จ้านที่อยู่ตรงหน้า
“สวัสดี ท่านอามู่ พวกเราเคยพบกันมาแล้ว เพียงแต่ท่านอาจจะมิทันสังเกตเห็นข้า” โม่จ้านโบกมือพลางคลี่ยิ้ม
กล่าวกันว่าคือ ‘ภูตความมืด’ แต่ทว่าแท้จริงแล้วสีผิวของอามู่ยังขาวกว่าลาถีเท่ออยู่บ้าง เพียงแต่เมื่ออยู่ท่ามกลางเผ่าภูตที่ผิวขาวเสียจนเป็นประกายทำให้แลดูค่อนข้างคล้ำอย่างเห็นได้ชัดเท่านั้น ใบหูของอามู่มิได้แหลมเกินจริงเช่นเผ่าภูต มองดูแล้วยาวกว่าใบหูของคนธรรมดาเพียงเล็กน้อย ภายใต้ปอยผมหนาสีเทาอ่อน ดวงตากึ่งเปิดกึ่งปิดคู่หนึ่งที่หลุบลงแลดูไร้วิญญาณอย่างเห็นได้ชัด มิต่างกับกำลังสัปหงก
ร่างกายของภูตความมืดได้รับเชื้อสายความผอมเพรียวมาจากเผ่าภูต กอปรกับท่วงท่ายามยืนของอามู่ค่อนข้างหลังค่อม ทำให้แลดูตัวเตี้ยอยู่บ้าง โม่จ้านพิจารณาด้วยสายตาครู่หนึ่ง คล้ายจะสูงกว่าเก๋อจือครึ่งศีรษะ
ในขณะเดียวกับที่โม่จ้านพินิจมองอามู่ อามู่เองก็พินิจมองโม่จ้านเช่นเดียวกัน
เจี๋ยหลัวเพิ่งกลับมาถึงพลันถูกเรียกให้มาร่วมงานเลี้ยง ซีนั่วยังมิทันเอ่ยบอกตนว่า ‘คนสนิทของท่านราชาปีศาจ’ ที่ลึกลับผู้นั้นคือโม่เจ๋อเอ่อร์ เพียงแต่ดูคล้ายเจี๋ยหลัวจะเคยมีโอกาสได้พบกับโม่เจ๋อเอ่อร์มาก่อน ความสัมพันธ์หลังเปิดไพ่คงจะไม่แข็งกระด้างจนเกินไป...กระมัง?
จะว่าไปแล้วอีกฝ่ายเพียงมีลักษณะท่าทางคล้ายเผ่าปีศาจเท่านั้น กระทั่งเขายังไม่มี จะมีพลังเวทที่แข็งแกร่งเพียงนั้นจริงหรือ?
อามู่ขมวดคิ้ว สายตาฉายแววสงสัยกวาดมองไปทางทั้งสองคนที่อยู่ด้านหลังของอีกฝ่าย --- เด็กหนุ่มผมแดงสวมชุดคลุมจอมเวทเอนพิงบนกายของเด็กหนุ่มเผ่าหมานร่างกำยำ อีกทั้งกำลังแอบส่งเสียงกรนออกมา เด็กหนุ่มเผ่าหมานยกยิ้มขออภัย ยกมือขึ้นบอกใบ้ว่าตนมิอาจเบี่ยงกายออกห่าง
ซีนั่วกล่าวว่าเจ้าเด็กผมแดงผู้นั้นสามารถร่ายเวทธาตุไฟระดับสูง ยามจอมเวทระดับสูงเข้าร่วมงานเลี้ยงสาธารณะ ทุกครั้งมักแต่งกายหรูหราอยู่หลายชั่วยาม ทุกกิริยาท่าทางหยิ่งผยองไร้สิ่งใดเปรียบ ราวกับกลัวว่าผู้อื่นจะไม่ล่วงรู้ถึงฐานะของตน ทว่าชายแขนเสื้อของจอมเวทผู้นี้กลับเปรอะเปื้อนเป็นรอยด่างดวง ชุดคลุมยับยู่ยี่ เสียงกรนดังสนั่นอีกทั้งยังน้ำลายไหล แลดูคล้ายลูกผู้ลากมากดีที่เป็นบุรุษเจ้าสำอางขี้โอ่จากตระกูลสูงศักดิ์สักตระกูลเสียมากกว่า หลังจากเที่ยวเล่นจนเหนื่อยจึงถูกลากมายังโต๊ะอาหาร..
ไม่กล่าวไม่ได้ว่า การคาดเดาของอามู่ช่างถูกต้องแม่นยำอย่างยิ่งในเชิงความหมาย
ภูตความมืดขมวดคิ้วเป็นปมยิ่งกว่าเดิม ตนเชื่อหัวหน้ากิลด์ซีนั่ว เพียงแต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ตนมิอาจวางใจจริงๆ
“ท่านหัวหน้ากลุ่มโม่เจ๋อเอ่อร์ พวกเราจะคุยกันเป็นการส่วนตัวสักประเดี๋ยวได้หรือไม่?”
คำร้องขอที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้โม่จ้านนิ่งงันไปชั่วขณะก่อนจะพยักหน้ารับพร้อมกับเดินตามอามู่ออกไป ขณะเดียวกับที่เจียนั่วได้กลับมาจากห้องน้ำพอดี เมื่อเห็นแผ่นหลังของโม่จ้านกับอามู่ที่กำลังเดินออกไป ภายในดวงตาพลันฉายแววตื่นตัว
ลาถีเท่อจับสังเกตแววตานั้นของเจียนั่วได้อย่างว่องไว บนใบหน้าเผยรอยยิ้มเช่นคนขี้นินทา ยักไหล่ก่อนจะเริ่มเอ่ยหยอกเย้า
“วางใจเถิดเจียนั่ว โม่เจ๋อเอ่อร์ไม่มีทางชอบบุรุษที่ผิวคล้ำและเตี้ยกว่าเจ้าถึงเพียงนั้นอย่างแน่นอน”
“...เจ้าเห็นข้ากลายเป็นผู้ศรัทธาเทพหญิงขี้ริษยาไปแล้วหรืออย่างไร?”
มุมปากของเจียนั่วกระตุก ทว่ายังคงหรี่ดวงตาลง จ้องมองไปยังทิศทางที่ทั้งสองเดินออกไปอย่างระมัดระวังก่อนจะเยื้องย่างฝ่าเท้า
“...ข้าเพียงกลัวว่าอีกฝ่ายจะมีเจตนาไม่บริสุทธิ์กับโม่เจ๋อเอ่อร์ ทำให้โม่เจ๋อเอ่อร์ต้องบาดเจ็บเท่านั้น”
“...ถูกๆๆ หน้าที่ของอัศวินก็คือการคอยปกป้ององค์หญิง”
ลาถีเท่อส่ายหน้าอย่างจนปัญญา ก่อนจะแสร้งทำเป็นเช็ดน้ำลายที่ไหลออกมาให้เก๋อจือ
“...ช่างเถิด”
หากเป็นยามปกติ ผู้ที่มักเอาจริงเอาจังเช่นตนจะต้องนั่งลงคิดใคร่ครวญให้ดี เพียงแต่หน้าที่สำคัญในยามนี้คือการจับตาดูภูตความมืดผู้นั้น ปล่อยให้ลาถีเท่อเข้าใจผิดไปเถิด
ถึงแม้ตนจะเชื่อมั่นในศักยภาพของโม่จ้าน ทว่าหากคำเล่าลือเป็นความจริง ภูตความมืดก็คือครึ่งเผ่าปีศาจ อีกทั้งสายเลือดและความสามารถของเผ่าปีศาจแข็งแกร่งมากเพียงใดนั้น ตนเคยได้ประสบพบเจอด้วยตนเองมาก่อน...
เจี๋ยหลัวที่ยืนเป็นท่อนเสาอยู่ด้านข้างมองคนทั้งสามที่สองคนนำหน้าหนึ่งคนตามหลังออกไปจากห้องโถง จากนั้นเบนสายตากลับมายังลาถีเท่อที่ยังคงนั่งอยู่
ร่างกายและพละกำลังของชนเผ่าหมานสามารถกล่าวได้ว่า ‘แข็งแกร่งที่สุดในเผ่ามนุษย์’ ถึงขั้นสามารถเอาชนะเผ่าสัตว์กลายร่างชั้นสูง ตนเคยได้ยินคำกล่าวขานนี้มานานนัก ยามทำภารกิจที่อาณาจักรข่ายเจ๋อ ตนเคยประลองมวยปล้ำและยกน้ำหนักกับเผ่าสัตว์กลายร่างชั้นสูง ถึงแม้เด็กหนุ่มเผ่าหมานตรงหน้ามิอาจนับว่าเป็นชายหนุ่มเสียด้วยซ้ำ แต่กระนั้นเมื่อดูจากหลังมือและกล้ามเนื้อแข็งแรงท่อนบนที่เผยออกมาก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องผ่านการฝึกฝนแสนทรหดอย่างยิ่งมาก่อน สิ่งนี้กลับยิ่งกระตุ้นความอยากเอาชนะของตนเสียแล้ว
ตนคิดอยากประลองกับอีกฝ่ายสักครั้ง เพียงแต่ยามนี้อยู่ในห้องโถงมิอาจทำสิ่งใดเอิกเกริก ‘ห้องรับรอง’ ด้านนอกห้องโถงก็คงถูกพวกอามู่จับจองไปแล้ว เช่นนั้นทำอย่างไรดี?
หากมีรายการประลองใดที่สามารถแข่งบนโต๊ะได้ก็คงดี...
...อืม คล้ายว่าจะมี
ดวงตาของเจ้าตัวโตเป็นประกายทันใด สายตาร้อนระอุมองตรงไปทางลาถีเท่อ เด็กหนุ่มเผ่าหมานถูกสายตาจับจ้องเป็นหนึ่งเดียวอย่างกะทันหันของเจี๋ยหลัวทำเอาสะดุ้งตกใจพร้อมทั้งผุดตุ่มหนังไก่เต็มท่อนแขน
“...เอ่อ ท่านเจี๋ยหลัว...มีเรื่องอันใดหรือไม่?”